วัชระ เพชรทอง

วัชระ ยื่นสอบเลขาฯ ป.ป.ช. ซ้ำ ปมเลื่อนตำแหน่ง ผอ.สำนักไต่สวนฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ในกรณีที่ถูกมองว่ามีการใช้อำนาจมิชอบ

วัชระ ยื่นสอบเลขาฯ ป.ป.ช. ซ้ำ ปมเลื่อนตำแหน่ง ผอ.สำนักไต่สวนฯ

เหตุการณ์ที่เป็นต้นเรื่องคือการออกคำสั่งสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ 455/2569 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งนายจรงค์ เกราะเหมาะ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักไต่สวนคดีพิเศษ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุใดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเมาแล้วขับรถชนคนเสียชีวิต ถึงยังได้รับโอกาสเลื่อนขั้นและเพิ่มเงินตำแหน่งอย่างก้าวกระโดด

ข้อกังขาต่อระบบคุณธรรมและการยื่นสอบเลขาฯ ป.ป.ช. ซ้ำ ปมเลื่อนตำแหน่ง ผอ.สำนักไต่สวนฯ

หลายคนสงสัยว่าคำสั่งนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือไม่ เนื่องจาก:

  • มีการปรับเพิ่มเงินประจำตำแหน่งจาก 18,000 บาท เป็น 40,000 บาทต่อเดือน
  • เป็นการเลื่อนตำแหน่งสู่ระดับที่สูงขึ้นและมีอำนาจมากขึ้นอย่างชัดเจน
  • สร้างความสั่นคลอนให้กับความเชื่อมั่นในระบบคุณธรรมขององค์กรตรวจสอบที่มีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันการทุจริต

นายวัชระ ได้ย้ำว่าการที่ตนต้องออกมาดำเนินการ วัชระ ยื่นสอบเลขาฯ ป.ป.ช. ซ้ำ ปมเลื่อนตำแหน่ง ผอ.สำนักไต่สวนฯ อีกครั้ง เพราะเกรงว่าประธาน ป.ป.ช. อาจจะไม่บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมพิจารณา หากปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 8 ท่านที่เหลือ รวมถึงความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระด้วย

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด การตรวจสอบความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ หากกระบวนการคัดเลือกคนดีคนเก่งถูกตั้งคำถามจากสังคม ผู้มีอำนาจต้องกล้าที่จะเผชิญหน้าและชี้แจงเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่สังคมไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และการยื่นสอบในครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน ป.ป.ช. ได้จริงหรือไม่

ที่มา – “วัชระ” ยื่นสอบเลขาฯ ป.ป.ช. ซ้ำ ปมเลื่อนตำแหน่งให้ ผอ.สำนักไต่สวนคดีพิเศษ

วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน

วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างจับตามอง เมื่อนายวัชระ เพชรทอง อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาจะเดินหน้าติดตามกรณี วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าเม็ดเงินมหาศาลนี้จะกลับคืนสู่คลังของประเทศไทยตามคำพิพากษาของศาลฎีกาอย่างถูกต้อง ซึ่งภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน ถึงสำคัญต่อภาษีประชาชน?

ความคืบหน้าล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อนายวัชระได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง ซึ่งระบุว่าเรื่องการจัดเก็บภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของกรมสรรพากร ทางกระทรวงการคลังจึงได้ส่งเรื่องต่อให้กรมสรรพากรดำเนินการพิจารณาตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยนายนายวัชระได้แสดงความขอบคุณนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้สั่งการให้มีการตอบหนังสืออย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม นายวัชระยังคงยืนยันว่าเขาจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ โดยให้คำมั่นว่าจะติดตามทวงถามความคืบหน้าเรื่อง วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน ต่อไปอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นหลักประกันว่ากฎหมายจะถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม และเงินจำนวนดังกล่าวจะต้องเข้าสู่แผ่นดินให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568

สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากกรณีนี้นับเป็นเรื่องของความโปร่งใสในระบบภาษีอากรและกระบวนการยุติธรรม โดยมีประเด็นหลักที่ต้องติดตามดังนี้:

  • ความคืบหน้าจากกรมสรรพากร: ต้องรอฟังผลการพิจารณาว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการติดตามเงินภาษีดังกล่าว
  • การตรวจสอบของภาคประชาชน: บทบาทของนายวัชระถือเป็นตัวแทนในการกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานอย่างเต็มที่
  • ความเป็นธรรมตามกฎหมาย: การที่ศาลตัดสินแล้ว ทุกฝ่ายต้องเคารพและดำเนินการตามนั้นเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

ในมุมมองของนักกฎหมายและสังคมทั่วไป มองว่ากรณีนี้เป็นตัวสะท้อนสำคัญถึงความเชื่อมั่นในระบบราชการ หากรัฐบาลสามารถจัดการเรื่องนี้ให้จบสิ้นได้ด้วยความโปร่งใส ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีอย่างเต็มภาคภูมิ สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์นี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าไม่มีใครที่อยู่เหนือกฎหมายได้ และทุกหยาดเหงื่อของภาษีอากรจะต้องถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศชาติ ไม่ใช่เพียงแค่การพูดถึงในหน้าสื่อเท่านั้น

ที่มา – “วัชระ” ลั่นจะติดตามทุกเดือน ปมเก็บภาษี “ทักษิณ” จนกว่าประเทศจะได้ครบ 1.7 หมื่นล้าน

ค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ ร้องขอความเป็นธรรม

ค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ ร้องขอความเป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยขณะนี้ เมื่อครอบครัวของไรเดอร์ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถกระบะพุ่งชนท้าย ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม หลังจากคู่กรณีซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงในสำนักงาน ป.ป.ช. มีอาการเมาสุราขณะขับรถและก่อเหตุสลดใจ หลายฝ่ายต่างออกมาร่วมค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับรายนี้ เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและสวนทางกับหลักธรรมาภิบาลที่ควรจะเป็น

สาเหตุของการรวมตัวค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ นายจรงค์ ผอ.สำนักสืบสวนฯ ก่อเหตุเมาแล้วขับพุ่งชนไรเดอร์จนเสียชีวิต ซ้ำร้ายยังมีความพยายามที่จะหลบหนีและหาคนรับผิดแทน ทำให้สังคมเกิดความกังวลว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการระดับสูง การที่หน่วยงานต้นสังกัดมีการลงนามคำสั่งโยกย้ายให้นายจรงค์ไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นและได้รับเงินเพิ่มพิเศษ จึงเป็นที่มาของการค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับจากนักการเมืองและภาคประชาชนที่ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด

  • ครอบครัวผู้สูญเสียกังวลถึงความไม่โปร่งใสของคดี
  • กระแสสังคมกดดันให้ ป.ป.ช. ทบทวนคำสั่งเลื่อนตำแหน่ง
  • เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยและจริยธรรมโดยเร่งด่วน

ทางด้านญาติของผู้เสียชีวิตยืนยันว่า สิ่งที่ต้องการไม่ใช่แค่เพียงการเยียวยาที่เป็นเงินก้อนเท่านั้น แต่ต้องการให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาที่สุด และไม่ต้องการให้การเป็นข้าราชการระดับสูงมาเป็นเกราะป้องกันความผิดที่เกิดขึ้น โดยมองว่าคำสัมภาษณ์ของคู่กรณีและการแสดงออกที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับครอบครัวเลยแม้แต่น้อย

นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนถึงความย้อนแย้งขององค์กร ป.ป.ช. ว่าควรมีมาตรฐานในการจัดการข้าราชการที่ทำผิดกฎหมายร้ายแรงให้มีความชัดเจน ไม่ใช่การปูนบำเหน็จให้คนทำผิดท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสีย เพราะการขับรถเมาสุราจนมีผู้เสียชีวิตถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรตรวจสอบทุจริตอย่างรุนแรง

สุดท้ายนี้ สังคมยังคงต้องจับตามองต่อไปว่า ทาง ป.ป.ช. จะมีการทบทวนคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ และกระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถมอบความเป็นธรรมให้กับครอบครัวไรเดอร์ผู้โชคร้ายได้มากน้อยเพียงใด เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าหรือการใช้อภิสิทธิ์เหนือรัฐธรรมนูญ คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยไม่ต้องการเห็นในยุคที่ทุกอย่างควรโปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – ค้านเลื่อนตำแหน่ง “ผอ.ป.ป.ช.” เมาแล้วขับ ลูกไรเดอร์โร่เข้าพบตำรวจ ร้องขอความเป็นธรรมคดี

ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดกระบี่ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาการทุจริตและจริยธรรมของนักการเมืองที่เราควรติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก.

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับหนังสือจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีเลขที่ ปช 0022/0183 ลงวันที่ 22 เมษายน 2567 ลงนามโดยนางดวงกมล เจริญรุกข์ วงษ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตคดีการเมืองการปกครอง 1

หนังสือแจ้งชี้มูลความผิดของนายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย จังหวัดกระบี่ ในกรณีรุกที่ดิน ส.ป.ก. หรือที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในแปลงที่ ภ.บ.ท. 5 เลขที่สำรวจ 162/49 และ 164/49 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

มูลความผิดที่ ป.ป.ช. พบ

ป.ป.ช. มีมติว่าการกระทำดังกล่าวของนายสฤษฎ์พงษ์ มีมูลผิดฐานต่างๆ ดังนี้

  • ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
  • ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง ส.ส.

ความผิดเหล่านี้ถือว่าร้ายแรงตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้อ 7, 8, 17, 27 และประมวลจริยธรรม ส.ส. ข้อ 8, 10, 29 รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87

ดังนั้น ป.ป.ช. จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิพากษาต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองถ้าพิสูจน์ได้

ที่มาของคดีและความสำคัญ

คดีนี้เริ่มจากหนังสือร้องเรียนของนายวัชระ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2564 ที่กล่าวหาว่านายสฤษฎ์พงษ์ถือครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเป็นที่ดินทำกินสำหรับเกษตรกรยากจน ไม่ใช่สำหรับนักการเมืองร่ำรวย ที่ดิน ส.ป.ก. มีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อช่วยเหลือชาวนาชาวสวน ไม่ให้ถูกนายทุนบุกรุก

ปัญหาการรุกที่ ส.ป.ก. เป็นเรื่องใหญ่ในไทยมานาน สร้างความไม่เป็นธรรมให้เกษตรกรจำนวนมาก การที่นักการเมืองระดับ ส.ส. ถูกจับได้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของระบบ

ในมุมมองของผม การทุจริตแบบนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ทำลายความเชื่อมั่นในรัฐสภา ถ้า ส.ส. ยังรุกที่ของประชาชน แล้วใครจะปกป้องสิทธิเกษตรกร? เราต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น

ผลกระทบและข้อคิด

หลังจากนี้ ศาลฎีกาจะเป็นผู้ตัดสิน หากนายสฤษฎ์พงษ์ถูกตัดสินว่าผิดจริง อาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนานหลายปี ส่งผลต่อภาพลักษณ์พรรคภูมิใจไทยด้วย

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกคนทำตามกฎ ประเทศไทยเราจะก้าวหน้าแค่ไหน? เรื่อง ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก. เป็นตัวอย่างที่ดีว่า กลไกปราบปรามทุจริตยังทำงานอยู่

ติดตามข่าวอัปเดตคดีนี้ได้ที่นี่ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณเห็นด้วย! คุณคิดยังไงกับคดีนี้ คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ

ที่มา – ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง อดีต “สฤษฎ์พงษ์” สส.ภูมิใจไทย ปมรุกที่ สปก.

“วัชระ” เผย สุราษฎร์ฯ พบเหตุส่อซื้อเสียง

ในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะช่วงใกล้การเลือกตั้ง ย่อมมีเรื่องราวน่าจับตามองมากมาย ล่าสุด “วัชระ” เผย สุราษฎร์ฯ พบเหตุส่อซื้อเสียง ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านของประธานชมรมผู้สูงอายุชุมชนบึงขุนทะเล ซึ่งมีพฤติกรรมน่าสงสัย จนทำให้ กกต.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

“วัชระ” เผย สุราษฎร์ฯ พบเหตุส่อซื้อเสียง

นายวัชระ เพชรทอง ผู้สมัคร ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแฉข้อมูลสำคัญ เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เขาระบุว่ามีพลเมืองดีแจ้งเบาะแสการซื้อสิทธิ์ขายเสียงต่อ กกต.สุราษฎร์ธานี ชาวบ้านในพื้นที่พบเห็นคนเข้า-ออกบ้านของนางป. ประธานชมรมผู้สูงอายุชุมชนบึงขุนทะเล มากผิดปกติ สุดท้าย กกต.จึงสนธิกำลังกับตำรวจ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ในซอยพ่อขุนทะเล 20/1 บ้านมะขามเตี้ย หมู่ 3 ต.ขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

ที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบหญิง 3 คน ท่าทางมีพิรุธ จึงเชิญตัวออกมาหน้าบ้านและยึดโทรศัพท์ตรวจสอบ เจ้าของบ้านยินยอม เมื่อตรวจโทรศัพท์ พบรายชื่อประชาชนเขียนด้วยลายมือ ส่งเป็นรูปภาพในกลุ่มไลน์ พร้อมชื่อ-นามสกุลบุคคลต่างๆ กกต.บันทึกไว้เป็นหลักฐานทันที นอกจากนี้ ยังเจอข้อความสำคัญในไลน์ว่า “กกต. มาแล้ว” ซึ่งถูกส่งแจ้งเตือน เมื่อตำรวจถาม หญิงวัยกลางคนคนนั้นยอมรับว่าเป็น “ผู้ช่วย ส.ส.”

หลักฐานส่อซื้อเสียงในไลน์และรายชื่อประชาชน

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงขบวนการซื้อเสียงที่อาจเชื่อมโยงกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่พยายามขอค้นบ้าน แต่เจ้าบ้านไม่ยินยอม กกต.จึงประสานขอหมายศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีทันที ปัจจุบัน ชุดสืบสวนยังรอหมายอยู่หน้างาน สถานการณ์ตึงเครียดเพราะตรงกับวันแรกที่ กกต.กลาง ประกาศให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าทั่วประเทศ

นายวัชระ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อทราบเรื่อง เขารีบเดินทางมาติดตามและแจ้งสื่อมวลชน เพื่อให้ช่วยตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ทั้ง สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี และ กกต.จังหวัด “เรื่องนี้ส่อทำผิดกฎหมายเลือกตั้งชัดเจน เป็นขบวนการที่ขยายผลไปถึงผู้สมัครและพรรคได้ ประชาชนต้องช่วยกันสอดส่อง”

ผลกระทบต่อการเลือกตั้ง สุราษฎร์ธานี เขต 1

การเลือกตั้ง ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 กำลังเข้มข้น ผู้สมัครอย่างนายวัชระจากพรรคประชาธิปัตย์ มุ่งเน้นความโปร่งใส เหตุส่อซื้อเสียงครั้งนี้หากพิสูจน์ได้ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อคู่แข่ง ตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. การซื้อเสียงมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 20 ปี

  • พบรายชื่อประชาชนในไลน์ ส่อลิสต์ผู้รับเงิน
  • ข้อความแจ้ง “กกต.มาแล้ว” แสดงถึงการประสานงานแบบเรียลไทม์
  • เชื่อมโยงกับ “ผู้ช่วย ส.ส.” ซึ่งอาจเป็นตัวเชื่อมหลักฐาน
  • กกต.กำลังขอหมายค้น รอผลในไม่ช้า

นอกจากนี้ ยังมีภาพประกอบเหตุการณ์จากสื่อ เช่น ภาพเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ และภาพหน้าจอไลน์ที่เป็นหลักฐานสำคัญ (ใส่ภาพจากแหล่งที่มา) เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ประชาชนระวังการถูกหลอกลวง อย่าแลกคะแนนเสียงกับเงินตรา

ในมุมมองของผู้เขียน การทุจริตเลือกตั้งเป็นปัญหาเรื้อรังของไทย “วัชระ” เผย สุราษฎร์ฯ พบเหตุส่อซื้อเสียง ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ กกต.ทำงานเชิงรุก หวังว่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมากขึ้น หากคุณอยู่ในพื้นที่สุราษฎร์ธานีหรือสนใจข่าวการเมือง อย่าลืมแชร์บทความนี้และติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา เพื่อให้การเลือกตั้งปีนี้โปร่งใส 100%

คำแนะนำ: ประชาชนควรแจ้งเบาะแสทุจริตทันทีที่ เว็บไซต์ กกต. ร่วมกันปกป้องสิทธิเลือกตั้ง

ที่มา – “วัชระ” เผย สุราษฎร์ฯ พบเหตุส่อซื้อเสียง มีการแจ้งผ่านไลน์ “กกต. มาแล้ว” ให้ “ผช.สส.” ทราบ

วัชระยัน! ปชป. ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

“วัชระ” ยันพรรคประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4 แต่เชื่อคะแนนไม่ได้ชี้วัดได้รับการคัดสรร

เมื่อเวลา 15.10 น.วันที่ 22 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ขอยืนยันว่า นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยืนยันกับตนว่า ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 อย่างเป็นทางการแล้ว

ส่วนการทำไพรมารี่โหวตนั้น กลับเสนอให้ไปทำในเขต 4 ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ของเขต 1 ทั้งที่ปกติการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งของ จ.สุราษฎร์ธานี กำหนดให้เขต 1 จะต้องเป็นผู้ทำไพรมารี่โหวตทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีผู้ใหญ่บางคนในพรรคขอร้องว่า ให้ไปทำไพรมารี่โหวตที่เขต 4 ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่เพิ่งจะตั้งขึ้นมาใหม่เพียงสัปดาห์เดียว ทั้งๆ ที่เขต 1 มีสมาชิกพรรค ปชป. ไม่น้อยกว่า 1,200 คน และอยู่ใจกลางของสุราษฎร์ธานี

“สำหรับพวกเราชาวพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผู้ใหญ่ต้องการให้ไปทำไพรมารี่โหวต ในเขต 4 ซึ่งเป็นเขตที่ไม่ได้รู้จักสมาชิกพรรคเลยแม้แต่คนเดียว ก็น้อมรับ เพราะมั่นใจว่า พวกเราชาวประชาธิปัตย์ มีความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียว และคะแนนที่ได้จากการทำไพรมารี่โหวต ก็ไม่ได้ชี้ชัดว่า คนที่ได้ที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 จะต้องได้รับการคัดสรร หรือได้รับการเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้ลงสมัคร สส.เสมอไป” นายวัชระ กล่าว

วัชระยัน ประชาธิปัตย์ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากคำสัมภาษณ์ของนายวัชระกัน

ประเด็นหลัก: ยืนยันลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

นายวัชระยืนยันว่าได้รับการยืนยันจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์แล้วว่าจะได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี อย่างเป็นทางการ ทำให้ข่าวลือก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาอาจจะไม่ได้ลงสมัครในเขตดังกล่าวไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการทำไพรมารี่โหวต ซึ่งปกติแล้วเขต 1 จะเป็นผู้ดำเนินการมาโดยตลอด แต่ในครั้งนี้กลับมีการเสนอให้ไปทำในเขต 4 แทน ทำให้เกิดความสงสัยในเหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

แม้ว่านายวัชระจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว แต่ก็เคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค และพร้อมที่จะดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ นายวัชระยังแสดงความมั่นใจในความสามัคคีของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเชื่อว่าคะแนนจากการทำไพรมารี่โหวตไม่ได้เป็นตัวชี้วัดทั้งหมดว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร สส.

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ และการตัดสินใจที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าแค่เรื่องของคะแนนเสียง แม้ว่านายวัชระจะยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสมาชิกพรรคในพื้นที่เขต 1 อยู่บ้าง

การลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง ว่าสุดท้ายแล้วผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร และพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถรักษาฐานเสียงในพื้นที่นี้ได้หรือไม่

การที่นายวัชระออกมาสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามพรรคประชาธิปัตย์แน่นอนแล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้สนับสนุนพรรคในพื้นที่ แต่ประเด็นเรื่องการทำไพรมารี่โหวตก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่

ที่มา – “วัชระ” ยันประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4

Scroll to top