วัคซีน

ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด ดับแล้ว 1,587 ศพ

สถานการณ์ด้านสาธารณสุขในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างหนัก เมื่อองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาประกาศเตือนว่า ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด ในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดพุ่งสูงถึง 1,587 ศพ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาคมโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อยังคงเป็นไปได้ยากลำบาก

ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด กระทบวงกว้าง

จากการรายงานล่าสุดจนถึงวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้วกว่า 3,605 ราย และเมื่อพิจารณาจากยอดผู้เสียชีวิต 1,587 ศพ คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 44% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) ที่กำลังระบาดอยู่นี้มีความรุนแรงและแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 567 ราย

สาเหตุที่ทำให้สถานการณ์การระบาดทวีความรุนแรง

  • ความไม่สงบในพื้นที่: การสู้รบและอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธ M23 ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าถึงพื้นที่ได้ยาก
  • การอพยพย้ายถิ่นฐาน: ประชาชนที่หลบหนีภัยสงครามกลายเป็นพาหะเคลื่อนที่ที่ทำให้เชื้อกระจายไปยังจังหวัดอื่นๆ
  • การเดินทางข้ามแดน: พรมแดนที่ติดกับซูดานใต้และยูกันดาเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

ในปัจจุบัน ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด ทำให้การดำเนินงานของ WHO ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย แม้ว่าความพยายามในการพัฒนาวัคซีนสำหรับเชื้อสายพันธุ์นี้กำลังเร่งดำเนินการอยู่ในสหราชอาณาจักรและสิงคโปร์ แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันอย่างเป็นทางการ การป้องกันตัวเองจากการสัมผัสสารคัดหลั่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนควรตระหนัก

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือระหว่างประเทศจะสามารถยับยั้งการระบาดนี้ได้โดยเร็ว ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่กำลังปฏิบัติงานอย่างหนักในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อปกป้องชีวิตของเพื่อนมนุษย์ในครั้งนี้

ที่มา – ดีอาร์คองโก อีโบลาระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด ดับแล้ว 1,587 ศพ

อีโบลาระบาดในคองโก ดับ 15 ราย! ครั้งที่ 16 แล้ว

สถานการณ์น่ากังวล! ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ ทำให้ทั่วโลกต่างจับตามองการระบาดครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นการระบาดครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) รายงานเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ว่าการระบาดของไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 นี้ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 15 ราย และยังมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้ออีก 28 รายที่กำลังรอผลการตรวจยืนยัน

ศูนย์กลางการระบาดล่าสุดอยู่ที่จังหวัดคาไซ ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศ ผู้ป่วยรายแรกที่ตรวจพบเชื้อคือหญิงตั้งครรภ์วัย 34 ปี เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อเดือนที่แล้วหลังจากมีอาการไข้สูงและอาเจียนอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายเธอเสียชีวิตจากภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายแห่ง

จากการตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ ยืนยันว่าไวรัสที่กำลังแพร่ระบาดคือสายพันธุ์ “ซาอีร์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ทำให้ทางการดีอาร์คองโกต้องออกมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวด โดยเน้นย้ำให้ประชาชนล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างทางสังคมเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และปกป้องชุมชนต่างๆ จากการระบาดครั้งนี้ ข่าวเศร้าคือ มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 4 รายอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต 15 รายดังกล่าวด้วย

WHO แถลงการณ์ว่า “คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากการติดต่อยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทีมตอบสนองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังเร่งติดตามผู้ที่อาจสัมผัสเชื้อและต้องการการรักษา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับการปกป้องโดยเร็วที่สุด”

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังกล่าวเสริมว่า ดีอาร์คองโกมีสำรองยารักษาและวัคซีน “เออร์เวโบ” ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ซาอีร์นี้

การระบาดของไวรัสอีโบลาครั้งก่อนหน้าในดีอาร์คองโกเกิดขึ้นในปี 2565 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย อย่างไรก็ตาม การระบาดในช่วงปี 2561-2563 นั้นรุนแรงกว่ามาก โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ราย

ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16

สถานการณ์ปัจจุบันของการระบาดของไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 ทำให้เกิดความกังวลไปทั่วโลก เนื่องจากไวรัสอีโบลาเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง การป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

มาตรการป้องกันไวรัสอีโบลา

เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสอีโบลา มีมาตรการสำคัญที่ทุกคนควรปฏิบัติตาม:

  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือสิ่งของที่อาจปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วย
  • ปรุงอาหารให้สุกก่อนรับประทาน โดยเฉพาะเนื้อสัตว์
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของไวรัสอีโบลา
  • หากมีอาการป่วย เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรืออาเจียน ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเหล่านี้อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสอีโบลาและป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้างได้

การระบาดของไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 เป็นเครื่องเตือนใจว่าโรคติดต่ออุบัติใหม่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและชีวิตของผู้คนทั่วโลก การเตรียมพร้อมรับมือและการลงทุนในระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคติดต่อต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ไวรัสอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโกครั้งที่ 16 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ศพ

สหรัฐฯ ติดโควิดเพิ่ม! คาดสายพันธุ์ใหม่ “สเตรตัส” เป็นเหตุ

สถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐฯ น่ากังวลอีกครั้ง! จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีการคาดการณ์ว่าสาเหตุหลักอาจมาจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ย่อยตัวใหม่ที่เรียกว่า “สเตรตัส” (Stratus) ซึ่งกำลังเป็นที่จับตา

สหรัฐฯ คนติดโควิดเพิ่ม! คาดสายพันธุ์ใหม่ “สเตรตัส” เป็นเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การกลับมาระบาดของโควิด-19 ในช่วงฤดูร้อนนี้ ทำให้หลายฝ่ายกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้ช่วงเปิดเทอมของเด็กๆ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ความเสี่ยงของการระบาดระลอกใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางความสับสนเกี่ยวกับคำแนะนำเรื่องวัคซีนโควิด-19 หลังจากที่นาย โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ ได้ออกมาเปลี่ยนแปลงคำแนะนำของรัฐบาลกลาง ทำให้เกิดคำถามว่าใครควรเข้ารับวัคซีนบ้าง

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ได้ยกระดับการเฝ้าระวังกิจกรรมของไวรัสในน้ำเสียแห่งชาติ จากระดับ “ต่ำ” เป็น “ปานกลาง” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 สิงหาคม) โดยพื้นที่ที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ในน้ำเสียมากที่สุดคือฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ครอบคลุมรัฐอะแลสกา แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เนวาดา และยูทาห์

ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ก็พบการเพิ่มขึ้นของระดับกิจกรรมของไวรัสในน้ำเสียเช่นกัน โดยรัฐลุยเซียนามีสถิติสูงสุด ตามข้อมูลที่วัดได้ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม

การเฝ้าระวังผ่านการตรวจน้ำเสียเป็นวิธีที่สามารถตรวจจับการแพร่ระบาดของไวรัสในชุมชนได้รวดเร็วกว่าการทดสอบทางคลินิก เนื่องจากสามารถตรวจพบเชื้อได้ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการหรือเดินทางไปพบแพทย์

นอกจากนี้ การตรวจน้ำเสียยังสามารถตรวจพบการติดเชื้อในผู้ที่ไม่แสดงอาการได้อีกด้วย หากพบระดับกิจกรรมของไวรัสในน้ำเสียเพิ่มสูงขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการติดเชื้อ

CDC ประเมินว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 กำลังเพิ่มขึ้นใน 45 รัฐทั่วประเทศ โดยมีเพียง 4 รัฐเท่านั้นที่จำนวนผู้ติดเชื้อยังคงที่ ได้แก่ อะแลสกา นอร์ทดาโกตา เมน และนิวแฮมป์เชียร์ ส่วนรัฐไวโอมิงไม่มีข้อมูลสถิติ

สำหรับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่มีชื่อว่า XFG “สเตรตัส” นั้น ถูกตรวจพบครั้งแรกในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยในช่วงครึ่งแรกของปี สายพันธุ์นี้แทบไม่มีบทบาทในสหรัฐฯ เลย

แต่ในเดือนมิถุนายน จู่ๆ จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ “สเตรตัส” กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คิดเป็น 14% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ในบรรดาสายพันธุ์ย่อยทั้งหมด

เชื้อสายพันธุ์ XFG นั้นเป็นการรวมตัวกันของเชื้อสายพันธุ์ย่อย 2 ตัว คือ LF.7 และ LP.8.1.2 โดยเชื้อ LP.8.1.2 เป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในสหรัฐฯ

ทำความรู้จักสายพันธุ์ “สเตรตัส”

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ XFG อยู่ในรายการเฝ้าระวังแล้ว เนื่องจากมีศักยภาพในการปรับตัวและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะถูกจัดว่ามีความเสี่ยงต่อสาธารณสุขในระดับ “ต่ำ” ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม WHO ระบุว่า วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงจากไวรัสสายพันธุ์สเตรตัสได้

อาการป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ “สเตรตัส” ไม่มีความแตกต่างจากเชื้อโควิดสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ ได้แก่ มีไข้ หนาวสั่น ไอ เจ็บคอ และมีอาการคั่งของโลหิต แต่บางรายงานระบุว่า อาการเสียงแหบอาจเป็นเอกลักษณ์ของผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้ แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจน

ถึงแม้ว่าสายพันธุ์ “สเตรตัส” จะยังไม่แสดงอาการที่รุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น แต่การที่จำนวนผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ก็เป็นสัญญาณที่ควรเฝ้าระวังและป้องกันตัวเองอย่างสม่ำเสมอ การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างทางสังคม ยังคงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด

ที่มา – สหรัฐฯ คนติดโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น คาดสายพันธุ์ใหม่ “สเตรตัส” เป็นเหตุ

Scroll to top