วรงค์ เดชกิจวิกรม

“หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

“หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

การกลับมาสวมบทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ในรอบ 12 ปี ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวประกาศกร้าวชัดเจนว่า “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสภาไทย

หมอวรงค์เน้นย้ำถึงแนวคิดพื้นฐานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้นำจีนอย่าง สี จิ้นผิง โดยมองว่าการทำความสะอาดประเทศต้องเริ่มจากการทำความสะอาดสภาเสียก่อน การปราบทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ต้องเริ่มจากการลดพฤติกรรมฟุ่มเฟือยของนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกบำนาญ สส. หรือการลดจำนวนผู้ช่วย เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดินให้ได้มากที่สุด

เจาะลึกแนวคิด “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

ในการสัมภาษณ์พิเศษ หมอวรงค์ได้เคลียร์ใจทุกประเด็นดราม่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีตกับพรรคไทยรักไทย หรือความสงสัยของสังคมว่าทำไมเขาถึงมักจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตระกูลชินวัตรอยู่บ่อยครั้ง โดยเขายืนยันว่าการทำงานของเขาทำไปตามหลักการและความถูกต้อง ไม่ได้มีความโกรธแค้นส่วนตัว แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบประชาชนผ่านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่นักการเมืองควรจะเสียสละ

ประเด็นที่น่าสนใจที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ได้แก่:

  • กองทุนผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาที่เป็นสวัสดิการตลอดชีวิต
  • การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าเทอมบุตรที่มองว่าสูงเกินไป
  • ความจำเป็นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งและตรวจสอบได้

หมอวรงค์ยังได้พูดถึงร้านข้าวแกง 10 บาท ซึ่งเป็นที่สงสัยว่าทำเพื่อประชดการเมืองหรือไม่ ซึ่งเขายืนยันว่าจุดเริ่มต้นมาจากความต้องการช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองแต่อย่างใด “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการแสดงจุดยืนให้สังคมเห็นว่า การเป็นนักการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากการบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด

สุดท้ายนี้ การทำหน้าที่ในสภาของหมอวรงค์จะเป็นอย่างไร จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาตามที่คาดหวังไว้ได้หรือไม่ คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่เชื่อได้ว่าบทบาทของเขาจะเป็นสีสันและเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชนได้เห็นการตรวจสอบที่ดุเดือดและจริงจังมากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ที่มา – “หมอวรงค์” เปิดใจโกรธแค้นอะไรตระกูลชินวัตร-ขอยึดแนวคิด “สี จิ้นผิง” ปราบโกง

เปิดไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

ไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนจับตามอง ตั้งแต่กลับไทย เข้าเรือนจำ จนได้กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า วันนี้เราจะย้อนดูทุกขั้นตอนแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ทักษิณ ชินวัตร ก้มกราบแผ่นดิน

ไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

เรื่องราวเริ่มต้นยาวนาน 28 ก.พ. 2551 ทักษิณกลับไทยครั้งแรกหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ก้มกราบแผ่นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ภาพประวัติศาสตร์เลย แต่สุดท้ายต้องลี้ภัยอีก 17 ปี

22 ส.ค. 2566 กลับไทยครั้งที่ 2 ด้วยเครื่องบินส่วนตัวจากดูไบ ลงดอนเมือง ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์ ลูกๆ รอต้อนรับ ศาลฎีกาฯ พิพากษาคดี 3 คดี โทษรวม 8 ปี ส่งเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ป่วยแน่นหน้าอก ส่ง รพ.ตำรวจ

ทักษิณ ชินวัตร กลับไทย

ขั้นตอนสำคัญในไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

  • 31 ส.ค. 2566: ราชกิจจาฯ โปรดเกล้าฯ ลดโทษเหลือ 1 ปี หลังยื่นฎีกา
  • 17 ก.พ. 2567: พักโทษชั่วคราว ออกจาก รพ.ตำรวจ ไปบ้านจันทร์ส่องหล้า สวมเฝือกคอ สถานะนักโทษ 1 ใน 945 ราย อายุ 70+ ป่วยหนัก

ต่อมา 13 มิ.ย. – 30 ก.ค. 2568 ศาลไต่สวน 7 นัด 31 ปาก ทักษิณส่งทนายไปแทน

4 ก.ย. 2568 ออกนอกประเทศไปสิงคโปร์แต่เปลี่ยนไปดูไบ รักษาโรค สัญญากลับ 8 ก.ย.

8 ก.ย. 2568 กลับไทยทันฟังคำสั่ง

ทักษิณ ชินวัตร กลับไทย

9 ก.ย. 2568 ศาลสั่งนับโทษใหม่ ไม่หักเวลาที่ รพ.ตำรวจ ต้องจำ 1 ปีจริง

27 พ.ย. 2568 ภาพแรกในชุดนักโทษสีฟ้า ผมสั้น อิ๊งค์โพสต์ ลูกๆ เยี่ยม 61 ครั้ง

ทักษิณ ชินวัตร ในเรือนจำ

25 ก.พ. 2569 กรมราชทัณฑ์ยันเข้าเกณฑ์พักโทษพ.ค. ครบ 2/3 หรือ 8 เดือน

31 มี.ค. 2569 คก.เรือนจำมติเห็นชอบ

29 เม.ย. 2569 อยุติธรรมอนุมัติ ติด EM ห้ามออกนอกประเทศ

11 พ.ค. 2569 ปล่อยตัวหลังจำ 243 วัน คุมประพฤติ 4 เดือน จนพ้นโทษ 9 ก.ย. 2569

ทักษิณ กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า

ไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร แสดงให้เห็นกระบวนการยุติธรรมที่เข้มงวดแต่เป็นธรรม ครอบครัวคือกำลังใจใหญ่ ถ้าคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ติดตามอัปเดตจากเรา และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ!

ที่มา – เปิดไทม์ไลน์ พักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” จากเรือนจำสู่ “บ้านจันทร์ส่องหล้า”

“วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อกระทบการเมือง

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด มีประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ “วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ให้สัมภาษณ์ที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษและเตรียมออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้

“วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง

นพ.วรงค์ เปิดเผยว่ากรณีของนายทักษิณนั้น เกิดจากการทำผิดกฎหมายและใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชน โดยอ้างเจ็บป่วยไม่ยอมติดคุก จนภาคประชาชนต้องต่อสู้จนศาลมีคำพิพากษาให้กลับไปจำคุกรับโทษ สิ่งที่น่าชื่นชมคือ นายทักษิณได้จำคุกครบ 8 เดือนตามกฎกระทรวงแล้ว และได้รับการพักโทษซึ่งเป็นสิทธิ์ที่สมควรได้รับ โดยยึดหลักความถูกต้องและกฎหมาย “การที่เขาเข้ารับผิดและติดคุกแล้ว เราต้องชื่นชม แต่หลังจากนี้เป็นเรื่องของทักษิณที่จะวางแผนอนาคตตัวเอง” วรงค์กล่าว

วรงค์ชื่นชมทักษิณในประเด็นใดบ้าง

คำชื่นชมจากนพ.วรงค์ มุ่งไปที่การที่นายทักษิณเคารพกระบวนการยุติธรรม โดยหลังจากศาลสั่งจำคุก เขาก็ปฏิบัติตาม จนครบกำหนดพักโทษ นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการยอมรับผิดตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการเห็นจากนักการเมืองทุกคน

ผลกระทบต่อการเมืองหลังทักษิณออกจากเรือนจำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบต่อการเมือง นพ.วรงค์มองว่า การระดมมวลชนแจกลอตเตอรี่และเชิญชวนมาต้อนรับ แสดงว่าทักษิณยังไม่ทิ้งการเมือง ซึ่งไม่ผิดเพราะเป็นสิทธิ์ แต่ควรตระหนักถึงอดีตที่ผิดพลาด “หากเคารพกติกาและกฎหมาย ก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาในอดีตเกิดจากการไม่เคารพกฎหมาย จนสังคมแตกแยก มันจะมีผลต่อการเมืองแน่นอน มากน้อยดูที่ยั้งมือแค่ไหน” วรงค์ระบุ

นอกจากนี้ วรงค์ยืนยันว่า หลังศาลตัดสิน ตนถือว่าหมดหน้าที่แล้ว และแทบไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับทักษิณ เพราะเคารพกระบวนการ แต่หากมีการกระทำผิดกฎหมายอีก ไม่ว่าจะทักษิณ รัฐบาล หรือใคร ตนพร้อมต่อสู้เพื่อปกป้องหลักนิติรัฐนิติธรรม

ประเด็นสำคัญจากคำสัมภาษณ์ของนพ.วรงค์

  • ทักษิณจำคุกครบ 8 เดือนตามกฎกระทรวง
  • การพักโทษเป็นสิทธิ์ที่สมควรได้
  • ชื่นชมที่รับผิดและเคารพศาล
  • การออกคุกสะท้อนทักษิณยังเล่นการเมือง
  • จะมีผลต่อการเมือง แต่ต้องเคารพกฎหมาย
  • พร้อมสู้หากทำผิดซ้ำ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นจุดเปลี่ยนของนายทักษิณ แต่ยังสะท้อนถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมในสังคมไทย ที่นักการเมืองต้องยึดถือ หากทุกคนทำตามกฎ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความสามัคคีได้ หลังจากที่ทักษิณพ้นโทษแล้ว การเมืองไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร? เราเห็นการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มผู้สนับสนุนที่เริ่มคึกคัก บ่งชี้ว่าประเด็น “วรงค์ ชม ทักษิณ รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง” จะเป็นประเด็นร้อนต่อไป

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การกลับมาของทักษิณอาจช่วยเสริมสร้างพลังให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล หรือกดดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบาย แต่สิ่งสำคัญคือต้องอยู่ในกรอบกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยอดีต นพ.วรงค์ยังย้ำถึงบทเรียนจากอดีตที่การไม่เคารพกฎหมายนำไปสู่ความแตกแยก ซึ่งเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกฝ่าย

สุดท้ายแล้ว “วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง ถือเป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่นิติธรรมต้องมาก่อน คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “วรงค์” ชม “ทักษิณ” รับโทษตามกฎหมาย เชื่อหลังออกเรือนจำมีผลต่อการเมือง

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเรื่องค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักขึ้นจากนโยบายของรัฐบาล นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าการผลักดันให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน พร้อมปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดนั้น เป็นการเอาเปรียบประชาชนชัดเจน

“หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 นพ.วรงค์ ได้ชี้แจงว่าทั้งไฟฟ้าและน้ำประปาเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลมีหน้าที่จัดหาให้ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม โดยไม่ควรแบ่งแยกผู้ใช้ แต่มาตรการใหม่ของรัฐบาลกลับกำหนดค่าไฟแบบขั้นบันได คือ ใช้ต่ำกว่า 200 หน่วยต่อเดือน คิดไม่เกิน 3 บาท/หน่วย, 200-400 หน่วย คิด 3.95 บาท/หน่วย และเกิน 400 หน่วย คิดสูงถึง 5 บาท/หน่วยขึ้นไป ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคที่ใช้ไฟมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายสนับสนุนติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่รัฐรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ในราคาเพียง 2.20 บาท/หน่วย ขณะที่ขายคืนให้ประชาชนในราคา 5 บาท/หน่วย หรือแพงกว่าครึ่งหนึ่ง นี่คือการผลักภาระให้ประชาชนลงทุนสร้าง ‘โรงไฟฟ้าบนหลังคา’ เอง รัฐได้ประโยชน์ไฟถูก แต่ประชาชนต้องควักจ่ายค่าติดตั้งเอง

ทำไม “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบเรื่องโซลาร์เซลล์

หมอวรงค์ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังแสวงหาผลกำไรจากสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงเพราะระบบขั้นบันได และยังต้องลงทุนโซลาร์เซลล์ที่ไม่คุ้มทุนเพราะราคารับซื้อต่ำ หากรัฐจริงใจควรใช้ระบบ Net Metering ที่ผลิตไฟใช้เอง เกินขายให้รัฐ ไม่พอใช้ดึงจากรัฐ ในอัตราที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องคำนวณต่างราคา

ค่าไฟแพงกับนโยบายโซลาร์เซลล์: ประชาชนเสียเปรียบอย่างไร

โครงสร้างค่าไฟขั้นบันไดทำให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อครอบครัวใหญ่หรือผู้ประกอบการรายย่อย นโยบายโซลาร์เซลล์ดูดีในแวบแรกเพราะช่วยลดค่าไฟ แต่เมื่อเจาะลึก:

  • ราคารับซื้อไฟจากโซลาร์ 2.20 บาท/หน่วย ต่ำกว่าที่รัฐขาย 5 บาท/หน่วย เกินครึ่ง
  • ประชาชนต้องลงทุนติดตั้งเอง แม้กู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่ดอกเบี้ยและค่าบำรุงยังเป็นภาระ
  • ไม่ใช่ Net Metering จริงจัง ทำให้ไม่เป็นธรรม
  • รัฐได้ไฟถูกมาขายแพง แสวงกำไรจากประชาชน

ไฟฟ้าและน้ำประปาคือสิทธิพื้นฐาน รัฐควรลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเอง ไม่ใช่ผลักให้ประชาชน

Net Metering: ทางออกที่เป็นธรรมกว่า

Net Metering คือระบบที่วัดไฟสุทธิ ผลิตได้มากใช้ เกินขาย ไม่พอซื้อเพิ่ม โดยราคาเท่ากันทั้งสองทาง ประเทศอย่างออสเตรเลีย สหรัฐฯ ใช้ระบบนี้สำเร็จ ช่วยส่งเสริมพลังงานสะอาดโดยไม่เอาเปรียบผู้ผลิต หากไทยใช้แบบนี้ ค่าไฟแพงปัญหาจะลดลง

การวิจารณ์ของหมอวรงค์สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลมองข้าม ประชาชนไม่ควรเป็นเหยื่อนโยบายที่ดูดีแต่ซ่อนเงื่อนงำ สุดท้ายแล้ว รัฐต้องรับผิดชอบสาธารณูปโภคให้แท้จริง

คุณเห็นด้วยกับมุมมอง “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์ หรือไม่? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “หมอวรงค์” อัดรัฐเอาเปรียบ ผลักภาระให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพง-ติดโซลาร์เซลล์

หมอวรงค์ แฉน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำมันดีเซลขาดแคลนและราคาพุ่งสูง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาแฉตัวเลขสุดช็อกในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยชี้ว่า น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร ซึ่งน่าจะมีกลุ่มทุนหรือไอ้โม่งตุนน้ำมันอย่างแน่นอน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องต่อคิวยาวเหยียด สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาการบริหารจัดการ แต่มีกลิ่นทุจริตชัดเจน

น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร: หลักฐานจากตัวเลขจริง

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 หมอวรงค์ได้อภิปรายในที่ประชุม สะท้อนปัญหาพลังงานที่รัฐบาลแก้ไม่ตก แม้จะปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นถึง 8 ครั้ง รวมกว่า 20.80 บาทต่อลิตร จาก 29.94 บาท เหลือ 50.54 บาท แต่ปัญหายังบานปลาย ตัวอย่างชัดเจนคือที่สุราษฎร์ธานี น้ำมันจากโรงกลั่นหายไป 57 ล้านลิตร หากตรวจสอบผู้ค้ารายใหญ่ไม่กี่ราย ก็รู้ได้ทันทีว่าใครคือตัวการ

ที่มาของตัวเลขนน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

ทีมงานหมอวรงค์รวบรวมข้อมูลพบว่า ช่วง 23-31 มีนาคม ปริมาณน้ำมันกระจายส่งโป่งขึ้นเฉลี่ยวันละ 14.086 ล้านลิตร รวมส่วนเกิน 225.378 ล้านลิตร เดือนมกราคมปกติส่งปั๊ม 51.3 ล้านลิตร/วัน แต่ช่วงวิกฤตปั๊มได้รับแค่ครึ่งเดียว ขาดหาย 25.650 ล้านลิตร/วัน หรือ 16-31 มี.ค. หายไป 635.778 ล้านลิตร บวกกับตัวเลขราชการอีก 317.254 ล้านลิตร และส่งไม่ครบปั๊ม 410.400 ล้านลิตร รวมเป็น น้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร

  • ปริมาณการใช้ปกติ: 67 ล้านลิตร/วัน
  • ช่วงวิกฤต: พุ่ง 85 ล้านลิตร/วัน โดยไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ
  • น้ำมันไม่ถึงปั๊ม: ลดเหลือครึ่งหนึ่ง สะท้อนปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน

หมอวรงค์ย้ำว่านี่คือ “น้ำมันดีเซลเก๊” คล้ายจีทูจีจำนำข้าวเก่า รัฐบาลรู้แต่ช้าเกินไป จนประชาชนเดือดร้อน

มาตรการรัฐบาลแก้ปัญหาน้ำมันหายจากระบบ ล้มเหลวอย่างไร

นายกฯ แถลง 3 เม.ย. รับรู้ปัญหา แต่ก่อนหน้านั้นตั้งสมมุติฐานผิดว่าประชาชนตุนเอง มาตรการที่ออกจึงไม่ตรงจุด:

  • อนุญาตขนส่งน้ำมัน 24 ชม.
  • ยกเลิกสำรองน้ำมัน
  • เปิดคลังรับน้ำมันจากโรงกลั่นต่อเนื่อง

แต่จนสิ้นเดือน ปัญหายังอยู่ คลังจ่ายปกติ แต่ปั๊มทุกแห่งบ่นว่าน้ำมันเหลือครึ่งเดียว ลงพื้นที่หลายจังหวัดยืนยันตรงกัน นี่แสดงว่ารัฐบาลวิเคราะห์พลาด ปล่อยให้เกิดการโกงในระบบ

คำเรียกร้องปราบทุจริต: เริ่มจากตัดผลประโยชน์ ส.ส.

ในนโยบายข้อ 3 ปราบทุจริต หมอวรงค์เสนอ ลดผู้ช่วย ส.ส. จาก 8 เหลือ 3 คน ประหยัด 800 ล้านบาท/ปี ยกเลิกบำนาญ ส.ส.-ส.ว. นำเงินช่วยประชาชนที่ทุกข์จากของแพง นายกฯ ต้อง “พูดแล้วทำ” จริง

สถานการณ์วันนี้ ประชาชนโกรธเคืองเพราะน้ำมันแพง อาหารแพง รัฐบาลแถลงนโยบายยิ่งซ้ำเติม หากไม่รับฟังคำเตือน อาจอยู่ไม่ครบเทอม

ปัญหาน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบพลังงานไทยมีช่องโหว่ใหญ่ รัฐบาลต้องตรวจสอบโรงกลั่น ผู้ค้ารายใหญ่ และห่วงโซ่ทั้งหมดให้โปร่งใส มิฉะนั้นวิกฤตจะยืดเยื้อ สร้างความสูญเสียมหาศาล คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ได้ทันหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตที่นี่

ที่มา – แถลงนโยบายรัฐบาล “หมอวรงค์” แฉตัวเลขน้ำมันหายจากระบบกว่า 727 ล้านลิตร ชี้มีไอ้โม่งตุนชัวร์

นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินให้กับประชาชน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา โดยชูแนวคิดปฏิรูปสวัสดิการนักการเมืองที่ฟุ่มเฟือยเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนหลายคนเรียกร้องมานาน

นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน

นพ.วรงค์ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบัน ส.ส. และ ส.ว. แต่ละคนสามารถตั้งผู้ช่วยได้ถึง 8 คน โดยผู้ช่วย 7 คนรับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท และอีก 1 คนรับ 20,000 บาท ทำให้งบประมาณต่อ ส.ส. 1 คนสูญเสียไปเดือนละ 154,800 บาท หากจำกัดเหลือเพียง 3 คน จะช่วยประหยัดงบแผ่นดินได้กว่า 540 ล้านบาทต่อปี หรือกว่า 2,000 ล้านบาทใน 4 ปี ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนที่ควรนำไปใช้พัฒนาประเทศมากกว่า นพ.วรงค์ยังยืนยันว่าจะตั้งผู้ช่วยเองเพียง 3 คนเท่านั้น เพราะเพียงพอต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ยกเลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน ส.ส.-ส.ว.

อีกประเด็นหนึ่งที่ นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน พร้อมเสนอคือ การยกเลิกสิทธิเลี้ยงอาหารกลางวันของ ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งปัจจุบันใช้งบประมาณปีละ 72 ล้านบาท หรือเกือบ 300 ล้านบาทต่อ 1 สมัยประชุม สิ่งที่น่ายินดีคือ ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเริ่มให้ความร่วมมือต่อกระแสจากประชาชนแล้ว สะท้อนถึงสัญญาณที่ดีในการลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

เลิกเงินบำนาญ ส.ส. ที่ฟุ่มเฟือยเกินไป

สำหรับเงินบำนาญ ส.ส. จากกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ก่อตั้งปี 2557 ถือเป็นภาระหนักของรัฐ โดย ส.ส.ที่อยู่นาน 1 ปีขึ้นไป ได้รับบำนาญตลอดชีพเดือนละ 21,300 บาท สูงสุด 42,700 บาท แม้ไม่ถึง 1 ปีแต่สภาถูกยุบ ก็ได้ 4 เท่าของระยะเวลา เช่น 10 เดือน ได้เงินเท่ากับ 40 เดือน นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการเพิ่มเติม เช่น

  • ค่ารักษาพยาบาลหรือตรวจสุขภาพปีละ 130,000 บาท
  • เบิกค่าการศึกษาบุตร 2 คน อายุไม่เกิน 25 ปี
  • ทุพพลภาพ เพิ่มเดือนละ 15,000 บาท
  • เสียชีวิต ช่วยเหลือ 200,000 บาท

นพ.วรงค์มองว่านี่คือสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไป เป็นการเบียดเบียนภาษีประชาชนที่กำลังลำบาก เพื่อดูแลนักการเมืองที่อาสาเข้ามาเอง ข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและคุ้มค่าของเงินภาษี

ประเด็น นพ.วรงค์ เรียกร้องจำกัดผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน ได้รับการตอบรับดีจากสังคม เพราะในยุคที่เศรษฐกิจยากลำบาก การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐจะช่วยให้งบประมาณไปสู่การศึกษา สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานได้มากขึ้น นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ หากทุกพรรคผลักดัน จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเมืองไทย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? เห็นด้วยหรือไม่ว่าควรจำกัดผู้ช่วย ส.ส.-ส.ว. เหลือ 3 คน และยกเลิกสวัสดิการฟุ่มเฟือยเหล่านี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ เพื่อให้เสียงของเราดังถึงสภา!

ที่มา – “นพ.วรงค์” เรียกร้องจำกัดตั้งผู้ช่วย สส.-สว. เหลือ 3 คน พร้อมเลิกเลี้ยงอาหาร – เงินบำนาญ สส.

“ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ เคยตัดค่าอาหาร สส.

ในแวดวงการเมืองไทยที่ร้อนระอุ ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อ “ไอซ์” หรือน.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงกองเชียร์ของ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พรรคไทยภักดี ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคของเธออย่างหนัก ทั้งที่พรรคประชาชนเคยเสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล

“ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ

ประเด็นนี้เริ่มต้นจากวันที่ 16 มี.ค. 2567 น.ส.รักชนก โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “เรื่องที่งงมากๆ ในเวลานี้คือ นพ.วรงค์ เสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. แต่คนที่เชียร์ นพ.วรงค์ จำนวนมาก ด่าพรรคปชน. ว่าไร้ค่า ไร้ประโยชน์” เธอยังชี้แจงว่าพรรคของเธอเสนอเรื่องนี้มาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล และปัจจุบันพรรคประชาชน และประสบความสำเร็จในการตัดงบไปหลายปี ไม่ใช่แค่ค่าอาหารเท่านั้น แต่รวมถึงงบดูงานต่างประเทศและงบอื่นๆ อีกมากมาย “เราทำอะไรผิดกันนะ” คำถามที่ “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ กลายเป็นไวรัล สะท้อนถึงความขัดแย้งในสภาที่ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่รวมถึงการโจมตีทางการเมือง

พรรคประชาชนที่ถูกเรียกว่า “พรรคส้ม” เนื่องจากสีประจำพรรค ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มก้าวหน้า ที่เน้นการปฏิรูประบบงบประมาณ ส.ส. เพื่อลดการใช้จ่ายภาษีอากรของประชาชน การเสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อวันต่อคน หรือราว 10,000 บาทต่อเดือนต่อ ส.ส. หนึ่งคน หากตัดได้ทั้งสภา 500 คน จะประหยัดงบได้หลายล้านบาทต่อปี นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายประหยัดงบที่พรรคทำมาโดยตลอด

ประวัติการเสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. ของ “ไอซ์” และพรรคส้ม

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2562 สมัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคได้เสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. เป็นครั้งแรก และประสบความสำเร็จในบางส่วน ต่อมาพรรคก้าวไกลยังคงย้ำนโยบายนี้ทุกปี จนถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน ไม่เพียงค่าอาหาร แต่ยังรวมถึง:

  • งบดูงานต่างประเทศของ ส.ส. ที่เคยสูงถึงหลายร้อยล้านบาทต่อปี
  • งบเลี้ยงรับรองและประชุมที่ไม่จำเป็น
  • ค่าพาหนะและที่พักของ ส.ส. ที่สามารถลดลงได้
  • งบประมาณอื่นๆ ที่ซ้ำซ้อนในสภา

ผลจากการเสนอเหล่านี้ สภาได้ตัดงบรวมหลายพันล้านบาทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนเห็นภาพการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใสมากขึ้น

ทำไมกองเชียร์ “หมอวรงค์” ถึงด่าพรรคส้ม?

นพ.วรงค์ เสนอตัดค่าอาหาร ส.ส. กลางที่ประชุมสภาเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นเรื่องดีและสอดคล้องกับนโยบายพรรคประชาชน แต่สิ่งที่ทำให้ “ไอซ์” งงคือ กองเชียร์ของหมอวรงค์จำนวนมากกลับออกมาด่าพรรคประชาชนว่าไร้ประโยชน์ ไร้ค่า ทั้งที่พรรคส้มทำเรื่องนี้มานานแล้ว บางคนอาจมองว่าพรรคประชาชนเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นปฏิรูปสถาบันและประชาธิปไตย ทำให้เกิดการโจมตีแบบไม่เลือกหน้า แม้สาระจะเหมือนกัน

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่แบ่งฝ่ายชัดเจนเกินไป ผู้สนับสนุนมักเชียร์แบบไม่ดูเหตุผล การที่ “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ จึงเป็นคำถามที่ท้าทายให้ทุกฝ่ายทบทวน ว่าการเมืองควรยึดนโยบายเพื่อประชาชน หรือปล่อยให้อคติครอบงำ

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์จากโซเชียลมีเดียที่แบ่งเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเห็นด้วยกับไอซ์ว่าพรรคส้มทำดีแล้ว ฝั่งหนึ่งยังยืนยันว่าพรรคนี้ไร้สาระ การถกเถียงนี้ช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการติดตามงบประมาณสภามากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยต้องการความเป็นกลางมากกว่านี้ ส.ส.ทุกคนควรทำงานเพื่อประชาชนโดยไม่แบ่งพรรค การตัดงบเล็กๆ อย่างค่าอาหารอาจดูไม่มาก แต่สะสมแล้วช่วยลดภาระภาษีได้จริง คุณลองคิดดูสิ ถ้าทุกพรรคร่วมมือกัน จะประหยัดงบได้เท่าไหร่?

สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านแสดงความเห็นในคอมเมนต์ ว่าคุณคิดอย่างไรกับการตัดค่าอาหาร ส.ส. และการโจมตีทางการเมืองแบบนี้? แชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันการเมืองที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

ที่มา – “ไอซ์” ถามพรรคส้มทำอะไรผิดกันนะ เคยเสนอตัดค่าอาหาร สส. แต่ถูกกองเชียร์ “หมอวรงค์” ด่า

Scroll to top