วันแห่งชัยชนะ

ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ในสุนทรพจน์วันชัยชนะเหนือนาซี ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ยืนยันจุดยืนชัดเจน ท่ามกลางพิธีสวนสนามที่ย่อส่วนลงเนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียด

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 หรือวันชัยชนะของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ปูตินกล่าวต่อหน้าขบวนทหารที่จัตุรัสแดงในมอสโก โดยชูวีรกรรมบรรพบุรุษเพื่อกระตุ้นกำลังใจทหารรัสเซียในยูเครน เขาระบุว่ากองทัพของเขากำลังเผชิญ “กองกำลังก้าวร้าว” ที่ได้รับการสนับสนุนจากนาโต้ (NATO) ทั้งหมด

ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

สุนทรพจน์ครั้งนี้ ปูตินประกาศอย่างหนักแน่นว่า “ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าภารกิจของเรานั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว” โดยเปรียบเทียบการรบในยูเครนกับชัยชนะในอดีต เพื่อระดมแรงสนับสนุนจากประชาชนรัสเซียที่เริ่มเหนื่อยล้าจากสงครามยืดเยื้อกว่า 3 ปี

รายละเอียดสุนทรพจน์ปูตินและบริบทวันชัยชนะ

พิธีสวนสนามปีนี้แตกต่างจาก以往 เนื่องจากยูเครนโจมตีด้วยโดรนระยะไกลหลายครั้ง รัฐบาลเครมลินจึงลดขนาดลง ไม่นำรถถังหรือยุทโธปกรณ์มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี มีผู้นำต่างชาติน้อยราย เช่น จากเกาหลีเหนือเท่านั้น ขณะที่ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิง 3 วันตามข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

  • ปูตินโจมตีนาโต้ว่าเป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้ง
  • ชูทหารรัสเซียและพันธมิตรอย่างเกาหลีเหนือเป็นวีรบุรุษ
  • ยืนยัน ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว เพื่อรักษาขวัญกำลังใจ

วันชัยชนะเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์หลักของปูตินมาตลอด 25 ปี ใช้เชื่อมโยงประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียตกับนโยบายปัจจุบัน แต่ปีนี้บรรยากาศเงียบเหงา ประชาชนบางส่วนไม่สนใจเพราะปัญหาอินเทอร์เน็ตล่มและความล้าจากสงคราม

เอเลนา นักเศรษฐศาสตร์วัย 36 ปี ให้สัมภาษณ์ AFP ว่า “ไม่รู้สึกอะไรเลย อยากใช้อินเทอร์เน็ตแต่ใช้ไม่ได้” เธอไม่ดูสวนสนาม สะท้อนความรู้สึกของชาวรัสเซียจำนวนมากที่สงครามยูเครนส่งผลกระทบชีวิตประจำวัน

ผลกระทบสงครามยูเครนต่อพิธีเฉลิมฉลองและเศรษฐกิจรัสเซีย

สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เริ่มตั้งแต่ปี 2022 สร้างความเสียหายมหาศาล ทั้งสองฝ่ายสูญเสียทหารและพลเรือนนับแสน ส่งผลให้รัสเซียถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก นาโต้เพิ่มการสนับสนุนยูเครนด้วยอาวุธล้ำสมัย ปูตินมองว่านี่คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงรัสเซีย จึงยืนกรานจุดยืนเดิม

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า คำกล่าว ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว เป็นกลยุทธ์เพื่อยุติการเจรจาสันติภาพที่อาจเสียเปรียบ ขณะที่ยูเครนภายใต้เซเลนสกีเรียกร้องให้รัสเซียถอนทัพเต็มรูปแบบ สถานการณ์ยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะการโจมตีเคียฟที่มอสโกขู่ว่าจะตอบโต้หนัก

นอกจากนี้ สงครามยังกระทบเศรษฐกิจโลก น้ำมันและธัญพืชราคาพุ่ง ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น รัสเซียพึ่งพาพันธมิตรอย่างจีน อิหร่าน และเกาหลีเหนือมากขึ้น

อนาคตสงครามยูเครน: สันติภาพอยู่ไกลแค่ไหน?

แม้ปูตินจะยืนยันจุดยืน แต่กระแสเรียกร้องสันติภาพในรัสเซียเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการสูญเสียและปัญหาภายใน การหยุดยิงชั่วคราวในวันชัยชนะอาจเป็นสัญญาณบวก แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเจรจาจริงจังยังต้องรอ

ติดตามพัฒนาการสงครามยูเครนและข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ คุณคิดอย่างไรกับสุนทรพจน์ของปูตินครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ปูตินลั่น เป้าหมายในสงครามยูเครนนั้น ชอบด้วยเหตุผลแล้ว

รัสเซีย-ยูเครน ประกาศหยุดยิง 2 วัน แต่คนละช่วงเวลา

รัสเซีย-ยูเครน ประกาศหยุดยิง 2 วัน แต่คนละช่วงเวลา สร้างความสนใจไปทั่วโลก เมื่อทั้งสองฝ่ายออกแถลงการณ์ในช่วงเวลาที่ต่างกัน โดยรัสเซียมุ่งเน้นฉลองวันชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ยูเครนมองว่าไม่สมเหตุสมผล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อมานาน

รัสเซีย-ยูเครน ประกาศหยุดยิง 2 วัน แต่คนละช่วงเวลา

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 รัสเซียประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวกับยูเครนในวันที่ 8-9 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันฉลองครบรอบ 81 ปีแห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือที่รัสเซียเรียกว่า “สงครามแห่งความรักชาติครั้งยิ่งใหญ่” การประกาศนี้มาจากกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดยอ้างคำสั่งของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

ในแถลงการณ์บนแพลตฟอร์ม MAX รัสเซียระบุว่า “เราหวังว่าฝั่งยูเครนจะปฏิบัติตาม” แต่ขู่ว่าหากยูเครนละเมิด จะมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธครั้งใหญ่ใส่ใจกลางกรุงเคียฟ พร้อมเตือนพลเรือนและนักการทูตให้อพยพออกจากเมืองโดยด่วน รัสเซียจัดงานสวนสนามยิ่งใหญ่ที่จัตุรัสแดงทุกปีในวันดังกล่าว

ยูเครนตอบโต้ด้วยการหยุดยิงคนละวัน

ทางฝั่งยูเครนไม่ยอมตามน้ำ ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี โพสต์บน X ว่า การหยุดยิงเพื่อให้รัสเซียฉลองเป็นเรื่อง “ไม่สมเหตุสมผล” และกลัวโดรนยูเครนบินว่อนเหนือจัตุรัสแดง ยูเครนจึงประกาศหยุดยิงของตัวเองระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 00:00 น. (21:00 GMT) โดยระบุว่าเป็นโอกาสสร้างความสงบจริง

เซเลนสกียังย้ำว่า ยังไม่ได้รับคำร้องขออย่างเป็นทางการจากรัสเซีย เหตุการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดที่ยังสูง โดยก่อนหน้านี้รัสเซียโจมตียูเครนทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย ขณะที่โดรนยูเครนพุ่งชนอาคารในย่านหรูของมอสโก

บริบทสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สงครามรัสเซียบุกยูเครนเริ่มตั้งแต่ปี 2022 ความพยายามเจรจาสันติภาพนำโดยสหรัฐฯ ชะงักงัน เพราะวอชิงตันหันไปโฟกัสตะวันออกกลาง รัสเซีย-ยูเครน ประกาศหยุดยิง 2 วัน แต่คนละช่วงเวลา จึงเป็นเพียงการหยุดชั่วคราวที่ไม่ประสานกัน

  • วันที่ 8-9 พ.ค.: รัสเซียหยุดยิงเพื่อฉลองวันชัยชนะ
  • วันที่ 5-6 พ.ค.: ยูเครนหยุดยิงตอบโต้
  • ภัยคุกคาม: รัสเซียขู่อัดขีปนาวุธหากถูกโจมตี
  • ผลกระทบ: ผู้เสียชีวิตเพิ่มจากโจมตีล่าสุด

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ยังคงผันผวน การหยุดยิงชั่วคราวนี้ไม่น่าจะนำไปสู่สันติภาพถาวร

วิเคราะห์เพิ่มเติม: การที่ทั้งสองฝ่ายประกาศคนละวัน แสดงถึงการไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน รัสเซียใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ภายใน ขณะที่ยูเครนแสดงจุดยืนแข็งกร้าวเพื่อรักษาขวัญกำลังใจทหารและประชาชน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจ ติดตามพัฒนาการสงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ที่เว็บไซต์ข่าวต่างประเทศของเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและวิเคราะห์เชิงลึก คุณคิดว่าการหยุดยิงนี้จะนำไปสู่อะไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย

ที่มา – รัสเซีย-ยูเครน ประกาศหยุดยิง 2 วัน แต่คนละช่วงเวลา

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองโลก เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้สนทนาทางโทรศัพท์กันนานกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยมีประเด็นสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดกับอิหร่านและสงครามในยูเครน การสนทนาครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อการคลี่คลายความขัดแย้งระดับโลก

ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

ตามการเปิดเผยจากนายยูริ อูชาคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลิน รัสเซียเป็นฝ่ายริเริ่มการโทรครั้งนี้ ปูตินชื่นชมหัวใจสำคัญของทรัมป์ที่ขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่าน โดยบอกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง” เพราะจะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค ปูตินยังเตือนถึงผลกระทบร้ายแรงหากสหรัฐฯ และอิสราเอลกลับมาใช้กำลังทหาร ซึ่งไม่เพียงกระทบอิหร่านและเพื่อนบ้าน แต่จะลุกลามไปทั่วโลก

ประเด็นยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ: ปูตินเสนอช่วยเหลือ

หนึ่งในไฮไลต์ของการสนทนาคือเรื่องแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน ปูตินเสนอตัวช่วยสหรัฐฯ จัดการคลังยูเรเนียมนี้ ซึ่งคล้ายกับบทบาทที่รัสเซียเคยทำในข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 ทรัมป์เล่ากับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ว่า “เขา (ปูติน) อยากช่วย เขาบอกว่าสามารถจัดการเรื่องยูเรเนียมได้” แต่ทรัมป์ตอบโต้ด้วยว่า “ก่อนที่คุณจะช่วยผม ผมต้องการให้สงครามของคุณในยูเครนยุติลงก่อน” แสดงให้เห็นถึงการต่อรองที่เข้มข้น

หยุดยิงยูเครนตรงวันชัยชนะ?

นอกจากข่าวต่างประเทศเรื่องอิหร่านแล้ว ทั้งคู่ยังพูดถึงสงครามยูเครน ปูตินเสนอหยุดยิงให้ตรงกับวันแห่งชัยชนะ 9 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันสำคัญของรัสเซียที่รำลึกชัยชนะเหนือ纳ซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรัมป์มองว่าการสนทนาเป็นไปอย่าง “ดีมาก” และเชื่อว่าทางออกในยูเครนใกล้เข้ามา “ผมรู้จักปูตินมานาน เขาพร้อมทำข้อตกลง แต่มีคนบางกลุ่มขัดขวาง”

  • ประเด็นหลักที่หารือ:
  • หยุดยิงอิหร่านและเสี่ยงภัยนิวเคลียร์
  • จัดการยูเรเนียมอิหร่านโดยรัสเซีย
  • สถานการณ์ยูเครนและวันชัยชนะ 9 พ.ค.
  • ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-รัสเซียในอนาคต

การสนทนาทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่านครั้งนี้ สะท้อนถึงการทูตแบบตัวต่อตัวที่อาจเปลี่ยนเกมการเมืองโลก แม้ทรัมป์จะไม่ปฏิเสธข้อเสนอยูเรเนียมชัดเจน แต่ย้ำว่ายูเครนต้องมาก่อน นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นก้าวแรกสู่การลดความตึงเครียด โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่อิหร่านกำลังเป็นจุดร้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การโทรคุยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้นำทั้งสองเข้าใจถึงความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์ หากนำไปสู่ข้อตกลงจริง โลกอาจสงบสุขมากขึ้น ลองนึกภาพถ้ารัสเซียช่วยควบคุมยูเรเนียมอิหร่านได้ ขณะที่ยูเครนหยุดยิง มันจะเป็นชัยชนะ外交ใหญ่หลวง

ติดตามข่าวสารล่าสุด: อย่าพลาดอัปเดตสถานการณ์โลกได้ที่ ข่าวต่างประเทศไทยรัฐ คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับการสนทนาครั้งนี้!

ที่มา – ทรัมป์-ปูติน โทรคุยกัน 1.5 ชม. หารือเรื่องหยุดยิงอิหร่าน

เสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะ

กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อมีเสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะและการมีชีวิตเป็นอมตะ ในระหว่างการถ่ายทอดสดพิธีสวนสนามที่กรุงปักกิ่ง สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่ได้รับชมเป็นอย่างมาก การสนทนาลับๆที่ถูกจับได้นี้ จุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงความเป็นไปได้ในอนาคตของการแพทย์และการยืดอายุขัยของมนุษย์

เสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะ-ความเป็นอมตะ

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กำลังเดินผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน หลังเสร็จสิ้นพิธีสวนสนามเนื่องในวันครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะ โดยมี คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ร่วมเดินอยู่ด้วยกัน เสียงการสนทนาถูกบันทึกได้โดยสถานีโทรทัศน์ของจีน และถูกนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยสำนักข่าว BBC ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงบทสนทนาที่น่าสนใจนี้

ใจความสำคัญของการสนทนาอยู่ที่ประเด็นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยล่ามของสี จิ้นผิง กล่าวว่า “ในอดีต การที่ใครสักคนมีอายุเกิน 70 ปีนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ทุกวันนี้พวกเขากลับพูดกันว่า คนอายุ 70 ปียังเป็นเด็กอยู่เลย”

จากนั้น ปูติน ได้กล่าวเสริมว่า “ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ อวัยวะของมนุษย์จะสามารถปลูกถ่ายได้เรื่อยๆ และผู้คนจะมีอายุยืนขึ้น จนอาจถึงขั้นมีชีวิตเป็นอมตะ” ซึ่งล่ามของ สี จิ้นผิง ได้ตอบกลับว่า “จากการคาดการณ์ ภายในศตวรรษนี้ มีโอกาสที่จะมีคนอายุยืนถึง 150 ปี”

ปูตินกล่าวถึงความหวังในการมีชีวิตที่ยืนยาวด้วยการปลูกถ่ายอวัยวะ

สำนักข่าว TASS ของรัสเซีย ได้รายงานคำกล่าวอ้างของปูตินที่ว่า “วิธีการฟื้นฟูสมัยใหม่ วิธีการทางการแพทย์ รวมถึงวิธีการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนอวัยวะ ช่วยให้มนุษย์มีความหวังที่จะมีชีวิตอย่างแข็งแรงได้ยาวนานกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

ปูตินยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “อายุขัยเฉลี่ยนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่อายุขัยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จะช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ในอนาคต

ประเด็นเสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะนี้ ได้สร้างความตื่นตัวให้กับวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ทั่วโลก หลายคนมองว่านี่คือสัญญาณบ่งบอกถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ในขณะที่บางส่วนยังคงตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นไปได้จริงและผลกระทบทางจริยธรรมที่อาจตามมา

ถึงแม้ว่าการมีชีวิตเป็นอมตะอาจยังเป็นเพียงความฝัน แต่การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์และการปลูกถ่ายอวัยวะก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์

การสนทนาที่ถูกบันทึกได้นี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าการคุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะของผู้นำทั้งสองจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ก็ควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมในบริบทต่างๆ อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะสรุปผลใดๆ

คุณคิดว่าการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อยืดอายุขัยเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนหรือไม่? มาร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย!

ที่มา – เสียงหลุด สี จิ้นผิง-ปูติน คุยเรื่องปลูกถ่ายอวัยวะ-ความเป็นอมตะ

สี จิ้นผิงย้ำ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เรียกร้องการยึดมั่นในหลักความยุติธรรมและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ เดินหน้าบนเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ และมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง

สำนักข่าว ซินหัว รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568 สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง กล่าวถ้อยคำข้างต้นในงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก

สี จิ้นผิงกล่าวว่าชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของชาติจีนจากห้วงยามวิกฤตในยุคสมัยใหม่ มาสู่เส้นทางแห่งการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติ อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาของโลกด้วยเช่นกัน ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจต่อสู้ของประชาชนจีน ร่วมกับพันธมิตรต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และประชาชนทั่วโลก

รัฐบาลและประชาชนจีนจะไม่มีวันลืมรัฐบาลต่างประเทศและประเทศพันธมิตรที่สนับสนุนและช่วยเหลือชาวจีนต่อต้านการรุกราน ในฐานะผู้อาศัยบนโลกใบเดียวกัน มนุษยชาติต้องยืนหยัดร่วมกันในยามยากลำบาก อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และไม่หวนกลับไปสู่กฎแห่งป่าที่ผู้แข็งแกร่งล่าผู้ที่อ่อนแอกว่า

สี จิ้นผิงเน้นย้ำว่าการสร้างความทันสมัยแบบจีนคือการสร้างความทันสมัยในการพัฒนาอย่างสันติ และจีนจะเป็นพลังแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความก้าวหน้าในโลกอยู่เสมอ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกประเทศจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ให้คุณค่ากับสันติภาพ และทำงานร่วมกันเพื่อเดินหน้าการสร้างความทันสมัยให้แก่โลก ตลอดจนสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับมนุษยชาติ

อนึ่ง สี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา เผิงลี่หยวน ได้เดินเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงและรับชมการแสดงทางวัฒนธรรมร่วมกับผู้นำต่างประเทศและภริยาในงานเลี้ยงรับรอง ตอนราว 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยหลี่เฉียงเป็นประธานในพิธีการของงานเลี้ยงรับรอง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ได้แก่ จ้าวเล่อจี้ หวังฮู่หนิง ไช่ฉี ติงเซวียเสียง หลี่ซี และหานเจิ้ง เข้าร่วมงานด้วย

สี จิ้นผิงย้ำ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’

ในงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สำคัญ โดยเน้นย้ำถึงหลักการสำคัญสามประการที่จีนยึดมั่นมาโดยตลอด ได้แก่ ความยุติธรรมและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ สันติภาพ และพลังของประชาชน

ความสำคัญของ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’

คำกล่าวของสี จิ้นผิง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการสร้างโลกที่สันติและยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างประเทศและการเคารพซึ่งกันและกัน จีนมองว่าการพัฒนาอย่างสันติและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านี้

การที่สี จิ้นผิง ย้ำถึง ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงบทบาทของจีนในเวทีโลก จีนต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคน โดยยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องและเป็นธรรม

นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึง ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ จีนเชื่อว่าพลังของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และพร้อมที่จะสร้างโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่

‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ จึงเป็นหลักการที่สำคัญที่จีนยึดมั่น และเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของจีนในการสร้างโลกที่สันติและเจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคน การที่จีนยังคงย้ำถึงหลักการเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นผู้นำในการสร้างโลกที่ดีกว่า

อนาคตของโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป? การที่จีนย้ำถึง ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ จะมีผลต่อทิศทางของโลกอย่างไร? เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

ที่มา – สีจิ้นผิงย้ำ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ ในงานเลี้ยงวันแห่งชัยชนะ

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ ที่กำลังจะมาถึงนี้ ด้วยการจัดแสดงขีปนาวุธ เครื่องบินรบ และยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่นๆ ที่บางอย่างอาจเป็นครั้งแรกที่โลกจะได้เห็น โดยงานนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง

กองทหารจะเดินสวนสนามอย่างเป็นระเบียบ นำโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในฐานะหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีน และผู้บัญชาการกองทัพในฐานะประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสวนสนามครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยจะมีผู้นำโลกกว่า 26 คนเข้าร่วมงานเพื่อสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

เจ้าหน้าที่กองทัพจีนเปิดเผยว่าอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากจะปรากฏสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกในการสวนสนามครั้งนี้

อาวุธเหล่านี้รวมถึงอาวุธยุทธศาสตร์ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ อุปกรณ์สงครามที่มีความแม่นยำสูง รวมถึงโดรน นอกจากนี้ยังมีการแสดงการบินของเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์เหนือกรุงปักกิ่งอีกด้วย

การแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

นี่คือการสวนสนามครั้งใหญ่ครั้งแรกของจีนนับตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบ 70 ปีการก่อตั้งประเทศจีน เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 พิธีสวนสนามที่กำลังจะจัดขึ้นนี้มีจุดประสงค์เพื่อรำลึกถึงการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

พิธีสวนสนามนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นความภาคภูมิใจของชาติ และสร้างความมั่นใจว่าจีนมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะป้องกันตนเองจากการโจมตีใดๆ อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางทหารของจีนยังก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียและสหรัฐอเมริกาด้วย

ผู้นำจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปไม่ได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามของจีนในครั้งนี้ เช่นเดียวกับผู้นำจากญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับจีน

อย่างไรก็ตาม คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในแขกที่จะเข้าร่วมงาน แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเดินทางไปต่างประเทศก็ตาม เช่นเดียวกับ วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย

นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะในประเทศจีนตั้งแต่ปี 1959 โดยคิมจะเป็นหนึ่งในผู้นำโลก 26 คนที่เข้าร่วมงาน รวมถึงผู้นำจากเมียนมาร์ อิหร่าน และคิวบา และนี่จะเป็นการประชุมพหุภาคีครั้งแรกของคิมด้วย

พิธีสวนสนามครั้งนี้ได้รับการจัดการและควบคุมอย่างเข้มงวดมาก โดยไม่อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้

เจ้าหน้าที่ได้จัดตั้งแผงกั้นเพื่อให้ประชาชนอยู่ห่างจากขบวนพาเหรด และอาคารพาณิชย์ตามแนวขบวนจะถูกปิดจนกว่าพิธีจะเสร็จสิ้น

ประชาชนทั่วไปสามารถรับชมพิธีสวนสนามผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หรือสตรีมมิ่งออนไลน์เท่านั้น

จีนกำลังแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางทหารที่น่าประทับใจ และพิธีสวนสนามนี้เป็นโอกาสสำคัญในการแสดงแสนยานุภาพของตนต่อโลก

ที่มา – จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ

คิม จอง-อึน กับลูกสาว ถึงปักกิ่ง ร่วมงานวันแห่งชัยชนะ

ข่าวใหญ่สะท้านโลก! คิม จอง-อึน กับลูกสาว เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนแล้ว เตรียมเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงนี้ การปรากฏตัวของผู้นำเกาหลีเหนือและทายาท สร้างความสนใจและจับตาจากทั่วโลก

คิม จอง-อึน กับลูกสาว ร่วมงานวันแห่งชัยชนะที่ปักกิ่ง

การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ของคิม จอง-อึน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เขาพา คิม จู-เอ บุตรสาวคนโปรด เดินทางไปด้วย ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทและความสำคัญของเธอในอนาคตทางการเมืองของเกาหลีเหนือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คิม จอง-อึน กับลูกสาว เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ ร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน รวมถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และผู้นำจากชาติอื่นๆ ที่ได้รับเชิญ

รถไฟหุ้มเกราะและการต้อนรับอย่างอบอุ่น

คิม จอง-อึน เดินทางมาถึงจีนด้วยรถไฟหุ้มเกราะส่วนตัว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีถึงความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ภาพที่เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หวังอี้ คิม จอง-อึน ได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีสี สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

คิม จู-เอ ซึ่งคาดการณ์กันว่าเป็นทายาททางการเมืองของคิม จอง-อึน ปรากฏตัวเคียงข้างบิดาอย่างสง่างาม สร้างความสนใจให้กับสื่อมวลชนและผู้ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์ แม้ว่าข้อมูลส่วนตัวของเธอจะยังคงเป็นความลับ แต่การปรากฏตัวต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง บ่งบอกถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

การเข้าร่วมพิธีสวนสนามครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมงานที่จัดขึ้นในประเทศจีน โดยคิม จอง-อึน จะเป็นหนึ่งในผู้นำโลกกว่า 20 คนที่เข้าร่วมงานดังกล่าว ซึ่งเป็นการรำลึกถึงวันครบรอบ 80 ปีที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

พิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ จะมีการเดินขบวนของกองทัพจีนจำนวนหลายหมื่นนาย ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งมีการแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของกองทัพ รวมถึงเครื่องบิน รถถัง และระบบต่อต้านโดรน แสดงถึงความแข็งแกร่งทางทหารของจีน

แม้ว่าผู้นำชาติตะวันตกส่วนใหญ่จะไม่เข้าร่วมงาน เพื่อแสดงการต่อต้านการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย แต่การเข้าร่วมของคิม จอง-อึน ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเกาหลีเหนือและจีน

การเดินทางมาร่วมงานวันแห่งชัยชนะของ คิม จอง-อึน กับลูกสาว ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเข้าร่วมพิธีการ แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญต่อโลก เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และทิศทางในอนาคตของเกาหลีเหนือที่น่าจับตามองยิ่งนัก

ที่มา – คิม จอง-อึน กับลูกสาว เดินทางถึงปักกิ่งแล้ว จ่อร่วมงานวันแห่งชัยชนะ

Scroll to top