ศิริกัญญา ตันสกุล

“ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม

“ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีการเชื่อมโยงชื่อของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้ากับคดีแชร์ลูกโซ่ Forex ซึ่งล่าสุด น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการกล่าวว่าทางพรรคประชาชนไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ทางนายภาวุธรีบออกมาแสดงความชัดเจนต่อสาธารณชน

ในฐานะที่เรื่องนี้อาจขยายวงกว้างไปสู่คดีอาชญากรรมข้ามชาติหรือคดีอุกฉกรรจ์ การที่ “ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม จึงถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรักษาความโปร่งใสของพรรคและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่กำลังเฝ้าติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

มุมมองต่อคดีและการเตรียมตัวสู้คดี

ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า พรรคได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบเสาะข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ แม้จะเข้าใจได้ว่านายภาวุธอาจกำลังวุ่นวายกับการเตรียมเอกสารเพื่อชี้แจงต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่การออกมาให้ข้อมูลต่อสังคมในส่วนที่ไม่กระทบต่อรูปคดีเป็นสิ่งที่ควรทำ โดยเฉพาะเมื่อมีการขุดคลิปเก่าที่เกี่ยวกับการชวนเทรด Forex ออกมาวิพากษ์วิจารณ์

หรือนี่คือเกมการเมือง?

คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ นี่เป็นเพียงความผิดส่วนบุคคลหรือมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่? น.ส.ศิริกัญญาได้ตั้งข้อสังเกตถึง “จังหวะเวลา” ที่ข้อมูลถูกปล่อยออกมา ซึ่งดูเหมือนจะทับซ้อนกับการตรวจสอบโครงการของรัฐบาล โดยเธอได้เน้นย้ำประเด็นดังนี้:

  • การตั้งข้อสงสัยถึงช่วงเวลาที่ปล่อยข่าวในช่วงการประชุมสำคัญ
  • ความไม่ชัดเจนของดีเอสไอในการเปิดเผยชื่อผู้ต้องหาหรือข้อกล่าวหาที่แท้จริง
  • การป้องกันไม่ให้กรณี Forext เบี่ยงเบนความสนใจจากการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ทางพรรคยังคงยึดหลักการที่ว่า ต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่ในขณะเดียวกัน การที่ “ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม ยังคงเป็นจุดยืนที่พรรคพยายามสะท้อนว่า ทุกคนภายใต้พรรคประชาชนต้องพร้อมรับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสที่สุด

ท้ายที่สุดนี้ สังคมยังคงต้องจับตามองต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และการออกมาชี้แจงของนายภาวุธจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร นี่ถือเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคการเมืองในการบริหารจัดการวิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถขุดคุ้ยได้อย่างรวดเร็วครับ

ที่มา – “ไหม” เรียกร้อง “ภาวุธ” ออกโรงชี้แจงสังคมปมโยงคดี Forex เพิ่มเติม

เจาะลึกงบฯ 70: “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30%

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ออกมาตีแผ่ความผิดปกติของการจัดงบประมาณปี 2570 ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตการคลังที่ดูเหมือนรัฐบาลกำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยหัวใจสำคัญคือเรื่อง “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ท่ามกลางกระแสการหั่นงบประมาณลงทุนของกระทรวงอื่นๆ ลงอย่างน่าตกใจ

สถานการณ์งบประมาณปี 70 และประเด็น “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30%

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมตัวเลขงบประมาณในปีนี้ถึงดูผิดปกติ คำตอบที่ศิริกัญญาได้ชี้แจงคือเรากำลังเห็นภาพของ "งบประมาณฝีแตก" รายจ่ายประจำพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 1.2 แสนล้านบาท ในขณะที่งบลงทุนกลับถูกปรับลดลงทั่วทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงเรื่องงบประมาณไทยที่บวมด้วยเบี้ยบำนาญและดอกเบี้ยจ่าย

จับตา TH-AI Passport เฟส 2 กับความไม่โปร่งใสที่ต้องตรวจสอบ

นอกจากภาพรวมงบประมาณที่น่ากังวลแล้ว จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการตั้งคำถามต่อประเด็นที่ว่า “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ได้อย่างไรในขณะที่หน่วยงานอื่นถูกตัดงบ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่ได้รับงบเพิ่มถึง 2 เท่าเพื่อผลักดันโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ซึ่งก่อนหน้านี้ตรวจสอบได้ยากจากการใช้งบกองทุน แต่เมื่อครั้งนี้ต้องผ่านสภาฯ ประชาชนจึงมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามและเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด

  • งบฯ รายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นจากบำนาญข้าราชการ
  • งบลงทุนถูกปรับลดลง ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
  • โครงการดิจิทัลที่น่าสงสัย: TH-AI Passport เฟส 2

ความชุลมุนของการโอนงบปี 69 ที่ทำได้เพียงแค่ 1 หมื่นล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังหลังชนฝาในการบริหารจัดการการคลัง เราในฐานะประชาชนต้องเกาะติดสถานการณ์การอภิปรายในสภาฯ วันที่ 29 มิถุนายนนี้ ว่าโครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลเหล่านั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วจะเป็นเพียงการจัดงบเพื่อกระดาษแผ่นเดียวที่ตอบโจทย์ความอยู่รอดของรัฐบาลเท่านั้น

คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การทุ่มงบให้ดิจิทัลในเวลาที่งบลงทุนอื่นถูกลดทอน คือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีกลยุทธ์ หรือเป็นแค่ความพยายามกระจายงบในจุดที่ไม่ควรเป็น? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการใช้เงินภาษีของพวกเรากันครับ! มาติดตามความจริงในสภาฯ ไปพร้อมกัน

ที่มา – “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ชวนจับตา TH-AI Passport เฟส 2 เข้าสภาฯ

“ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน ประกาศเตรียมส่งทีมขุนพล 30 คน เข้าอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2570 งานนี้บอกเลยว่าดุเดือดเผ็ดร้อนแน่นอน

“ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70

การปะทะฝีปากเรื่องงบประมาณครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่ความโปร่งใสและการจัดสรรงบประมาณที่ฝ่ายค้านมองว่า “ฝีแตก” หรือแผลเรื้อรังที่รัฐบาลพยายามปกปิด “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ด้วยการท้าทายให้ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานหากพบการทุจริตจริง ไม่ใช่แค่การออกมาสาดโคลนใส่รัฐบาลเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือตีกินไปวันๆ ซึ่งนายธนกรย้ำชัดว่าหากมีหลักฐานชัดเจนก็ควรดำเนินการตามกฎหมาย แทนที่จะพูดลอยๆ ให้ประชาชนสับสน

มุมมองจากฟากฝั่งรัฐบาลต่อการอภิปรายงบประมาณ

ทางรัฐบาลเองมองว่า การอภิปรายงบประมาณเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยหากทำด้วยหลักการและเหตุผล แต่สิ่งที่น่ากังวลคือวิธีการที่ฝ่ายค้านใช้ในการโจมตีรัฐบาล นายธนกรย้ำว่าบทบาทของรัฐบาลปัจจุบันภายใต้นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล คือการเป็น “หมอ” ที่เข้ามาผ่าตัดรักษาแผลทางเศรษฐกิจที่สะสมมานาน ไม่ใช่การปิดบังแผลตามที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง

  • รัฐบาลยืนยันว่าการใช้งบประมาณเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ
  • ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของไทยจาก IMD ปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับ
  • ความเชื่อมั่นจากสถาบัน S&P ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ความพยายามของ “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสมรภูมิในสภาฯ ครั้งหน้าจะต้องเป็นเรื่องของการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มาหักล้างกัน ไม่ใช่เพียงแค่การใช้กลยุทธ์ด้อยค่าฝ่ายตรงข้ามผ่านสื่อ เพราะท้ายที่สุดแล้วประชาชนคือผู้ตัดสินว่าใครกันแน่ที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาติอย่างแท้จริง การที่ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่การพูดเพียงครึ่งเดียวเพื่อหวังคะแนนนิยม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองนั้นๆ เองเสียมากกว่า

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมือง การที่ทั้งสองฝ่ายออกมาเผชิญหน้ากันเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการตรวจสอบการทำงานรัฐบาล หากทุกอย่างดำเนินไปบนฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ประเทศชาติย่อมได้รับประโยชน์สูงสุด แต่หากยังคงเป็นเพียงการสาดโคลนใส่กัน เราก็คงต้องรอติดตามดูว่าสุดท้ายแล้ว 30 ขุนพลของฝั่งค้านจะมีข้อมูลเด็ดอะไรมาเปิดโปง หรือจะเป็นเพียงแค่การแสดงละครการเมืองที่ซ้ำซากจำเจเท่านั้น

ที่มา – “ธนกร” สวนกลับ “ศิริกัญญา” จัด 30 ขุนพลถล่มงบ 70 ท้าเปิดหลักฐาน อย่าสาดโคลน

ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีข่าวคราวของทางพรรคประชาชน (ปชน.) หลังจากที่แกนนำพรรคอย่าง คุณศิริกัญญา ตันสกุล และคุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกและอดีตผู้สมัครของพรรค โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ตกเป็นเป้าสงสัยทางสังคม

ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีที่ในอดีต ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 พรรคประชาชน เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวคดียาเสพติดและฟอกเงิน จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะผู้สมัครในขณะนั้น แม้ท้ายที่สุดอัยการจะไม่ได้สั่งฟ้องและพิสูจน์ได้ว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีความผิดจริง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชื่อเสียงและครอบครัวไปแล้วนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ การที่ทางพรรคออกมา ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องให้สังคมควรให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกกล่าวหาไปก่อนที่จะมีการตัดสินจากศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

มุมมองจากเลขาธิการพรรคต่อคดีฟอกเงิน

คุณพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในฐานะเลขาธิการพรรค ตนเองมองเห็นความไม่ปกติในหลายกรณี เนื่องจากบุคคลที่ถูกตั้งข้อสังเกตมักเป็นผู้ที่มีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหมือนดาบสองคมที่อาจเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองได้ โดยพรรคประชาชนยืนยันว่า:

  • พรรคไม่มีวัฒนธรรมในการปกป้องคนกระทำผิดจริง
  • สนับสนุนการตรวจสอบเข้าสู่กระบวนการที่โปร่งใส
  • ขอให้สังคมรอฟังผลจากกระบวนการยุติธรรมก่อนตัดสินบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประชาชนคนไทย เราควรตระหนักว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม” แต่การที่สังคมรีบด่วนตัดสินผู้อื่นก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสรุปสำนวน ก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้เช่นกัน กรณีที่ทาง ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การให้โอกาสและการรอฟังข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน คือหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมที่เป็นธรรม และไม่ควรปล่อยให้วาทกรรมทางการเมืองทำลายอนาคตของใครก่อนที่จะได้รับคำพิพากษา

ที่มา – ปชน. เผย อัยการไม่สั่งฟ้อง อดีตผู้สมัคร สส. กทม. เขต 33 คดีฟอกเงิน ทำพลาดหลุดผู้สมัคร

พรรคประชาชน พร้อมดำเนินการทางวินัย ภาวุธ หากผิดปม Forex

พรรคประชาชน พร้อมดำเนินการทางวินัย ภาวุธ หากผิดปม Forex

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีกระแสข่าวว่าชื่อของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ปรากฏความเชื่อมโยงในคดีฟอกเงิน Forex-3D ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมากว่าทางพรรคจะมีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องนี้

ล่าสุด นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ดังกล่าว โดยยืนยันว่าทางพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยเน้นย้ำถึงจุดยืนสำคัญว่า พรรคประชาชน พร้อมดำเนินการทางวินัย ภาวุธ หากผิดปม Forex เมื่อได้รับข้อมูลที่ชัดเจนจากทางดีเอสไอแล้ว หากพบว่ามีความผิดจริง พรรคจะไม่มีการปกป้องอย่างแน่นอน

รายละเอียดการตรวจสอบและกรณีศึกษาที่ผ่านมา

นางสาวศิริกัญญายังได้ชี้แจงถึงหลักการทำงานของพรรคว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การถูกระบุชื่อในคดีไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นมีความผิดเสมอไป ดังเช่นกรณีผู้สมัคร สส. ในอดีตที่เคยตกเป็นข่าวแต่สุดท้ายอัยการไม่ได้สั่งฟ้อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงเป็นอย่างมาก พรรคจึงต้องระมัดระวังในการสรุปผลโดยปราศจากข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน

หากถามว่า พรรคประชาชน พร้อมดำเนินการทางวินัย ภาวุธ หากผิดปม Forex ได้อย่างไรบ้าง พรรคมีกระบวนการตรวจสอบภายในตามข้อบังคับพรรค ดังนี้:

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสารและหลักฐานจากหน่วยงานรัฐ
  • การพิจารณาบทลงโทษตามมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค
  • การเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงกรณีดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคอาจมีการล็อบบี้ไม่ให้เปิดเผยชื่อในช่วงก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งนางสาวศิริกัญญาได้ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เป็นความจริง และยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อภารกิจหลักของพรรคในการรณรงค์หาเสียงแต่อย่างใด

ในมุมมองของเรา การเมืองที่โปร่งใสคือหัวใจสำคัญของพรรคประชาชน การที่พรรคออกมายืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาหากพบการทำผิดกฎหมาย ถือเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจที่มีต่อฐานเสียงและประชาชนทุกคน ถึงแม้การตรวจสอบจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่การรักษามาตรฐานความซื่อสัตย์คือทางรอดเดียวที่จะทำให้พรรคได้รับความไว้วางใจในระยะยาว เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และพรรคจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไรให้สมกับที่ประชาชนคาดหวัง

ที่มา – พรรคประชาชน พร้อมดำเนินการทางวินัย “ภาวุธ” หากผิดปม Forex

ปชน. แนะคนข้างกายทรัมป์ที่ศุภจีควรหารือ พร้อมจี้แก้เกณฑ์บัตรคนจน

ช่วงนี้การเมืองไทยดูจะคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ล่าสุดได้มีการประชุม ครม. เงา เพื่อวางแนวทางรับมือกับสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจคือเรื่องของ ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งถือเป็นคำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งครับ

ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน

นายพิศาล มาณวพัฒน์ แคนดิเดตรัฐมนตรีต่างประเทศจากพรรคประชาชน ได้ออกมาแนะแนวทางให้รัฐบาล โดยเฉพาะนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ต้องรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ว่าการไปวอชิงตันครั้งหน้าต้อง “เป็นมวย” มากขึ้น เพราะอำนาจการตัดสินใจในวอชิงตันยุคทรัมป์นั้นรวมศูนย์อย่างชัดเจน

บุคคลสำคัญสายตรงที่รัฐบาลต้องเจาะให้ถึง

หากต้องการผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทางพรรคประชาชนได้แนะนำรายชื่อบุคคลสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจและเข้าถึง เพื่อลดความเสียเปรียบในการตกลงทางการค้า ดังนี้ครับ:

  • โฮเวิร์ด ลุตนิค: รมว.พาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเพื่อนสนิทของทรัมป์
  • ปีเตอร์ นาวาร์โร: อดีตมือขวาในทำเนียบขาวผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
  • สก็อตต์ เบสเซนต์: รมว.คลังสหรัฐฯ คนนี้ถือเป็นคนสำคัญที่สุดในทีมเศรษฐกิจของทรัมป์ที่ควรเร่งสร้างความสัมพันธ์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่อง ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน โดยในภาคส่วนสวัสดิการ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้ออกมาสะท้อนปัญหาสำคัญว่า หลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันนั้นดูจะ “แข็ง” จนเกินไป และสร้างภาระให้กับประชาชนในระดับฐานรากอย่างไม่เป็นธรรม

เรามองว่าการที่รัฐบาลจะเดินเกมเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้สำเร็จ จำเป็นต้องใช้ทั้งความสัมพันธ์ดั้งเดิมและการทูตเชิงรุกที่เป็นมืออาชีพ ส่วนในเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น การรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนเพื่อปรับปรุงเกณฑ์การถือครองที่ดินหรือหนี้สินให้สอดคล้องกับความจริง ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่ควรเพิกเฉย เพราะสวัสดิการที่ดีควรเป็นตาข่ายรองรับผู้เดือดร้อนจริงๆ ไม่ใช่ภาระที่ตัดสิทธิ์คนจนออกจากระบบเพียงเพราะกฎเกณฑ์ที่ไม่ยืดหยุ่น หวังว่าทางกระทรวงการคลังจะเร่งตรวจสอบและแก้ไขให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนครับ

ที่มา – ปชน. แนะชื่อคนข้างกาย “ทรัมป์” ที่ “ศุภจี” ควรหารือ จี้ทบทวนมติ ครม. เกณฑ์บัตรคนจน

“ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน

“ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่ต้องจับตามอง เมื่อ “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เกี่ยวกับกรณีที่นำเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน มาใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนกว่า 18,800 ล้านบาท

ทำไมการนำเงินกู้มาใช้แบบนี้ถึงถูกตั้งคำถาม?

ปัญหาสำคัญที่คุณศิริกัญญาเน้นย้ำ คือเรื่องของวินัยการเงินการคลัง โดยระบุว่าการที่ “ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน นั้น มองว่าเป็นการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เนื่องด้วยเงินในส่วนนี้ควรเป็นงบประมาณรายจ่ายปกติ ไม่ใช่เงินที่จะนำมาจากเงินกู้ในสถานการณ์พิเศษ โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • ขัดหลักกฎหมาย: พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ระบุชัดเจนว่าต้องใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตพลังงานเท่านั้น
  • ไม่ใช่มาตรการใหม่: โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นสวัสดิการดั้งเดิมที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณให้อยู่แล้ว
  • เสี่ยงหนี้สาธารณะพุ่ง: การสร้างบรรทัดฐานที่นำเงินกู้มาหมุนใช้ในโครงการปกติ จะส่งผลเสียต่อวินัยการคลังในระยะยาว

คุณศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังมีทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการงบประมาณ เช่น การใช้งบกลางสำรองจ่ายสำหรับกรณีฉุกเฉิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากกว่าการนำเงินกู้ที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงมาใช้อย่างไม่รัดกุม

ผลกระทบและสิ่งที่เราต้องเฝ้าระวัง

สิ่งที่สังคมต้องกังวลจากการที่ “ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน คือบรรทัดฐานที่จะเกิดขึ้นว่ารัฐสามารถนำเงินกู้มาใช้กับโครงการทั่วไปได้เรื่อยๆ ซึ่งหากเรื่องนี้ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นหนี้สินก้อนโตที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

ท้ายที่สุด การตรวจสอบนี้ไม่ใช่การขัดขวางการช่วยเหลือประชาชน เพราะรัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนแหล่งเงินให้ถูกต้องตามระเบียบวินัยการคลังได้ทันที สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการคือความโปร่งใสและการทำตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าภาษีของคนทั้งประเทศจะถูกนำไปใช้อย่างเหมาะสมที่สุด

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการบริหารงบประมาณของภาครัฐในครั้งนี้? การนำเงินกู้วิกฤตมาใช้ในโครงการสวัสดิการปกติ ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดหรือเป็นการสร้างหนี้ในอนาคตกันแน่? มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างสังคมที่ตั้งคำถามด้วยเหตุผลไปด้วยกันครับ

ที่มา – “ไหม” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบรัฐบาลนำเงินกู้วิกฤติพลังงาน ไปโปะบัตรคนจน

“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง

“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดกระแสความคึกคักอย่างมากในพื้นที่ชลบุรี เมื่อ “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง โดยชูประเด็นสำคัญว่าการมี สส. ในสภาฯ เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องยกระดับการเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมเดินรณรงค์พบปะพี่น้องประชาชนตั้งแต่บริเวณชายหาดพัทยา ไปจนถึงชุมชนประมงพื้นบ้าน โดยมีเป้าหมายหลักในการสนับสนุน “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา เบอร์ 1 ให้เข้ามาเป็นตัวแทนในการบริหารเมือง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่เน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ทำไมการเมืองท้องถิ่นจึงสำคัญ?

จากการรับฟังปัญหาตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด น้ำท่วม หรือปัญหาการรีดไถ “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ย้ำชัดว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ท้องถิ่นต้องจัดการเองได้ หากบริหารจัดการด้วยความโปร่งใส จะเป็นการลดต้นทุนให้กับประชาชนและเพิ่มโอกาสในการทำมาหากินอย่างยั่งยืน โดยพรรคประชาชนมีนโยบายหลักในการผลักดันประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • การกระจายรายได้: สนับสนุนให้ผู้ค้ารายย่อยได้รับโอกาสเข้าถึงพื้นที่การค้าอย่างเท่าเทียม
  • การแก้ไขปัญหาโครงสร้าง: จัดการเรื่องระบายน้ำและการจราจรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การบริหารที่โปร่งใส: ปราบปรามส่วยและสินบนเพื่อให้งบประมาณเมืองพัทยาถูกใช้ไปเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ด้านนายอิทธิวัฒน์เองก็ได้ระบุว่า หัวใจสำคัญของการทำงานคือการทำให้ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ขยะ หรือเรื่องพื้นฐานต่างๆ ทีมพัทยาพรรคประชาชนพร้อมที่จะเข้ามาเปลี่ยนเมืองพัทยาให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจของทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มทุนใหญ่เพียงอย่างเดียว

การที่ “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่า พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งพื้นที่ท้องถิ่น เพราะเมื่อการเมืองท้องถิ่นเปลี่ยน การเมืองระดับชาติก็จะเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย เชื่อว่าพี่น้องชาวพัทยาจะได้รับทางเลือกใหม่ในการตัดสินใจเลือกผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาเมืองของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นพัทยาเปลี่ยนแปลง ร่วมติดตามและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ที่มา – “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ย้ำต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นด้วย

ปชน.ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมาย

ปชน.ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมาย

เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความหลากหลายอย่างเดือนมิถุนายน บรรยากาศของเทศกาล Pride ในปี 2026 ก็เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้เข้าร่วมขบวนบางกอกไพรด์ 2026 ภายใต้แนวคิด “Patch of Dignity” เพื่อตอกย้ำว่าสิทธิและความเท่าเทียมของทุกคนคือหัวใจสำคัญของสังคมประชาธิปไตย

ก้าวต่อไปของ ปชน.ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

แกนนำพรรคประชาชนนำโดยคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ใช้โอกาสนี้สื่อสารกับประชาชนว่า แม้เราจะเดินหน้ามาไกลจากวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้ แต่เวลาก็ล่วงเลยมาจนปชน.ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมายที่ยังคงตกค้างอยู่กว่า 50 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของครอบครัวและคู่ชีวิตร่วมสมัย โดยพรรคยืนยันว่าจะเดินหน้าผลักดันในสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่ลดละ

นอกเหนือจากการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสมรสแล้ว ทางพรรยังให้ความสำคัญในประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • การผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ
  • การรับฟังความคิดเห็นต่อประเด็นการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ
  • การเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำคำนำหน้านามตามสมัครใจ

ความตั้งใจของพรรคประชาชนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังมองถึงโอกาสในการจัดงาน World Pride ในอนาคต ซึ่งคุณณัฐยา บุญภักดี ได้ให้ความเห็นว่า นี่เป็นโอกาสอันดีที่เราจะกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและแสดงออกถึงความเป็นมิตรต่อความหลากหลายได้ทั่วทุกภูมิภาคของไทย ไม่ใช่แค่เพียงการกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ใช่ภารกิจของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแสดงให้เห็นด้วยการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม การที่พรรคประชาชนยังคงเกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า ความเสมอภาคไม่ใช่เรื่องที่รอได้ และเราทุกคนควรมีสิทธิที่จะเป็นตนเองอย่างเต็มภาคภูมิในสังคมไทยที่มีคุณภาพและเปิดกว้างอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ปชน. ร่วมบางกอกไพรด์ 2026 ย้ำสมรสเท่าเทียมใกล้ครบ 500 วัน รัฐบาลต้องเร่งแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

Scroll to top