วิกฤตค่าครองชีพ

ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

ข่าวใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจเอเชียเมื่อเร็วๆ นี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังวางแผนเด็ดเพื่อช่วยประชาชนสู้กับภาวะเงินเฟ้อ โดยนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้ออกมาประกาศเตรียมดำเนินมาตรการ ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี ซึ่งถือเป็นข่าวดีของทั้งนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นเองที่จะได้รับอานิสงส์นี้เต็มๆ

รายละเอียดมาตรการ ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

การปรับลดภาษีในครั้งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2570 เป็นต้นไป โดยเป็นการลดจากอัตราปกติ 8% เหลือเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเริ่มเก็บภาษีการบริโภคในญี่ปุ่นเมื่อปี 2532 เลยทีเดียว นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมแจกเงินสดให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางอีกด้วย เพื่อให้ภาระภาษีในทางปฏิบัติเหลือเท่ากับ 0% ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

ทำไมต้อง 1% ไม่ใช่ 0% อย่างที่หาเสียงไว้?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสูตรสำเร็จถึงจบลงที่ 1% ทางรัฐบาลได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า ระบบแคชเชียร์ในร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ยังไม่รองรับตัวเลข 0% ซึ่งต้องใช้เวลานานในการปรับปรุง ดังนั้นการใช้ตัวเลข 1% ควบคู่ไปกับการแจกเงินเยียวยาจึงเห็นผลรวดเร็วกว่าและตอบโจทย์ปัญหาปากท้องได้ทันท่วงทีมากกว่าในระยะสั้น

  • ระยะเวลาโครงการ: 2 ปี ตั้งแต่เมษายน 2570 – 2572
  • เป้าหมายหลัก: ลดภาระค่าใช้จ่ายหมวดอาหารและเครื่องดื่ม
  • มาตรการเสริม: แจกเงินสดช่วยผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง
  • อนาคต: จะมีการปฏิรูประบบสวัสดิการใหม่ในปี 2572

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังคงจับตามองนโยบายญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี นี้อย่างใกล้ชิด เพราะมีความท้าทายหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ต้องสูญเสียไปถึง 10 ล้านล้านเยน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลัง รวมถึงคำถามที่ว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการในปี 2572 ราคาอาหารจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงหรือไม่เมื่อภาษีถูกปรับกลับมาที่ 8% ตามเดิม

สำหรับใครที่วางแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงนั้น นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่ทองคำสำหรับการประหยัดงบค่ากินอยู่เลยทีเดียว แต่อย่าลืมติดตามการอัปเดตข่าวสารจากทางการญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ทางการเมืองและการเงินในญี่ปุ่นช่วงนี้มีความผันผวนสูงพอสมควรครับ

ที่มา – ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

แอนดี เบอร์แนม นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวต่างประเทศช่วงนี้ คงจะคุ้นชื่อของ แอนดี เบอร์แนม กันดีนะครับ เพราะเขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักรที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก กับมาตรการเปิดตัวที่เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบจับต้องได้ทันที โดยเฉพาะการประกาศนโยบายสำคัญที่ชื่อว่า แอนดี เบอร์แนม นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่ทำเอาชาวอังกฤษยิ้มออกเลยทีเดียว

แอนดี เบอร์แนม นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ

ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาระการจ่ายค่าไฟฟ้ากลายเป็นปัญหาหนักอกของทุกครัวเรือน แอนดี เบอร์แนม นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ โดยการยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในบิลค่าไฟของประชาชน ซึ่งจะมีผลเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไปครับ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่แค่การลดรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการช่วยให้ครอบครัวชาวอังกฤษประหยัดเงินในกระเป๋าได้เฉลี่ยประมาณ 45 ปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว

เจาะลึกงบประมาณสำหรับการลดภาษีค่าไฟ

หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน? คำตอบที่ได้รับคือการปรับเปลี่ยนงบประมาณจากโครงการรัฐชุดก่อนที่ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโครงการบัตรประจำตัวดิจิทัล (Digital ID) ที่ถูกยกเลิกไปเพื่อนำเงินประมาณ 850 ล้านปอนด์มาอุดหนุนส่วนนี้แทน แม้จะมีเสียงท้วงติงจากฝ่ายค้านเกี่ยวกับการจัดสรรงบที่ยังไม่ชัดเจนในรายละเอียด แต่ในมุมมองของประชาชนนโยบายของ แอนดี เบอร์แนม นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ ครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนถึงการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดครับ

นอกเหนือจากการลดภาษีแล้ว รัฐบาลชุดใหม่ยังได้ย้ำถึงหลักการสำคัญ ดังนี้:

  • การรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ
  • การเร่งสร้างที่อยู่อาศัยของรัฐและฟื้นฟูอุตสาหกรรมในประเทศ
  • การควบคุมค่าครองชีพให้ประชาชนมีพื้นที่หายใจมากขึ้น

สถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทั่วโลกทำให้ราคาค่าไฟพุ่งสูงขึ้นกว่าช่วงปกติถึง 60% มาตรการที่นายกฯ เบอร์แนมนำมาใช้จึงเป็นการช่วยลดความร้อนแรงของวิกฤตค่าครองชีพได้พอสมควร อย่างไรก็ตาม เส้นทางข้างหน้ายังคงมีความท้าทายอีกมาก ทั้งเรื่องหนี้สาธารณะและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลภายใต้การนำของเขาจะพาอังกฤษผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้สำเร็จแค่ไหน แต่เชื่อเถอะครับว่าก้าวแรกนี้คือข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับประชาชนคนอังกฤษทุกคนครับ

ที่มา – “แอนดี เบอร์แนม” นายกฯ อังกฤษคนใหม่ นำร่องหั่นภาษีค่าไฟ บรรเทาวิกฤตค่าครองชีพ

นายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวใหญ่ระดับโลกกันมาบ้าง สำหรับบทบาทใหม่ของ นายแอนดี เบิร์นแฮม อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ ผู้ได้รับฉายา “ราชาแห่งภาคเหนือ” ที่เพิ่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ในฐานะนายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งนับเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่งท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจที่หลายคนมองว่ายังซบเซา

นายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การมารับตำแหน่งครั้งนี้ของเบิร์นแฮมไม่ได้มาแบบธรรมดา แต่เขามาพร้อมกับโมเดลการบริหารประเทศที่เน้นความเข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง โดยเขามุ่งมั่นที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายในระยะเวลา 10 ปีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชนชาวอังกฤษสามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายรายวัน หรือการเร่งสร้างบ้านพักสวัสดิการ ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลกอย่างมาก

รายละเอียดเจาะลึก: แผนแม่บท 10 ปี ของผู้นำคนใหม่

การเดินเกมของ นายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ ในครั้งนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่:

  • การจัดหาที่อยู่อาศัย: ตั้งเป้ายุติปัญหาคนไร้บ้านและเพิ่มจำนวนการสร้างบ้านสวัสดิการรัฐให้เพียงพอ
  • การฟื้นฟูอุตสาหกรรมในประเทศ: ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้หมุนเวียน
  • นโยบายต่างประเทศ: ยืนยันจุดยืนสนับสนุนยูเครนและพร้อมประสานงานกับผู้นำระดับโลกเพื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

หลายฝ่ายมองว่าสไตล์การทำงานที่ใกล้ชิดประชาชนของเบิร์นแฮม คืออาวุธสำคัญที่จะมาช่วยดึงคะแนนนิยมกลับคืนมา หลังจากประเทศต้องประสบปัญหาทั้งเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะ และประเด็นเรื่องผู้อพยพที่พรรคขวาจัดเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุปของสถานการณ์นี้คือ โจทย์ยากมหาศาลที่รออยู่ข้างหน้า หากเบิร์นแฮมสามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ นำไปปรับใช้ แต่ในทางกลับกัน ความผันผวนของโลกและปัญหาภายในประเทศ ก็อาจทำให้ภารกิจนี้เป็นงานที่หนักหนาสาหัสที่สุดของชีวิตการเมืองเขาก็เป็นได้ คงต้องจับตาดูกันยาวๆ ว่าทศวรรษหน้าของสหราชอาณาจักรภายใต้การนำของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – นายกฯ ใหม่อังกฤษ ประกาศแผนปฏิรูป 10 ปี มุ่งแก้วิกฤตค่าครองชีพ

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตปากท้องที่รุนแรง รัฐบาลจึงออกมาตรการเร่งด่วนด้วย “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เพื่อเยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งสูงและค่าครองชีพที่แพงขึ้นทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเหตุผล ความจำเป็น และผลกระทบที่จะตามมา

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 12 พ.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันถึงความจำเป็นของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ตาม โดยระบุว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและวิกฤตปากท้องของประชาชน ซึ่งทุกประเทศมีหน้าที่ดูแลประชาชนของตนเอง

นายเอกนิติ เปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีต เช่น วิกฤตปี 2540 ที่เป็นวิกฤตค่าเงินและธนาคารล้ม ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูง ส่งผลให้เป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพิจารณาอย่างรอบคอบในครม. และยืนยันความเร่งด่วน หากไม่ทำตอนนี้ วิกฤตจะถาโถมมาอีกหลายระลอก

วิกฤตค่าครองชีพ: ภัยคุกคามที่มองข้ามไม่ได้ ใน “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

“วันนี้เห็นแล้วว่า เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากปล่อยให้เกิดนานขึ้น จะยิ่งแก้ไขยาก” นายเอกนิติ กล่าว

พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว โดยเงิน 4 แสนล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 2 แสนล้านเน้นเยียวยา ส่วนหลังรอพิจารณาในงบประมาณปกติได้ แต่ทั้งหมดมุ่งเป้า “ยิงนกสองตัว” คือทั้งบรรเทาผลกระทบและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ

  • เยียวยาประชาชนจากผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูง
  • สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กไม่ให้ล้มละลาย
  • ป้องกันวิกฤตว่างงาน大规模
  • เปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน

ไทยมีความเสี่ยงสูงจากวิกฤตพลังงาน เพราะนำเข้ามาก หากยังพึ่งพาน้ำมัน ต้องเผชิญราคาผันผวนจากสงครามที่ไม่รู้จุดจบ

“วันนี้ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะหากยังต้องพึ่งพาน้ำมันมากขนาดนี้ ก็ต้องนำเข้า ขณะที่วิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก ตนคิดว่าประชาชนจะเดือดร้อน” นายเอกนิติ กล่าว

ประโยชน์ระยะยาวจาก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

มาตรการนี้ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการลงทุนในอนาคต เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการนำเข้า ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการบริโภค หมุนเงินในระบบให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีทุนหมุนเวียน สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน

หากมองในมุมกว้าง วิกฤตปากท้องนี้คล้ายโรคระบาดที่ต้องรักษาแต่เนิ่นๆ หากรอให้ลุกลาม จะรักษายากและแพงกว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านจึงเป็นยาแก้ที่ถูกต้องเวลา

สุดท้าย มาตรการ “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง จะช่วยให้ประชาชนไทยผ่านพ้นช่วงวิกฤตได้อย่างมั่นใจ รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง หากคุณกำลังเผชิญค่าครองชีพสูง ลองติดตามการเยียวยาที่จะตามมา และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยได้แค่ไหน?

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย ตอกย้ำสมองไหล

จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในนิวซีแลนด์เลยทีเดียว อดีตนายกฯ หญิงคนดังตัดสินใจย้ายไปอยู่กับสามีและลูกสาว ท่ามกลางวิกฤตสมองไหลที่กำลังรุนแรง ชาวนิวซีแลนด์นับหมื่นคนต้องทิ้งบ้านเกิดเพราะค่าครองชีพแพงและเศรษฐกิจไม่ดี

จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย

สำนักงานของจาซินดา อาร์เดิร์น อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ยืนยันแล้วว่าเธอและครอบครัวได้ย้ายไปพักอาศัยในออสเตรเลียเรียบร้อย มีรายงานว่าพบเห็นครอบครัวนี้ไปดูบ้านในย่านนอร์เทิร์นบีช ซิดนีย์ สามีคลาร์ก เกย์ฟอร์ด และลูกสาวนีฟวัย 7 ขวบ ไปด้วย โฆษกบอกว่าย้ายเพราะมีงานที่นั่น และบินกลับนิวซีแลนด์สะดวกกว่า แต่ไม่ได้บอกตำแหน่งงานชัดๆ

เรื่องนี้敏感มากเพราะนิวซีแลนด์กำลังเจอปัญหาชาวบ้านย้ายออกทะลัก ในปีที่แล้วมีถึง 66,000 คน หรือวันละ 180 คน เลือกออสเตรเลียกว่า 60% เพราะเงินเดือนสูงกว่า สิทธิทำงานง่ายกว่าแบบ ANZAC brothers นี่แหละ

สาเหตุหลักของวิกฤตสมองไหล

ทำไมชาวกีวี (ชื่อเล่นคนนิวซีแลนด์) ถึงย้ายกันเพียบ? มาดูปัจจัยหลักกัน

  • ค่าครองชีพพุ่งสูง: ราคาของชำและสินค้าจำเป็นแพงสุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
  • เศรษฐกิจซบเซา: อัตราว่างงานสูงสุดในรอบ 10 ปี (ยกเว้นโควิด) เศรษฐกิจถดถอย
  • ปัญหาที่อยู่อาศัย: บ้านแพง ค่าเช่าแพง คนรุ่นใหม่ซื้อบ้านไม่ได้
  • สวัสดิการ: สุขภาพและการศึกษามีช่องว่างเหลื่อมล้ำกว้าง

อลัน แกมเลน จากศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นฐาน มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย บอกว่า “จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย เป็นสัญลักษณ์ของปัญหาทั้งหมด บางคนมองว่าเป็นการทิ้งบ้านเกิดในยามลำบาก”

ประวัติจาซินดา อาร์เดิร์น ผู้หญิงแกร่งของนิวซีแลนด์

จาซินดา อาร์เดิร์น ขึ้นเป็นนายกฯตอนอายุแค่ 37 ปี ในปี 2017 เป็นผู้นำหญิงอายุน้อยสุดในโลก เธอโด่งดังจากจัดการเหตุกราดยิงไครสต์เชิร์ชได้สุดยอด และรับมือโควิดแบบ zero covid ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก แต่ช่วงหลัง เธอเจอแรงกดดันหนัก ปัญหาบ้านแพง การประท้วงวัคซีน จนลาออกปี 2023 บอกว่า “หมดพลังแล้ว”

ตอนนี้เธอยังคึกคักในเวทีโลก เป็นอาจารย์ที่ฮาร์วาร์ด ดูแล Christchurch Call ต่อต้าน extremism ออนไลน์ และเพิ่งออกหนังสือ memoirs ปี 2025

ผลกระทบต่อนิวซีแลนด์และบทเรียน

การที่จาซินดา อาร์เดิร์น ย้ายออสเตรเลีย ไม่ใช่แค่ข่าวส่วนตัว แต่ตอกย้ำปัญหาใหญ่ สมองไหลทำให้ขาดบุคลากรคุณภาพ เศรษฐกิจยิ่งแย่ ประเทศต้องหาทางแก้ด่วน เช่น ลดค่าครองชีพ สร้างงานดีๆ ส่งเสริมการอยู่อาศัย

ในมุมมองเรา นี่เป็นอุทาหรณ์สำหรับไทยด้วยนะ ค่าครองชีพเราก็แพง คนเก่งๆ เริ่มย้ายไปสิงคโปร์ หรือออสเตรเลียบ้างแล้ว ถ้าปล่อยไว้ ไทยอาจเจอสมองไหลหนักได้ คุณล่ะคิดยังไง? คอมเมนต์บอกเราหน่อยสิ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเศรษฐกิจโลกกับเรา!

ที่มา – “จาซินดา อาร์เดิร์น” อดีตนายกฯ นิวซีแลนด์ย้ายไปอยู่ออสเตรเลีย ตอกย้ำวิกฤต “สมองไหล”

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารพยายามยึดอำนาจ

ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ออกมาเปิดเผยว่า กำลังเกิดความเคลื่อนไหวเพื่อยึดอำนาจในประเทศด้วยการใช้กำลัง ขณะที่หน่วย CAPSAT อ้างว่า พวกเขายึดการควบคุมกองทัพได้แล้ว

เมื่อ 12 ต.ค. 2568 สำนักงานประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แห่งมาดากัสการ์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า ขณะนี้กำลังเกิดความพยายาม ยึดอำนาจ อย่างผิดกฎหมายโดยใช้กำลัง เกิดขึ้นในประเทศ หลังจากรัฐบาลเผชิญการประท้วงของประชาชนหนุ่มสาว ซึ่งเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หน่วยทหารที่รู้จักกันในชื่อ “แคปแซต” (CAPSAT) ได้อ้างว่าพวกเขายึดการควบคุมกองบัญชาการทหารไว้ได้แล้ว และขณะนี้พวกเขาควบคุมกองทัพทั้งหมด ทั้งทัพบก ทัพอากาศ และทัพเรือ

หน่วยแคปแซต เป็นทหารหน่วยเดียวกันกับที่มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองมาดากัสการ์เมื่อปี 2552 ซึ่งช่วยให้นายราโจเอลินาก้าวขึ้นสู่อำนาจ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มเยาวชนเริ่มการประท้วงเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ภายใต้ชื่อ “Gen Z Mada” เพื่อต่อต้านปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้า แต่การประท้วงได้ขยายวงกว้างขึ้น สะท้อนถึงความไม่พอใจเป็นวงกว้างต่อรัฐบาลของนายราโจเอลินาในเรื่องต่างๆ เช่น อัตราการว่างงานที่สูง, การทุจริตคอร์รัปชัน และวิกฤตค่าครองชีพ

นายราโจเอลินาระบุในแถลงการณ์ว่า “ขณะนี้มีความพยายามที่จะ ยึดอำนาจ ในอาณาเขตของสาธารณรัฐ ซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง”

เขายังขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า เป็นความพยายามบ่อนทำลายเสถียรภาพของประเทศ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนหลักของประเทศรวมกันเป็นหนึ่งในการปกป้องรัฐธรรมนูญ และอำนาจอธิปไตยของชาติ

กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมในกรุงอันตานานาริโว
กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ชุมนุมในกรุงอันตานานาริโว

ด้านหน่วยแคปแซตแถลงผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเองว่า พวกเขาได้แต่งตั้ง พลเอก เดโมสเตน พิคูลัส ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่แล้ว ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า นายมานันต์โซอา เดรามาซินจาคา ราโคโทอาริเวโล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพ ได้ยอมรับการแต่งตั้งดังกล่าวแล้ว

ในวันเดียวกัน ผู้ประท้วงได้รวมตัวกันที่จัตุรัสหลักในกรุงอันตานานาริโว เมืองหลวงของมาดากัสการ์เป็นวันที่ 2 ติดต่อกันแล้ว และนี่ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงจัตุรัส 13 พฤษภาคม (May 13 Square) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการลุกฮือครั้งก่อนๆ ได้เลย

ผู้ประท้วงรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า ในที่สุดพวกเขาก็พิชิตจัตุรัส 13 พฤษภาคม ซึ่งเป็นจัตุรัสแห่งประชาธิปไตยได้แล้ว “พวกเรามีความสุขและโล่งใจ นี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เราจะไม่หยุดการต่อสู้จนกว่าประธานาธิบดีราโจเอลินา จะลาออก”

ความสำเร็จของผู้ประท้วงเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้รับ “การสนับสนุนอย่างไม่คาดคิด” จากหน่วยแคปแซต เมื่อวันเสาร์ (11 ต.ค.) เมื่อทหารบางส่วนของหน่วยได้ออกจากค่ายทหารเพื่อเข้าร่วมการประท้วง โดยหน่วยแคปแซต ประณามหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ ที่ใช้กำลังกับผู้ประท้วง

นอกจากนั้น มีรายงานด้วยว่า เกิดการยิงปะทะที่ค่ายของหน่วยแคปแซต ทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยมีทหารนายหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต

ด้านสายการบินแอร์ฟรานซ์ ระบุว่า พวกเขาระงับเที่ยวบินไปยังกรุงอันตานานาริโวอย่างน้อยจนถึงวันอังคาร (14 ต.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ก่อนหน้านี้ นายโวลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้กองกำลังความมั่นคงหยุดใช้ “กำลังที่ไม่จำเป็นและไม่สมสัดส่วน” เพื่อปราบปรามความไม่สงบ โดยเขากล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย และบาดเจ็บอีก 100 รายแล้ว

แต่นายราโจเอลินาออกมาโต้แย้งตัวเลขดังกล่าว โดยระบุว่า มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันเพียง 12 ราย เท่านั้น และบุคคลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้ที่ก่อการปล้นสะดมและทำลายทรัพย์สิน

สถานการณ์ในมาดากัสการ์ยังคงน่าจับตามอง การประท้วงของคนรุ่นใหม่และความเคลื่อนไหวของทหารหน่วย CAPSAT ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมาก เป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะตามมา

ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ

เหตุการณ์นี้บ่งชี้ถึงความเปราะบางของรัฐบาลและสังคมในมาดากัสการ์ การประท้วงที่ขยายวงกว้างและความพยายาม ยึดอำนาจ โดยทหาร สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน

ความพยายามยึดอำนาจในมาดากัสการ์

การที่ทหารออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนผู้ประท้วง สะท้อนความไม่พอใจภายในกองทัพต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งเป็นสัญญานอันตรายต่อเสถียรภาพของชาติ

การที่สายการบินแอร์ฟรานซ์ระงับเที่ยวบินนั้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ในมาดากัสการ์นั้นตึงเครียดและคาดเดาไม่ได้ นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังมาดากัสการ์ในช่วงนี้

ที่มา – ปธน.มาดากัสการ์เผย ทหารกำลังพยายามยึดอำนาจ หลังหนุนม็อบ Gen Z

Scroll to top