วันนอร์ มะทา

“อนุทิน” ตั้ง “สีหศักดิ์” นั่งประธานผู้แทนพิเศษดับไฟใต้ ดึง “วันนอร์” ที่ปรึกษา

ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 “อนุทิน” ตั้ง “สีหศักดิ์” นั่งประธานผู้แทนพิเศษดับไฟใต้ ดึง “วันนอร์” ที่ปรึกษา เพื่อเร่งแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและการพูดคุยสันติภาพ

“อนุทิน” ตั้ง “สีหศักดิ์” นั่งประธานผู้แทนพิเศษดับไฟใต้ ดึง “วันนอร์” ที่ปรึกษา

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 139/2569 นี้ มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ลงนาม โดยมุ่งขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2566-2570 คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ชุดนี้ จะมีบทบาทสำคัญในการประสานงานระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น เร่งรัดโครงการพัฒนา และติดตามผลการดำเนินงาน เพื่อให้ปัญหาไฟใต้ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ได้รับการคลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรม

โครงสร้างคณะกรรมการผู้แทนพิเศษดับไฟใต้

โครงสร้างของคณะนี้ถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบ โดยมีบุคคลสำคัญที่มีประสบการณ์ด้านความมั่นคงและพื้นที่เข้ามาร่วม:

  • ประธานกรรมการ: นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในมิติระหว่างประเทศ
  • รองประธาน: พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
  • เลขานุการ: พลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว หรือ “เสธ.เอี่ยว” รองเสนาธิการทหาร เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ของ รมว.กลาโหม รับผิดชอบงานธุรการและประสานงาน
  • ที่ปรึกษา: นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือ “วันนอร์” นักการเมืองท้องถิ่นที่มีบารมีและความเข้าใจลึกซึ้งในพื้นที่ชายแดนใต้
  • สมาชิกอื่นๆ: ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

การดึงบุคคลเหล่านี้มาร่วมทีม แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทั้งมิติความมั่นคง การทูต และการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ โดยงบประมาณจะมาจากสำนักงาน สมช. ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูง

หน้าที่และอำนาจของคณะผู้แทนพิเศษดับไฟใต้

“อนุทิน” ตั้ง “สีหศักดิ์” นั่งประธานผู้แทนพิเศษดับไฟใต้ ดึง “วันนอร์” ที่ปรึกษา คณะนี้มีอำนาจเต็มในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ ประสานงานทุกฝ่าย ติดตามผลงาน และรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือ สมช. โดยเน้นการบูรณาการโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ลดช่องว่างที่เป็นต้นตอของความขัดแย้ง

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นบาดแผลเก่าของชาติ ที่เริ่มรุนแรงตั้งแต่ปี 2547 ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนนับหมื่นราย การจัดตั้งคณะนี้จึงเป็นความหวังใหม่ โดยเฉพาะการดึง “วันนอร์” ที่มีเครือข่ายกว้างขวางในชุมชนมุสลิม มาช่วยเจรจาและสร้างความไว้วางใจ นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังมีประสบการณ์จากงานกระทรวงต่าง ที่ช่วยประสานกับกลุ่ม BRN และนานาชาติได้ดี

“เสธ.เอี่ยว” ในฐานะเลขาฯ จะช่วยให้การขับเคลื่อนงานในพื้นที่ราบรื่น ด้วยความใกล้ชิดกับกองทัพ รัฐบาลคาดหวังว่าคณะนี้จะเร่งสร้างสันติสุข ลดเหตุรุนแรง และเปิดทางให้การพูดคุยสันติภาพก้าวหน้า

การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เพียงตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ แต่ยังสะท้อนวิสัยของนายกฯ อนุทิน ที่เน้นการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ มุ่งยั่งยืน นับเป็นข่าวดีสำหรับชาวใต้และประเทศ

คุณคิดว่าคณะผู้แทนพิเศษชุดนี้จะดับไฟใต้ได้สำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” ตั้ง “สีหศักดิ์” นั่งประธานผู้แทนพิเศษดับไฟใต้ ดึง “วันนอร์” ที่ปรึกษา

“วันนอร์” เข้าทำเนียบ หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีข่าวสำคัญเมื่อ “วันนอร์” เข้าทำเนียบฯ นายกฯ เชิญแลกเปลี่ยนปมสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไทยยึดแนวทางเป็นกลาง เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

“วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง

เมื่อเวลา 08.47 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มจากการสักการะองค์นรสิงห์จำลองตามธรรมเนียม จากนั้นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลาม

มุมมองจากนายวันมูหะมัดนอร์ต่อสถานการณ์

นายวันมูหะมัดนอร์ เปิดเผยหลังการหารือว่า นายกรัฐมนตรีเชิญตนมาเพื่อหารือแนวทางดูแลคนไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามโดยตรง แต่สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบต่อคนไทยในประเทศมุสลิมและเศรษฐกิจโดยรวม ชาวมุสลิมในไทยไม่ต้องกังวล เพราะรัฐบาลยึดหลักเป็นกลาง ปฏิบัติตามข้อตกลงสหประชาชาติและอาเซียน สนับสนุนการเจรจาสันติภาพอย่างเต็มที่

ส่วนการสู้รบจะยืดเยื้อหรือไม่ ยังประเมินไม่ได้เพราะเกี่ยวข้องหลายชาติ แต่รัฐบาลต้องเร่งดูแลคนไทยในพื้นที่ให้ปลอดภัย อำนวยความสะดวกผู้เดินทางกลับ นอกจากนี้ หลายประเทศพร้อมร่วมมือกับไทย เนื่องจากภาพลักษณ์ของไทยที่รักสันติและไม่มีข้อขัดแย้งกับใคร

แนวทางการเมืองต่างของไทย

ไทยยืนยันชัดเจนว่าจะยึดแนวทางเป็นกลางในประเด็น “วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยมีมาตรการช่วยเหลือดังนี้

  • กระทรวงการต่างประเทศประสานงานช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง
  • ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแจ้งเตือนประชาชน
  • สนับสนุนสันติภาพผ่านเวทีระหว่างประเทศ
  • เตรียมรับมือผลกระทบเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูง

โครงสร้างศาสนาและการอยู่ร่วมกัน

นายวันมูหะมัดนอร์ ยังชี้แจงโครงสร้างทางศาสนาว่า คนไทยในตะวันออกกลางกว่า 80% เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ ขณะที่อิหร่านส่วนใหญ่เป็นนิกายชีอะห์กว่า 90% แต่ความแตกต่างนี้ไม่ใช่อุปสรรคในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในไทยเองก็มีมุสลิมนิกายชีอะห์ราว 10% ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ดี

การเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ท่ามกลางวิกฤต

นอกเหนือจากประเด็นต่างประเทศ นายวันมูหะมัดนอร์ ยังพูดถึงการเปิดประชุมสภาหลังกกต.รับรองส.ส.ครบ โดยเลขาธิการสภาจะแจ้งเลขาธิการนายกเพื่อทูลเกล้าฯ เปิดสมัย ส.ส.ต้องปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ สำหรับการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนสนับสนุนสูงสุดควรเป็นแกนนำเร่งดำเนินการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด รัฐบาลรักษาการอาจมีข้อจำกัดในการเจรจาระหว่างประเทศ

การหารือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็น “วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง อย่างจริงจัง แนวทางเป็นกลางของไทยน่าจะช่วยลดความเสี่ยงได้ดี ในมุมมองผู้เขียน การเร่งตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้ไทยมีเสถียรภาพในการรับมือวิกฤตทั้งในและต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น หากคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย เราจะอัปเดตข่าวสารให้ทราบต่อไป

ที่มา – “วันนอร์” เข้าทำเนียบฯ นายกฯ เชิญแลกเปลี่ยนปมสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไทยยึดแนวทางเป็นกลาง

วันนอร์-ทวี จัดทัพ! สู้ศึกเลือกตั้ง “พรรคหลัก”

“พรรคประชาชาติ” ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค สู้ศึกเลือกตั้ง 69 ประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก”ในระบอบนิติบัญญัติ โว “วันนอร์” ทำหน้าที่สมเกียรติ 2 สมัย

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติว่า เมื่อเวลา 16.00 น.ที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการและอดีต สส. ยะลา พร้อม อดีต สส. ของพรรคประชาชาติ และคณะกรรมการบริหารพรรค ประชุมร่วมกัน ในวาระต่างๆ เช่น ประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. เพื่อหารือสถานการณ์ทางการเมืองและเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้กล่าวขอบคุณ อดีต สส., คณะกรรมการบริหารพรรค และบุคลากรของพรรคที่ทำให้ประชาชนทุกคนรู้ว่า พรรคประชาชาติยังอยู่

ขณะที่ พันตำรวจเอก ทวี กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมพลังในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชาติ พร้อมประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ของประเทศ ซึ่งคำว่าพรรคหลัก ไม่ได้วัดกันที่จำนวนตัวเลขของผู้แทน ที่มีจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำหน้าที่เป็น “หลัก” ในสถาบันนิติบัญญัติตลอด 2 สมัยที่ผ่านมา

“ในระบอบนิติบัญญัติ พรรคประชาชาติ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สส. ของพรรคทุกคน ได้ทำหน้าที่เป็นหลักให้กับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอาจารย์วันนอร์ ที่ทำหน้าที่ประธานสภาฯ อย่างสมเกียรติ” พันตำรวจเอก ทวี กล่าว

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรค มีความจำเป็นต้องคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อให้การบริหารงานพรรคเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกกฎหมาย เตรียมพร้อมขับเคลื่อนพรรคสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มภาคภูมิ ภายใต้อุดมการณ์ “เติบโตด้วยศรัทธา ยั่งยืนเพื่อประชาชน”

พันตำรวจเอก ทวี ยังได้กล่าวปลุกพลังสมาชิกพรรคให้ร่วมกันสร้างพรรคประชาชาติให้เป็น “สถาบันทางการเมือง” ที่ยั่งยืน ข้ามพ้นวัฏจักรเดิมๆ ของการเมืองไทย

พรรคประชาชาติประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ วันนอร์ มะทา และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยการประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในระบอบนิติบัญญัติ พวกเขาเน้นย้ำว่า ความเป็น “พรรคหลัก” ไม่ได้อยู่ที่จำนวน ส.ส. เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพและเป็นที่พึ่งของประชาชน

อะไรคือความหมายของการเป็น “พรรคหลัก” ในมุมมองของพรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้อธิบายว่า การเป็น “พรรคหลัก” หมายถึงการทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพในสถาบันนิติบัญญัติ การเป็นปากเสียงให้กับประชาชน และการเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม พรรคประชาชาติเชื่อมั่นว่า พวกเขามีประสบการณ์และความพร้อมที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีที่สุด

การปรับโครงสร้างภายในพรรคก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชาติกำลังคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ “เติบโตด้วยศรัทธา ยั่งยืนเพื่อประชาชน” และมุ่งมั่นที่จะสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและยั่งยืน สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ของพรรคประชาชาติในการเลือกตั้งครั้งหน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ มาร่วมติดตามกันว่า พรรคประชาชาติจะสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “วันนอร์-ทวี” จัดทัพพรรคประชาชาติ สู้ศึกเลือกตั้ง 69 ประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในระบอบนิติบัญญัติ

บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน

“บวรศักดิ์” เตือน “วันนอร์” ควรตีความญัตติซักฟอกอย่างที่เคยทำ ยืนยันแม้ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก รัฐบาลยังสามารถยุบได้ เหตุต้องอิงข้อบังคับ ตรวจสอบญัตติก่อน

วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุหากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จะทำให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ ว่า ความจริงประธานสภาฯก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางสภาฯ เป็นประธานสภาฯมาตั้งแต่ปี 2540 และเป็นประธานสภาฯมาหลายครั้ง ครั้งหลังสุดที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มันมีปัญหาว่าญัตตินั้นไม่ถูกต้อง เพราะไปพูดถึงคนนอกคือ บิดาท่านนายกฯ ท่านก็ไม่ยอมรับญัตตินั้นและไม่บรรจุ ใช้เวลาอยู่หลายวันที่ฝ่ายค้านต้องไปแก้ นั่นคือ ทางปฏิบัติที่ทำกันมา เพราะข้อบังคับการประชุมสภาเขียนไว้ชัดในข้อ 176 ว่าเมื่อประธานสภาได้รับญัตติไม่ไว้วางใจแล้วให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาฯแจ้งให้ผู้เสนอญัตติทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ

ญัตติมีผลหลังตรวจสอบถูกต้อง

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในวรรคสองกำหนดไว้ว่า เมื่อประธานสภาฯตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้วให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องเร่งด่วนและแจ้งให้นายกฯทราบ แปลว่าต้องมีการตรวจสอบว่าญัตตินั้น ครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ ทำกันอย่างนี้ มาจนถึงรัฐบาลที่แล้ว พอมาถึงรัฐบาลนี้บอกว่าไม่ได้ พอรับปั๊บ ฝ่ายค้านยื่นปั๊บ ยุบสภาไม่ได้เลย ด้วยความเคารพ ตนคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด ในมาตรา 151 วรรคสอง ว่าเมื่อมีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาไม่ได้ เว้นแต่มีการถอนญัตติ หรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามวรรคสี่

ย้ำเขียน รธน. มาตรานี้กับมือ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ความจริงคนเป็นเขียนมาตรานี้เองในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2475-2534 ไม่มีบทบัญญัติห้ามยุบสภาทั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นในปี 2538 ซึ่งมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีทั้งคณะและมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 17 ถึง 18 ธ.ค.38 เรื่อง สปก. 4-01 เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นลง พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งประกาศงดออกเสียงในการลงมติ และรัฐมนตรีพรรคนั้นจะถอนตัวทั้งหมด เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ยุบสภาผู้แทนราษฎรตอนเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 ธ.ค.38 หนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนการลงมติในเวลา 13.30 น. เป็นเหตุให้สภาผู้แทนราษฎรในเวลานั้นไม่สามารถลงมติได้ ตนจึงเสนอให้บัญญัติไว้ในมาตรา 185 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า

บรรจุญัตติแล้ว ยุบสภาไม่ได้

“เมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม” ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจอันเป็นการตรวจสอบรัฐบาลของสภาผู้แทนราษฎร และอำนาจของฝ่ายบริหารในการถ่วงดุลสภาด้วยการยุบสภาบทบัญญัติมาตรานี้ของรัฐธรรมนูญปี 40 ก็มาปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 158 วรรคหนึ่ง และในรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบันในมาตรา 151 วรรคสอง

แนะอ่านรธน.ให้ครบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ การห้ามยุบสภาเพราะการยื่นญัตติไม่ไว้วางใจดังกล่าว จะเริ่มเมื่อใด และสิ้นสุดลงเมื่อใดนั้น ถ้าพิจารณาแต่ตัวหนังสือของมาตรา 151 ที่ใช้คำว่า เมื่อได้มีการเสนอญัตติตามวรรคหนึ่งแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ก็อาจจะบอกว่า ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจก็ห้ามยุบสภาแล้ว ยื่นปั๊บก็ห้ามยุบปุ๊บ ไม่ต้องดูอย่างอื่น นี่เป็นการตีความที่ง่ายแบบตัวอักษรล้วน ๆ ไม่ได้ดูอย่างอื่นเลย คนไม่ต้องเรียนกฎหมายก็พูดได้ ดูจะง่ายเกินไป แต่ต้องอ่านให้จบวรรค เขาบอกว่าห้ามยุบสภา เว้นแต่จะมีการถอนญัตติ หรือ การลงมติไม่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็จะเข้าใจได้ว่า จะเริ่มห้ามยุบได้ต่อเมื่อญัตตินั้นถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ บรรจุระเบียบวาระและแจ้งให้นายกฯทราบตามข้อบังคับการประชุม

จวกเลือกบังคับเฉพาะส่วน

นายบวรศักดิ์ ระบุว่า ที่ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาว่าด้วยการเปิดประชุมสภา ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง เขียนเรื่องการถอนญัตติ ซึ่งการถอนญัตติไม่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญตรงไหนเลย ซึ่งการถอนญัตติจะถอนได้หรือไม่ได้ ต้องย้อนไปข้อบังคับการประชุมสภาเท่านั้น เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้แต่อย่างใด ฉะนั้น ที่พูดว่าต้องดูรัฐธรรมนูญซึ่งใหญ่กว่าข้อบังคับเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องดูข้อบังคับ จึงไม่ถูกต้อง เพราะการถอนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำได้หรือไม่ ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมสภาข้อ 62 ซึ่งบอกว่า “การถอนชื่อจากการเป็นผู้ร่วมกันเสนอญัตติใด หรือจากการเป็นผู้รับรองกระทำได้เฉพาะก่อนที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตติเข้าระเบียบวาระการประชุม ในกรณีที่ประธานสภาสั่งบรรจุญัตตินั้นเข้าระเบียบวาระการประชุมแล้วจะถอนชื่อได้ต่อเมื่อได้รับการยินยอมของที่ประชุม” ดังนั้น เมื่อต้องไปดูข้อบังคับการประชุม ก็ต้องเอาข้อ 62 มาใช้ ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสอง จะเอาเฉพาะข้อ 62 มาใช้ข้อเดียว แต่ไม่นำข้อบังคับการประชุม ข้อ 176 มาใช้ด้วยก็ดูจะประหลาด เพราะเลือกใช้เฉพาะข้อบังคับที่เป็นประโยชน์ อันไหนไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่ใช้ โดยมาบอกว่ารัฐธรรมนูญใหญ่กว่า

ให้ประธานสภาตรวจสอบญัตติ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ข้อบังคับข้อ 176 ซึ่งอยู่ในหมวด 9 ส่วนที่ 1 การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจบัญญัติว่า “เมื่อประธานสภาได้รับญัตติตามข้อ 175 แล้ว ให้ทำการตรวจสอบ หากมีข้อบกพร่องให้ประธานสภาแจ้งให้ผู้เสนอทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับญัตติ และวรรคสองระบุว่า เมื่อประธานสภาได้ตรวจสอบความถูกต้องของญัตติแล้ว ให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วนและแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ เหตุที่ข้อ 176 เขียนแบบนี้ เพราะในอดีตญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยื่นนั้นมีความไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ไม่สมบูรณ์หลายประการ

ถามรู้ได้อย่างไรญัตติสมบูรณ์

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าพอยื่นปั๊บ ไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลย แสดงให้เห็นว่าลำพังการยื่นญัตติตามมาตรา 151 วรรคสองแต่เพียงอย่างเดียว โดยยังไม่รู้เลยว่า ญัตติดังกล่าวมีความถูกต้องสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมหรือไม่ ซึ่งข้อบังคับข้อ 176 จึงบังคับประธานสภาฯให้ตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วไม่มีข้อบกพร่องก็บังคับประธานสภาฯทำ 2 เรื่องคือ บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน และแจ้งให้นายกฯทราบ เพื่อบอกนายกฯว่าบัดนี้อำนาจยุบสภาหมดแล้ว และให้เตรียมตัวมารับการอภิปราย ดังนั้น วันนี้เมื่อมีการยื่นตามมาตรา 151 วรรคสอง เฉยๆ โดยแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบหรือไม่ คำตอบก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่า ถ้าประธานสภาฯแจ้งให้นายกฯทราบโดยไม่ตรวจสอบ คนที่เสนอประธานสภาฯ ฝ่ายกฎหมายหรือใครก็แล้วแต่ก็ทำให้ประธานสภาฯทำผิดข้อบังคับ เพราะญัตติดังกล่าวอาจมีข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ และไม่อาจสามารถบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนได้

ใช้เวลา 7 วันตรวจสอบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบเสียก่อน ซึ่งให้เวลา 7 วัน เมื่อตรวจสอบแล้วจึงจะแจ้งให้นายกฯทราบ และนับตั้งแต่วันที่แจ้งให้นายกฯทราบ ข้อห้ามที่จะยุบสภาจะเริ่มนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ไม่ใช่นับเวลาที่ฝ่ายค้านยื่น ซึ่งยังไม่มีการตรวจสอบ ถ้าตีความตามมาตรา 151 วรรคสอง โดยไม่ดูข้อบังคับหมวด 9 ส่วนที่ 1 ข้อ 175 และข้อ 176 ที่เขียนเอาไว้ ต่อไปก็จะอาศัยการยื่นญัตติไม่สมบูรณ์ ทำให้อำนาจยุบสภาของรัฐบาลเสื่อมสูญไปทันที ญัตติยื่นจำนวนคนไม่ครบ มีคนบอกว่าตัวเองยังไม่ได้ลงชื่อ แล้วนับแล้วว่าเวลานั้นเป็นเวลาห้ามยุบสภา รับรองระบบรัฐสภาปั่นป่วนแน่

แนะให้ยึดสิ่งที่ทำมาตลอด

“ฉะนั้น ผมเห็นว่าสิ่งที่ประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือทำมาโดยตลอดจนรัฐบาลแพทองธารนั้น ต้องทำต่อ จะมาเปลี่ยนการตีความบอกว่าฝ่ายกฎหมายเสนอว่าไม่ต้องดูญัตติสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ยื่นวันไหนก็เอาวันนั้น ยุบสภาไม่ได้ มันต้องเอาญัตติที่สมบูรณ์แล้ว บรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว และแจ้งให้นายกฯทราบ ไม่อย่างนั้นจะแจ้งให้นายกฯทราบได้อย่างไร แล้วอำนาจยุบสภามันจะหมดไปได้อย่างไรเพราะนายกฯยังไม่ได้รับแจ้ง ดังนั้น ผมว่าตีความตามที่เคยทำมาเถอะครับ เป็นการตีความตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับที่ชอบแล้ว แต่ฝ่ายกฎหมายที่มาเสนอต่อประธานสภาฯในคราวนี้ดูแปลกๆ ย้ำว่าตีความไปแบบที่เคยทำมาเถอะครับ” นายบวรศักดิ์ กล่าว

บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน

ทำไมต้องตรวจสอบญัตติก่อนถึงยุบสภาได้?

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเน้นย้ำว่า แม้ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติซักฟอก รัฐบาลก็ยังสามารถยุบสภาได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำการตรวจสอบญัตติให้ถูกต้องตามข้อบังคับเสียก่อน เรื่องนี้สร้างความสนใจและก่อให้เกิดคำถามมากมายในสังคม

การที่นายบวรศักดิ์ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ ทำให้หลายคนหันมาพิจารณาข้อกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น การตีความรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การดำเนินการทางการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม การตรวจสอบญัตติก่อนจึงเป็นขั้นตอนที่มองข้ามไม่ได้

ประเด็นที่นายบวรศักดิ์กล่าวถึงคือ ความสมดุลระหว่างอำนาจในการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรและการบริหารประเทศของรัฐบาล การตรวจสอบญัตติซักฟอกอย่างรอบคอบเป็นเหมือนการรักษาสมดุลนี้ไว้ เพื่อให้การเมืองไทยเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การออกมาให้ความเห็นของนายบวรศักดิ์ในครั้งนี้ เป็นการกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการทางกฎหมายและการตีความที่ถูกต้อง การทำความเข้าใจในข้อบังคับต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างมีเหตุผล และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งได้

ดังนั้น บวรศักดิ์ย้ำ! ซักฟอกก็ยุบสภาได้ ตรวจสอบญัตติก่อน เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมการเมืองที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – “บวรศักดิ์” ยืนยัน แม้ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก รัฐบาลยังสามารถยุบได้ เหตุต้องตรวจสอบญัตติก่อน

Scroll to top