วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นร้อนแรงทางการเมืองขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อบรรดาแกนนำฝ่ายค้านนำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้จัดเวทีเสวนา “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ขึ้นใจกลางพื้นที่ที่เคยเป็นจุดเกิดเหตุปมฉาวการทำโพยเลือก สว. ทำให้เวทีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความโปร่งใสในสังคมไทย

เสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านต่อที่มาของอำนาจ

“เท้ง” ณัฐพงษ์ ได้เปิดประเด็นตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อกระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ ยังมีความคลุมเครือและไม่ยึดโยงกับประชาชน เราจะสามารถหวังพึ่งใครได้? โดยเฉพาะ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากที่มาของ สว. ยังเต็มไปด้วยข้อกังขาจากการเลือกกันเองที่ดูไม่เป็นธรรม แล้วองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งของ สว. เหล่านั้น จะมีความเป็นอิสระและยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร

  • ปัญหารากเหง้าที่รัฐธรรมนูญยังไม่เปิดช่องให้แก้ไขเชิงโครงสร้าง
  • ความกังขาในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากการแต่งตั้งบุคคลไปนั่งในองค์กรกำกับดูแล

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสริมทัพด้วยการชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้อง เมื่อองค์กรกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เช่น กสทช. หรือหน่วยงานที่ควบคุมการแข่งขันทางการค้า ถูกครอบงำโดยอิทธิพลการเมืองหรือกลุ่มทุน ประชาชนต้องเผชิญกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว การที่ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. ในครั้งนี้ จึงเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่า “องค์กรแต่งตั้ง” เหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่ค่าอินเทอร์เน็ตไปจนถึงการทำมาหากินของ SME

ในท้ายที่สุด สังคมต้องตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้โครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้คงอยู่ต่อไป หรือถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริงผ่านกลไกที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าตาคนทำงาน แต่ต้องเปลี่ยนระบบที่ให้โอกาสคนโกงเข้ามามีอำนาจตัดสินชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศ การปฏิรูปการเมืองไทยจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของอนาคต

ที่มา – ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. “เท้ง” ซัดองค์กรอิสระ มาจาก สว. ไม่ยึดโยง ปชช.

วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

ในปัจจุบันท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัยหรืออัตราการเติบโตของผลิตภาพที่ถดถอย คุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญผ่านการจัดงาน Growth Forum เพื่อประกาศแนวทางเชิงรุกในการวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ โดยเน้นย้ำถึง วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง

วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

แนวคิดหลักที่ทางกรรมาธิการฯ นำเสนอไม่ใช่แค่การแจกเงินหรือกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น แต่เป็นการมองไปถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน 2 ประการหลัก ได้แก่:

  • การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition)
  • การสร้างห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ (Medical Supply Chain)

คุณวีระยุทธชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้หมดใจในไทย แต่ไทยกำลังขาดแคลนพลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์มาตรฐานโลก หากเรายังไม่ปรับตัว การดึงดูดทุนใหม่จะทำได้ยากยิ่งขึ้นในยุคที่ทุกอย่างต้องเป็น Green เท่านั้น

พลังงานสะอาดหัวใจสำคัญภายใต้กลยุทธ์ วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

ปัญหาสำคัญที่รายงานการศึกษาของกรรมาธิการฯ ระบุคือ “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ซึ่งในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า หากรัฐบาลไม่เร่งจัดการเรื่องการเข้าถึงพลังงานสีเขียว ไทยจะเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างหนัก การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายแบบ “คราฟต์” หรือการเจาะจงให้เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกับทุกกลุ่มธุรกิจ

นอกจากการปรับปรุงเรื่องพลังงานแล้ว การก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไม่ใช่แค่เรื่องสาธารณสุข แต่เป็นยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงแทนการเป็นเพียงศูนย์กลางบริการ (Wellness Center) ปลายน้ำเพียงอย่างเดียว การสร้างเทคโนโลยีเองจะช่วยลดการนำเข้าและเตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

โดยสรุป การก้าวให้ทันต่อกติกาการค้าโลกในยุค No Green, No Growth คือโจทย์ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ไข การยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากต้นน้ำแทนการใช้นโยบายแบบฉาบฉวย คือกุญแจสำคัญที่จะดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ที่มา – “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน

“ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

“ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการหยิบยกเรื่องราวของ “กำแพง” ขึ้นมาเปรียบเทียบกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนในสังคมปัจจุบัน โดยการปะทะคารมผ่านโซเชียลมีเดียระหว่างฟากรัฐบาลและฝ่ายค้าน สะท้อนให้เห็นว่า “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง นั้นไม่ใช่แค่การเปรียบเปรยธรรมดา แต่คือความอัดอั้นของทั้งนักการเมืองและประชาชนที่ต้องอยู่กับปัญหาที่ดูเหมือนจะแก้ไขไม่ได้เสียที

เปิดมุมมองเมื่อ “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ “ต้น” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ความจริงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “กำแพง” ที่คนไทยทุกคนกำลังเผชิญอยู่นั้น ประกอบไปด้วยปัญหาคอร์รัปชัน การฮั้วประมูล การโกงสอบราชการ รวมถึงระบบอุปถัมภ์ที่รัฐบาลปัจจุบันดูเหมือนจะทำเป็นเรื่องปกติ โดยเขามองว่านี่คือสิ่งที่กัดกินสังคมไทยอย่างเงียบเชียบ

ในขณะเดียวกัน ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” ก็ได้แสดงความรู้สึกในเวทีเสวนา “คิดต่อจากนิธิ” ด้วยความรู้สึกที่จริงใจและเปราะบางว่า การทำงานการเมืองในฐานะฝ่ายค้านนั้นเหนื่อยเพียงใด เมื่อคำว่า “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง กลายเป็นคำนิยามที่ชัดเจนที่สุดสำหรับความพยายามที่ดูเหมือนจะชนกับกำแพงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังหาจุดจบไม่ได้

สรุปสถานการณ์กำแพงการเมืองไทย:

  • ปัญหาคอร์รัปชันที่เป็นรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำ
  • การละเลยปัญหาของประชาชนเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง
  • ความท้อแท้ของคนทำงานที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ
  • ความหวังเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นพลังใจให้สู้ต่อในวันที่ทุกอย่างดูมืดมน

ความเหนื่อยล้าของ “ไหม” ศิริกัญญา ไม่ได้แปลว่าเธอยอมแพ้ แต่เป็นการสะท้อนถึง “กำแพง” ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนเพียงคนเดียวหรือพรรคการเมืองเดียวจะทลายลงได้ในทันที หากปราศจากการตื่นตัวของภาคประชาชน การเมืองที่ควรจะเป็นความหวังของทุกคนก็อาจกลายเป็นเพียงเกมการชิงอำนาจที่วนลูปไปไม่จบสิ้น สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการที่ประชาชนจะต้องช่วยกันเป็นแรงผลักดัน และไม่ปล่อยให้ความหวังของสังคมถูกฝังไปกับกำแพงเหล่านี้

ที่มา – “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับ เหนื่อยสู้กับกำแพง

“พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

“พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการเมืองไทยไม่น้อย เมื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ปรากฏตัวในงานสัมมนาพรรคประชาชน เพื่อส่งต่อพลังและประสบการณ์ให้กับสมาชิกพรรค โดยเน้นย้ำถึงแนวคิดสำคัญที่ว่า “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปสู่การเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของพรรคประชาชนกับการสร้าง Alternative Thailand

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตเศรษฐกิจ คุณพิธาได้เตือนให้ สส. พรรคประชาชนต้องมีความพร้อมและคิดให้เหนือกว่ารัฐบาลหนึ่งก้าวเสมอ การที่คุณพิธาได้เดินทางไปถ่ายทอดประสบการณ์ในต่างประเทศ ทำให้เห็นว่าพรรคประชาชนถูกจับตามองในฐานะต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ และนี่คือสิ่งที่ สส. ทุกคนต้องตระหนักถึงภารกิจในการสร้าง “Alternative Thailand” หรือประเทศไทยที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน

  • เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย: เป็นคำสอนที่เตือนสติให้สมาชิกมองเห็นความสำเร็จที่ผ่านมา ทั้งการขยายฐานเสียงและการเติบโตของพรรค
  • การติดตามสถานการณ์โลก: การประเมินผลกระทบจากเวทีการเมืองโลก เพื่อนำมาปรับใช้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย
  • ความสามัคคีคือหัวใจ: การยึดหลักปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน เพื่อสร้างทีมที่เข้มแข็ง

ด้านคุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในทศวรรษที่ 2570 ว่าพรรคไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเมืองไทยในปัจจุบันไม่ใช่แค่การต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเดิม แต่เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคประชาชนสามารถเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้จริงและจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงแค่อุดมการณ์ที่ลอยลม

การสร้างฐานมวลชนที่เข้มแข็งผ่านการเอาชนะทั้งทางความคิดและการเมือง คือกุญแจสำคัญที่พรรคกำลังเร่งขับเคลื่อน หาก สส. สามารถเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวังและความเชื่อมั่นได้สำเร็จ เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน สำหรับใครที่ติดตามทิศทางของพรรคประชาชน นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า พวกเขาจะนำพาประเทศไปสู่จุดเปลี่ยนที่ตั้งใจไว้ได้อย่างไร

ที่มา – “พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ติดตามสถานการณ์ลำไยเชียงใหม่-ลำพูน

เชื่อว่าพี่น้องชาวสวนลำไยหลายท่านคงกำลังหนักใจกับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่และลำพูน เมื่อเร็วๆ นี้ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้ลงพื้นที่กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ติดตามสถานการณ์ลำไยเชียงใหม่-ลำพูน เพื่อรับฟังปัญหาและหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย

กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ติดตามสถานการณ์ลำไยเชียงใหม่-ลำพูน อย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของลำไยไทย ซึ่งพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทับซ้อนกันอยู่ ทั้งเรื่องต้นทุนปุ๋ย การขาดแคลนแรงงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการส่งออกไปยังประเทศจีนที่เป็นตลาดหลักของเราครับ

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

ปัจจุบันกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางมีความท้าทายมากขึ้น ทั้งอายุของต้นลำไยที่มากขึ้นทำให้ผลผลิตลดลง รวมถึงต้นทุนการจัดการที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการปรับเปลี่ยนมาตรการของประเทศจีน โดยเฉพาะการคุมเข้มปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทย การที่ กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ติดตามสถานการณ์ลำไยเชียงใหม่-ลำพูน ตอกย้ำให้เห็นว่าเราไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยมาตรการเฉพาะหน้าได้อีกต่อไปครับ

  • ต้นทุนการผลิตสูง: ทั้งปุ๋ยและค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้นในฤดูกาลเก็บเกี่ยว
  • อำนาจต่อรอง: เกษตรกรรายย่อยยังคงเสียเปรียบเมื่อต้องดีลกับพ่อค้าคนกลาง
  • มาตรการกีดกันทางการค้า: การคุมเข้มสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ของจีนที่ระดับ 50 ppm

แนวทางการแก้ไขที่ทาง กมธ. เสนอคือการมองภาพรวมทั้งระบบ ตั้งแต่การให้ปุ๋ย การปลูก ไปจนถึงการเจรจาระหว่างประเทศ การแก้ปัญหาแบบแยกส่วนอาจไม่เพียงพอ แต่เราต้องสร้างระบบนิเวศทางการเกษตรที่เข้มแข็งและปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกครับ สำหรับผู้ที่รอติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ทางคณะอนุกรรมาธิการจะมีการนำเสนอข้อสรุปเชิงนโยบายในช่วงเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์กันอีกครั้ง

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐหันมาขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลจริงจากหน้างานเช่นนี้ คือก้าวแรกที่น่ายินดี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือปฏิบัติให้เกิดผลจริงในระดับปฏิบัติการ เพื่อยกระดับลำไยไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ติดตามสถานการณ์ลำไยเชียงใหม่-ลำพูน ชี้ ต้องแก้ทั้งห่วงโซ่

วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ เริ่มต้นพัฒนาภาคใต้คุ้มค่า

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์กันมาพักใหญ่ วันนี้มีประเด็นน่าสนใจจาก วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาพูดถึงกรณีที่รัฐบาลตัดสินใจถอยโครงการนี้ โดยมองว่านี่ควรจะเป็นโอกาสในการทบทวนการพัฒนาภาคใต้บนหลักความเป็นจริง

วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม

การที่รัฐบาลตัดสินใจถอยโครงการนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนมีความหมาย ในมุมมองของนักการเมืองรุ่นใหม่อย่างคุณวีระยุทธ การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้จำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานของ วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม อย่างแท้จริง ไม่ใช่การนำงบประมาณไปลงกับโครงการที่ยังมีความเสี่ยงสูงหรือคุ้มทุนได้ยากในระยะยาว

ทำไมต้องจับตาการพัฒนาภาคใต้ให้ดี?

คุณวีระยุทธได้เน้นย้ำถึง 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการเดิมถูกตั้งคำถาม ได้แก่:

  • ความคุ้มค่าของการลงทุน: งบมหาศาลต้องนำไปสู่ผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง
  • ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม: การพัฒนาจะต้องไม่ทำลายระบบนิเวศที่เป็นจุดเด่นของภาคใต้
  • ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: การพิจารณาผลกระทบจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

ด้วยเหตุนี้ วีระยุทธ ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม จึงเป็นประโยคที่สรุปใจความสำคัญได้อย่างดีเยี่ยมว่ารัฐบาลไม่ควรทำงานแบบฉาบฉวย แต่ควรเดินหน้าโดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของจังหวัดตัวเองอย่างเต็มที่

แทนที่จะเน้นโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว พรรคประชาชนได้นำเสนอยุทธศาสตร์ Southern Port Link โดยเน้นการยกระดับท่าเรือระนองและสงขลา รวมถึงการพัฒนาระบบรางเชื่อมโยงฝั่งอันดามันและอ่าวไทยให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งนับเป็นแนวทางที่มองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของภาคใต้ ทั้งในด้านการขนส่งและการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

สุดท้ายแล้ว การพัฒนาภาคใต้ที่แข็งแกร่งต้องมาจากการตัดสินใจที่ตรงไปตรงมา การที่รัฐบาลถอยก้าวหนึ่งเพื่อทบทวนถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่เราก็ต้องร่วมกันเฝ้าจับตาดูต่อไปว่าในอนาคตจะมีการสอดไส้งบประมาณหรือโครงการที่ไม่โปร่งใสเข้ามาอีกหรือไม่ การมีส่วนร่วมของประชาชนคือเกาะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะทำให้เม็ดเงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ

ที่มา – “วีระยุทธ” ชี้รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์ ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาภาคใต้บนหลักความคุ้มค่าและมีส่วนร่วม

Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย

Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ พรรคประชาชนได้จัดงานเสวนาที่น่าสนใจมากในหัวข้อ “Forum ผู้นำฝ่ายค้าน: เกิด แก่ เจ็บ โกง” โดยมี Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย และสังคมไทยอย่างหนัก ตั้งแต่การลืมตาดูโลกไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการโกงกินงบประมาณทั่วไป แต่เป็นภัยใกล้ตัวที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำประเด็นนี้มาตีแผ่ให้เห็นว่า การทุจริตในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เรื่องโครงการจัดซื้อจัดจ้าง หากมองให้ลึกจะพบว่า Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย ผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น การเรียกรับผลประโยชน์ที่ทำให้สิทธิประชาชนหายไป หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนไม่มีสิทธิ์

เจาะลึกปัญหาโกงสอบและขบวนการทุจริต

ทางด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ได้ออกมาพูดถึงประเด็นการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยมองว่าแม้จะมีการตรวจสอบ แต่เชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ยากที่จะไปถึงตัว “ลาสบอส” หรือผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมได้เห็นความจริงว่าทำไม Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การใช้ระบบนิติวิทยาศาสตร์และ DNA เพื่อตรวจสอบสิทธิสถานะบุคคล ป้องกันปัญหาขบวนการสวมสิทธิ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
  • การลดทอนเครือข่ายอุปถัมภ์ที่คอยหักหัวคิวทรัพยากรของรัฐ
  • การสร้างระบบรัฐสมัยใหม่ที่เชื่อมต่อกับประชาชนโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางหรือหัวคะแนน

ในมุมมองของพรรคประชาชน การจะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเริ่มต้นเปิดโปงและตั้งคำถามต่อระบบที่เปราะบางคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เราหวังว่ารัฐบาลจะหันมาใส่ใจและลงมือแก้ไขก่อนที่ปัญหาคอร์รัปชันจะกัดกินอนาคตของคนไทยไปมากกว่านี้

ที่มา – Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย ขณะ “ลิซ่า” เชื่อโกงสอบ ไปไม่ถึงลาสบอส

ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลรับผิดชอบถ้าคว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองในช่วงสัปดาห์นี้ เมื่อทางพรรคประชาชนนำโดย คุณศิริกัญญา ตันสกุล และคุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลเกี่ยวกับกรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตามองคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ว่ารัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไรหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ฉบับนี้

ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน

คุณศิริกัญญาได้ตั้งข้อสังเกตถึงฉากทัศน์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นภายหลังคำวินิจฉัย หากศาลมองว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น รัฐบาลจะหนีไม่พ้นความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณที่ผิดพลาด เพราะนอกจากจะสร้างความยุ่งยากในการบริหารจัดการทางบัญชีและการชดเชยเงินที่ดำเนินการไปแล้ว ยังมีข้อครหาเรื่องการใช้ภาวะวิกฤตบังหน้าเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอีกด้วย

ความกังวลใจต่อโครงการเบี้ยหัวแตกและงบประมาณแฝง

ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง คุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในส่วนเงิน 200,000 ล้านบาทหลังที่อ้างว่านำมาใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่กลับไร้ซึ่งแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ไม่มีการกำหนดเป้าหมายเชิงประจักษ์ และสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโครงการแบบเบี้ยหัวแตกสอดไส้ ซึ่งหาก ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ก็จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของความโปร่งใสในโครงการนี้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ:

  • การใช้เงินกู้ที่ไร้แผนงานชัดเจนส่งผลต่อวินัยการคลังของประเทศ
  • เงื่อนไขระยะเวลาการใช้เงินที่บีบคั้นอาจทำให้เกิดการรั่วไหล
  • ความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลกล่าวอ้างอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด

ท้ายที่สุดนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นบททดสอบรัฐบาลว่ามีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดเพียงใด หากท้ายที่สุดแล้ว ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน จริง รัฐบาลจะต้องวางแผนรองรับความผิดพลาดนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ประเทศต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโตโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พี่น้องประชาชนต้องร่วมติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด

ที่มา – “ศิริกัญญา-วีระยุทธ” ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน

“วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส นโยบายไม่ครอบคลุม

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กันบ้างแล้วนะครับ ล่าสุด นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาฉายภาพที่น่ากังวลว่า ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกว่า “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ภาคการผลิตบ้านเราต้องเร่งปรับตัวอย่างหนักในยุคที่สินค้าต่างชาติทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

วิเคราะห์วิกฤต “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต

จากการเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” คุณวีระยุทธชี้ให้เห็นว่า ในอดีตไทยเคยใช้ยุทธศาสตร์ผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้าจนส่งออกได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันโมเดลดังกล่าวกลับตาลปัตร เมื่อตัวเลขการบริโภคที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศขยายตัวตาม แต่กลับไปกระตุ้นให้เกิดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้นแทน ทำให้เกิดสภาวะที่ “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ซึ่งหากรัฐบาลไม่รีบวางนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจนและยั่งยืน เราอาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันไปอย่างถาวร

ปัญหาเชิงโครงสร้างและนโยบายไทยช่วยไทยพลัส

นอกจากประเด็นภาคการผลิตแล้ว คุณวีระยุทธยังได้สะท้อนมุมมองต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่มองว่ายังขาดความรอบคอบและไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เช่น การปิดกั้นผู้ประกอบการรายเล็กที่เป็นนิติบุคคลบางกลุ่มไม่ให้เข้าร่วมโครงการ เพียงเพราะรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทั้งที่จริงๆ แล้วกลุ่มเหล่านี้คือฟันเฟืองสำคัญที่กำลังประสบปัญหาต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น มีประเด็นที่รัฐบาลควรทบทวน ดังนี้:

  • การยกเครื่องบัญชีนวัตกรรม: ปัจจุบันบัญชีนวัตกรรมถูกบิดเบือนโดยสินค้าที่ไม่ใช่นวัตกรรมจริง แต่เพียงแค่เพิ่มลูกเล่นเล็กน้อยเพื่อหวังประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • การสนับสนุนอุตสาหกรรมเดิม: ไม่ควรทิ้งอุตสาหกรรมที่ยังสร้างงานจำนวนมาก เช่น ยานยนต์สันดาป ในขณะที่กำลังส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่
  • ความชัดเจนของนโยบาย: ทุกนโยบายต้องผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกว่าส่งผลกระทบต่อใครบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างเหมือนกรณีโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ในมุมมองของคุณวีระยุทธ การสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การอัดฉีดเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถ “ผลิตเพื่อสู้” กับสินค้าต่างชาติได้จริง หากเรายังคงปล่อยให้สภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีมาตรการรองรับ เศรษฐกิจไทยคงอยู่ในภาวะที่ยากลำบากต่อไปในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วนเพื่อปรับทิศทางให้ทันต่อโลกที่หมุนไปไวครับ

ที่มา – “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส นโยบายไม่ครอบคลุม

Scroll to top