ศรีสุวรรณ จรรยา

ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เร่งตรวจสอบกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกเรียกขานว่า ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่ นั้นมีพฤติการณ์น่าสงสัยหรือไม่

เจาะลึกกรณี ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจพบข้อมูลว่า มีกลุ่มผู้สมัคร สว. กว่า 300 คน ได้นัดหมายประชุมกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี ก่อนถึงวันเลือกจริง ซึ่งการรวมตัวในลักษณะนี้ทำให้เกิดคำถามท่ามกลางสังคมว่า นี่คือการวางแผนเตรียมการหรือการฮั้วคะแนนกันหรือไม่ นายศรีสุวรรณจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กกต. ต้องให้ความสำคัญและตรวจสอบให้กระจ่างโดยใช้มาตรา 41 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560

ทำไมต้องรีบตรวจสอบ ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

นายศรีสุวรรณได้ย้ำว่ามาตรฐานในการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ว่าหากเป็นกลุ่มที่ตนเองเชียร์จะมองว่าเป็นการ “ทำงานเป็นทีม” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับตราหน้าว่า “ฮั้ว” ดังนั้นการที่เขานำหลักฐานมาให้ กกต. ในครั้งนี้ เพื่อต้องการทวงคืนความโปร่งใสและสร้างบรรทัดฐานที่เป็นธรรมในการเลือกตั้งทุกระดับ

  • เปรียบเทียบมาตรฐานการเลือกตั้ง: สังคมควรได้รับคำตอบว่านิยามของคำว่า ฮั้ว คืออะไร
  • บทบาทของ กกต.: ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่ต้องรอให้ถูกร้องเรียนตามกฎหมาย
  • ความเสมอภาค: ทุกกลุ่มผู้สมัครต้องถูกตรวจสอบด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงต้องรอให้ทาง กกต. ออกมาไขข้อข้องใจถึงกระบวนการสอบสวน ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ความชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยประคับประคองศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันการเมืองไทยให้คงอยู่ต่อไป หากการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เชื่อว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปครับ

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ

“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสข่าวที่ถาโถมเข้ามานั้น ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการนำเสนอนโยบายของผู้สมัครอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็น“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ ซึ่งกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่ทำให้หลายคนจับตามอง การที่ผู้สมัครต้องคอยมานั่งตอบคำถามเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริง แทนที่จะได้ปูพรมเรื่องนโยบายพัฒนาเมืองหลวง ถือเป็นสิ่งที่น่าเสียดายสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

เปิดใจต้นเหตุยุ่งเหยิง “ระบบอากง” ไร้สาระ

คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาเปิดใจว่า การที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ระบบอากง” นั้นเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่มีหลักฐานชิ้นเป็นอันมานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว การที่สื่อมวลชนต้องคอยนำเสนอเรื่องนี้ทำให้เวลาในการพูดคุยเรื่องนโยบายสำคัญหายไป ท่านถึงกับออกปากว่า“ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ จริงๆ เพราะอยากให้คนกรุงเทพฯ โฟกัสที่แนวทางการแก้ปัญหารถติด ปัญหาน้ำท่วม หรือการจัดการขยะมากกว่าการเดินตามเกมของผู้ไม่หวังดี

นอกเหนือจากประเด็นดราม่าดังกล่าว ยังมีประเด็นเรื่องการตรวจสอบจากนายศรีสุวรรณ จรรยา ซึ่งทางคุณชัชชาติก็ไม่ได้แสดงความกังวลแต่อย่างใด

  • ยืนยันว่าพร้อมให้ตรวจสอบ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ
  • เน้นย้ำเรื่องความถูกต้องของการใช้ชื่อและรูปภาพในการหาเสียง
  • ย้ำถึงจุดยืนผู้สมัครอิสระที่ทำงานร่วมกับ สก. ได้ทุกกลุ่ม

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องใบปลิวแนะนำตัว สก. บางกลุ่มที่นำรูปคุณชัชชาติไปใช้จนเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งท่านก็ได้กำชับให้ฝ่ายกฎหมายเร่งจัดการ เพราะไม่ต้องการให้ฐานเสียงเกิดความสับสน และย้ำว่า “ไม่ต้องมาเชียร์ผม” หากจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในคะแนนเสียง

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องการเห็นมากที่สุด คือวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ ที่จะพาเมืองก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่การจมปลักอยู่กับข่าวลือที่ไม่มีหลักฐาน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะตัดสินใจเลือกจาก “นโยบาย” หรือ “วาทกรรม” ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสกัดกั้นคู่แข่งทางการเมือง สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนจับตานโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองให้มากที่สุด แล้วผลลัพธ์จะออกมาดีเอง

ที่มา – “ชัชชาติ” ยอมรับเสียสมาธิ ชี้ “ระบบอากง” ไร้สาระ ไม่มีปัญหา “ศรีสุวรรณ” ร้อง ป.ป.ช.

ศาล รธน. เรียกศรีสุวรรณปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยล่าสุดที่หลายคนให้ความสนใจ คือ ศาล รธน. เรียกศรีสุวรรณปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประเด็นร้อนตั้งแต่การเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าปมนี้คืออะไร และจะส่งผลต่อระบบเลือกตั้งของเราอย่างไร

ศาล รธน. เรียกศรีสุวรรณปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งเรียกนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ให้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือ ส่งให้ศาลภายใน 15 วัน ตามที่กำหนดในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ปมนี้สืบเนื่องจากการร้องเรียนขององค์กรดังกล่าว เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213

ประเด็นหลักคือ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด อาจทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในการลงคะแนนของผู้เลือกตั้งได้หรือไม่ ส่งผลให้การเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 หรือไม่ รวมถึงระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 ข้อ 129 วรรคสอง ชอบด้วย พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 84 และ 86 หรือไม่

ที่มาของปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ทุกคนรู้ดีว่าการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย หลักสำคัญคือ “ความลับในการลงคะแนน” เพื่อป้องกันการข่มขู่หรือซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่บัตรเลือกตั้งรุ่นใหม่ที่มี QR Code และ Barcode ถูกตั้งคำถามว่า สามารถสแกนเพื่อติดตามผลโหวตของบุคคลได้หรือไม่ แม้ กกต. จะยืนยันว่าใช้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตรเท่านั้น แต่ฝ่ายร้องเรียนมองว่าอาจเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ

ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้ เมื่อ 18 มีนาคม 2569 ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง กำหนดเป็นเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นคดีสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตา

5 ประเด็นที่ศาล รธน. เรียกศรีสุวรรณปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

เพื่อให้การพิจารณาได้ข้อมูลครบถ้วน ศาลสั่งให้องค์กรรักชาติฯ จัดทำความเห็นตามประเด็นทั้ง 5 ข้อ ดังนี้

  • สภาพการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และการเห็นรหัสคิวอาร์โค้ด/บาร์โค้ดบนบัตร
  • วิธีการใดที่ทำให้ทราบผลการลงคะแนนของบุคคลอื่น หรือระบุตัวผู้ลงคะแนนจากรหัสเหล่านั้น
  • การโต้แย้ง คัดค้าน ร้องเรียน หรือแจ้งความเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่มีรหัส ก่อนที่สื่อจะนำเสนอ
  • พยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานรหัสในบัตร
  • ผลกระทบต่อความลับและความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

องค์กรรักชาติฯ มองว่าประเด็นเหล่านี้อาจไม่ตรงกับเจตนารมณ์หลักของคำร้อง ซึ่งเน้นที่ “การมีบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ” แต่ก็ยอมรับดุลยพินิจศาล และจะเร่งรวบรวมข้อมูล พยานหลักฐาน รวมถึงขอสอบพยานเพิ่มเติม ส่งให้ศาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 27 วรรคสาม

ทำไมปมนี้ถึงสำคัญต่อประชาชน

QR Code ในบัตรเลือกตั้งถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่หลายประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ยังคงยึดหลักบัตรกระดาษธรรมดาโดยไม่มีรหัสติดตาม เพื่อรักษาความเชื่อมั่น ถ้าศาลวินิจฉัยว่าผิด ก็อาจต้องเปลี่ยนระบบเลือกตั้งครั้งใหญ่ ส่งผลถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือวุฒิสภาในอนาคต

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาความโปร่งใสของ กกต. ที่ถูกวิจารณ์มาตลอด หากปล่อยให้มีช่องโหว่แบบนี้ ประชาชนอาจสูญเสียความไว้วางใจในระบบประชาธิปไตยไทย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นโอกาสดีที่จะยกระดับมาตรฐานการเลือกตั้งให้ทันสมัยแต่ยังรักษาหลักลับสุดยอด หากศาลตัดสินว่าชอบด้วยกฎหมาย กกต. ควรชี้แจงให้ชัดเจนเพื่อคลายข้อกังขา แต่ถ้าผิด ก็ต้องแก้ไขด่วนเพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า

คุณคิดอย่างไรกับ ศาล รธน. เรียกศรีสุวรรณปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง นี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ศาล รธน. มีคำสั่งเรียก “ศรีสุวรรณ” ทำความเห็นเป็นหนังสือปมคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

“ศรีสุวรรณ” ร้องผู้ตรวจการ ชงศาล รธน. ปมศักดิ์สยาม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองไทย นั่นคือเรื่อง ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงศาล รธน. ปม ป.ป.ช. ซึ่งเกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ใครที่ติดตามข่าวการเมืองคงรู้ดีว่านี่เป็นดราม่าที่น่าจับตา เพราะมันโยงไปถึงเรื่องความโปร่งใสของนักการเมืองและการทำงานของหน่วยงานปราบปรามทุจริตเลยทีเดียว

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงศาล รธน. ปม ป.ป.ช.

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ประธานสภาผู้แทนราษฎรองค์กรเอกชนเพื่อรักชาติรักแผ่นดิน ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินที่สำนักผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ คำร้องนี้ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ขณะดำรงตำแหน่ง ส.ส. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ระบุว่าเขาไม่ได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จนั้น ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 หรือไม่

พื้นหลังปม “ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงศาล รธน. ปม ป.ป.ช.”

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ว่าคุณศักดิ์สยามยังคงถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ซึ่งถือเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ทำให้สถานะรัฐมนตรีของเขาสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) แต่ล่าสุด ป.ป.ช. ออกคำวินิจฉัยเมื่อ 8 กันยายน 2568 ว่า นายศักดิ์สยามไม่ได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความเท็จ ก่อนจะแถลงข่าวสาธารณะเมื่อ 23 เมษายน 2569 ซึ่งนายศรีสุวรรณมองว่ามีพิรุธเพียบ และขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะมันสะท้อนถึงการตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการทุจริต ถ้า ป.ป.ช. วินิจฉัยแบบนี้โดยไม่ขัดแย้ง ก็ดี แต่ถ้าขัด ก็อาจต้องให้ศาลตีความใหม่

รายละเอียดคำวินิจฉัย ป.ป.ช. และจุดพิรุธที่ศรีสุวรรณชี้

จากคำแถลงของ ป.ป.ช. พวกเขาตรวจสอบแล้วพบว่านายศักดิ์สยามไม่ได้ตั้งใจปกปิดหุ้น แต่ศรีสุวรรณโต้แย้งว่ามันมีจุดน่าสงสัยหลายอย่าง เช่น การไม่แถลงตั้งแต่แรก และรายละเอียดที่ไม่สอดคล้องกับคำตัดสินศาล ลองมาดูสรุปจุดสำคัญกันครับ:

  • คำวินิจฉัยศาล รธน. 1/2567: นายศักดิ์สยามถือหุ้นและบริหาร หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ต้องห้าม เป็นเหตุสิ้นสุดสถานะรัฐมนตรี
  • คำวินิจฉัย ป.ป.ช. 8 ก.ย. 2568: ไม่จงใจยื่นบัญชีเท็จ แต่แถลงล่าช้าถึง 23 เม.ย. 2569
  • ข้อเรียกร้องของศรีสุวรรณ: ให้ผู้ตรวจการส่งศาล รธน. วินิจฉัยว่าขัด รธน. ม.211/4 หรือไม่ หรือส่งศาลปกครองถ้าจำเป็น
  • ผลกระทบ: อาจนำไปสู่การไต่สวนเพิ่มเติมและคำพิพากษา

นายศรีสุวรรณยืนยันว่าคำวินิจฉัย ป.ป.ช. มีพิรุธมากมาย ส่อขัดคำวินิจฉัยศาลเดิมโดยตรง จึงต้องให้หน่วยงานอิสระตีความ

บทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่ หากเห็นว่ามีปัญหาสามารถส่งศาล รธน. ได้ ซึ่งศาล รธน. เป็นผู้ตีความรัฐธรรมนูญสูงสุด กรณีนี้หากไปถึงศาล อาจกลายเป็นคดีใหญ่ที่กระทบภาพลักษณ์นักการเมืองและ ป.ป.ช. เลยนะครับ

ในมุมมองของผม เรื่อง ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงศาล รธน. ปม ป.ป.ช. แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบของไทยยังมีช่องโหว่ การยื่นบัญชีทรัพย์สินต้องโปร่งใส 100% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ถ้าศาลรับวินิจฉัย ผลอาจเปลี่ยนเกมการเมืองได้เลย

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? มันขัดกันจริงหรือแค่การเมือง? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงศาล รธน. ปม ป.ป.ช. วินิจฉัย “ศักดิ์สยาม”

ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปมสเปกเตอร์ซี

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายคน นั่นคือ ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปม บริษัท สเปกเตอร์ ซี – “ช่อ” ครอบงำพรรค ซึ่งเป็นกรณีที่ นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร และนายศรีสุวรรณ จรรยา ได้เข้าให้ข้อมูลสำคัญต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อพิจารณาคำร้องยุบพรรคประชาชน

ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปมสเปกเตอร์ซี

ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปม บริษัท สเปกเตอร์ ซี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่สำนักงาน กกต. นายทันกวินท์ นักวิชาการอิสระ ได้ยื่นแผนภาพและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างพรรคประชาชนกับบริษัทสเปกเตอร์ซี จำกัด โดยชี้ว่าบริษัทนี้ก่อตั้งในปี 2563 มีการกู้ยืมเงิน 1.63 ล้านบาท และมีผลกำไรที่ถูกแบ่งปันกับพรรค นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับอาคารอนาคตใหม่ มูลนิธิคณะก้าวหน้า และบริษัทส้มจี๊ดเอนเตอร์ไพรส์ ซึ่งมีกรรมการร่วมกัน และปัจจุบันบางบริษัทขาดทุน

จุดที่น่าสนใจคือ หากพรรคประชาชนถูกยุบ ทรัพย์สินจะตกเป็นของมูลนิธิคณะก้าวหน้า ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” เป็นกรรมการ และยังเกี่ยวข้องกับบริษัทส้มจี๊ด นายทันกวินท์ ยังยกประเด็น Laser ID ที่หลุดออกมา โดยสเปกเตอร์ซี เป็นผู้ประมวลผลข้อมูล แต่พรรคประชาชนกลับออกมารับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว สะท้อนว่าพรรคคือเจ้าของบริษัทนี้จริงๆ

ข้อมูลแผนภาพผู้ร้องยุบพรรคประชาชน กกต. สเปกเตอร์ซี

ปมบริษัทเพย์โซลูชั่น และการแสวงหากำไร

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเพย์โซลูชั่น จำกัด ที่รับส่วนแบ่งจากเงินบริจาคออนไลน์ของพรรคประชาชน ทุก 100 บาท ได้ค่าธรรม 1 บาท บวก VAT 7% และผู้บริหารบริษัทซึ่งเป็น ส.ส.พรรคประชาชน บริจาคเงินคืนพรรค สร้างคำถามว่ามีการแสวงหาผลกำไรมาแบ่งปันกันหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเงินบริจาคยังลดหย่อนภาษีได้ ต่างจากพรรคอื่นที่รับเงินตรง

  • บริษัทเพย์โซลูชั่น ได้ข้อมูลส่วนบุคคลสมาชิกพรรค
  • เชื่อมโยงกับสเปกเตอร์ซี ในการประมวลผลข้อมูลบริจาค
  • ผู้บริหารเป็น ส.ส. พรรคประชาชน ได้ประโยชน์สองทาง

อีกประเด็นคือการแต่งตั้งผู้ช่วย ส.ส. ที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ สมาชิกพรรคถูกสั่งสมัครผู้ช่วย ส.ส. แล้วโอนเงินคืนพรรคผ่านบัญชีเฉพาะ กกต. กำลังตรวจสอบ และเชื่อมโยงกับการสมัครสมาชิกออนไลน์ที่สเปกเตอร์ซี ประมวลผล

ศรีสุวรรณ ให้ถ้อยคำผู้ร้องยุบพรรคประชาชน

ด้านนายศรีสุวรรณ ประธานองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ให้ถ้อยคำเมื่อ 8 เมษายน ยืนยันว่าผู้บริหารพรรคและบุคคลภายนอก ดำเนินกิจการสเปกเตอร์ซี ร่วมแสวงกำไร ฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ม.28 และ 45 รวมถึงการรับสมาชิกออนไลน์ด้วย Laser ID ที่อาจเป็น IO และข้อมูลหลุด กกต. ให้เวลายื่นหลักฐานเพิ่ม 7 วัน

กรณี ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปม บริษัท สเปกเตอร์ ซี นี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับบริษัทเอกชน ซึ่งอาจเข้าข่ายครอบงำพรรคและแสวงกำไร การพิจารณาของ กกต. จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง หากคุณสนใจข่าวการเมือง ลองติดตามต่อและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคิดอย่างไรกับประเด็นนี้

ที่มา – ผู้ร้องยุบพรรคประชาชน ตบเท้าให้ถ้อยคำ กกต. ปม บริษัท สเปกเตอร์ ซี – “ช่อ” ครอบงำพรรค

“ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต.ปทุมธานี จี้สอบ สส.ประชาชน เขต 8 แจกของ

การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง总是มีประเด็นร้อนให้ติดตาม ล่าสุด “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต.ปทุมธานี จี้สอบผู้สมัคร สส.ประชาชน เขต 8 แจกของหลังเลือกตั้ง กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสุจริตของการหาเสียง นายศรีสุวรรณ จรรยา ที่มีชื่อเสียงในการร้องเรียนเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง ได้เคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

“ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต.ปทุมธานี จี้สอบผู้สมัคร สส.ประชาชน เขต 8 แจกของหลังเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำกลุ่มบุคคลากรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเพื่อความโปร่งใส เดินทางยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปทุมธานี โดยผ่านผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัด เพื่อขอให้สืบสวนและไต่สวนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคประชาชน เขตเลือกตั้งที่ 8 จังหวัดปทุมธานี ที่มีการแจกเครื่องดื่มและเสื้อยืดหาเสียงเพื่อ "ขอบคุณ" คะแนนเสียงจากประชาชนหลังวันเลือกตั้ง

รายละเอียดพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหา

หลังจากวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้สมัครคนดังกล่าวได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมภาพถ่ายตัวเองและทีมงานลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในเขต 8 โดยระบุว่า "วันนี้ผมได้ไปพบพี่น้องปทุมธานี เขต 8 เพื่อกล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ผมด้วยตัวเอง พร้อมนำเสื้อทีมไมค์ฯ ไปมอบเป็นที่ระลึกแทนคำขอบคุณจากใจ…" ในภาพปรากฏชัดเจนว่ามีการแจกลังเครื่องดื่ม เสื้อยืดสีส้มที่มีโลโก้พรรคประชาชนและหมายเลขผู้สมัคร 6 ให้กับประชาชนหลายสิบคน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งนายศรีสุวรรณมองว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย

แม้ว่าขณะนี้โพสต์และภาพดังกล่าวจะถูกลบออกจากเพจแล้ว แต่กลุ่มของนายศรีสุวรรณได้บันทึกภาพหน้าจอ (แคปเจอร์) ไว้ครบถ้วน ถือเป็นความผิดที่สำเร็จรูปแล้ว ไม่ใช่แค่เจตนา

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: มาตรา 73 (1) พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.

ประเด็นสำคัญคือการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน มาตรา 73 (1) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งห้ามผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยวิธีการจัดทำ ให้ สัญญา หรือเตรียมให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ แม้จะอ้างว่าเป็นการ "ขอบคุณ" แต่หากเกิดหลังเลือกตั้งและมีลักษณะคล้ายการซื้อโหวตย้อนหลัง ก็นับเป็นการทุจริตได้

กฎหมายนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาความสุจริต เที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง ป้องกันไม่ให้ผู้สมัครใช้ทรัพย์สินแลกเปลี่ยนคะแนนเสียง ซึ่งเป็นปัญหาค้างคาในวงการเมืองไทยมานาน

โทษรุนแรงที่อาจตามมา

  • สำหรับผู้สมัคร: ผิดมาตรา 158 โทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
  • สำหรับพรรคการเมือง: หากหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารรู้เห็นเป็นใจหรือละเลย ตามมาตรา 132 วรรคสาม กกต. ต้องเสนอศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหาร

นายศรีสุวรรณย้ำว่า หากการสืบสวนของกกต. พบความจริงตามที่ร้อง กกต. ต้องเสนอศาลฎีกาพิจารณาทันที เพื่อไม่ให้เป็นเยื่อไหม้

กรณี “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต.ปทุมธานี จี้สอบผู้สมัคร สส.ประชาชน เขต 8 แจกของหลังเลือกตั้ง นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเขตปทุมธานีที่เป็นพื้นที่การเมืองร้อนแรง พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคใหม่ที่กำลังมาแรง อาจได้รับผลกระทบหากพิสูจน์ได้ นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนให้ผู้สมัครทุกพรรคต้องระวังการกระทำหลังเลือกตั้ง เพราะกฎหมายไม่ยอมรับข้ออ้าง "ขอบคุณ" หากมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ในมุมมองของผู้เขียน กรณีนี้เน้นย้ำความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย หากปล่อยผ่านจะยิ่งเปิดช่องให้เกิดการทุจริตซ้ำซาก คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต.ปทุมธานี จี้สอบผู้สมัคร สส.ประชาชน เขต 8 แจกของหลังเลือกตั้ง

ไม่หวั่นถูกยื่นยุบพรรค ปม Spectre C “ไอติม”

ไม่หวั่นถูกยื่นยุบพรรค ปม Spectre C “ไอติม” โฆษกพรรคประชาชนออกมาให้สัมภาษณ์แบบชัดเจน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำการพรรค สร้างความสนใจในแวดวงการเมืองไทยอย่างมาก วันนี้เราจะมาสรุปและวิเคราะห์ประเด็นร้อนนี้ให้ฟังแบบเป็นกันเองกันเลยนะ

ไม่หวั่นถูกยื่นยุบพรรค ปม Spectre C “ไอติม” ยืนยันจุดยืนชัดเจน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ “ไอติม” โฆษกพรรคประชาชน ได้ตอบโต้กรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาชน ปมบริษัท สเปกเตอร์ ซี (Spectre C) จำกัด แบบไม่เกรงกลัวเลยสักนิด พริษฐ์ย้ำชัดในนามพรรคว่า ไม่เคยจ้างบริษัทใดมาทำ IO หรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ที่เข้าใจกันทั่วไป เช่น สร้างบัญชีปลอมเพื่อบิดเบือนข้อมูลในโซเชียลมีเดีย พรรคยืนยันว่าทุกอย่างที่ทำถูกกฎหมายทั้งหมด มั่นใจสุดๆ ว่าไม่นำไปสู่การยุบพรรคแน่นอน

ส่วนตัวบริษัทสเปกเตอร์ ซีเอง พริษฐ์บอกว่าความรับผิดชอบเป็นของบริษัท ไม่ใช่พรรค คาดว่าจะมีแถลงการณ์ชี้แจงเร็วๆ นี้ สำหรับประเด็นผู้ช่วย ส.ส. บางคนไปทำงานที่บริษัทนั้น พรรคพร้อมให้ตรวจสอบทุกอย่าง ฝ่ายกฎหมายยืนยันแล้วว่าไม่ผิดระเบียบสภาฯ หรือกฎหมายใดๆ

“ไอติม” เป็นตัวแทนขอโทษเหยื่อ หลังผู้สมัคร ส.ส. มหาสารคามถูกจำคุก

อีกประเด็นที่ “ไอติม” ไม่มองข้ามคือกรณีผู้สมัคร ส.ส. มหาสารคามของพรรคที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกคดีข่มขืน พริษฐ์ยอมรับในเชิงกฎหมายทันที สถานะผู้สมัครและสมาชิกสิ้นสุดลง และขอโทษเหยื่อในนามพรรคอย่างจริงใจ เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญ พรรคจะทบทวนกระบวนการคัดสรรผู้สมัครให้รัดกุมยิ่งขึ้น

มาดูบริบทกันหน่อยนะ พรรคประชาชนเป็นพรรคใหม่ที่เกิดจากอดีต ส.ส. ก้าวไกลหลายคนที่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง มีจุดยืนชัดเจนเรื่องประชาธิปไตยและตรวจสอบรัฐ แต่ก็เจอดราม่าการเมืองแบบนี้บ่อยๆ ไม่หวั่นถูกยื่นยุบพรรค ปม Spectre C “ไอติม” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในระบบของตัวเอง

ประเด็นปฏิทิน อบจ. ลำพูน ยังไม่เห็นข้อเท็จจริง

สำหรับกรณีอบจ. ลำพูน ที่มีนายกฯ จากพรรคประชาชน จัดทำปฏิทิน แต่ถูกตั้งคำถามเรื่องปฏิทินประกันสังคม พริษฐ์เห็นด้วยว่าทุกงบประมาณต้องถูกตรวจสอบ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นข้อเท็จจริงชัดเจน จะรอชี้แจงเพิ่มหากจำเป็น

  • จุดยืนพรรค: ไม่ทำ IO, ทุกอย่างโปร่งใส
  • พร้อมตรวจสอบ: ผู้ช่วย ส.ส. และทุกประเด็น
  • ขอโทษเหยื่อ: ทบทวนคัดเลือกผู้สมัคร
  • ปฏิทิน อบจ.: รอข้อเท็จจริงก่อน

สรุปแล้ว ไม่หวั่นถูกยื่นยุบพรรค ปม Spectre C “ไอติม” สร้างภาพลักษณ์พรรคที่กล้าเผชิญหน้าและรับผิดชอบ ในมุมมองผม การเมืองไทยควรมีพรรคแบบนี้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการตรวจสอบสองทาง แต่ก็ต้องระวังดราม่าจากนักเคลื่อนไหวด้วยนะ คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน และแชร์บทความนี้หากเห็นด้วย!

ที่มา – ไม่หวั่นถูกยื่นยุบพรรค ปม Spectre C “ไอติม” ตัวแทน ปชน. ขอโทษเหยื่อ หลังผู้สมัครถูกจำคุก

ศรีสุวรรณร้อง กกต. สอบ “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม

“ศรีสุวรรณ” ยื่นร้อง กกต. สอบ “ธนาธร-ปิยบุตร-พิธา-ชัยธวัช” ชี้อยู่เบื้องหลังคอยครอบงำพรรคส้ม หลังร่วมกิจกรรม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายชัยธวัช ตุลาธน ได้เข้าร่วมกิจกรรม “ปิกนิก พรรคประชาชนพบประชาชน ขอโทษจากใจ ขอไปต่อด้วยกัน” โดยนายศรีสุวรรณเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการควบคุม ครอบงำพรรคส้ม หรือชี้นำพรรคประชาชน

นายศรีสุวรรณให้เหตุผลว่า บุคคลทั้ง 4 เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และถูกห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ตามลำดับ ดังนั้น การที่บุคคลเหล่านี้กลับมามีบทบาทในพรรคประชาชนจึงอาจขัดต่อข้อบังคับพรรคประชาชน พ.ศ. 2567 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560

ศรีสุวรรณ จรรยา ร้อง กกต. สอบแก๊ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม หลังร่วม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

นายศรีสุวรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่บุคคลทั้ง 4 กลับมาร่วมกิจกรรมและแสดงความคิดเห็นในเวทีของพรรคประชาชน แสดงให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงให้การสนับสนุนและช่วยเหลือพรรคประชาชนอยู่เบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และการสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการควบคุม ครอบงำพรรคส้ม หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อมาตรา 29 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ซึ่งกำหนดข้อห้ามไว้ และมีบทลงโทษตามมาตรา 108 คือ จำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสนบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ พรรคประชาชนเองก็อาจมีความผิดฐานปล่อยให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคเข้ามาควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรค ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ตามมาตรา 92(3)

หาก กกต. ไม่รับพิจารณา?

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า หาก กกต. ไม่รับพิจารณาคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ตนก็อาจจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้อง กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมืองต่อ ป.ป.ช. ฐานทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนจริยธรรมต่อไป

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายพรรคการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของพรรคประชาชน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ศรีสุวรรณ จรรยา” ร้อง กกต. สอบแก๊ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม หลังร่วม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

Scroll to top