วีระ สมความคิด

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิด คดีหมิ่นประมาท “วีระ สมความคิด” หลังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุ “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ที่ห้องพิจารณา 714 ศาลอาญา เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 ธ.ค. 2568 ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำอ.711 /2567 ที่นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.)เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท 

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 65 จําเลยโพสต์เฟซบุ๊ก ให้บุคคลทั่วไปทราบว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี เป็นนักร้องรับจ้าง (ได้รับเงินในการไปร้องเรียนข้าราชการ ทุจริต) อันเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ความหมายตามพจนานุกรม ความหมายว่า นักร้องหมายถึงศิลปิน นักร้องที่ทำงานโดยรับค่าจ้าง เป็นอาชีพสุจริต ส่วนคำว่านักร้องรับจ้างทางการเมือง ผู้ที่สนใจทางการเมืองเท่านั้นถึงเข้าใจว่า หมายถึงผู้ที่ทำการร้องเรียนไปในทางที่ไม่ดี ดังนั้น คำว่านักร้องรับจ้างจึงไม่ใช่ข้อความที่จะทำให้เสื่อมเสียโดยตัวเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทเนื้อหาแวดล้อมอื่นเข้ามาประกอบด้วยจึงจะเข้าใจ

เห็นว่าข้อความดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326,328 จำเลยไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาทให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง  

 ภายหลังจากฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้น น.ส.ปารีณา เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

คดีที่น่าสนใจนี้จบลงด้วยการที่ศาลยกฟ้องคุณปารีณาในคดีหมิ่นประมาทคุณวีระ สมความคิด สิ่งที่น่าพิจารณาคือข้อความที่นำไปสู่การฟ้องร้องนั้นมีความกำกวมและต้องตีความจากบริบทแวดล้อม

รายละเอียดคำพิพากษาคดี “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

จากข้อมูลที่ได้ ศาลอาญาได้ทำการยกฟ้องในคดีที่นายวีระ สมความคิดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สืบเนื่องมาจากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กของ น.ส.ปารีณา.

ใจความสำคัญของคดี:

  • วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดีดำ อ.711/2567 ที่นายวีระ สมความคิด เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปารีณา หรือ เอ๋ ไกรคุปต์ ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
  • นายวีระ สมความคิด ฟ้องร้อง น.ส.ปารีณา จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่ระบุว่า “นักร้องรับจ้างไงจะใครล่ะ” ซึ่งนายวีระเห็นว่าเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
  • ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความดังกล่าวไม่ได้ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตัวของมันเอง ผู้ที่รับฟังจะต้องนำบริบทอื่นมาประกอบด้วย
  • ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง น.ส.ปารีณา และไม่จำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย 3 แสนบาทให้แก่นายวีระ

คำตัดสินของศาลในคดี ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาบริบทแวดล้อมในการตีความข้อความ การที่ศาลยกฟ้องนั้นเป็นเพราะข้อความที่ น.ส.ปารีณา โพสต์ไม่ได้มีความหมายที่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยตัวของมันเอง แต่ต้องมีการตีความร่วมกับบริบทอื่นๆ

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในการพิจารณาคดีหมิ่นประมาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการโพสต์ข้อความใดๆ บนโซเชียลมีเดียนั้นจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ถึงแม้ว่าในกรณีนี้ ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” แต่ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกคน

ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้ การใช้ภาษาที่ชัดเจนและหลีกเลี่ยงการใช้คำที่มีความหมายกำกวมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารนี้อยู่ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้นนะครับ และอย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนที่จะแชร์หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด” เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ

ที่มา – ศาลยกฟ้อง “ปารีณา” ไม่ผิดคดีหมิ่นฯ “วีระ สมความคิด”

“อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จนเกิดความเข้าใจผิด ล่าสุดได้ออกมาขอโทษประชาชนถึงความบกพร่องในการสื่อสาร พร้อมยืนยันว่าจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก นอกจากนี้ยังกล่าวถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงสถานการณ์บ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ลงพื้นที่ติดตามและดูแลสถานการณ์ พร้อมยืนยันว่าจะใช้วิธีการทุกอย่าง ทั้งด้านความมั่นคงและการเจรจาตามกรอบ เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นสถานการณ์และเกิดสันติสุข

นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนที่มีการพูดถึงเรื่องรุกล้ำเขตแดน ตนต้องขออภัยพี่น้องประชาชนจริง ๆ ตนโทษตัวเองว่า มีความผิดพลาด และบกพร่องในเรื่องของการสื่อสารต่อประชาชน และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดความบกพร่องในการสื่อสารเกิดขึ้นอีกในอนาคต “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

“ผมต้องขออภัยที่ทำให้หลายท่าน เกิดความระแวงสงสัย แต่ขอยืนยันว่า ไม่มีทางที่ประเทศไทยเราจะเสียดินแดน เสียอธิปไตย เสียเกียรติภูมิ เสียศักดิ์ศรี และพี่น้องประชาชนทุกคนต้องมีความปลอดภัย จากข้อพิพาทระหว่าง 2 ประเทศ ผมจะไม่ยอมให้เกิดความสูญเสีย เพิ่มขึ้นอีกเป็นอันขาด” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา รวมถึงเรื่องการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ของกองทัพ โดยนายอนุทินได้ให้คำตอบในแต่ละประเด็นอย่างชัดเจน

“อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือเรื่องการสื่อสารที่ผิดพลาด จนทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าประเทศไทยรุกล้ำเขตแดนกัมพูชา ซึ่งท่านได้กล่าวขอโทษและให้คำมั่นสัญญาว่าจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้แก่

  • การถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน: ทั้งไทยและกัมพูชาได้ตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
  • การเปิดด่านชายแดน: รัฐบาลจะพิจารณาเรื่องการเปิดด่านชายแดน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความมั่นคงเป็นสำคัญ และจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
  • ผู้ขอลี้ภัย: เรื่องของผู้ขอลี้ภัยจะได้รับการพิจารณาตามกฎกติกาสากล โดยคำนึงถึงสถานการณ์และความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา

กรณีข้อผิดพลาดในการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา นั้น เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สิ่งที่ “อนุทิน” กล่าวถึงเรื่อง “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา

นายอนุทินได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดในการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวเสริมว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้อธิบาย เป็นขั้นตอนของการพูดคุยตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในเอกสารถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ ความผิดพลาดในการสื่อสารอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความตึงเครียดระหว่างประเทศได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างรอบคอบและรับผิดชอบ

โดยสรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบของผู้บริหารประเทศในการสื่อสารกับประชาชน

การขอโทษของนายอนุทิน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ขอโทษ สื่อสารบอกไทยรุกล้ำกัมพูชา-ไม่เคยได้ยินกองทัพขอบริจาคยุทธภัณฑ์

สกัดวุ่น! “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน

เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดเมื่อ “วีระ สมความคิด” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน เจ้าหน้าที่ต้องสกัดเข้ม หวั่นเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา โดยเกิดความตึงเครียดขึ้นเมื่อกลุ่มมวลชนนำโดย นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ได้เดินขบวนเข้าใกล้แนวรั้วสแลนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกั้นไว้บริเวณหน้าหมู่บ้านหนองจาน โดยจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (คอฟ.) ตั้งแนวสกัด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (POMZ-2) ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ทั้งหมด

สกัดวุ่น! “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน

ระหว่างที่มวลชนเข้าใกล้แนวรั้ว เจ้าหน้าที่ได้ประกาศเตือนหลายครั้ง แต่ นายวีระ และประชาชนส่วนหนึ่งได้ฝ่าแนวกั้นเข้าไปในพื้นที่ด้านใน บริเวณอดีตหมู่บ้านของกำนันลี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าไปลึกกว่าแนวปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่ คอฟ. ประมาณ 100 นาย รักษาความเรียบร้อยและสกัดกั้นมวลชน

เจ้าหน้าที่ได้ตะโกนเตือนให้เดินบนถนนหลักเท่านั้น เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด หลังจากสถานการณ์ตึงเครียด เจ้าหน้าที่ได้เชิญ นายวีระ และผู้ติดตามไปพูดคุยที่ สภ.โคกสูง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่

มวลชนส่วนใหญ่แสดงความดีใจที่ได้ “เข้าเหยียบแผ่นดินบริเวณนั้นได้” แม้เพียงระยะทางสั้น ๆ หลายคนกล่าวว่า “รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มายืนบนผืนแผ่นดินไทย” หลังจากมีกระแสข่าวเรื่องการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่หนองจานจากฝ่ายกัมพูชา บางคนถึงกับหยอกล้อว่า “เข้ามาครั้งนี้ก็อยากลองกำลังเจ้าหน้าที่ดูว่าถ้ามีเหตุปะทะจริงจะสู้รบกับกัมพูชาได้หรือไม่”

ความกังวลเรื่องความปลอดภัย หลัง “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่รุนแรง แต่มีความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากพื้นที่หนองจานยังถือเป็นพื้นที่เสี่ยงจากทุ่นระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้ครบ และมีแนวชายแดนที่ต้องระมัดระวัง เจ้าหน้าที่ยืนยันจะดูแลสถานการณ์ด้วยความอดทนและยึดหลักสันติวิธี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่ “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของประชาชนต่อประเด็นปัญหาชายแดนและความรู้สึกรักชาติที่ต้องการแสดงออก แต่สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงความปลอดภัยและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนได้ในระยะยาว การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน จะช่วยลดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้

ถึงแม้ว่าการแสดงออกถึงความรักชาติจะเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่การดำเนินการใดๆ ควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นเป็นสำคัญ การร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขและปลอดภัยจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสจากภาครัฐ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนได้

ที่มา – สกัดวุ่น “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้ว บ้านหนองจาน ทวงคืนอธิปไตย

“วีระ” ขีดเส้นตาย ผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย!



ร้อนระอุชายแดน! “วีระ สมความคิด” นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ขีดเส้นตาย 31 ตุลาคมนี้ ให้เจ้าหน้าที่เร่งผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย ออกจากพื้นที่บ้านหนองจานและพื้นที่ใกล้เคียง หากไร้ความคืบหน้าเตรียมนำทีมชาวบ้านลงพื้นที่ด้วยตนเอง งานนี้ไม่ขอตอบโต้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หลังถูกปรามาสว่า “มีปากก็พูดไป ไม่เคยทำอะไรเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง” แต่สวนกลับด้วยคำถามเดือด!

วีระขีดเส้นตาย 31 ต.ค.นี้ ผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย

จากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น และแกนนำในการต่อสู้เพื่อทวงคืนผืนแผ่นดินบ้านหนองจาน ได้ปรากฏตัวพร้อมกับชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของสถานการณ์

นายวีระกล่าวว่า หลังจากได้หารือกับชาวบ้านหนองจาน ได้ข้อสรุปว่าจะให้โอกาสเจ้าหน้าที่ภาครัฐและฝ่ายความมั่นคงในการดำเนินการผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย ออกจากพื้นที่ที่เข้ามาบุกรุก ทั้งบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน โดยกำหนดเส้นตายไว้ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ หากเลยกำหนดดังกล่าว และยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ตนและชาวบ้านหนองจานจะดำเนินการเข้าไปในพื้นที่ด้วยตนเอง

“ที่ผ่านมา ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะบีบคั้นหรือกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด” นายวีระกล่าว “พี่น้องชาวบ้านมีความอดทนมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ที่ต้องเผชิญกับการรุกล้ำพื้นที่จากชาวกัมพูชา พวกเรายึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน”

สำหรับพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ถือเป็นจุดสำคัญที่จะให้เจ้าหน้าที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ถูกกัมพูชารุกล้ำ โดยมีหลักเขตแดนที่ชัดเจนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีแผนที่และพิกัดที่ถูกต้องอยู่แล้ว ทำให้การผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย สามารถทำได้อย่างแน่นอน

“วีระ” ลั่น! 31 ต.ค. นี้ ต้องเห็นผล ผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย

ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงตนว่า “มีปากก็พูดไป ไม่เคยทำอะไรเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติ” นายวีระกล่าวว่า ตนไม่ขอชี้แจงหรือโต้ตอบใดๆ เพราะตนไม่เคยโกงชาติ ไม่เคยขายชาติ พร้อมกับย้อนถามนายอนุทินว่า “กล้าพูดเต็มปากหรือไม่ว่า ตลอดชีวิตไม่เคยโกงชาติ ไม่เคยขายชาติ”

ขณะเดียวกัน ตัวแทนชาวบ้านหนองจานได้กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (10 ต.ค.) ได้มีการพูดคุยกับแม่ทัพแล้ว และถือเป็นการเริ่มต้นมาตรการผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย ออกจากอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งยืนยันว่าจะทำหน้าที่เป็นแนวหลังในการส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายปกครองทุกฝ่าย และมั่นใจว่ากองทัพจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยหวังว่ารัฐบาลและกองทัพจะสามารถดำเนินการผลักดันกลุ่มคนกัมพูชาออกไปได้ก่อนวันที่ 26 ตุลาคมนี้

จากนั้น ชาวบ้านและผู้ร่วมงานได้ร่วมกันร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อแสดงจุดยืนในการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และพร้อมที่จะสนับสนุนการผลักดันกลุ่มคนกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่อธิปไตยของไทย ให้ออกไปจากผืนแผ่นดินไทย

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะมีความตึงเครียด แต่ความสามัคคีและความมุ่งมั่นของชาวบ้านหนองจาน รวมถึงความเด็ดเดี่ยวของนายวีระ สมความคิด ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่มา – “วีระ” ขีดเส้นตาย 31 ต.ค.นี้ ผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย ไม่ขอตอบโต้ “อนุทิน”

Scroll to top