วาระเร่งด่วน

ไทยดันสำเร็จ! “ปราบสแกมเมอร์” วาระ IPU

(ภาพจาก youtube)

รัฐสภาโลก IPU โหวตเกิน 2 ใน 3 รับร่างญัตติของไทยกับชาติพันธมิตรที่ขอให้บรรจุเรื่อง สแกมเมอร์-อาชญากรรมองค์กร เป็นวาระเร่งด่วน ในขณะที่กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

เมื่อ 28 ต.ค. 2568 ที่ประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา หรือ IPU สมัยที่ 151 ลงคะแนนเสียงรับร่างญัตติของไทยกับชาติพันธมิตร ที่ขอให้บรรจุเรื่อง “อาชญากรรมองค์กรและอาชญากรรมไซเบอร์” เป็นวาระเร่งด่วนในระเบียบวาระการประชุมใหญ่ของ IPU เพียงเรื่องเดียวในปีนี้ ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 850 เสียง และไม่เห็นด้วย 200 เสียง

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเร่งด่วน ซึ่งส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ในวงกว้าง จึงต้องการให้รัฐสภาทั่วโลกรับทราบ และแสดงบทบาทร่วมกัน ในการจัดการปัญหาภายใต้กรอบนิติบัญญัติ

ญัตติดังกล่าวว่าด้วยเรื่องการดำเนินการของรัฐสภา เพื่อต่อต้านอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติ, อาชญากรรมไซเบอร์ และภัยคุกคามแบบผสมผสานต่อประชาธิปไตย และความมั่นคงของมนุษย์ เสนอต่อที่ประชุมโดย รัฐสภาไทย, อาร์เจนตินา, ชิลี, โปแลนด์ และสวีเดน และได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มละตินอเมริกา และแคริบเบียน และกลุ่มทเวลฟ์พลัส

หนึ่งในประเทศที่คัดค้านการเสนอร่างญัตติของไทยคือรัสเซีย โดยอ้างว่าไทยทำผิดขั้นตอน แต่คณะกรรมการของ IPU ยืนยันว่าไม่ผิด ขณะที่ ผู้แทนจากรัฐสภากัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมประชุม และไม่ได้ร่วมโหวตในครั้งนี้

ไทยผลักดัน “ปราบสแกมเมอร์” สำเร็จในเวที IPU

นับเป็นความสำเร็จของประเทศไทยในการผลักดันประเด็นสำคัญระดับโลกอย่างการปราบสแกมเมอร์ให้เป็นวาระเร่งด่วนในการประชุม IPU (Inter-Parliamentary Union) ที่จัดขึ้น ณ ประเทศกัมพูชา การที่รัฐสภาโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร้ายแรงของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กรที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก

ร่างญัตติที่เสนอโดยประเทศไทยและพันธมิตรได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประเทศสมาชิก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง การที่กัมพูชาไม่ร่วมโหวตในครั้งนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองถึงท่าทีของประเทศต่อการปราบสแกมเมอร์ในอนาคต

ความสำคัญของการผลักดันวาระ “ปราบสแกมเมอร์”

การผลักดันวาระปราบสแกมเมอร์ให้เป็นวาระเร่งด่วนของ IPU มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในระดับนานาชาติเกี่ยวกับภัยร้ายของอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กร ซึ่งมักมีลักษณะข้ามชาติและยากต่อการจัดการด้วยกลไกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การที่ IPU ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นให้รัฐสภาของประเทศสมาชิกต่างๆ เร่งพิจารณาและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรับมือกับอาชญากรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการปราบสแกมเมอร์

ความร่วมมือในระดับนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กร เนื่องจากอาชญากรเหล่านี้มักใช้เทคโนโลยีและเครือข่ายข้ามชาติในการก่อเหตุ ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก การมีกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนจะช่วยให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ประเทศไทยทำสำเร็จในเวที IPU ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระดับโลกเพื่อต่อต้านภัยร้ายจากสแกมเมอร์และอาชญากรรมองค์กร ซึ่งจะนำไปสู่การปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nationtv

ที่มา – ไทยทำสำเร็จ ชง “ปราบสแกมเมอร์” เป็นวาระเร่งด่วนเวที IPU กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

รังสิมันต์ โรม จี้รัฐบาลอนุทิน! เร่งแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“รังสิมันต์ โรม” จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน พร้อมบอกเตรียมข้อมูลไว้อภิปรายในการแถลงนโยบายแล้ว

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ผู้เคยเปิดโปงข้อมูลนักการเมืองไทยพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี โดยเรียกร้องให้รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยกปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขให้เห็นผลภายใน 4 เดือน

นายรังสิมันต์ระบุว่า แม้จะมีหลายฝ่ายพยายามผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญในการเจรจากับกัมพูชา แต่การดำเนินการจริงกลับมีความคืบหน้าน้อยมาก โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝั่งกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังมีขบวนการในประเทศไทยที่คอยอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจและนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง

“ถ้าจะแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองอย่างแท้จริง” นายรังสิมันต์กล่าว พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐบาลนายอนุทินว่า จะใช้เวลา 4 เดือนนี้เป็นเวลาทองในการวางรากฐานการแก้ไขปัญหาหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอีกด้วย

นายรังสิมันต์ยังทิ้งท้ายว่า ในการอภิปรายแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พรรคประชาชนได้เตรียมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เพื่อซักถามและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขให้รัฐบาลใหม่นำไปพิจารณาต่อไป

รังสิมันต์ โรม จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน

ปัญหากลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ยังคงเป็นภัยร้ายที่คุกคามสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงให้โอนเงิน การขโมยข้อมูลส่วนตัว หรือการข่มขู่ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรอย่างยิ่ง เพราะปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่นายรังสิมันต์ โรม ได้เตรียมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เพื่อนำไปอภิปรายในสภา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพรรคประชาชนในการผลักดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

การที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาด และสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับประชาชนได้อีกครั้ง

แนวทางแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ควรพิจารณา:

  • เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด: ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้มีการกระทำผิดซ้ำ
  • สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน: ต้องมีการให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงได้
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ: ต้องมีการประสานงานและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • พัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการหลอกลวง: ต้องมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับและป้องกันการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกำจัดภัยร้ายนี้ให้หมดไปจากสังคมได้ในที่สุด

รัฐบาลควรรับฟังข้อเสนอแนะและข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “รังสิมันต์ โรม” จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน

Scroll to top