วีระ ธีระภัทรานนท์

ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด

ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองท้องถิ่น เมื่อนายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณฯ ได้ออกมาสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในปี 2570 โดยเน้นย้ำว่า การ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** อย่างละเอียด เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้จริง

ในปัจจุบัน อปท. ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลกว่า 219,727 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจด้านสาธารณูปโภค การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิต อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่าง อปท. แต่ละแห่ง โดยเฉพาะเทศบาลขนาดใหญ่ที่มีรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่างจาก อปท. ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งหากยังคงบริหารแบบรวมศูนย์หรือใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน อาจทำให้การพัฒนาท้องถิ่นติดหล่มได้

เจาะลึกปัญหาเงินนอกงบประมาณสะสม

จากการตรวจสอบเอกสารรายงานสถานะการเงิน นายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่ามีการสะสมของเงินนอกงบประมาณที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ดูแลอยู่กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้ในแต่ละปี หากนำเงินจำนวนมหาศาลนี้มาบริหารจัดการให้คล่องตัวขึ้น จะช่วยให้ อปท. สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองและลดการพึ่งพาส่วนกลางลงได้มาก การที่ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** ในประเด็นนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การกระจายอำนาจที่แท้จริง

ปัญหาที่ อปท. กำลังเผชิญและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนมีดังนี้:

  • ภาระค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่รับโอนมาจากหน่วยงานอื่น เช่น ถนนและไฟทาง
  • ความไม่ชัดเจนในระเบียบการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่ซับซ้อน
  • การขาดความเป็นอิสระในการจัดหารายได้ด้วยตนเอง ทำให้ติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย

หากจะแก้ปัญหาเหล่านี้ นายวีระมองว่าเราต้องกล้าเปลี่ยนแนวคิด โดยอาจมองไปถึงการออกพันธบัตรท้องถิ่นสำหรับเมืองใหญ่ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถระดมทุนมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ แทนที่จะรอเพียงงบอุดหนุนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ในท้ายที่สุด การ **ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด** ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตั้งคำถามถึงวิธีการทำงานของ สถ. เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่ท้องถิ่นต้องได้รับสิทธิในการจัดการงบประมาณที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนในทุกจังหวัดเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ที่มา – ถกงบฯ อปท. “วีระ” แนะแจกแจงเงินอุดหนุนที่ติดขัด พร้อมชี้ปัญหาบริหารเงินของ สถ.

สั่งตั้งกรรมการสอบ “หน.อช.สิมิลัน” อนุญาต “วีระ” พักแรม ฝ่าฝืนประกาศกรมฯ

สั่งตั้งกรรมการสอบ “หน.อช.สิมิลัน” อนุญาต “วีระ” พักแรม ฝ่าฝืนประกาศกรมฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในโลกโซเชียล เมื่ออธิบดีกรมอุทยานฯ ได้ออกคำสั่งด่วนให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ได้อนุญาตให้คุณวีระ ธีระภัทรานนท์ และคณะ เข้าพักแรมบนเกาะเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกขุดขึ้นมาหลังจากที่มีการอภิปรายในสภาถึงคุณภาพที่พักอาศัยบนอุทยานฯ ที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม

สาเหตุสำคัญของการตรวจสอบในครั้งนี้คือการที่ สั่งตั้งกรรมการสอบ “หน.อช.สิมิลัน” อนุญาต “วีระ” พักแรม ฝ่าฝืนประกาศกรมฯ หรือไม่ เนื่องจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีประกาศชัดเจนเรื่องการปิดการพักแรมในพื้นที่หมู่เกาะสิมิลันมาตั้งแต่ปี 2561 เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและจัดการปัญหาขยะอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนรูปแบบเป็นการท่องเที่ยวแบบเช้าไป-เย็นกลับเท่านั้น

เบื้องลึกและเหตุผลของการตรวจสอบ

การที่กรมอุทยานฯ ต้องเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อหาคำตอบว่าทำไมหัวหน้าอุทยานฯ ในขณะนั้นถึงอนุญาตให้มีการพักแรมเกิดขึ้น แต่ยังรวมไปถึงการตอกย้ำกฎระเบียบของทางราชการที่ต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ การที่ สั่งตั้งกรรมการสอบ “หน.อช.สิมิลัน” อนุญาต “วีระ” พักแรม ฝ่าฝืนประกาศกรมฯ จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าใครก็ไม่สามารถได้รับข้อยกเว้นหากกฎหมายหรือประกาศของกรมฯ ระบุไว้ชัดเจน

  • การพักแรมบนเกาะสิมิลันถูกระงับเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ
  • กฎระเบียบต้องมีความเท่าเทียมและตรวจสอบได้
  • ข้อเสนอแนะในการพัฒนาบริการเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของระเบียบกฎหมาย

จากประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องคุณภาพบ้านพักและบริการ การตรวจสอบในครั้งนี้จะช่วยให้สังคมได้รับความกระจ่างว่า ในอดีตมีการละเลยกฎระเบียบจริงหรือไม่ และผลการสอบสวนจะนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการอุทยานฯ ให้เป็นมาตรฐานสากลต่อไปในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ข้อเสนอแนะจากกรรมาธิการจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา แต่การรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการเคารพกฎกติกาของกรมอุทยานฯ คือหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์พื้นที่อุทยานแห่งชาติในประเทศไทยให้คงอยู่สืบไป และเราควรติดตามกันต่อไปว่าผลการตรวจสอบจะเป็นอย่างไรครับ

ที่มา – สั่งตั้งกรรมการสอบ “หน.อช.สิมิลัน” อนุญาต “วีระ” พักแรม ฝ่าฝืนประกาศกรมฯ

“วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า

“วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในการประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เมื่อ “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า โดยนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้แสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับการบริหารจัดการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพที่พักในอุทยานแห่งชาติหลายแห่งทั่วประเทศ จนส่งผลต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง

นายวีระได้แชร์ประสบการณ์ตรงจากการไปพักที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันเมื่อหลายปีก่อน โดยระบุว่าสภาพที่พักนั้นเลวทรามอย่างยิ่ง ทั้งไม่มีน้ำใช้เพียงพอ ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น และไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทั้งที่นักท่องเที่ยวเสียเงินค่าเข้าและค่าที่พัก แต่กลับได้รับการบริการที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างน่าตกใจ จนต้องเอ่ยปากว่า “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า และมองว่าบ้านพักเจ้าหน้าที่กลับมีสภาพที่ดีกว่าบ้านพักที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเสียอีก

แนะรัฐปรับโมเดลธุรกิจอุทยานสู่ยุคใหม่

นอกจากปัญหาความทรุดโทรมของสถานที่ นายวีระยังตั้งข้อสังเกตเรื่องรายได้ที่แท้จริงของกรมอุทยานฯ โดยมองว่าหากมีการจัดการที่ดี รายได้จากการท่องเที่ยวควรจะสูงกว่าตัวเลขที่รายงานไว้มาก เขาจึงเสนอแนะให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลองพิจารณาแนวทางการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน หรือโครงการนำร่องในรูปแบบ PPP เพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐานโลก หากรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดูแลรักษาเอง

แนวทางที่นายวีระนำเสนอเพื่อแก้ปัญหา ได้แก่:

  • การดึงเอกชนมาร่วมลงทุน (PPP): เปิดโอกาสให้มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการที่พัก เพื่อให้ได้บริการที่มีคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน
  • การยกระดับสู่ระบบ Digital: ผลักดันการใช้ E-Ticket ในทุกจุดบริการเพื่อลดการทุจริตและเพิ่มความโปร่งใสในการจัดเก็บรายได้
  • โครงการนำร่อง (Pilot Project): เริ่มทำในอุทยานบางแห่งเป็นต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ว่าการบริหารจัดการที่ดีจะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากกว่าเดิม

ท้ายที่สุดนี้ แม้จะมีคำวิจารณ์อย่างดุเดือดว่า “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า แต่ทั้งหมดนี้ก็มาจากความหวังดีที่อยากให้การท่องเที่ยวไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ หากกระทรวงฯ ยอมเปิดใจรับฟังและปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเปิดทางให้เอกชนร่วมพัฒนา เราอาจได้เห็นโฉมหน้าใหม่ของอุทยานไทยที่ประทับใจนักท่องเที่ยวมากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา – “วีระ” สับเละที่พักอุทยาน พูดแล้วโมโห โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า แนะให้เอกชนร่วมลงทุน

อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

กลายเป็นประเด็นร้อนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 เมื่อ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานขององค์การคลังสินค้า (อคส.) อย่างตรงไปตรงมา หลังจากพบว่าองค์กรแห่งนี้ประสบปัญหา อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว โดยตัวเลขขาดทุนสะสมนั้นถือว่าสูงมากและส่งผลกระทบต่อภาพรวมการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์เป็นอย่างยิ่ง

เจาะลึกปมบริหารงาน อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว

นายวีระได้ตั้งข้อสังเกตว่า อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว โดยระบุว่าในปี 2568 มีผลขาดทุนสูงถึง 256 ล้านบาท และปี 2567 ขาดทุนถึง 469 ล้านบาท ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการที่องค์กรแห่งนี้ยังไม่สามารถจัดตั้งผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าตัวจริงได้ ทำให้การบริหารงานขาดความต่อเนื่องและไร้ทิศทาง นอกจากนี้ นายวีระยังตั้งคำถามถึง “บริษัทจังหวัดพาณิชย์” ที่หลงเหลืออยู่ถึง 16 แห่ง ซึ่งเปรียบเสมือนมรดกตกทอดจากยุคอดีตที่ไม่ได้สร้างประโยชน์และควรเร่งชำระบัญชีให้จบสิ้นไป

  • เร่งจัดการบริษัทจังหวัดพาณิชย์ที่ค้างอยู่ 16 แห่ง
  • ตรวจสอบการขาดทุนสะสมของ อคส. อย่างเร่งด่วน
  • แก้ปัญหาการรักษาการในตำแหน่งผู้บริหารนานเกินไป

ด้านปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ได้ออกมาชี้แจงว่า ในส่วนของบริษัทจังหวัดนั้น ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการปรับปรุงราคาหุ้นและเปิดประมูลขายให้เร็วที่สุดแล้ว ส่วนปัญหาของ อคส. นั้น จะต้องมีการนำกลับไปทบทวนและวางแผนแก้ไขอย่างจริงจังอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมา อคส. แทบจะไม่ได้ดำเนินภารกิจหลักอย่างมีประสิทธิภาพจนกลายเป็นภาระของรัฐบาลในที่สุด

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไทย หากหน่วยงานใดไม่มีบทบาทที่ชัดเจนหรือปล่อยให้เกิดภาวะขาดทุนซ้ำซากโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ การยุบเลิกหรือปรับโครงสร้างแบบ “Reverse หรือ Regress” เพื่อลดขนาดองค์กรน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับองค์กรที่ไปต่อไม่ได้

ที่มา – อคส. ขาดทุนหลายร้อยล้าน “วีระ” ชี้บริหารล้มเหลว แนะไล่จัดการบริษัทจังหวัดพาณิชย์ที่เหลือ

เจาะลึก “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ

เจาะลึก “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณฯ ปี 2570 ได้ออกมาตั้งคำถามสุดเข้มข้นถึงการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยหยิบยกประเด็นเรื่อง “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ มาชำแหละให้สังคมได้รับรู้ว่าสถานะกองทุนในปัจจุบันมีความน่ากังวลเพียงใด

ในการประชุมกรรมาธิการฯ นายวีระได้ตั้งคำถามถึงตัวเลขหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพที่มีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขรายได้และค่าใช้จ่ายของกองทุนประกันสังคมนั้นอาจมีที่มาที่ไปไม่โปร่งใสเพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่ารายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายไปกว่า 35,000 ล้านบาท หากหักเงินได้เปล่าออก ตัวเลขจะติดลบมหาศาลเกินกว่า 260,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ความจริงที่ สปส. ต้องยอมรับ: ไม่มีการแยกงบการเงิน

ประเด็นที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคือคำถามที่ว่า สปส. ได้มีการจัดทำงบการเงินแยกกันในแต่ละกองทุนหลักหรือไม่ ซึ่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมได้ออกมายอมรับตรงๆ ว่า “ไม่ได้ทำ” ทำให้ “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ ยิ่งกลายเป็นหัวข้อที่ประชาชนต้องหันมาจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการบริหารเงินกองทุนของคนทั้งประเทศแต่กลับไม่มีงบการเงินแยกกิจการนั้น เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการจัดการเงินสมทบจากผู้ประกันตน

  • หนี้สินมหาศาล: การตั้งสำรองชราภาพเพิ่มขึ้นผิดปกติจากการเปลี่ยนวิธีคำนวณ
  • งบรวมงบแยก: สปส. ยอมรับว่าที่ผ่านมาทำงบแบบรวม ไม่ได้แยกรายกองทุน
  • อนาคตระบบ: ข้อเสนอเรื่องการให้ออกจากความเป็นระบบราชการ เพื่อความคล่องตัว

นายวีระยังได้ตั้งคำถามถึงทิศทางในอนาคตว่า สปส. ควรจะเปลี่ยนสถานะจากการเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงแรงงาน มาเป็นองค์กรอิสระที่บริหารงานเหมือนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือไม่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูงสุดในการลงทุนและบริหารจัดการความเสี่ยง

ทางด้านฝ่ายบริหารของ สปส. ชี้แจงว่า สาเหตุที่ตัวเลขขาดทุนหรือรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย เกิดจากการปรับเปลี่ยนระบบการทำบัญชีตามมาตรฐานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทั้งในกรณีชราภาพและกรณีทุพพลภาพ เพื่อสะท้อนความเป็นจริงของภาระหนี้สินในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้ทางหน่วยงานรับปากว่าจะทำรายละเอียดชี้แจงเป็นเอกสารต่อไป

ในมุมมองของผู้ประกันตนและภาคสังคม การที่ “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดี เพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกองทุนเงินออมของประชาชนที่ยั่งยืน การมีความโปร่งใสเปิดเผยงบการเงินแบบแยกกองทุนถือเป็นมาตรฐานขั้นต้นที่ควรต้องทำได้ตั้งนานแล้ว เพื่อคืนความมั่นใจให้กับผู้ส่งเงินสมทบทุกคนว่าเงินก้อนนี้จะยังมีค่าพอที่จะเลี้ยงดูเราในยามเกษียณอายุจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขในกระดาษที่มีแต่หนี้สินเพิ่มขึ้น

ที่มา – “อ.วีระ” บี้งบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ สปส. รับไม่ได้ทำงบการเงินแยกแต่ละกองทุน

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยหนึ่งในรายชื่อที่หลายคนให้ความสนใจคือ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ซึ่งเข้ามานั่งในโควตาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งงานนี้ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ

นายกฯ มองว่าการที่ นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะการพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูง การได้ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยตรวจสอบ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน

ทำไมการตั้ง อ.วีระ ถึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

สำหรับคำถามที่ว่าทำไม นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ เหตุผลสำคัญคือบุคลิกและบทบาทของ อ.วีระ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความตรงไปตรงมา กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ อย่างแหลมคม ซึ่งในมุมของฝั่งบริหาร นายกฯ เองมองว่านี่คือตัวช่วยชั้นดีที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่อาจมองข้ามไป เพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่าที่สุด

  • มีความเป็นมืออาชีพและประสบการณ์สูงในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • กล้าตั้งคำถามและวิจารณ์ในจุดที่ควรปรับปรุง
  • เน้นย้ำถึงการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ติดตามการประชุมสภาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากภารกิจการทำงานที่ต่างประเทศ แต่ท่านก็ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า กระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นไปตามกลไกของสภาฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยงานกรรมาธิการนั่นเอง

ในยุคที่การตรวจสอบงบประมาณมีความท้าทายมากขึ้น การได้คนที่มีความรอบรู้และไม่เกรงใจในสิ่งที่ควรวิจารณ์ ย่อมเป็นสัญญาณบวกของระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือช่วยให้งบประมาณปี 2570 ถูกนำไปใช้ได้ดีขึ้นเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความคาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน

ที่มา – นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา

หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองก็เข้มข้นขึ้นทันที เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมาเพื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณ โดยล่าสุดมีการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ซึ่งถือเป็นที่จับตาของสังคมอย่างมากในขณะนี้

ความน่าสนใจของรายชื่อครั้งนี้ คือการปรากฏตัวของ “ดร.โจ” หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับความสนใจก่อนหน้านี้ และการกลับมาของ “มาดามเดียร์” ในโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีชื่อของ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ที่ทาง ครม. ได้ส่งชื่อมาร่วมในคณะกรรมาธิการด้วยการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณที่เต็มไปด้วยตัวแทนจากหลากพรรคการเมือง

ความเคลื่อนไหวสำคัญในการการตั้งกมธ.งบประมาณปี 70

สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น กมธ.งบประมาณปี 70 ทั้ง 72 คนนั้น มีการกระจายโควตาจากหลายส่วน โดยพรรคภูมิใจไทยครองเสียงส่วนใหญ่ถึง 21 คน ตามมาด้วยพรรคประชาชน 13 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคกล้าธรรม 6 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่ง 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค หรือมาดามเดียร์นั่นเอง

ในการ เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 ดร.โจ-มาดามเดียร์ ร่วมงานสภา ครั้งนี้ เราได้เห็นรายชื่อจากหน่วยงานต่างๆ ดังนี้:

  • คณะรัฐมนตรี (ครม.): ส่งรายชื่อบุคคลสำคัญ 18 คน รวมถึง อ.วีระ ธีระภัทรานนท์ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งตัวแทน 21 คน นำโดย นายชยุต ภุมมะกาญจนะ และคณะ
  • พรรคประชาชน: นำโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ดร.โจ)
  • พรรคการเมืองอื่น: รวมถึงพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งตัวแทนร่วมพิจารณา

การพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ การที่แต่ละพรรคส่งบุคลากรคุณภาพหรือตัวแทนที่มีชื่อเสียงมาร่วมด้วย สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับเงินภาษีของประชาชน ทุกขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการงบประมาณปี 2570 ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

คุณคิดอย่างไรกับการจัดทัพกรรมาธิการงบประมาณชุดนี้? นี่คือการรวมตัวกันของมืออาชีพเพื่อรับมือกับโจทย์งบประมาณที่ท้าทาย หรือเป็นเพียงเกมการเมืองในสภา? มาร่วมติดตามสถานการณ์นี้ไปพร้อมๆ กัน เพราะทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณคืออนาคตของคนไทยทั้งชาติครับ

ที่มา – เปิดรายชื่อ กมธ.งบฯ 70 “ดร.โจ” โผล่ร่วมหลังแพ้เลือกตั้ง “มาดามเดียร์” โควตา ปชป. ครม. ส่ง “อ.วีระ”

Scroll to top