ศาลปกครองกลาง

ศาลปกครองกลาง ยกฟ้องคดี กสทช. ไม่แต่งตั้งไตรรัตน์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองและโทรคมนาคม วันนี้เรามีข่าวฮอตที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ศาลปกครองกลาง ยกฟ้องคดี กสทช. ที่มีมติไม่แต่งตั้ง “ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล” ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เรียกได้ว่าปิดคดีนี้แบบชัดเจนเลยทีเดียว เหตุผลหลักคือกระบวนการสรรหาที่ กสทช. ไม่เห็นด้วยนั้น เป็นการตัดสินใจที่ชอบด้วยกฎหมายซะด้วยซ้ำ มาดูรายละเอียดกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ

ศาลปกครองกลาง ยกฟ้องคดี กสทช. มีมติไม่แต่งตั้ง “ไตรรัตน์” นั่งเลขาธิการ กสทช.

เรื่องราวเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2566 เมื่อ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ซึ่งขณะนั้นเป็นรองเลขาธิการและรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง โดยฟ้อง น.พ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และคณะกรรมการ กสทช. ทั้งหมด ว่ามีมติในการประชุมครั้งที่ 5/2566 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 ไม่เห็นชอบให้แต่งตั้งเขาเป็นเลขาธิการ กสทช. โดยอ้างว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

แต่ล่าสุด วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาออกมาแบบชัดๆ เลยว่า ยกฟ้อง! ศาลให้เหตุผลว่าคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก มีมติไม่เห็นชอบเพราะไม่พอใจกับกระบวนการสรรหาที่ประธานเสนอมา มตินี้มีน้ำหนัก มีเหตุผลเพียงพอ และไม่ใช่การกระทำผิดกฎหมาย แถมยังไม่ใช่การละเมิดต่อนายไตรรัตน์ด้วย ศาลเลยตัดสินยกฟ้องทั้งคดี

กระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ที่เป็นจุดถกเถียง

ก่อนหน้านี้ การสรรหาเลขาธิการ กสทช. เป็นเรื่องใหญ่โต เพราะตำแหน่งนี้สำคัญมาก ดูแลนโยบายกระจายเสียง โทรทัศน์ โทรคมนาคมทั้งประเทศ กระบวนการต้องโปร่งใสตาม พ.ร.บ. กสทช. แต่ในครั้งนี้ ประธาน กสทช. เสนอชื่อนายไตรรัตน์ แต่กรรมการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่ากระบวนการสรรหามีปัญหา เช่น การคัดเลือกไม่เป็นธรรม หรือขาดคุณสมบัติบางประการ (รายละเอียดศาลไม่ได้ลงลึก แต่ยืนยันว่ามีเหตุผลรับฟังได้)

  • วันที่ 7 มี.ค. 2566: ประชุม กสทช. ครั้งที่ 5/2566 มีมติไม่เห็นชอบ
  • ต่อมา: นายไตรรัตน์ยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง
  • 18 ก.พ. 2569: ศาลพิพากษายกฟ้อง

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของ กสทช. ที่ต้องอาศัยเสียงข้างมากในการตัดสินใจสำคัญๆ ถ้ากรรมการไม่เห็นด้วย ก็ต้องเคารพมติส่วนรวมครับ

ผลกระทบต่อวงการโทรคมนาคมไทย

หลังจากนี้ กสทช. คงต้องเร่งสรรหาเลขาธิการคนใหม่ให้ได้เร็วๆ เพราะตำแหน่งว่างมานาน ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างๆ เช่น การประมูลคลื่น 5G ต่อยอด การกำกับดูแล OTT หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอย่าง Netflix, YouTube ที่กำลังมาแรง ผู้ประกอบการอย่าง True, AIS, DTAC คงลุ้นกันตัวโก่ง ว่าคนใหม่จะมาทิศทางไหน

ส่วนตัวผมคิดว่า คำตัดสินนี้ดีแล้วนะครับ มันยืนยันหลักธรรมาภิบาลในการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่ให้ใครคนใดคนหนึ่งครองอำนาจเดี่ยวๆ กสทช. ต้องทำงานเป็นทีมเพื่อประโยชน์ประชาชน

แล้วเพื่อนๆ ล่ะคิดยังไงกับคดีนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยสิครับ หรือถ้าอยากติดตามข่าวอัปเดตเรื่อง กสทช. และโทรคมนาคม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลยวันนี้!

สุดท้าย คำตัดสินนี้ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของศาลปกครองได้อีกขั้นหนึ่ง

ที่มา – ศาลปกครองกลาง ยกฟ้องคดี กสทช. มีมติไม่แต่งตั้ง “ไตรรัตน์” นั่งเลขาธิการ กสทช.

กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีมติสำคัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการขนส่งสาธารณะของเมืองหลวง นั่นคือ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มุ่งเน้นไปที่การเร่งรัดชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 4/2568 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินสำหรับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยจะจ่ายขาดจากเงินสะสมของ กทม. ในจำนวนไม่เกิน 32,625,106,200 บาท วัตถุประสงค์หลักคือการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุงสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 31 สิงหาคม 2568

การชำระหนี้ครั้งนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้นโยบายชัดเจนว่าหากสามารถเร่งดำเนินการได้เร็วกว่า เช่น ภายในเดือนตุลาคม ก็ควรทำทันที เพื่อประหยัดส่วนต่างของดอกเบี้ยที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นถือเป็นภาระหนักของ กทม. ทำให้การตัดสินใจนี้มีความสำคัญยิ่ง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจกทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

การเร่งชำระหนี้เกิดจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่สั่งให้ กทม. และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ต้องชำระหนี้จำนวนนี้ รวมถึงผลจากการเจรจาระหว่าง บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ผู้รับผิดชอบโครงการ จากการเจรจา กทม. ได้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม เป็นผู้เจรจาต่อรอง ส่งผลให้กำหนดการชำระค่าจ้างเดินรถเปลี่ยนจากเดือนตุลาคม 2568 เป็นภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยยังถูกปรับลดจาก MLR บวก 1% เหลือเพียง MLR ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 จนถึงวันที่ชำระจริง

รถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักที่ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะส่วนต่อขยายที่เชื่อมโยงย่านสำคัญๆ เช่น สุขุมวิทและสุขุมวิทเหนือ การชำระหนี้ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางการเงิน แต่ยังปูทางให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น ในอนาคต กทม. อาจพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติมในระบบขนส่งเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติรับรองรายงานการประชุมทันที เพื่อเร่งเสนอต่อสภากรุงเทพมหานครให้พิจารณาต่อไป การดำเนินการที่รวดเร็วนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหาร กทม. ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ค้างคา โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

หากมองในมุมกว้าง การตัดสินใจ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการงบประมาณของเมืองหลวง ซึ่งมีงบประมาณรวมกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเกิดจากสัญญาการดำเนินงานที่ซับซ้อนระหว่าง กทม. BTSC และ BEM (บริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด) ซึ่งเคยนำไปสู่การฟ้องร้องในศาล แต่ตอนนี้กำลังมุ่งสู่การแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สำหรับประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า การชำระหนี้ครั้งนี้อาจนำไปสู่การปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น เช่น เพิ่มขบวนรถหรือยืดเวลาการให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังช่วยให้ กทม. มีงบเหลือสำหรับโครงการอื่นๆ เช่น การพัฒนาทางจักรยานหรือรถโดยสารไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายหลักของผู้ว่าฯ ชัชชาติ

การจัดการหนี้สินในโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการวางแผนโครงการสาธารณะในอนาคต กทม. ควรเน้นการตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียดเพื่อป้องกันปัญหาคล้ายกัน ในขณะเดียวกัน การเจรจาที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารและความร่วมมือสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงช่วยประหยัดดอกเบี้ยหลายร้อยล้านบาท แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบขนส่งของกรุงเทพฯ หากคุณเป็นผู้ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อดูว่าบริการจะปรับปรุงอย่างไรในอนาคต

ที่มา – กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค

ในวันนี้ เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการโทรคมนาคมไทย ที่หลายคนจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือกรณี ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค ซึ่งเป็นผลจากการยื่นฟ้องของสภาองค์กรผู้บริโภคต่อมติของ กสทช. เรื่องการอนุมัติให้บริษัททรูและดีแทคควบรวมกิจการกัน คดีนี้สะท้อนถึงความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับการแข่งขันที่อาจไม่เป็นธรรมและการผูกขาดในตลาดโทรคมนาคม

ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค: รายละเอียดคำพิพากษา

ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติของ กสทช. ในการเห็นชอบการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค โดยศาลเห็นว่ามติดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้ฟ้องร้องอ้าง

เหตุผลหลักที่ศาลให้ไว้คือ ประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการป้องกันการผูกขาด พ.ศ. 2549 ไม่ได้กำหนดให้ กสทช. ต้องรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนออกมติในกรณีนี้ นอกจากนี้ มติที่ออกมามีผลเฉพาะต่อทรูและดีแทค ไม่ใช่ระเบียบทั่วไปที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย

ผลกระทบจากการควบรวมทรู-ดีแทค

การควบรวมนี้ถือเป็นดีลใหญ่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย โดยศาลชี้แจงว่าการรวมธุรกิจครั้งนี้เกิดจากผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่น สร้างนิติบุคคลใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันที่ต้องขออนุญาต กสทช. ยังกำหนดเงื่อนไขและมาตรการเยียวยาเฉพาะเพื่อให้ทั้งสองบริษัทปฏิบัติตาม จึงถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. และประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร สภาผู้บริโภค แสดงความเสียใจต่อคำพิพากษานี้ เธอยอมรับความพ่ายแพ้ในชั้นศาลชั้นนี้ แต่ยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด นอกจากนี้ ยังวางแผนเดินสายพบนักการเมืองเพื่อผลักดันการแก้ไขกฎหมาย กสทช. ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ป้องกันการผูกขาดในอนาคต

สุภิญญา กล่าวว่า หลังจาก ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค แล้ว สังคมไทยและผู้บริโภคต้องหันไปพึ่งฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เธอตั้งใจจะเสนอนโยบายให้พรรคการเมืองรับรอง MOU หรือ MOA เกี่ยวกับการแข่งขันที่เป็นธรรม ราคาที่สมเหตุสมผล และคุณภาพบริการที่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันตลาดเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย ทำให้ราคาสูงและคุณภาพสัญญาณมีปัญหา

  • ปัญหาการแข่งขัน: การควบรวมอาจนำไปสู่การผูกขาด ส่งผลให้ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น
  • บทบาท กสทช.: แม้มีอำนาจกำกับ แต่การปฏิบัติจริงยังไม่กระตือรือร้น
  • ทางออก: แก้ไขโครงสร้าง กสทช. และประกาศใหม่เพื่อปกป้องผู้บริโภค

จากมุมมองของผู้บริโภค การตัดสินครั้งนี้สร้างความกังวล เพราะหากไม่มีการอุทธรณ์สำเร็จหรือแก้กฎหมาย ผู้บริโภคอาจเผชิญกับบริการที่แพงและคุณภาพต่ำยาวนาน ข้อมูลจากสภาผู้บริโภคระบุว่ามีการร้องเรียนเรื่องสัญญาณและราคาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การควบรวมยังกระทบต่อการจัดสรรคลื่นความถี่และโครงสร้างตลาด โดย กสทช. ต้องติดตามมาตรการเยียวยาให้เคร่งครัด เช่น การเปิดให้เกิดผู้เล่นรายใหม่หรือควบคุมราคา เพื่อรักษาการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคม ผมเห็นว่าคดีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปอุตสาหกรรม หากผู้บริโภคไม่ส่งเสียงดังพอ สิทธิประโยชน์อาจถูกมองข้าม คุณล่ะ คิดอย่างไรกับ ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อปกป้องสิทธิของคุณในยุคดิจิทัลนี้

สุดท้ายนี้ การต่อสู้เพื่อผู้บริโภคยังไม่จบ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ใช้บริการทรูหรือดีแทค ลองตรวจสอบสิทธิของคุณและสนับสนุนการรณรงค์เพื่อตลาดที่ยุติธรรม

ที่มา – ศาลฯ ยกฟ้องคดีที่สภาองค์กรผู้บริโภค ฟ้องขอให้เพิกถอนมติ กสทช. ควบรวม “ทรู-ดีแทค”

Scroll to top