ศาลอาญาระหว่างประเทศ

ICC ปลดอัยการ คาริม ข่าน พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวใหญ่จากวงการกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อล่าสุดมีการลงมติถอดถอนนายคาริม ข่าน ออกจากตำแหน่งอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกสำหรับข่าว ICC ปลดอัยการ “คาริม ข่าน” พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง ในครั้งนี้ โดยการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศผู้ช่วยหญิงในทีมงานของเขาเอง

เบื้องลึกเบื้องหลัง ICC ปลดอัยการ “คาริม ข่าน” พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง

การลงมติครั้งนี้เกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ณ กรุงนิวยอร์ก โดยประเทศสมาชิกกว่า 125 ประเทศได้ร่วมกันลงคะแนนลับ ซึ่งผลปรากฏว่าสมาชิก 82 ประเทศเห็นชอบให้ถอดถอนนายข่านเนื่องจากพฤติกรรมที่เข้าข่ายการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งแน่นอนว่ากระแสสังคมในขณะนี้กำลังจับตามองว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของศาลอาญาระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง

รายละเอียดและผลกระทบของการที่ ICC ปลดอัยการ “คาริม ข่าน” พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง

นอกจากมติที่ออกมาแล้ว เรื่องนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจหลายด้าน ดังนี้:

  • การยืนกรานความบริสุทธิ์: นายคาริม ข่าน ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและเตรียมใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเพื่อต่อสู้คดีต่อไป
  • การคุกคามในที่ทำงาน: ผู้เสียหายได้ออกมาให้ข้อมูลว่าตนเองถูกคุกคามและใช้อำนาจกดดัน ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในองค์กรระดับโลก
  • มุมมองที่แตกต่าง: ทางฝั่งสหรัฐฯ และอิสราเอลได้แสดงความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของข่านก่อนหน้านี้ โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ได้รับอิทธิพลทางการเมืองมากกว่าความเป็นธรรม

หลายฝ่ายกังวลว่ากระบวนการถอดถอนครั้งนี้อาจเป็นดาบสองคม หากถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อขัดขวางการทำงานของ ICC ในอนาคต อย่างไรก็ตาม องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง Human Rights Watch ได้เน้นย้ำว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและโปร่งใสเหนือสิ่งอื่นใด

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับองค์กรระหว่างประเทศว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่จุดยืนทางคดีความ แต่ยังรวมถึงจริยธรรมส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งด้วย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากนี้ ICC จะมีการปรับทัพหรือกอบกู้สถานการณ์ความน่าเชื่อถือกลับคืนมาได้อย่างไรในยุคที่ทั่วโลกต่างจับตาดูความยุติธรรมทุกฝีก้าว

ที่มา – ICC ปลดอัยการ “คาริม ข่าน” พ้นตำแหน่ง ข้อหาประพฤติมิชอบร้ายแรง

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ

ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังประเด็นร้อนจากนิวยอร์ก

กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่ออดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล จะไม่ถูกจับกุมในทุกกรณีขณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากฝั่งการเมืองท้องถิ่นในนิวยอร์กก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวจากฝั่งรีพับลิกัน เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งมองว่าหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นั้นไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ

เบื้องหลังคำขู่และการตอบโต้เรื่อง เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ

ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นจากกรณีที่นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ได้แสดงความเห็นผ่านสื่อว่ากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามหมายจับของ ICC ต่อเนทันยาฮู โดยมองว่าเป็น “อาชญากรสงคราม” อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายฝ่ายต่างชี้ให้เห็นว่า การกระทำดังกล่าวแทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจาก:

  • กฎหมายสหรัฐฯ คุ้มครองผู้นำต่างชาติอย่างเข้มงวด การขัดขวางหรือคุกคามบุคคลเหล่านี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 3 ปี
  • สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลไม่ได้เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จึงไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองบุคลากรทางการทหารสหรัฐฯ ปี 2002 (ASPA) สั่งห้ามหน่วยงานท้องถิ่นให้ความร่วมมือกับ ICC โดยเด็ดขาด

ด้วยเหตุนี้ ข้อความที่ทรัมป์โพสต์ลงในทรูธโซเชียลจึงเปรียบเสมือนการตัดบทความหวังทางการเมืองของกลุ่มผู้คัดค้านอิสราเอลให้จบลงทันที ทำให้มั่นใจได้ว่าสถานะของ ทรัมป์ลั่น เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ นั้นเป็นกระแสที่ต้องจับตาในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่จะถึงนี้

ในมุมมองของอิสราเอล พวกเขามองว่าการกระทำของทางการนิวยอร์กเป็นเพียงการเบนความสนใจจากปัญหาภายในเมืองมากกว่า และยืนยันในความโปร่งใสของรัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแห่งเดียวในตะวันออกกลาง ทรัมป์ยังได้ย้ำเตือนด้วยว่า ผู้นำที่แท้จริงควรได้รับการเคารพโดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายจากฝั่งอิหร่าน

บทเรียนในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศกับอธิปไตยของสหรัฐฯ มักเป็นเรื่องที่ซ้อนทับกันอยู่เสมอ การขยับตัวของนักการเมืองท้องถิ่นในสหรัฐฯ ไม่สามารถสั่นคลอนนโยบายต่างประเทศหลักที่รัฐบาลมีต่อพันธมิตรคนสำคัญอย่างอิสราเอลได้ และเราคงต้องติดตามดูต่อไปว่าในเดือนกันยายนนี้ เหตุการณ์จะเป็นไปอย่างราบรื่นตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หรือไม่

ที่มา – “ทรัมป์” ลั่น “เนทันยาฮู” จะไม่ถูกจับกุมระหว่างเยือนสหรัฐฯ หลังคำขู่นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและนักการเมืองในกรุงมะนิลา เมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เสียงปืนดังสนั่นภายในอาคารวุฒิสภา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องสั่งล็อกดาวน์พื้นที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยมีรายงานว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด พร้อมกับภาพเจ้าหน้าที่ทหารบุกเข้าไปในอาคาร โชคดีที่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ไม่ใช่การพยายามจับกุมบุคคลสำคัญ แต่เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย และกำลังสืบสวนหาตัวผู้ยิงอย่างเร่งด่วน

พื้นหลังของเหตุการณ์: สว.เดลา โรซา และหมายจับ ICC

จุดเริ่มต้นของความวุ่นวายมาจากนายโรนัลด์ “บาโต” เดลา โรซา สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกำลังลี้ภัยอยู่ในอาคารวุฒิสภา หลังจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกหมายจับในข้อหาสังหารหมู่ประชาชนจำนวนมาก ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สมัยสงครามยาเสพติดของอดีตประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต สงครามดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันราย ส่วนดูเตอร์เตเองถูกคุมขังที่กรุงเฮกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568

ก่อนเกิดเหตุ เดลา โรซา ได้ออกมาเตือนว่าตนกำลังจะถูกจับกุม และเรียกร้องให้ชาวฟิลิปปินส์ช่วยยับยั้ง ล่าสุด ทนายความของเขายื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเพื่อหยุดยั้งการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมนับร้อยมารวมตัวหน้าอาคารวุฒิสภา เรียกร้องให้ส่งตัวเดลา โรซาไปพิจารณาคดีที่ ICC

โรนัลด์ เดลา โรซา
โรนัลด์ “บาโต” เดลา โรซา สมาชิกวุฒิสภาที่กำลังลี้ภัย

ปฏิกิริยาจากรัฐบาลและผู้นำวุฒิสภา

นายจอนวิก เรมัลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าประธานาธิบดีได้สั่งการเด็ดขาดเพื่อคุ้มกันสมาชิกวุฒิสภาให้ปลอดภัย โดยยืนยันว่า “เราไม่ได้มาจับกุมท่านเดลา โรซา แต่มาปกป้องเขา” และแจ้งครอบครัวแล้วว่าเขาปลอดภัยดี อยู่ภายใต้การดูแลของทีมรักษาความมั่นคง นอกจากนี้ ยังไม่มีใครถูกจับกุมจากเหตุยิงปืน

ด้านนายอลัน ปีเตอร์ คาเยตาโน ประธานวุฒิสภา ขอความร่วมมือจากประชาชนส่งคลิปวิดีโอที่อาจช่วยสืบสวน รัฐบาลย้ำว่าเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการจับกุม แต่เป็นการตรวจสอบผู้ยิงปืนที่อาจเป็นบุคคลภายนอก

ผลกระทบและบริบททางการเมือง

เหตุการณ์นี้จุดกระแสความตึงเครียดทางการเมืองในฟิลิปปินส์ สงครามยาเสพติดของดูเตอร์เตยังคงเป็นประเด็นถกเถียง โดยฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการกำจัดอาชญากร ส่วนฝ่ายคัดค้านกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ICC จึงเข้าแทรกแซง ส่งผลให้อดีตผู้นำและผู้บังคับบัญชาถูกดำเนินคดี

การล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภาไม่เพียงสร้างความหวาดกลัว แต่ยังสะท้อนถึงความแตกแยกในสังคมฟิลิปปินส์ บางคนเห็นใจเดลา โรซา ในฐานะวีรบุรุษต่อต้านยาเสพติด ขณะที่อีกฝ่ายต้องการความยุติธรรมสำหรับเหยื่อนับพัน

  • ไม่มีผู้บาดเจ็บจากเสียงปืน
  • เดลา โรซาปลอดภัย อยู่ในการคุ้มครอง
  • กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องส่งตัวไป ICC
  • ทนายยื่นอุทธรณ์ศาลฎีกา

สถานการณ์ยังคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อคลายปมปริศนา

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าประเด็นยาเสพติดและสิทธิมนุษยชนยังคงเป็นบาดแผลของฟิลิปปินส์ การดำเนินคดีโดย ICC อาจนำไปสู่ความยุติธรรม แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนความขัดแย้งภายใน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจมุมมองที่หลากหลาย

ที่มา – ฟิลิปปินส์ล็อกดาวน์อาคารวุฒิสภา หลังมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

ว่าที่นายกฯฮังการีชี้เนทันยาฮูอาจถูกจับหากเยือน

ว่าที่นายกฯ ฮังการีชี้ “เนทันยาฮู” อาจถูกจับกุมหากเดินทางเยือนประเทศ เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของฮังการีประกาศจุดยืนชัดเจนต่อเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล สร้างความฮือฮาและอาจเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนี้

ว่าที่นายกฯ ฮังการีชี้ “เนทันยาฮู” อาจถูกจับกุมหากเดินทางเยือนประเทศ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 หรือ 20 เม.ย. 2569 นายปีเตอร์ มาจยาร์ ว่าที่นายกรัฐมนตรีฮังการี ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า หากนายเบนจามิน เนทันยาฮู เดินทางมาเยือนฮังการี เขาจะถูกจับกุมทันที เนื่องจากมีหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ออกมาแล้ว

“หากประเทศใดเป็นสมาชิกของ ICC และบุคคลที่มีหมายจับเดินทางเข้ามาในดินแดนของเรา เราจะต้องควบคุมตัวตามกฎหมาย” นายมาจยาร์กล่าวอย่างหนักแน่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงนโยบายใหม่ที่แตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน

พื้นหลังของว่าที่นายกฯ ฮังการีชี้ “เนทันยาฮู” อาจถูกจับกุมหากเดินทางเยือนประเทศ

ก่อนหน้านี้ วิกตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีรักษาการของฮังการี มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิสราเอล โดยเฉพาะกับเนทันยาฮู เขาเคยผลักดันให้ฮังการีถอนตัวจาก ICC และต้อนรับเนทันยาฮูอย่างอบอุ่นที่กรุงบูดาเปสต์เมื่อปี 2568 แต่ตอนนี้ มาจยาร์สัญญาว่าจะนำฮังการีกลับเข้าสู่ระบบ ICC อย่างเต็มรูปแบบ และได้แจ้งเนทันยาฮูไปแล้ว

หมายจับจาก ICC ออกในปี 2567 ต่อเนทันยาฮูและนายโยอาฟ กัลแลนต์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ในข้อหาอาชญากรรมสงครามระหว่างความขัดแย้งในฉนวนกาซา ทั้งคู่ปฏิเสธข้อหาและยืนยันความบริสุทธิ์

  • ICC ออกหมายจับเนทันยาฮูและกัลแลนต์เมื่อปี 2567
  • ข้อหาหลัก: อาชญากรรมสงครามในกาซา
  • ฮังการีเคยถอนตัวจาก ICC ภายใต้ออร์บาน
  • มาจยาร์ต้องการกลับเข้าสู่ ICC

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงกระทบความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังสะท้อนการเมืองภายในฮังการีที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ออร์บานถูกวิจารณ์เรื่องประชานิยมและใกล้ชิดรัสเซีย-อิสราเอล ขณะที่มาจยาร์อาจนำพรรคฝ่ายค้านสู่ชัยชนะ

ผลกระทบจากการที่ว่าที่นายกฯ ฮังการีชี้ “เนทันยาฮู” อาจถูกจับกุมหากเดินทางเยือนประเทศ

หากมาจยาร์ขึ้นสู่อำนาจจริง สิ่งนี้อาจทำให้อิสราเอลระมัดระวังในการทูตกับยุโรปตะวันออก ฮังการีเป็นสมาชิก EU แต่มีจุดยืนแหวกแนวบ่อยครั้ง ข่าวนี้ยังจุดประเด็นเรื่อง ICC ที่หลายประเทศไม่ยอมรับ เช่น สหรัฐฯ ที่ไม่ใช่สมาชิก

ในมุมมองกว้างขึ้น มันชี้ให้เห็นความตึงเครียดจากสงครามอิสราเอล-ฮามาสที่ยืดเยื้อ สร้างแรงกดดันต่อผู้นำทั่วโลก นักวิเคราะห์คาดว่าอาจมีผลต่อการประชุม EU เรื่องตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสิทธิ์มนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศที่ ICC พยายามบังคับใช้ แต่ประสบปัญหาจาก大国ที่ไม่ร่วมมือ

  • เพิ่มความตึงเครียดอิสราเอล-ยุโรป
  • ทดสอบจุดยืน EU ต่อ ICC
  • กระทบการทูตของเนทันยาฮู

สำหรับคนไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างของการเมืองที่ซับซ้อน ผสมผสานระหว่างอุดมการณ์ สิทธิ์ และผลประโยชน์

ในความเห็นส่วนตัว การประกาศของมาจยาร์เป็นสัญญาณบวกต่อหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ แม้จะเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ แต่แสดงถึงการยึดมั่นกฎหมาย หากคุณสนใจข่าวการเมืองโลก ติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันความคิดเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – ว่าที่นายกฯ ฮังการีชี้ “เนทันยาฮู” อาจถูกจับกุมหากเดินทางเยือนประเทศ

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำลิเบียถูกสังหาร

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ โดยสำนักข่าวชั้นนำหลายแห่งรายงานข่าวนี้พร้อมกัน ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับสาเหตุและผลกระทบต่อสถานการณ์การเมืองในลิเบียที่ยังคงปั่นป่วน

นายซาอิฟ อัล-อิสลาม หรือที่รู้จักกันในนามไซฟ์ อิสลาม กัดดาฟี ลูกชายคนโตของพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการแห่งลิเบีย เสียชีวิตลงในวัย 53 ปี ขณะที่หัวหน้าทีมการเมืองของเขาได้ออกมาเปิดเผยข่าวเศร้านี้เมื่อวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 น้องสาวของเขาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ลิเบียว่า การเสียชีวิตเกิดขึ้นบริเวณใกล้ชายแดนลิเบีย-แอลจีเรีย แต่ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุที่แน่ชัด

ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว

ข่าวการเสียชีวิตของซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว ยังคงเป็นปริศนา เนื่องจากมีรายงานขัดแย้งกันในสื่อลิเบียหลายแห่ง บางแห่งอ้างว่าเป็นการลอบสังหารจากกลุ่มติดอาวุธฝ่ายตรงข้าม ขณะที่บางรายงานชี้ว่าเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งชายแดน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลอย่างเป็นทางการยังไม่ปรากฏ

ประวัติและบทบาทสำคัญของซาอิฟ อัล-อิสลาม

ซาอิฟ อัล-อิสลามเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) เป็นบุตรชายคนโตของมูอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้ปกครองลิเบียตั้งแต่ปี 2512 จนถึงปี 2554 เขาถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองและบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดรองจากบิดา ซาอิฟมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างลิเบียกับชาติตะวันตกตั้งแต่ปี 2543 โดยเฉพาะการเจรจานำไปสู่การยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของลิเบีย

ข้อตกลงดังกล่าวทำให้สหประชาชาติและสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ลิเบียในสายตานานาชาติ หลายคนยกย่องซาอิฟว่าเป็นนักปฏิรูปที่ทันสมัย แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาล แต่ก็มีส่วนกำหนดนโยบายและเจรจาระดับสูงหลายครั้ง

ชีวิตหลังการล้มสลายของระบอบกัดดาฟี

เมื่อเกิดการปฏิวัติอาหรับสปริงในปี 2554 ระบอบของมูอัมมาร์ กัดดาฟีถูกโค่นล้มและบิดาของเขาถูกสังหาร ซาอิฟถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างโหดร้าย เขาถูกจับกุมโดยกลุ่มติดอาวุธในเมืองซินตัน และถูกคุมขังนานเกือบ 6 ปี ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต้องการตัวเขาในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ขณะที่ศาลลิเบียตัดสินประหารชีวิตแบบลับหลังในปี 2558

  • ถูกจับกุมหลังการปฏิวัติปี 2554
  • ICC กล่าวหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
  • ได้รับการปล่อยตัวในปี 2561 หลังได้รับการอภัยโทษ
  • กลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง

ต่อมาซาอิฟได้รับการปล่อยตัวในปี 2561 และประกาศลงสมัครประธานาธิบดีในปี 2554 แต่การเลือกตั้งไม่เกิดขึ้น เขาปฏิเสธเสมอว่าจะสืบทอดอำนาจ โดยเปรียบว่า “อำนาจไม่ใช่ไร่นาที่ตกทอดกันได้”

ผลกระทบจากการเสียชีวิตของซาอิฟต่อลิเบีย

การจากไปของซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว อาจส่งผลสะเทือนต่อกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนเขา ลิเบียยังคงแตกแยกเป็นสองฝ่ายหลัก คือ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (GNA) ในตริโปลี และกองทัพแห่งชาติลิเบีย (LNA) ในทางตะวันออก การเสียชีวิตนี้อาจจุดชนวนความขัดแย้งใหม่ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนแอลจีเรียที่เป็นจุดยุทธศาสตร์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น ICC ที่ค้างคา หากซาอิฟถูกสังหารจริง อาจปิดคดีอาชญากรรมสงคราม แต่ก็เปิดช่องให้เกิดการแก้แค้นระหว่างฝ่ายต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ลิเบียอาจเข้าสู่ช่วงไม่แน่นอนมากขึ้น หากไม่มีผู้นำที่มีอิทธิพลอย่างซาอิฟ

ในมุมมองของผู้เขียน การเสียชีวิตของบุคคลสำคัญเช่นนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์ลิเบียที่ยังห่างไกลจากความสงบสุข แม้จะผ่านไปกว่า 10 ปีหลังปฏิวัติ การเมืองแบบเผด็จการเก่ายังหลอกหลอนประเทศนี้

คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – ซาอิฟ อัล-อิสลาม ลูกชายอดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ถูกสังหารแล้ว

ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาล

ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาลสู้คดีสังหารหมู่ “สงครามยาเสพติด”

ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี มีคำวินิจฉัยว่า นายโรดริโก ดูแตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 80 ปี มีความพร้อมทางร่างกายและสติปัญญาเพียงพอ และสามารถเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากสงครามยาเสพติดก่อนการไต่สวนได้ โดยปฏิเสธข้อโต้แย้งของฝ่ายจำเลยที่อ้างว่าเขามีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา พร้อมกำหนดวันไต่สวนยืนยันข้อหาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้

คณะผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) มีคำวินิจฉัยว่า นายโรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ มีความพร้อมทางร่างกายและสติปัญญาเพียงพอที่จะเข้าร่วมการพิจารณาคดีในขั้นตอนก่อนเริ่มพิจารณาคดี โดยปฏิเสธคำร้องของฝ่ายจำเลยที่ระบุว่าเขามีภาวะเสื่อมถอยทางสติปัญญา

ทีมทนายความของนายดูเตอร์เต ซึ่งปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่กรุงเฮก พยายามโต้แย้งว่าอดีตผู้นำในวัย 80 ปี ไม่สามารถเข้ารับการพิจารณาคดีได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพทางสมอง อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาระบุในแถลงการณ์ว่า รายงานจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อิสระยืนยันว่า นายดูเตอร์เตยังคงมีความสามารถในการเข้าใจและมีส่วนร่วมในคดีของตนเองได้

“ศาลมีความพึงพอใจในข้อกฎหมายว่า นายดูเตอร์เตสามารถใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงถือว่ามีความพร้อมที่จะเข้าร่วมการพิจารณาคดี” คำวินิจฉัยระบุ พร้อมเสริมว่าการพิจารณาความพร้อมไม่จำเป็นต้องรอให้บุคคลนั้นอยู่ในระดับสติปัญญาสูงสุด เพียงแค่มีความเข้าใจในขั้นตอนพื้นฐานของศาลก็เพียงพอแล้ว

ทั้งนี้ กรณีที่ไอซีซีจะตัดสินว่าผู้ต้องสงสัย แม้แต่ผู้สูงอายุ ก็ไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการพิจารณาคดีโดยสิ้นเชิง แทบไม่เคยเกิดขึ้น ไอซีซีไม่เคยตัดสินว่าผู้ต้องสงสัยรายใดไม่เหมาะสมที่จะเข้ารับการพิจารณาคดีเลย แม้จะมีคำร้องจากจำเลยรายอื่น ๆ อีกหลายรายก็ตาม

นายไมเคิล คอฟแมน ทนายความของดูเตอร์เต แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน โดยระบุว่าฝ่ายจำเลยถูกปฏิเสธโอกาสในการเสนอหลักฐานทางการแพทย์ของตนเอง รวมถึงไม่มีโอกาสซักค้านผลตรวจของแพทย์อิสระ พร้อมประกาศจะยื่นอุทธรณ์โดยอ้างว่าดูเตอร์เตถูกละเมิดสิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม

อัยการไอซีซีเตรียมยื่นฟ้องนายดูเตอร์เตในข้อหาฆาตกรรม 3 กระทง ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยมีเหยื่อที่เกี่ยวข้องมากกว่า 75 ราย โดยอ้างว่าดูเตอร์เตเป็นผู้สร้าง สนับสนุนเงินทุน และติดอาวุธให้แก่ “หน่วยสังหาร” ในช่วงการทำสงครามปราบปรามยาเสพติดระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ระหว่างปี 2016-2022

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดราว 6,200 ราย แต่นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนยืนยันว่ายอดผู้เสียชีวิตจริงสูงกว่านั้นมาก โดยอัยการไอซีซีประเมินว่าอาจมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 30,000 ราย

ทั้งนี้ นายดูเตอร์เตซึ่งถูกจับกุมและส่งตัวไปยังกรุงเฮกเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ยังคงยืนกรานว่าเขาสั่งการให้ตำรวจวิสามัญฆาตกรรมเฉพาะในกรณีป้องกันตัวเท่านั้น และประกาศต่อหน้าผู้สนับสนุนเสมอมาว่าเขา “พร้อมจะเน่าตายในคุก” หากนั่นหมายถึงการทำให้ฟิลิปปินส์ปลอดจากยาเสพติด.

ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาลสู้คดีสังหารหมู่ “สงครามยาเสพติด”

คดีของนายดูเตอร์เตนั้นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน ผลการพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศฟิลิปปินส์กับประชาคมโลก

ทำความเข้าใจประเด็น ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ การที่ ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาลนั้น หมายความว่ากระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินต่อไปได้ และเหยื่อของสงครามยาเสพติดอาจได้รับความยุติธรรมในที่สุด อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ทางกฎหมายยังคงอีกยาวไกล และผลลัพธ์สุดท้ายยังไม่แน่นอน

การตัดสินใจของศาลอาญาระหว่างประเทศที่ชี้ว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี และพร้อมที่จะขึ้นศาลเพื่อต่อสู้คดีที่เกี่ยวข้องกับสงครามยาเสพติดของเขา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของศาลอาญาระหว่างประเทศในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แม้ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นอดีตประธานาธิบดีก็ตาม การที่ ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้นำทั่วโลก ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

  • การพิจารณาคดีนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ความยุติธรรมสำหรับเหยื่อเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง
  • การต่อสู้ทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป

ในภาพรวม การที่ศาลอาญาระหว่างประเทศยืนยันว่าอดีตประธานาธิบดีดูเตอร์เตมีสุขภาพดีและสามารถขึ้นศาลได้นั้น ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญในคดีความที่เกี่ยวข้องกับสงครามยาเสพติดในฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมยังคงต้องดำเนินต่อไป และผลลัพธ์สุดท้ายยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ศาลอาญาระหว่างประเทศชี้ “ดูเตอร์เต” สุขภาพดี พร้อมขึ้นศาลสู้คดีสังหารหมู่ “สงครามยาเสพติด”

พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ


พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โต้ “สม รังสี” ชี้กัมพูชาต้องจ่ายค่าเสียหาย

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมนายเจษฎ์ โทณะวณิก นำผู้สมัคร สส.กทม. พรรครักชาติ ร่วมสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมและความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้าหาญ

พรรครักชาติได้นำดอกเบญจมาศสีขาว มาร่วมแสดงความเคารพและระลึกถึงคุณงามความดีของทหารกล้าที่ได้สละชีพเพื่อปกป้องชาติไทย ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่แสดงถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย

นายเจษฎ์ โทณะวณิก ได้ให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่นายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา เรียกร้องให้ชาวกัมพูชาฟ้องร้องให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายจากการบุกรุกและทำลายทรัพย์สินของกัมพูชา โดยนายเจษฎ์กล่าวว่า กัมพูชาต่างหากที่ต้องรับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียหาย

นายเจษฎ์ กล่าวว่า การที่นายสม รังสี กล่าวหาว่าไทยต้องชดใช้ค่าเสียหายนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกัมพูชาต่างหากที่ยังคงคุกคามไทยอย่างต่อเนื่อง การกล่าวหาเช่นนี้เป็นการบิดเบือนความจริงและสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน

“คนที่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้เราคือกัมพูชา ไม่ใช่เราจ่ายค่าเสียหายให้กัมพูชา” นายเจษฎ์กล่าวอย่างหนักแน่น

พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวหาและการตอบโต้กันระหว่างผู้นำและนักการเมืองของทั้งสองประเทศ

ทำไมพรรครักชาติจึงให้ความสำคัญกับการสดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

การสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง การกระทำเช่นนี้เป็นการปลุกจิตสำนึกรักชาติและความสามัคคีในหมู่ประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรครักชาติออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของนายสม รังสี ยังเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติไทย พรรครักชาติเห็นว่าการกล่าวหาของนายสม รังสี เป็นการยั่วยุและสร้างความแตกแยก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

พรรครักชาติจึงขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็นกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดน และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง

การออกมาแสดงจุดยืนของพรรครักชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การเลือกตั้งที่จะมาถึงจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความกตัญญูต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

ดังนั้น เราจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ และสนับสนุนผู้ที่ตั้งใจจริงที่จะทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อย้ำเตือนถึงความเสียสละและปลุกจิตสำนึกรักชาติ

ที่มา – พรรครักชาติ ร่วมสดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โต้ “สม รังสี” ชี้กัมพูชาต้องจ่ายค่าเสียหาย

ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรม

นายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เนื่องจากมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตระหว่างทำสงครามยาเสพติด

ข่าวใหญ่สะเทือนฟิลิปปินส์ เมื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตั้งข้อหาต่ออดีตประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ในข้อหาที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง นั่นคือ ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่าย และจุดประกายให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความยุติธรรมและความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ก.ย. 2568 ว่าพวกเขาตั้งข้อหานายโรดริโก ดูเตร์เต อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ วัย 80 ปีแล้ว ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ICC กล่าวหานายดูเตร์เตว่า มีส่วนรับผิดชอบทางอาญาต่อการฆาตกรรมหลายสิบคดีที่เกิดขึ้นในระหว่าง “สงครามปราบปรามยาเสพติด” ซึ่งมีผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย ผู้เสพ และบุคคลอื่น ๆ อีกหลายพันคนถูกสังหารโดยไม่มีการพิจารณาคดี

ในเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาของ ICC ซึ่งมีการปกปิดข้อมูลหลายจุด ลงวันที่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่เพิ่งได้รับการเปิดเผยในวันจันทร์ที่ผ่านมา

นายมาเม มันดิเย นีย็อง รองอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ กล่าวว่า ดูเตร์เตเป็น “ผู้ร่วมกระทำความผิดทางอ้อม” ในเหตุการณ์สังหารเหล่านี้ ซึ่งทางศาลกล่าวหาว่ามีการดำเนินการโดยบุคคลอื่น รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาแรกที่ ICC ยื่นฟ้องนายดูเตร์เต เกี่ยวข้องกับการมีส่วนพัวพันในการสังหารผู้คน 19 รายที่เมืองดาเวา ระหว่างปี 2556-2559 ขณะที่เขายังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี

ข้อกล่าวหาที่ 2 เกี่ยวกับการสังหาร “เป้าหมายสำคัญ” จำนวน 14 รายทั่วประเทศ ขณะที่ข้อหาที่สามเกี่ยวข้องกับการสังหารและการพยายามฆ่าผู้คน 45 รายในปฏิบัติการกวาดล้างหมู่บ้าน ระหว่างการทำสงครามกับยาเสพติดตอนเขาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในช่วงปี 2559-2565

อัยการระบุว่า นายดูเตร์เตกับผู้ร่วมกระทำความผิดของเขา มีแผนหรือข้อตกลงร่วมกันที่จะ “กำจัด” บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรในฟิลิปปินส์ (รวมถึงผู้ที่ถูกมองหรือถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการใช้, ขาย หรือผลิตยาเสพติด) โดยใช้ความรุนแรงรวมถึงการฆาตกรรม

ทั้งนี้ นายดูเตร์เตไม่เคยกล่าวขอโทษต่อการเสียชีวิตของประชาชนระหว่างการทำสงครามยาเสพติด ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 ศพ ขณะที่นักเคลื่อนไหวเชื่อว่า จำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่แท้จริงอาจมากกว่าหลักหมื่นราย

ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

การตั้งข้อหา ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ นี้หมายความว่าอย่างไร? มันมีความหมายว่า ICC เชื่อว่ามีหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่านายดูเตร์เตอาจมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา และจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไปเพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม หากพบว่ามีความผิดจริง นายดูเตร์เตอาจต้องเผชิญกับการพิจารณาคดีในศาล ICC และอาจได้รับโทษจำคุก

ผลกระทบจากการตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

การตั้งข้อหาดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อฟิลิปปินส์และทั่วโลก ประการแรก มันเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่ผู้นำประเทศก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ประการที่สอง มันอาจนำไปสู่ความปรองดองและการเยียวยาสำหรับเหยื่อและครอบครัวของพวกเขาที่ได้รับผลกระทบจากสงครามยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่นายดูเตร์เตจะไม่ให้ความร่วมมือกับการสืบสวนของ ICC และเกี่ยวกับความท้าทายในการนำตัวเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

สถานการณ์ที่ ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชนและความจำเป็นในการรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิเหล่านั้น มันยังเป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของศาลอาญาระหว่างประเทศในการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษและสร้างความยุติธรรมให้กับเหยื่อ

อนาคตของการดำเนินคดีนี้ยังคงไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนคือมันได้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์และในวงการยุติธรรมระหว่างประเทศ

ที่มา – ศาล ICC ตั้งข้อหา “โรดริโก ดูเตร์เต” ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เข้าใจเรื่อง ICC

ภูมิธรรมแนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจเรื่อง ICC

“ภูมิธรรม” สอนมวย “โรม” มาคุยกันตรงๆ อย่าถามออกสื่อ ชี้ กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ติงควรเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลการเมือง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศสภาผู้แทนราษฎร ระบุ รัฐบาลยั้งมือไม่ฟ้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพราะเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ของ 2 ตระกูลของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ว่า ต้องถามนายรังสิมันต์ ว่าพูดในฐานะประธาน กมธ. หรือพูดในฐานะนายรังสิมันต์ เพราะถ้าพูดในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ก็น่าจะเข้าใจ เพราะหลายเรื่องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่มานั่งตั้งคำถามแบบนี้ เพราะเรื่องนี้ข้อเท็จจริงก็ว่าไปอย่างหนึ่ง แต่อีกหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่หยิบประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาตัดสินใจได้ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของประเทศ และเกี่ยวพันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกี่ยวพันกับอะไรหลายอย่าง ควรจะเข้าใจในฐานะนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่ใช่หวังผลทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจ

“ถ้าคุณรังสิมันต์ โรม ไม่มั่นใจ หรือสงสัย อย่าถามออกอากาศ มาถามผมได้ มาพบได้ บอกได้เลย ชี้แจงให้เข้าใจว่าเรื่องไหนสำคัญไม่สำคัญ แล้วทำไมการพูดจึงไม่ควรพูดออกอากาศ ในเรื่องที่เป็นคดีความระหว่างประเทศ และเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าเป็นนักการเมืองที่เข้าใจควรเข้าใจสิ่งนี้”

ทำไมภูมิธรรมถึงแนะ “โรม” มาคุยกันได้ เรื่อง ICC?

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมหยิบยกขึ้นมาคือ การที่นายรังสิมันต์ โรม ตั้งคำถามเกี่ยวกับท่าทีของรัฐบาลต่อการฟ้องร้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นายภูมิธรรมมองว่าการตั้งคำถามดังกล่าวออกสื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ นายรังสิมันต์ โรม ควรจะมีความเข้าใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน การตั้งคำถามโดยขาดความเข้าใจ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผลสรุปของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ที่ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จะมีผลสรุปออกมาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ให้เขาทำก่อน ถ้าพบหลักฐานหรืออะไรที่สำคัญ ตนคิดว่าเขาคงไม่เที่ยวมาออกข่าว เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยวันที่ 10 กันยายน 2568 ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ติดขัดตรงไหนไปพูดกันตรงนั้น และชัดเจนเมื่อไหร่ ได้ข้อสรุปอย่างไรก็จะออกมา การทำงานของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้เอาข่าวลือ หรือพูดไปโดยยังไม่ยืนยัน หรือมีมติ เพราะทุกอย่างต้องพูดด้วยความระมัดระวัง เราไม่ได้ปรารถนาจะไปใส่ร้ายป้ายสีใคร ต้องการเอาข้อเท็จจริงและความจริงออกมา และ GBC จะเป็นเรื่องระดับทวิภาคีคุยกัน ซึ่งมีการพูดคุยระดับรัฐมนตรี และมีผู้สังเกตการณ์ร่วมด้วยอยู่แล้ว ถือเป็นเวทีที่ดีที่สุด เขาไม่พูดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านสื่อ.

การที่นายภูมิธรรมออกมา แนะ “โรม” มาคุยกันได้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลกับการรักษาผลประโยชน์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็น ICC เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การหารือและทำความเข้าใจในรายละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรม แนะ “โรม” มาคุยกันได้ ในประเด็นที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ICC จึงเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในฐานะประชาชน การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และสนับสนุนนโยบายที่เหมาะสมต่อประเทศชาติ

ที่มา – แนะ “โรม” มาคุยกันได้ หลังข้องใจรัฐบาลไม่ฟ้อง ICC ชี้เป็น ปธ.กมธ.มั่นคงฯ น่าจะเข้าใจ

Scroll to top