วันนอร์

วันนอร์เตรียมคุยมาเลเซียกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้

ความคืบหน้าเรื่องการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดูเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกครั้ง เมื่อล่าสุด“วันนอร์” เตรียมยกคณะใหญ่คุยมาเลเซีย เดือนกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้ เพื่อหาทางออกให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยความพยายามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเจรจาภายใต้ความร่วมมือกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

วันนอร์เตรียมคุยมาเลเซียกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเดินหน้าพูดคุยเพื่อสันติสุข โดยระบุว่าขณะนี้คณะทำงานกำลังเร่งประชุมย่อยเพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะไปประชุมคณะใหญ่ที่ประเทศมาเลเซียในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งหากการเจรจาในครั้งนั้นเป็นไปได้ด้วยดี ก็มีโอกาสสูงที่เราจะได้เห็นการลงนามร่วมกันเพื่อสร้างมติแห่งสันติภาพ ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

จับตาทิศทางความสัมพันธ์และการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

นอกจากกำหนดการเดินทางไปมาเลเซียในเดือนกันยายนแล้ว นายวันมูหะมัดนอร์ยังเปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในช่วงวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ แม้วาระหลักจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในฐานะสมาชิกอาเซียน แต่เชื่อมั่นว่าประเด็นความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนใต้จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ เพื่อขอความร่วมมือจากทางมาเลเซียในการช่วยเร่งรัดให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อความสงบเรียบร้อยที่ยั่งยืน

ประเด็นที่น่าจับตามองในลำดับถัดไปคือ:

  • ผลลัพธ์จากการประชุมคณะใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน
  • แนวโน้มการลงนามข้อตกลงเพื่อลดเหตุรุนแรง
  • ความร่วมมือเชิงลึกระหว่างรัฐบาลไทยและมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงนี้จะยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ้าง แต่ฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันว่ากำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเชื่อมั่นว่ากระบวนการสันติสุขที่กำลังทำอยู่นี้จะช่วยบรรเทาปัญหาไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นได้ การรวมพลังของทุกภาคส่วนและการเจรจาอย่างจริงจังคือหัวใจสำคัญที่จะนำพาพื้นที่ชายแดนใต้กลับสู่ความสงบอีกครั้ง เราในฐานะประชาชนคนไทยคงต้องส่งกำลังใจให้คณะทำงานทุกคนปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงเพื่อพี่น้องในพื้นที่ครับ

ที่มา – “วันนอร์” เตรียมยกคณะใหญ่คุยมาเลเซีย เดือนกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้

“อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ สร้างสันติภาพ

ข่าวการเมืองล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส “อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ แล้ว ช่วยดูสร้างสันติภาพในพื้นที่ ทำให้หลายคนสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในบริบทของปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ วันที่ 25 มีนาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าไปคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กโพสต์ของนายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นการยืนยันการตอบรับของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือที่รู้จักในชื่อ “วันนอร์” ในการมารับตำแหน่งสำคัญนี้

อนุทิน วันนอร์ ประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ สร้างสันติภาพ

ในคอมเมนต์ของนายกฯ อนุทิน ระบุชัดเจนว่า “ขอบพระคุณพรรคประชาชาติที่มาทำงานเพื่อชาติ และประชาชนด้วยกัน ผมได้กราบเรียนเชิญอาจารย์วันนอร์ (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ขอให้ท่านได้มาช่วยดูแลพี่น้องมุสลิม และการสร้างความสงบสุข และสันติภาพในพื้นที่ต่าง ๆ ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และท่านได้กรุณาตอบรับแล้วครับ” ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรัง

“อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ แล้ว ช่วยดูสร้างสันติภาพในพื้นที่

การประกาศนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ชายแดนใต้ นายวันนอร์เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะพรรคประชาชาติที่เน้นนโยบายสนับสนุนชาวมุสลิมและการพัฒนาภาคใต้ การที่ท่านตอบรับนั่งในตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ จะช่วยให้รัฐบาลมีมุมมองจากคนในพื้นที่มากขึ้น ทำให้การดำเนินนโยบายสร้างสันติภาพมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการแต่งตั้งวันนอร์ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษา

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยะลา ปัตตานี นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา ยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ของรัฐบาลไทยมาอย่างยาวนาน การนำนายวันนอร์มาร่วมทีมจึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะท่านมีความเข้าใจวัฒนธรรม ศาสนา และปัญหาท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ พรรคประชาชาติยังมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้การร่วมมือครั้งนี้เป็นการประสานพรรคร่วมรัฐบาลได้อย่างลงตัว

  • เสริมสร้างความเชื่อมั่น: ชาวมุสลิมในพื้นที่จะรู้สึกว่ารัฐบาลใส่ใจมากขึ้น
  • ใช้ความเชี่ยวชาญท้องถิ่น: นายวันนอร์รู้จักปัญหาจากภายใน ช่วยเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม
  • เร่งรัดโครงการสันติภาพ: คาดว่าจะมีนโยบายใหม่ๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม
  • ลดช่องว่างระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่น: สร้างการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา

นายซูการ์โน มะทา ได้ตอบกลับคอมเมนต์ของนายกฯ อนุทิน ว่า “ผมต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีให้โอกาสกับประชาชาติครับ” ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคการเมือง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของรัฐบาลอนุทินในการจัดการปัญหาใต้ โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านมา มีการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่อง หากคณะที่ปรึกษานี้ทำงานได้ผล อาจนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืน ลดเหตุการณ์รุนแรง และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้พื้นที่นี้

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามผลงานจริงในอนาคต เพราะสันติภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่รัฐบาลเท่านั้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับการแต่งตั้งครั้งนี้? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ แล้ว ช่วยดูสร้างสันติภาพในพื้นที่

บิ๊กตู่ ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ประชามติ

บิ๊กตู่ ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ประชามติ กันอย่างคึกคัก! วันนี้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นวันสำคัญที่นักการเมืองชื่อดังตบเท้าเข้าคูหา เพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บรรยากาศทั่วประเทศคึกคัก ผู้มีสิทธิ์ออกมาใช้สิทธิกันเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงเช้าที่มีผู้สูงอายุต่อคิวยาวเหยียด การจราจรก็ติดขัดหนึบเลยทีเดียว

บิ๊กตู่ ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ประชามติ ที่พญาไท

เริ่มจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือที่รู้จักกันในนาม “บิ๊กตู่” องคมนตรีและอดีตนายกฯ เดินทางมาลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งที่ 11 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ บริเวณเต็นท์ใต้ทางด่วนซอยประดิพัทธ์ 5 ท่านมีรายชื่อลำดับที่ 162 ในหน่วยที่มีผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 439 คนสำหรับเลือกตั้งสส. และ 434 คนสำหรับประชามติ หลังใช้สิทธิเสร็จ บิ๊กตู่ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่าเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล และเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นที่คาดหวังได้ เพราะ “ไม่เช่นนั้นจะเลือกตั้งกันไปทำไม” คำพูดนี้สะท้อนความมั่นใจในระบบประชาธิปไตยของไทยจริงๆ

นักการเมืองคนอื่นๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า

นอกจากบิ๊กตู่แล้ว ยังมีนักการเมืองคนดังอีกเพียบที่ออกมา บิ๊กตู่ ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ประชามติ ร่วมกัน เช่น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือ “วันนอร์” ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ เดินทางมาที่เขตเลือกตั้งที่ 6 หน่วย 37 หมู่บ้านมิตรประชา ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พร้อมครอบครัว ใช้สิทธิเสร็จแล้วกลับทันที ไม่ให้สัมภาษณ์ บรรยากาศที่นี่คึกคักมาก ผู้สูงอายุออกมาเพียบ

ที่กรุงเทพฯ อีกแห่ง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติและแคนดิเดตนายกฯ มาลงคะแนนที่หน่วย 1 เขต 8 จตุจักร หน้าอาคาร SCB ปาร์คพลาซ่าแยกรัชโยธิน หลังลงคะแนน ชัยวุฒิชวนคนไทยทุกคนออกมาใช้สิทธิกำหนดทิศทางประเทศ โดยเฉพาะประชามติที่เป็นประชาธิปไตยทางตรง ยังเตือนว่าช่วงเช้าต้องรอคิว 20 นาที บ่ายอาจนานกว่านั้น และบางหน่วยร้อนมาก แนะนำพกร่มมา

ทางเหนือที่เชียงใหม่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกฯ มาที่หน่วย 1 ศาลาอเนกประสงค์บ้านป่าข่อยเหนือ ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง ใช้สิทธิเพื่อ “เดินหน้าประเทศไทย” ชวนทุกคนออกมาใช้สิทธิให้ได้ประชาธิปไตย หลังจากนั้นเตรียมตัวกลับ กทม. ลุ้นผลที่พรรคเพื่อไทย โดยเชียงใหม่ไม่มีวอร์รูมกลาง รายงานผลออนไลน์แทน

ความสำคัญของการเลือกตั้ง สส. และประชามติครั้งนี้

การเลือกตั้ง สส. และประชามติในวันนี้ปิดหีบตอน 5 โมงเย็น ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกตัดสินโดยประชาชนโดยตรง ซึ่งจะกำหนดโครงสร้างรัฐบาลและทิศทางประเทศในอนาคต นักวิเคราะห์คาดว่าผลจะส่งผลต่อพรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทย รักชาติ ประชาชาติ และอื่นๆ ผู้มีสิทธิ์ออกมาใช้สิทธิเกือบ 100% ในบางหน่วย แสดงถึงความตื่นตัวของประชาชน

  • บรรยากาศคึกคักทั่วประเทศ
  • ผู้สูงอายุและครอบครัวออกมาเพียบ
  • ปัญหาคิวยาวและความร้อนในบางหน่วย
  • นักการเมืองชวนใช้สิทธิเพื่ออนาคตไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการจราจรติดขัดรอบหน่วยเลือกตั้งใหญ่ๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และนนทบุรี หน่วยกลางแจ้งบางแห่งไม่มีหลังคา ทางเจ้าหน้าที่ควรปรับปรุงเพื่อความสะดวกในครั้งหน้า

ผลกระทบที่คาดหวังหลังปิดหีบ

หลังปิดหีบ ผลนับคะแนนจะเริ่มทยอยออก คาดว่ารัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้นได้เร็วหากทุกพรรคร่วมมือ การลงประชามติจะเป็นตัวชี้วัดว่าประชาชนเห็นชอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ได้

ในมุมมองของผม การที่นักการเมืองชั้นนำอย่างบิ๊กตู่และคนอื่นๆ ออกมาใช้สิทธิ เป็นตัวอย่างที่ดีให้ประชาชน แสดงให้เห็นว่าทุกเสียงมีค่า อนาคตไทยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจวันนี้ ลุ้นผลกันต่อไป!

เรียบเรียงเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจง่ายและครบถ้วน ถ้าคุณพลาดโอกาสไปใช้สิทธิ ครั้งหน้าอย่าลืม nhé

ที่มา – “บิ๊กตู่” ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. – ประชามติ คนการเมืองตบเท้าเข้าคูหา ก่อนปิดหีบ 5 โมงเย็น

หนังสือด่วน ขอยืมผู้กองแคทช่วยประธานสภา

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน นั่นคือ หนังสือด่วนที่สุด ขอยืมตัว “ผู้กองแคท” ช่วยราชการงานประธานสภาฯ เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นเอกสารจากรัฐสภาที่ส่งไปยังอธิบดีกรมการปกครอง เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตจากเพจเฟซบุ๊ก CSILA เกี่ยวกับเส้นทางราชการของร้อยตำรวจเอกหญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือที่รู้จักกันในชื่อผู้กองแคท ที่กำลังจะย้ายไปเป็นปลัดอำเภอเมืองศรีสะเกษในวันที่ 2 ตุลาคม 2568

หนังสือด่วนที่สุด ขอยืมตัว “ผู้กองแคท” ช่วยราชการงานประธานสภาฯ เป็นกรณีพิเศษ

หนังสือดังกล่าวมีเลขที่ 0001.02/4792 ลงวันที่ 25 กันยายน 2568 ลงนามโดยนายธงชาติ รัตนวิชา เลขานุการประธานรัฐสภา ส่งถึงอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยมีเนื้อหาหลักคือการขอยืมตัวข้าราชการมาช่วยราชการในส่วนงานของประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566

รายละเอียดในหนังสือระบุชัดเจนว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีความประสงค์ขอยืมตัว ร้อยตำรวจเอกหญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ สังกัดสำนักงานเลขานุการกรม กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาช่วยราชการที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนงานของประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย โดยไม่ขาดจากตำแหน่งหน้าที่เดิม นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป หนังสือนี้ยังแสดงถึงความขอบคุณล่วงหน้าต่อกรมการปกครองในการพิจารณาเรื่องนี้

ประวัติและบทบาทของผู้กองแคท

ผู้กองแคท หรือ ร้อยตำรวจเอกหญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก เป็นข้าราชการที่ได้รับการยอมรับในด้านความสามารถด้านประชาสัมพันธ์ เธอเคยปฏิบัติงานในกรมการปกครองมาอย่างยาวนาน โดยมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและประสานงานต่าง ๆ ล่าสุด เพจ CSILA ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเติบโตทางราชการของเธอที่รวดเร็ว จากตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์สู่การย้ายไปเป็นปลัดอำเภอเมืองศรีสะเกษ แต่การขอยืมตัวครั้งนี้ทำให้เส้นทางของเธอเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง สู่การช่วยงานในระดับรัฐสภา ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพ

การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะเป็นกรณีพิเศษที่แสดงถึงความไว้วางใจจากประธานสภา การนำบุคลากรจากกระทรวงมหาดไทยมาช่วยงานรัฐสภา สะท้อนถึงความจำเป็นในการมีทีมงานที่มีประสบการณ์หลากหลาย เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

บริบททางการเมืองเบื้องหลัง

ตั้งแต่การแต่งตั้งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังการเลือกตั้งทั่วไป รัฐสภาของไทยได้เข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นความโปร่งใสและประสิทธิภาพ การขอยืมตัวผู้กองแคทจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการเสริมทีมงานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการประชาสัมพันธ์และการประสานงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารสภา

  • เหตุผลหลัก: เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาให้มีประสิทธิภาพ
  • ระยะเวลา: เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยไม่กระทบตำแหน่งเดิม
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: รัฐสภา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • ผลกระทบ: อาจทำให้การย้ายไปศรีสะเกษเลื่อนออกไป

เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงกับการเมืองไทยในปัจจุบัน ที่มีการเคลื่อนย้ายบุคลากรข้ามหน่วยงานบ่อยครั้ง เพื่อตอบสนองความต้องการเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมออนไลน์เกี่ยวกับเส้นทางอาชีพของผู้กองแคท ที่ดูเหมือนจะก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ทรัพยากรบุคคลในระบบราชการไทย ที่สามารถยืมตัวเพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างยืดหยุ่น มันแสดงให้เห็นว่าประชาสัมพันธ์และการสื่อสารมีบทบาทสำคัญเพียงใดในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนรวดเร็ว หากผู้กองแคทสามารถนำประสบการณ์มาช่วยงานประธานสภาได้ดี ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเมืองไทยโดยรวม

สำหรับท่านที่สนใจเรื่องการเมืองและราชการ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรือแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – หนังสือด่วนที่สุด ขอยืมตัว “ผู้กองแคท” ช่วยราชการงานประธานสภาฯ เป็นกรณีพิเศษ

“วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.นี้

“วันนอร์” ประธานสภาฯ คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.นี้ ชี้ อยู่ที่รัฐบาลพร้อม ย้ำ ต้องส่งคำแถลงให้สมาชิกรัฐสภาทราบก่อน 3 วัน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่รัฐสภา ถึงวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า ขึ้นอยู่กับการกำหนดของรัฐบาล หลังจากวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่รัฐบาลจะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ และประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ก็จะแจ้งมายังสภาฯ ว่ารัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายวันใด เมื่อรัฐบาลแจ้งมาแล้วทางสภาฯ จะหารือวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันและชั่วโมงในการอภิปราย คาดว่าน่าจะเป็นต้นสัปดาห์หน้าหรือปลายสัปดาห์

ทั้งนี้ สภาฯ จะต้องแจ้งล่วงหน้าให้สมาชิกทราบไม่น้อยกว่า 3 วัน เพราะรัฐบาลต้องส่งนโยบายที่แถลงมาให้สมาชิกได้อ่านก่อนวันประชุม ถ้าหากทุกอย่างพร้อม ไม่มีอะไรติดขัด อาจจะเป็นวันที่ 1-2 ตุลาคม 2568 โดยจะใช้เวลาทั้ง 2 วัน ซึ่งจะเท่ากับรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อตกลงของวิปทั้ง 3 ฝ่าย

ส่วนการแบ่งเวลาที่ฝ่ายค้านมีเสียงมากกว่ารัฐบาลจะแบ่งได้ลงตัวหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของวิปไปจัดการได้ ต้องมีการประชุมหารือเพื่อหาข้อตกลง แต่อย่างไรก็ต้องรอให้รัฐบาลแจ้งความพร้อมในการแถลงนโยบายมาก่อน ถ้าทุกอย่างมีความพร้อมก็คงจะเรียบร้อย.

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกำหนดการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ที่กำลังจะมาถึงนี้ ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ทุกคนต่างเฝ้ารอที่จะรับฟังนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะมีทิศทางและแนวทางในการบริหารประเทศอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแจ้งกำหนดการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ให้สมาชิกสภาฯ ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้สมาชิกมีเวลาเพียงพอในการศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายต่างๆ อย่างละเอียด ก่อนที่จะมีการอภิปรายและลงมติ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในกระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของสมาชิกสภาฯ ในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลต้องส่งนโยบายที่จะแถลงให้สมาชิกสภาฯ ได้อ่านล่วงหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐบาล การเปิดเผยข้อมูลนโยบายให้สาธารณชนได้รับทราบก่อนที่จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการ จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้ดียิ่งขึ้น

“วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.

การคาดการณ์ว่าการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. จะใช้เวลา 2 วันเต็ม ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ รัฐบาลชุดใหม่คงต้องการที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายของตนอย่างละเอียด ครอบคลุมทุกด้าน และตอบข้อซักถามจากสมาชิกสภาฯ ได้อย่างชัดเจน การให้เวลาอย่างเพียงพอสำหรับการอภิปราย จะช่วยให้สมาชิกสภาฯ สามารถตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่างๆ ในอนาคต

ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.

การ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการทางการเมือง แต่เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะได้แสดงความมุ่งมั่นตั้งใจในการบริหารประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่รัฐบาลสามารถนำเสนอนโยบายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ จะช่วยสร้างความหวังและกำลังใจให้กับประชาชนในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน การทำความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบว่าเราจะสนับสนุนหรือคัดค้านนโยบายเหล่านั้น และเราจะสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างไรบ้าง

การแถลงนโยบายที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่เราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศเรา

ที่มา – “วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ย้ำต้องให้สมาชิกรัฐสภาทราบก่อน 3 วัน

“วันนอร์” ประเมิน สภาโหวตนายกฯ 4-5 ก.ย.นี้

“วันนอร์” ประเมินความเป็นไปได้ สภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 วันที่ 4-5 ก.ย. เผยขั้นตอนหากเสนอชื่อ 2 คน ต้องขานชื่อลงคะแนนแบบเปิดเผย ด้านเลขาธิการสภาฯ สั่งสแตนด์บายวันโหวตนายกฯ 4 วัน

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการ สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 ว่า มอบให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวกลางรับเรื่องจากพรรคการเมืองที่มีความพร้อมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อพิจารณาตามข่าวที่ว่า พรรคประชาชนจะประชุมตัดสินใจในวันนี้ จึงคิดว่าวันที่ 3 กันยายน 2568 ไม่น่าจะทัน เนื่องจากหากจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต้องแจ้ง สส. ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ดังนั้น จะเหลือวันที่ 4 และ 5 กันยายน 2568 ที่เป็นไปได้ในการ สภาโหวตนายกฯ

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อไปว่า สภาฯ ก็พร้อมเพราะนัดหมายประชุมไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 3-5 กันยายน 2568 แต่เมื่อบรรจุวาระเป็นเรื่องด่วนต้องขอเสียงจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมาอยู่ดี อยากให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จโดยเร็ว ไม่ให้ประเทศเว้นว่างไม่มีนายกรัฐมนตรีนาน เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นประเทศ แต่หากเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมากกว่า 2 คน ก็ต้องดำเนินการตามระเบียบวาระ โดยการขานชื่อแบบเปิดเผย

ทางด้าน ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ยังไม่มีพรรคการเมืองใดติดต่อประสานแจ้งเพิ่มระเบียบวาระเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ประธานสภาฯ สั่งให้สแตนด์บายไว้ 4 วันคือ 3-5 กันยายน และ 10 กันยายน 2568

“วันนอร์” ประเมิน 4-5 ก.ย. สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 หากเสนอ 2 คน ขานชื่อลงคะแนน

ความเป็นไปได้ในการ สภาโหวตนายกฯ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การ สภาโหวตนายกฯ ในวันที่ 4-5 กันยายนนี้ มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มอบหมายให้เลขาธิการสภาเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดวันโหวตที่แน่นอน คือ ความพร้อมของพรรคการเมืองในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

หากพรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ทันตามกรอบเวลาที่วางไว้ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็สามารถเกิดขึ้นได้ในวันที่ 4 หรือ 5 กันยายน แต่หากมีความล่าช้าเกิดขึ้น อาจจะต้องมีการเลื่อนวันโหวตออกไป

สิ่งที่น่าจับตามอง คือ การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี หากพรรคประชาชนตัดสินใจเสนอชื่อ การแข่งขันในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็จะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จำนวนผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นอีกปัจจัยที่น่าสนใจ หากมีผู้ถูกเสนอชื่อมากกว่าสองคน จะต้องดำเนินการลงคะแนนโดยการขานชื่อแบบเปิดเผย ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศในการประชุมและผลการลงคะแนนอย่างแน่นอน

การที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน การ สภาโหวตนายกฯ ที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

ไม่ว่าผลการโหวตจะเป็นอย่างไร หวังว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้

ที่มา – “วันนอร์” ประเมิน 4-5 ก.ย. สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 หากเสนอ 2 คน ขานชื่อลงคะแนน

วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง ปมปิดสภาฯ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มองว่าการประสานงานผิดพลาด หลัง นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 สั่งปิดการประชุมสภาฯ ก่อนพิจารณาญัตติด่วน MOU 2543-2544 ย้ำไม่ใช่เกมการเมือง และเชื่อมั่นในความเป็นกลางของนายไชยา

วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง ปมปิดสภาฯ มองประสานงานพลาด

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ สั่งปิดการประชุม ก่อนการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องบันทึกข้อตกลงร่วมไทย-กัมพูชา หรือ MOU 2543 และ 2544 ว่า ได้สอบถามเลขาธิการสภาฯ แล้ว ทราบว่าเป็นการประสานงานที่เข้าใจผิดพลาด

นายวันมูหะมัดนอร์ อธิบายว่า เมื่อวานนี้ (21 สิงหาคม 2568) มีการประสานงานระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และหน้าบัลลังก์ประธาน ซึ่งผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมอาจเข้าใจผิดว่าหมดวาระแล้ว จึงสั่งปิดการประชุมสภาฯ โดยไม่ได้แจ้งให้ประธานทราบล่วงหน้า

ประธานสภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเลื่อนญัตติด่วนดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาก็ไม่มีปัญหาอะไร และถือเป็นบทเรียนให้วิปทั้งสองฝ่ายต้องมีการประสานงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประธานสภาฯ ย้ำ วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายไชยาออกไปรับหนังสือจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่หน้าสภาฯ ด้วยตนเอง นายวันมูหะมัดนอร์ ตอบว่า การรับหนังสือเป็นส่วนหนึ่ง ส่วนวาระการประชุมสภาฯ ก็เป็นไปตามระเบียบวาระการประชุม ซึ่งขณะนั้นไม่มีรายงานการศึกษาของ กมธ. แล้ว

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า “หากในช่วงนั้นมีการเสนอญัตติในเรื่องชายแดน หรือ MOU 2543-2544 ก็คงจะพิจารณา แต่จากที่ทราบคือการประสานงานไม่มีความชัดเจน ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงก็ต้องมีการประชุมลับ ฉะนั้นขอให้วิปทั้งสองฝ่ายประสานงานให้ชัดเจน สัปดาห์หน้าวันที่ 28 สิงหาคม ก็สามารถเสนอเข้ามาได้ แต่ถ้าไม่ประสานงานกันตนก็เสียดาย มองแล้วว่าเป็นญัตติที่มีประโยชน์”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รองประธานสภาฯ มาจากพรรคเพื่อไทย อาจถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นเกมการเมือง เพราะนายไชยาเป็นคนมีเหตุมีผล มีความเห็นอิสระ และเคร่งครัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ อาจจะเข้าใจผิดจริง ๆ เพราะเมื่อทำหน้าที่ตรงนั้น ไม่มีเรื่องแล้วก็เห็นสมควรให้ปิด ไม่ได้รับคำสั่งให้ปิดประชุมสภาฯ หากจะผิดพลาดอย่างไรก็เป็นความเข้าใจผิด ตนเองในฐานะประธานสภาฯ ก็ต้องขออภัย อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งหน้าต้องแก้ไขในเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้น

ประธานสภาฯ ย้ำว่า เชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของนายไชยา ว่าทำหน้าที่เป็นกลาง และขออภัยหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานที่ชัดเจนและรัดกุมระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อการพิจารณาเรื่องสำคัญต่างๆ ได้

ที่มา – เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง “วันนอร์” ป้องปมสั่งปิดประชุมสภาฯ มองประสานงานผิดพลาด

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดีทักษิณ ม.112 ชี้ยังมีขั้นตอน

“วันนอร์” ย้ำคดี ม.112 “ทักษิณ” เป็นอำนาจหน้าที่ตุลาการ ไม่เกี่ยวข้องนิติบัญญัติ ต้องเคารพศาล ไม่ขอวิจารณ์ ส่อนัยยะใดโยงสถานการณ์การเมืองไทย ชี้เรื่องยังอีกยาว แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 จากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ต่างประเทศเมื่อปี 2558 ว่า เราต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของนายทักษิณกับศาล เมื่อศาลยกฟ้อง หรือจะพิจารณาอย่างไร เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนจะมองว่ามีนัยยะทางการเมืองอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ในฐานะประธานสภาฯ ไม่สามารถพิพากษ์วิจารณ์ได้ เป็นเรื่องที่บ้านเมืองจะต้องมีกติกา เมื่อศาลได้วินิจฉัยไปแล้วก็เป็นเรื่องของฝ่ายตุลาการ เราก็ต้องรับฟัง แต่ขั้นตอนก็ยังมีอีก เพราะเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ก็ต้องให้ความเคารพ ส่วนเหตุการณ์ของการเมืองก็เป็นเรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวกับเรื่องของคำวินิจฉัยของศาล ถ้าเราไปวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล บ้านเมืองก็จะยุ่งยาก จึงขอให้แยกกันทำหน้าที่ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติให้ดี.

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองคือ คดีความของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อสังคมไทย ในเรื่องนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม และการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ

ความเห็นของวันนอร์ต่อคดี ม.112 ทักษิณ

นายวันนอร์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า คดีของนายทักษิณที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินคดีดังกล่าว การแสดงความเห็นของนายวันนอร์เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สภาผู้แทนราษฎรจะไม่เข้าไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม และจะเคารพการตัดสินใจของศาล

นอกจากนี้ นายวันนอร์ยังได้กล่าวถึงขั้นตอนของคดีว่า ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการต่อไป เนื่องจากเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น การกล่าวถึงขั้นตอนที่ยังเหลืออยู่เป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ด่วนสรุป และให้รอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

โดยสรุปแล้ว ท่าทีของนายวันนอร์ต่อคดี วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก ของนายทักษิณ คือ การเคารพกระบวนการยุติธรรม การแบ่งแยกอำนาจ และการรอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ท่าทีดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความเป็นกลาง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการของประชาธิปไตย

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก และยังเน้นย้ำว่าการที่นักการเมืองหรือบุคคลภายนอกเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลนั้น อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในบ้านเมืองได้ ดังนั้น จึงควรให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยฝ่ายนิติบัญญัติก็มุ่งเน้นไปที่การออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ความเห็นของนายวันนอร์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจของแต่ละฝ่าย การที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้ ย่อมมีผลต่อการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

ที่มา – “วันนอร์” ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

Scroll to top