วุฒิสภา

สว.สหรัฐฯ ใกล้ ยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย


ความคืบหน้าล่าสุดในสหรัฐอเมริกา ส่อแววว่าวิกฤตการณ์ สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย เริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลังจากที่สมาชิกวุฒิสภาของทั้งสองพรรคเริ่มแสดงท่าทีประนีประนอมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายเดโมแครตที่เริ่มอ่อนข้อในประเด็นสำคัญอย่าง โอบามาแคร์

ตามรายงานจากสำนักข่าว CNN แหล่งข่าวหลายรายเปิดเผยว่า สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตได้ส่งสัญญาณว่าจะยอมรับข้อตกลงเพื่อเปิดรัฐบาลอีกครั้ง หากทำเนียบขาวแสดงความยืดหยุ่นในบางประเด็นที่สำคัญ ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการปิดทำการ (ชัตดาวน์) เนื่องจากการขาดกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่มานานกว่า 40 วัน

สาระสำคัญของข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ รวมถึงมาตรการชั่วคราวใหม่ที่จะขยายการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลออกไปจนถึงเดือนมกราคม พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับแพ็กเกจที่ใหญ่ขึ้นเพื่อจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้กับหน่วยงานสำคัญหลายแห่ง

ร่างกฎหมายที่กว้างขึ้นนี้ครอบคลุมถึงร่างกฎหมายการจัดสรรงบประมาณเต็มปี 3 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างทางทหารและกิจการทหารผ่านศึก, ฝ่ายนิติบัญญัติ และกระทรวงเกษตร

นอกจากนี้ ข้อมูลสรุปจาก ส.ว.แพตตี เมอร์เรย์ (เดโมแครต) ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะรวมถึงงบประมาณใหม่จำนวน 203.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยและการป้องกันสำหรับสมาชิกสภาคองเกรส นอกเหนือจากงบประมาณจำนวน 852 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จัดสรรไว้สำหรับตำรวจรัฐสภาสหรัฐฯ

สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้จะไม่รวมถึงการขยายเวลา “กฎหมายการดูแลสุขภาพราคาประหยัด” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โอบามาแคร์” (ACA) ที่กำลังจะหมดอายุ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของฝ่ายเดโมแครต แต่มีการรับประกันว่า จะมีการลงมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในวุฒิสภาสหรัฐฯ ในภายหลัง แต่ไม่มีการรับประกันว่า การขยายเวลา ACA จะกลายเป็นกฎหมาย

แหล่งข่าวกล่าวว่า พรรคเดโมแครตตระหนักดีว่าจุดยืนที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะไม่ขยายการอุดหนุนงบประมาณให้โครงการโอบามาแคร์ ทำให้โอกาสในการบรรลุข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองพรรคในประเด็นดังกล่าวแทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนจึงยอมถอย เพื่อให้มีการลงมติในเวลาอื่น เพื่อยุติการชัตดาวน์ที่ส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่แหล่งข่าวระบุว่า ยังมีประเด็นสำคัญที่ยังติดขัดและต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่รัฐบาลจะสามารถเปิดทำการได้อีกครั้ง โดยหลัก ๆ คือข้อเรียกร้องของพรรคเดโมแครตที่จะให้มีการคืนตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่ถูกรัฐบาลทรัมป์ไล่ออกไปในช่วงก่อนหน้า

แหล่งข่าว 2 รายให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีการพิจารณายกเลิกการลดจำนวนบุคลากรบางส่วนที่เกิดขึ้นตลอดช่วงการปิดทำการรัฐบาลในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลาง

การลงมติจะเกิดขึ้นเมื่อใด?

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการลงคะแนนเสียงจะเกิดขึ้นเมื่อใด เนื่องจากยังมีการเจรจาขั้นสุดท้ายเกิดขึ้นอยู่เบื้องหลัง ซึ่งนายจอห์น ทูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าการลงคะแนนเสียงเบื้องต้นอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน

สมาชิกวุฒิสภาจะเริ่มการลงคะแนนเสียงเพื่อรับพิจารณามาตรการชั่วคราวที่ผ่านโดยสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วก่อน ซึ่งหมายความว่าต้องมี ส.ว.ฝ่ายเดโมแครตอย่างน้อย 8 คนยกมือสนับสนุนเพื่อให้ร่างกฎหมายนี้ผ่าน จากนั้นวุฒิสภาจะแก้ไขร่างกฎหมายนั้นด้วยแพ็กเกจการจัดสรรงบประมาณที่ใหญ่ขึ้นตามที่ทั้งสองพรรคเจรจากันไว้

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ร่างกฎหมายจะต้องถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อผ่านความเห็นชอบขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะส่งไปยังโต๊ะของประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อให้เขาลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมาย เพื่อเปิดรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจต้องใช้เวลานานหลายวัน

สถานการณ์ สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าของการเจรจาอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้ในที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวอเมริกัน

ที่มา – สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอยเรื่องโอบามาแคร์

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านสภาฯ วาระ 3 แล้ว

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านความเห็นชอบสภาผู้แทนราษฎร วาระ 3 แล้ว หลังพิจารณายาวนานเกือบ 2 เดือน รอส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ

วันที่ 21 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ในวาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 โดยหลังจากที่พิจารณาวาระ 2 เสร็จสิ้นครบทั้ง 104 มาตราแล้ว ที่ประชุมลงมติเห็นชอบวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ด้วยคะแนน 309 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนน 5 ส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป

ถือเป็นการเสร็จสิ้นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ใช้เวลาพิจารณายาวนาน 1 เดือนกว่า หลังจากที่เริ่มพิจารณาวาระ 2 ครั้งแรกในวันที่ 24 ก.ย. 2568 เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวมี 104 มาตรา แต่มีการแทรกมาตราย่อยๆเพิ่มขึ้นใหม่เป็นจำนวนมากเกือบ 300 มาตรา ทำให้ต้องใช้เวลาลงมติและพิจารณายาวนาน

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีความสำคัญอย่างไร?

การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทย ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ การมีกฎหมายที่เข้มแข็งและครอบคลุม จะช่วยให้การจัดการปัญหามลพิษทางอากาศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์หลักในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาระบบการตรวจวัดและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ ไปจนถึงการให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชน

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีสาระสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารจัดการอากาศสะอาดแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนงานด้านการจัดการอากาศสะอาด
  • กำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศที่เข้มงวดมากขึ้น
  • กำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ยานยนต์ และการเผาในที่โล่ง
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • พัฒนาระบบการตรวจวัดและเฝ้าระวังคุณภาพอากาศที่ทันสมัยและครอบคลุม
  • ให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชนเกี่ยวกับปัญหามลพิษทางอากาศและวิธีการป้องกัน

การผ่านร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในวาระ 3 นี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอีกยาวไกล กว่าที่กฎหมายฉบับนี้จะถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือการติดตามและผลักดันให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประเทศไทยมีอากาศที่สะอาดและบริสุทธิ์อย่างยั่งยืน

การที่ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับทุกคนที่ห่วงใยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่เรายังต้องจับตาดูกันต่อไปว่า วุฒิสภาจะพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายนี้อย่างไร และเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ขึ้นอยู่กับการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในสังคม

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและผลักดันให้ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่ออากาศที่สะอาดและชีวิตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านความเห็นชอบสภาผู้แทนราษฎร วาระ 3 แล้ว หลังพิจารณายาวนานเกือบ 2 เดือน

รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย โหวตรับหลักการแค่ 2 ฉบับ

การประชุมร่วมรัฐสภาลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับจากพรรคประชาชนและภูมิใจไทย แต่รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย เนื่องจาก สว. ลงคะแนนเสียงไม่ถึง 1 ใน 3 ทำให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาไม่รับหลักการร่างดังกล่าว

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 14.52 น. ณ อาคารรัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ให้สมาชิกลงมติว่าจะรับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับหรือไม่ ประกอบด้วย ฉบับที่ 1 ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน, ฉบับที่ 2 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย และฉบับที่ 3 ของนายชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย โดยเป็นการเรียกชื่อสมาชิกและลงคะแนนโดยเปิดเผย เนื่องจากมีร่างแก้ไขถึง 3 ฉบับ และเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาที่จะรับหลักการทั้ง 3 ฉบับ หรือรับฉบับใดฉบับหนึ่งก็ได้ ประธานรัฐสภาเห็นว่าการลงคะแนนควรแยกลงคนละฉบับ เพื่อให้สมาชิกที่อภิปรายลงคะแนนแบบไม่เสียสิทธิ์ โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกร่าง ทุกฉบับ พร้อมทั้งเชิญสมาชิกรัฐสภา 6 คน เป็นกรรมการตรวจนับคะแนน ประกอบด้วย พรรคประชาชน 1 คน พรรคเพื่อไทย 1 คน พรรคภูมิใจไทย 1 คน พรรคร่วมไทยสร้างชาติ 1 คน และวุฒิสภา 2 คน โดยมีผู้แสดงตนจำนวน 600 คน ถือว่าครบองค์ประชุม การลงมติจะต้องเป็นการขานว่ารับหรือไม่รับหลักการ หรืองดออกเสียง ในแต่ละฉบับ ทั้งนี้จะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนรัฐสภา แต่ต้องมีเสียงของวุฒิสภา 1 ใน 3 คือ 66 เสียงด้วย จึงจะถือว่าผ่าน

รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย สส.-สว. โหวตรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่ 2 ฉบับ

ผลการลงคะแนนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ:

  • ฉบับที่ 1 ของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน:
    • รับหลักการ: 568 เสียง
    • ไม่รับหลักการ: 10 เสียง
    • งดออกเสียง: 74 เสียง
    • สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนน: 108 เสียง
    • ผล: ที่ประชุมร่วมรัฐสภา “รับหลักการ”
  • ฉบับที่ 2 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย:
    • รับหลักการ: 629 เสียง
    • สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนน: 167 เสียง
    • ผล: ที่ประชุมร่วมรัฐสภา “รับหลักการ”
  • ฉบับที่ 3 ของนายชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย:
    • รับหลักการ: 521 เสียง
    • สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนน: 60 เสียง
    • ผล: ที่ประชุมร่วมรัฐสภา “ไม่รับหลักการ” ทำให้รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย

ทำไมรัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย?

เหตุผลหลักที่รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย คือ เสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่ถึง 1 ใน 3 ของจำนวน สว. ทั้งหมด แม้ว่าเสียงจากสมาชิกรัฐสภา (สส.) จะเกินกึ่งหนึ่งแล้วก็ตาม ตามข้อกำหนด ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองสภาในสัดส่วนที่กำหนด

การที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยไม่ผ่านความเห็นชอบในครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ และอาจนำไปสู่การปรับปรุงเนื้อหาหรือการเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยจะถูกรัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทยไป แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม

การลงมติในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเทศไทย ที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากทั้ง สส. และ สว. การที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

ที่มา – รัฐสภาตีตกร่างเพื่อไทย สส.-สว. โหวตรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแค่ 2 ฉบับ

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว.

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา เกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ สว. ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างดุเดือด โดยยกประเด็นคดีฮั้วสว. ขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่ถูกกล่าวหาลำดับที่ 187 เขาถามว่าทำไมถึงไว้วางใจได้ว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในอีก 4 เดือนข้างหน้า

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ระหว่างการอภิปราย นายอดิศร ได้จวกหนักเรื่องอำนาจวุฒิสภาที่ถูกมองว่าปล้นมาจากประชาชน เขาพูดถึงนโยบายรัฐบาลที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่ตัวเขาไม่เชื่อ เพราะเห็นหลักฐานการสมคบคิดในคดีฮั้วสว. นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา พยายามวินิจฉัยให้สรุปเพราะเนื้อหาซ้ำ แต่ นายอดิศร ไม่ยอมง่ายๆ เขาสวนกลับว่าประธานไม่ควรนั่งในตำแหน่งนี้เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

เหตุการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ลุกขึ้นประท้วง โดยบอกว่านายอดิศรพูดเกินไปที่บอกว่าอำนาจวุฒิสภาถูกปล้นมา และขู่ว่าถ้าไม่ถอนคำพูด เจอกันข้างนอก ประธานพยายามไกล่เกลี่ย แต่ นายอดิศร ไม่กลัว เขาโต้ว่าตัวเองมีเพื่อนเป็นนักมวยชื่อดังอย่าง ผุดผาน้อย วรวุฒิ และยอมถอนคำว่า ‘ปล้นมา’ แต่เปลี่ยนเป็น ‘สมคบกันอย่างละเอียดละออ’

ผลกระทบจากการปะทะคารมในสภา

การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. ครั้งนี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งลึกๆ ในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วสว. ที่ยังค้างคาและรอการพิจารณาจาก DSI กกต. อัยการ และศาลฎีกา นายอดิศร ยังวิจารณ์ว่านายอนุทิน ควรลุกขึ้นรับผิดชอบและรับประกันว่าจะไม่แทรกแซง โดยเฉพาะกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จากบุรีรัมย์

เหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศในสภาตึงเครียด สว.หลายคนออกลูกผู้ชาย แต่ สส.ฝ่ายค้านอย่าง นายอดิศร ก็ไม่ยอมถอย เขาย้ำว่าพฤติกรรมฮั้วสว. มีหลักฐานชัดเจน และอำนาจวุฒิสภากำลังงุบงิบอยู่เบื้องหลัง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตำหนิรัฐบาล แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งสว. ซึ่งส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

  • ประเด็นหลัก: คดีฮั้วสว. และชื่อนายอนุทิน ลำดับ 187
  • การประท้วงจาก สว.บุญจันทร์ ที่ขู่อยากเจอข้างนอก
  • การโต้กลับของ นายอดิศร ที่อ้างเพื่อนนักมวย
  • ผลต่อนโยบายรัฐบาลและความไว้วางใจ

นอกจากนี้ การปะทะเดือดยังทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนจะไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นคดีร้ายแรงค้างคา นายอดิศร ปิดท้ายด้วยการเสียดสีว่ารัฐบาลนี้ศรัทธาในประชาธิปไตยน้อยมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นนายกฯ สักสองสามวัน

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การอภิปรายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะประเด็นสว. ที่ถูกมองว่าไม่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหานี้ อาจนำไปสู่ความไม่เสถียรในสภา

สุดท้ายนี้ การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และอย่าลืมแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

“พิสิษฐ์” เผยรับได้หากแก้รัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 รอดูร่างของพรรคการเมืองก่อน เชื่อ สว. พร้อมยกมือไม่มีการล็อบบี้ มองนักการเมืองกลัวอยู่ 2 คำ “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์-จริยธรรมร้ายแรง”

วันที่ 22 กันยายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกวิปวุฒิสภา กล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับเสียงเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 3 ว่า ในความเห็นส่วนตัวหากมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการมาพิจารณาว่าแต่ละร่างมีเนื้อหาสาระอย่างไร แก้ไขอะไรบ้าง ส่วนตัวเห็นว่าหากการแก้ไม่แตะหมวด 1-2 พร้อมที่จะให้ความเห็น ขณะนี้ สว. ยังไม่ได้มีการพูดคุยหารือกันในเรื่องเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นจะมีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาล

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะโมเดลสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ไม่สามารถมาจากการเลือกตั้งทางตรงได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ชัดเจน ซึ่งหากวุฒิสภาแต่ละคนได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมอย่างชัดเจนอาจจะมีมุมมองเช่นเดียวกัน หากสมาชิกวุฒิสภาได้เห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมของแต่ละพรรคการเมืองมีเนื้อหารายละเอียดอย่างไร เชื่อว่า สว. ก็มีโอกาสได้หารือพูดคุยกัน พร้อมยังแสดงความเห็นว่าโมเดล ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนทางอ้อม สามารถทำได้ ตามที่หลายภาคส่วนมีการเสนอโมเดลออกมา โดยไม่ได้เลือกตั้งโดยตรง เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาหรือขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน นายพิสิษฐ์ เผยอีกว่า ผู้ที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพียงนักการเมือง ส่วนตัวไม่มั่นใจว่าประชาชน ต้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เราเห็นคือนักการเมืองกลัว กลัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลัวอยู่ 2 คำ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กับจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็น 2 คำที่นักการเมืองกลัวมาก ดังนั้นเขาจึงอยากแก้ ถามว่าประชาชนจะสนใจหรือไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือจริยธรรมอย่างร้ายแรง พบว่าไม่กระทบกระเทือน”

ในตอนท้าย นายพิสิษฐ์ ระบุถึงข้อสังเกตความสัมพันธ์กับ สว. และบ้านใหญ่ทางการเมืองบุรีรัมย์ จนได้ชื่อเป็น สว.สีน้ำเงิน ว่า เป็นความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่มองกัน แต่ยืนยันว่า สว. ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง และตนเองไม่ได้รู้จักนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการส่วนตัว หรือนักการเมืองเป็นการส่วนตัว แต่การพูดคุยกันทุกอย่างอยู่บนหลักการคือพรรคการเมืองเสนอร่างมา หากวุฒิสภาเห็นชอบด้วยก็พร้อมที่จะยกมือให้ ยืนยันไม่มีการล็อบบี้.

“พิสิษฐ์” ชี้ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2

จากกรณีที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ออกมากล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคการเมือง ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับท่าทีของ สว. ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่า รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนและอาจส่งผลต่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การที่นายพิสิษฐ์ระบุว่า หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่แตะหมวด 1-2 สว. พร้อมที่จะให้ความเห็นนั้น แสดงให้เห็นว่า สว. ให้ความสำคัญกับการรักษาสถาบันหลักของชาติไว้ ซึ่งเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของ สว. ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของชาติ การแสดงท่าทีดังกล่าวอาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้คำนึงถึงประเด็นนี้ในการยกร่างแก้ไข

นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้กล่าวถึงความกลัวของนักการเมืองต่อคำว่า “สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “จริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการเมือง การที่นักการเมืองกลัวคำเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายและจริยธรรมยังไม่เข้มแข็งพอที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่น่าสนใจ: สว. กับการ แก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 คืออะไร?

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีเนื้อหาสาระอย่างไร และ สว. จะมีท่าทีอย่างไรต่อร่างแก้ไขเหล่านั้น การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่สำคัญและซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ การที่ สว. แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต สิ่งที่ประชาชนควรทำคือติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุผลและผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

การที่นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สว. พร้อมที่จะยกมือให้หากเห็นชอบด้วย และยืนยันว่าไม่มีการล็อบบี้นั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและอาจมีแรงกดดันทางการเมืองเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ สว. ออกมาแสดงท่าทีว่าจะ รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 นั้น เป็นสัญญาณที่สำคัญและอาจส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – รับได้หากแก้ รธน. ไม่แตะหมวด 1-2 “พิสิษฐ์” เชื่อ สว. พร้อมยกมือ ไม่มีล็อบบี้

กมธ.วุฒิสภา ค้านร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex

กมธ.ศึกษาเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร วุฒิสภา สรุปผลคัดค้านตั้งบ่อนการพนันถูกกฎหมาย ซัดแฝงสร้างความเสียหายหลายมิติ ไร้หลักฐานชี้ชัดมีความคุ้มค่าการลงทุน ไล่ให้ทำประชามติถามความเห็นประชาชนก่อน

วันที่ 21 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมวุฒิสภาวันที่ 23 กันยายน 2568 มีวาระการพิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา ที่มี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน กมธ. เนื้อหารายงานดังกล่าวสรุปผลการศึกษาว่าไม่เห็นด้วยกับการผลักดันโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ โดยมีกาสิโนเป็นองค์ประกอบหลักของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นนโยบายที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเหมาะสมในบริบทประเทศไทย แฝงไว้ด้วยความเสียหายหลายมิติ อาทิ ทางเศรษฐกิจที่ไม่มีความชัดเจนด้านความคุ้มค่าการลงทุน ไม่เกิดรายได้ที่แท้จริง เป็นกิจการที่โอนเงินจากผู้เล่นที่เสียไปให้ผู้เล่นที่ได้ ไม่คุ้มค่าเมื่อพิจารณาจากต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและภาระของรัฐที่แบกรับ

ขณะที่มิติทางสังคมจะเกิดผลกระทบเสพติดพนัน ความรุนแรงในครอบครัว การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม มิติกฎหมายและความมั่นคง เสี่ยงเป็นแหล่งฟอกเงิน องค์กรอาชญากรรม และอาจขัดแย้งรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ที่ให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม และมาตรา 26 ที่ให้การตรากฎหมายต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม การเปิดให้มีบ่อนการพนันโดยชอบด้วยกฎหมาย ย้อนแย้งต่อมาตรฐานศีลธรรมประชาชนที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาจถูกวิจารณ์จากประชาคมระหว่างประเทศถึงการส่งเสริมพฤติกรรมทำลายทรัพยากรมนุษย์ เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ระยะสั้น ไม่ยั่งยืน

นอกจากนี้ กมธ. เห็นว่าการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ควรอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่เร่งรัดผลักดันนโยบายที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณานโยบายสาธารณะผ่านการทำประชามติจะอนุญาตให้มีธุรกิจกาสิโนหรือไม่ กมธ. จึงไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ ร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex)

กมธ.วุฒิสภา ค้านร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) วุฒิสภา ได้ออกมาสรุปผลการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นก็คือ ร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex โดยมีข้อสรุปที่สำคัญคือ การคัดค้านการผลักดันโครงการดังกล่าว

เหตุผลหลักในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex

เหตุผลสำคัญที่ กมธ. ยกขึ้นมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex นั้น มีหลายประการ ตั้งแต่ประเด็นด้านเศรษฐกิจที่ยังขาดความชัดเจนในเรื่องของความคุ้มค่าการลงทุน ไปจนถึงผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น เช่น ปัญหาการเสพติดการพนัน ความรุนแรงในครอบครัว และการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านกฎหมายและความมั่นคงที่น่ากังวล เช่น ความเสี่ยงที่จะเป็นแหล่งฟอกเงินและการขัดแย้งต่อหลักนิติธรรม

กมธ. ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณานโยบายสาธารณะ โดยเสนอว่าควรมีการทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการอนุญาตให้มีธุรกิจกาสิโน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของ พ.ร.บ. Entertainment Complex

ผลการศึกษาของ กมธ. ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของประเด็นนี้ ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน การผลักดันนโยบายที่สำคัญเช่นนี้ ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่เพียงแค่สมมติฐานที่ยังไม่มีการพิสูจน์

การตัดสินใจเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. Entertainment Complex จะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยในระยะยาว ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาและแสดงความคิดเห็นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้นโยบายที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ร่าง พ.ร.บ. นี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด และหวังว่าการพิจารณาในขั้นตอนต่อไปจะเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

ที่มา – กมธ.วุฒิสภา สรุปผลค้านร่าง พ.ร.บ.Entertainment Complex แฝงความเสียหายหลายมิติ

ชลน่านแนะ ถอนร่างแก้รัฐธรรมนูญ วัดใจ สว.

“ชลน่าน” เผยแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องวัดใจ สว. เอาด้วยหรือไม่แนะ “เพื่อไทย-ประชาชน” ถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ มั่นใจทุกพรรคพร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันที่ 16 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า จากการหารือที่ผ่านมาพบว่าทุกพรรคมีความเห็นตรงกันว่าจะต้องร่วมกันทำงานเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ จากระยะเวลาที่มีอยู่เชื่อว่าสามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทัน ดังนั้นขั้นตอนแรกคือ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ต่อที่ประชุมสภา พร้อมเพิ่มหมวดที่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภา เพื่อนำไปสู่การทำคำถามประชามติ

นพ. ชลน่าน กล่าวด้วยว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต้องทำคือการถอนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา 256 ที่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ค้างอยู่ระเบียบวาระ ตามระเบียบออกก่อน พร้อมนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา 256 ใหม่ หากทุกพรรคการเมืองจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเห็นชอบร่วมกันเข้าสู่การพิจารณาของสภา เพื่อพิจารณาในวาระแรก ซึ่งสามารถรับหลักการได้ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา ก่อนปิดสมัยประชุมนี้ พอเปิดในเดือนธันวาคม ก็สามารถพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ได้เลย

“ที่น่าเป็นกังวลในการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้คือ สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. จะเห็นชอบด้วยหรือไม่ หากสมาชิกวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดก็จบลง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราใดก็ตามต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. ไม่ต่ำกว่า 67 เสียงหรือ 1 ใน 3 ของจำนวน สว. ที่มีอยู่ ดังนั้นหาก สว. ไม่เอาด้วยก็ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ทุกอย่างที่ทำมาไปต่อไม่ได้อย่างแน่นอน” นพ.ชลน่าน กล่าว

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลปัจจุบัน ท่าทีของ สว. จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการได้รับความเห็นชอบจาก สว. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นพ.ชลน่าน เสนอแนะให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมออกไปก่อน แล้วจึงเสนอร่างใหม่เข้ามาพิจารณา เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ นพ.ชลน่านยังแสดงความมั่นใจว่าทุกพรรคการเมืองพร้อมที่จะร่วมมือกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าจับตามองคือท่าทีของ สว. ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ หาก สว. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่พรรคการเมืองและประชาชนพยายามทำมาทั้งหมดก็อาจต้องจบลง

“ชลน่าน” แนะ “เพื่อไทย-ประชาชน” ถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ วัดใจสว.เอาด้วยหรือไม่

จากคำแนะนำของ นพ.ชลน่าน สิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต้องทำคือการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับ สว. ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

ความสำคัญของการถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่

การถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ตามคำแนะนำของ นพ.ชลน่าน มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้พิจารณารายละเอียดของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงความจริงใจของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างโปร่งใส

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม การถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ตามคำแนะนำของ นพ.ชลน่าน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยั่งยืน

ดังนั้น การ“ชลน่าน” แนะ “เพื่อไทย-ประชาชน” ถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ วัดใจสว.เอาด้วยหรือไม่ จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลที่จะตามมา เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของ สว. จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเทศไทย

ที่มา – “ชลน่าน” แนะ “เพื่อไทย-ประชาชน” ถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ วัดใจสว.เอาด้วยหรือไม่

อนุทินชี้ตั้ง “สราวุธ” ถูกกฎหมาย โต้ดีล สส.

“อนุทิน” โต้พรรคเพื่อไทยกล่าวหาดีลเสียงแลกคดี สส.พรรคประชาชน ยืนยันการแต่งตั้ง “สราวุธ” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกฎหมาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าการแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศรีวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปตามกฎหมาย ทุกประการ

อนุทินยันตั้ง “สราวุธ” เป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง โดยเน้นย้ำว่าการแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศรีวิไล ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการที่ถูกต้องทั้งหมด นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นว่าการแต่งตั้งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือไม่

นายอนุทินยังตอบโต้ข้อกล่าวหาจากพรรคเพื่อไทยที่ว่ามีการเจรจาต่อรองในคดีของ สส. พรรคประชาชน 44 คน ซึ่งอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. เพื่อแลกกับเสียงสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเขากล่าวว่า “ผมต้องไม่เอาไปเทียบว่าคนอื่นจะต้องทำแบบผมหมดทุกอย่าง แต่ละพรรคมีสไตล์การทำงานเป็นของตัวเอง” ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น และการดำเนินงานของแต่ละพรรคการเมืองก็มีแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

แนวทางการจัดตั้งรัฐบาลและระยะเวลา

ในส่วนของแนวทางการจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทินยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีการขยายระยะเวลาเกินกว่า 4 เดือนตามที่ได้ตกลงไว้กับพรรคประชาชนก่อนหน้านี้ และพร้อมที่จะทำงานในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ด้วยความร่วมมือจากวุฒิสภาและพรรคประชาชนในการสนับสนุนกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันกฎหมายต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

เข็ม 8 เหลี่ยมและสิริมงคล

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวได้สังเกตเห็น “เข็ม 8 เหลี่ยม” ที่หน้าอกของนายอนุทิน และได้สอบถามถึงความหมายของเข็มดังกล่าว นายอนุทินได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มสั้นๆ ว่าเป็น “สิริมงคล” ก่อนที่จะเดินทางออกจากรัฐสภา

  • การแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศรีวิไล เป็นไปตามกฎหมาย
  • ไม่มีการดีลเสียงแลกคดี สส.
  • ไม่มีการขยายระยะเวลาจัดตั้งรัฐบาล

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมายืนยันถึงความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายในการแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศรีวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานของพรรคภูมิใจไทยนั้นเป็นไปตามหลักการและจริยธรรมอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ การตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการดีลเสียงและการยืนยันเรื่องระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาล ก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้สนับสนุนพรรคอีกด้วย

การที่นายอนุทินเน้นย้ำว่าการแต่งตั้งนายสราวุธ เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ตั้ง “สราวุธ” เป็นไปตามกฎหมาย – โต้เพื่อไทยอย่ากล่าวหาดีลคดี สส.พรรคประชาชน

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต.

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “สราวุธ ทรงศิวิไล” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” เป็นกรรมการการเลือกตั้งแล้วตั้งบัดนี้ ประกาศ ณ 30 สิงหาคม 2568

วันที่ 2 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายปัญญา อุดชาชน เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามประกาศลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 นั้น ต่อมา นายปัญญา อุดชาชน ได้พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง เป็นเหตุให้ตำแหน่งว่างลง

บัดนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200 (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 200 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ขณะเดียวกัน ยังมีการเผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้ง มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายปกรณ์ มหรรณพ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามประกาศลงวันที่ 12 สิงหาคม 2561 นั้น ต่อมา นายปกรณ์ มหรรณพ ได้พ้นจากตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปี เป็นเหตุให้ตำแหน่งว่างลง

บัดนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 222 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต.

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลสำคัญสองท่านในตำแหน่งสำคัญของประเทศ ได้แก่ นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) การแต่งตั้งทั้งสองท่านนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามกระบวนการทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รายละเอียดการแต่งตั้ง โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต.

ในการแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น สืบเนื่องมาจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่างลง เนื่องจากนายปัญญา อุดชาชน ครบวาระการดำรงตำแหน่ง วุฒิสภาจึงได้ให้ความเห็นชอบนายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าว การแต่งตั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 200 (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561

ในส่วนของการแต่งตั้งนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น สืบเนื่องมาจากตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งว่างลง เนื่องจากนายปกรณ์ มหรรณพ มีอายุครบ 70 ปี วุฒิสภาจึงได้ให้ความเห็นชอบนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าว การแต่งตั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 222 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต. มีผลตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นต้นไป โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

การแต่งตั้งบุคคลทั้งสองท่านนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ในการพิจารณาและตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศ ในขณะที่กรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต. จึงเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการรักษากฎหมายและส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทย

การแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันทางการเมือง และกระบวนการยุติธรรมของไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “สราวุธ” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ “ณรงค์” เป็น กกต.

Scroll to top