ศูนย์หลอกลวง

SpaceX ระงับ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

บริษัท สเปซเอ็กซ์ ยืนยัน ระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง ที่ศูนย์หลอกลวง หลังอุปกรณ์ถูกแก๊งมิจฉาชีพนำไปใช้อย่างกว้างขวาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รองประธานบริษัท “สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) เปิดเผยว่า พวกเขาระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมา ที่ศูนย์หลอกลวงไปแล้วมากกว่า 2,500 เครื่อง หลังจากกลุ่มมิจฉาชีพหันมาใช้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมนี้มากขึ้นหลังทางการไทยตัดการส่งพลังงานและอินเทอร์เน็ต

กลุ่มอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา ซึ่งหลอกลวงชาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งหลอกให้รักแล้วตบทรัพย์ หรือ “โรแมนซ์สแกม” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขยายขนาดขึ้นตามแนวชายแดนของเมียนมาโดยอาศัยช่วงที่การปกครองหย่อนยานเนื่องจากภาวะสงครามกลางเมือง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารในปี 2564

การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้มีคนงานเกือบ 7,000 คนถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ทางการไทยบังคับใช้มาตรการระงับการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน ไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้งาน

แต่การสืบสวนของ AFP เปิดเผยว่า การก่อสร้างอาคารเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว

ศูนย์จำนวนมากดูเหมือนจะติดตั้งเครื่องรับอินเทอร์เน็ต Starlink จำนวนมากบนหลังคา หลังจากที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าของพวกเขา

น.ส.ลอเรน เดรเยอร์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจ Starlink ของบริษัท SpaceX กล่าวว่า บริษัทได้ยกเลิกการใช้งานชุดอุปกรณ์ Starlink มากกว่า 2,500 ชุด ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่ต้องสงสัยว่าเป็น “ศูนย์หลอกลวง” ในเมียนมา แต่เธอไม่ได้ระบุว่า การยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด

ด้านกองทัพเมียนมาเพิ่งประกาศว่า ได้บุกเข้าตรวจค้นอาคาร “เคเค พาร์ก” (KK Park) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์หลอกลวงที่เป็นที่รู้จักที่สุดของประเทศ และยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้ 30 เครื่อง แต่ตามรายงานของ AFP ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของจำนวนที่ใช้ในสถานที่ดังกล่าวเท่านั้น

นักข่าวของ AFP รายงานว่า พวกเขาเห็นผู้คนกว่า 1,000 คนเดินทางออกจากสถานที่ดังกล่าวด้วยการเดินเท้า, ขี่จักรยานยนต์ หรืออัดแน่นอยู่ในรถกระบะ

คนงาน เคเค พาร์ก คนหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินทางออกไป บอกกับ AFP ว่า การปราบปรามยังคงดำเนินอยู่ “ประมาณ 10 โมงเช้า มีทหารเมียนมานั่งรถบรรทุกสี่คันมาถึงที่ไซต์ของเรา.”

นักวิเคราะห์บอกกับ AFP ว่า ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ได้กลายเป็น เสาหลักสำคัญ ของเศรษฐกิจในช่วงสงครามของเมียนมา ซึ่งกองทัพกำลังต่อสู้กับกลุ่มกบฏหลายกลุ่มนับตั้งแต่เข้ายึดอำนาจ และพึ่งพาการสนับสนุนทางทหารจากจีนเพื่อรักษาอำนาจในการปกครอง

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารยังต้องพึ่งพากองกำลังติดอาวุธที่ทรงอิทธิพลซึ่งควบคุมพื้นที่ชายแดนในนามของพวกเขา แลกกับการได้รับผลประโยชน์จากศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

นาธาน รูเซอร์ นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า “รัฐบาลทหารจำเป็นต้องสามารถทำให้กองกำลังติดอาวุธเหล่านั้นร่ำรวยได้ … แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ถูกกดดันจากจีนด้วย.”

อนึ่ง จีนไม่พอใจที่พลเมืองจีนกลายเป็นแกนนำในการหลอกลวงในเมียนมา และหลอกคนจำนวนมากเข้าไปให้ศูนย์เหล่านี้และบังคับให้ทำงานหลอกลวงผ่านทางออนไลน์ โดยมุ่งเป้าหมายไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงชาวจีนด้วยกัน รัฐบาลปักกิ่งจึงเป็นผู้นำในการกดดันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อควบคุมตลาดมืดที่กำลังเฟื่องฟูนี้

รูเซอร์กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้คือการรักษาสมดุล โดยรัฐบาลเมียนมาจะดำเนินการในเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย

ผลกระทบจากการระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

การที่ SpaceX ตัดสินใจระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวดเพื่อต่อต้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัย Starlink ในการหลอกลวง แต่ยังส่งสัญญาณไปยังผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

แม้ว่าการระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมา จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกลุ่มมิจฉาชีพ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อจัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์อย่างครบวงจร

ในอนาคต เราอาจได้เห็นมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการควบคุมการใช้งานเทคโนโลยี เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

การตัดสินใจของ Space X ในการ ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง เป็นสิ่งที่น่าจับตามองและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการต่อต้านการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

ที่มา – SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

สลด! นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา

(ภาพจาก Vera Kravtsova / Daily Mail)

นางแบบสาวชาวเบลารุส ถูกสแกมเมอร์หลอกมาไทย ก่อนถูกลักพาตัวไปเมียนมา พร้อมบังคับให้ทำงานกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ สุดท้ายถูกฆาตกรรมแล้วชิงอวัยวะไปขาย คนร้ายไม่วายเรียกค่าไถ่ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรวมถึง เดลีเมล รายงานว่า น.ส.เวรา คราฟต์โชวา นางแบบและนักร้องสาวชาวเบลารุสวัย 26 ปี ถูกฆาตกรรมและชิงอวัยวะ หลังจากเธอตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงออนไลน์ และถูกลักพาตัวจากประเทศไทยไปยังศูนย์สแกมเมอร์ของแก๊งอาชญากรรมในประเทศเมียนมา

น.ส.คราฟต์โซวา เดินทางมายังกรุงเทพมหานคร ของประเทศไทย เมื่อ 20 ก.ย. เพื่อสัมภาษณ์งานหลังจากได้รับข้อความเสนองานถ่ายแบบแบบพาร์ทไทม์

แต่ข่าวระบุว่า ทันทีที่เธอเดินทางมาถึงประเทศไทย น.ส.คราต์โซวาก็ถูกลักพาตัวไปโดยแก๊งอาชญากรรมท้องถิ่น และถูกพาไปยังชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา พร้อมกับถูกยึดหนังสือเดินทางและโทรศัพท์มือถือ ถูกทำร้ายร่างกายและถูกข่มขู่ให้ทำงานเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการ “โรแมนซ์สแกม” (หลอกให้รักแล้วตบทรัพย์) ทางออนไลน์

ข่าวระบุอีกว่า สถานที่ที่ น.ส.คราฟต์โซวาถูกพาตัวไปนั้น เป็นพื้นที่ไร้กฎหมายที่เรียกว่า “แคมป์” (camp) ตั้งอยู่ทางเหนือของเมียนมา เป็นศูนย์ปฏิบัติการอาชญากรรมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่บริหารร่วมกันโดย แก๊งชาวจีนกับกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น

ผู้คนที่ถูกพาไปที่นั่นจะถูกควบคุมตัวและถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยหากไม่ทำตามที่สั่งหรือทำกำไรไม่ได้ตามเป้าหมาย พวกเขาจะถูกทำร้ายร่างกาย, ถูกทรมาน หรือถูกขู่บังคับให้ขายบริการทางเพศ และชิงอวัยวะไปขาย

ข่าวระบุว่า น.ส.คราฟต์โซวาทำกำไรไม่ได้ตามเป้าหมาย แก๊งอาชญากรจึงตัดการสืบสวนกับภายนอกของเธอทั้งหมด ไม่นานจากนั้น แก๊งก็ติดต่อไปยังครอบครัวของ น.ส.คราฟต์โซวา และอ้างว่า เธอเสียชีวิตแล้ว พร้อมเรียกร้องเงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการส่งร่างกลับคืน

เมื่อครอบครัวคราฟต์โซวาไม่ทำตาม แก๊งอาชญากรจึงส่งข้อความเพิ่มโดยระบุว่า ร่างของคราฟต์โซวาถูกฌาปนกิจแล้ว และบอกว่าไม่จำเป็นต้องตามหาเธออีก

ครอบครัวคราฟต์โซวายังได้รับข้อความจากบุคคลปริศนาอ้างว่า คราฟต์โซวาถูกขายให้กับแก๊งค้าอวัยวะในช่วงต้นเดือนตุลาคม และถูกนำอวัยวะออกไป ก่อนจะถูกสังหารและร่างถูกฌาปนกิจ

กระทรวงการต่างประเทศของเบลารุสยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และกำลังให้ความช่วยเหลือครอบครัวคราฟต์โซวาผ่านช่องทางทางการทูต และมีรายงานด้วยว่า มารดาของคราฟต์โซวาพยายามเจรจากับแก๊งอาชญากร ซึ่งตกลงจะคืนอัฐิลูกสาวของเธอให้โดยไม่เรียกเงินค่าไถ่ โดยเธอวางแผนจะเดินทางไปเมียนมาเพื่อจัดการเรื่องอัฐิ

ทั้งนี้ รายงานของสหประชาชาติในปี 2566 ประเมินว่า มีเหยื่อการค้ามนุษย์ประมาณ 120,000 คนถูกควบคุมตัวอยู่ในเมียนมา โดยส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม อินเดีย ศรีลังกา และมีบางส่วนมาจากรัสเซียและประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงในฐานะ “ทาสยุคใหม่” (modern slave)

เหตุการณ์ นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา นี้เป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ที่ยังคงมีอยู่

นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา

เรื่องราวของ นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา หลังถูกลักพาตัวจากไทย กลายเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ระมัดระวังการติดต่อเสนองานออนไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เสนอผลตอบแทนสูงเกินจริง

ความเสี่ยงของการหลอกลวงออนไลน์ที่นำไปสู่เหตุการณ์ นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา

กรณีของนางแบบสาวเบลารุสนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้ว่าจ้างก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ นอกจากนี้ การแจ้งให้คนใกล้ชิดทราบถึงแผนการเดินทางและที่อยู่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงทีในกรณีฉุกเฉิน

นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา ยังกระตุ้นให้เราต้องพิจารณาถึงความรุนแรงของปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งและกฎหมายอ่อนแอ การร่วมมือระหว่างประเทศและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้

เพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคามและการหลอกลวงออนไลน์ที่อาจนำไปสู่สถานการณ์เลวร้ายเช่นเดียวกับ นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา คุณควร:

  • ตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือบริษัทที่เสนองานอย่างละเอียด
  • ระมัดระวังข้อเสนอที่ดูดีเกินจริงและหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่จำเป็น
  • แจ้งแผนการเดินทาง ที่อยู่ และข้อมูลติดต่อให้กับคนใกล้ชิด
  • พิจารณาทำประกันการเดินทางที่ครอบคลุมกรณีการถูกลักพาตัวหรือการหายตัวไป
  • หากรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือถูกคุกคาม ให้รีบติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศตนเอง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตระหนักถึงภัยคุกคามทางออนไลน์และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การระมัดระวังและการป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคุณ

ที่มา – นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา หลังถูกลักพาตัวจากไทย

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ. Prince Group คดีหลอกลวง

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เป็นบิตคอยน์มูลค่ากว่า 4.9 แสนล้านบาท ฐานเปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ทั้งบังคับใช้แรงงานและฉ้อโกงเงินดิจิทัล มีเหยื่อทั่วโลก

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 กระทรวงยุติธรรมยื่นฟ้องนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา เพื่อขอให้ริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุด มูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในรูปแบบ Bitcoin ที่อยู่ในการดูแลของสหรัฐฯ

คำฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองบรูคลิน รัฐนิวยอร์ก กล่าวหานาย เฉิน จื้อ หรือที่รู้จักกันในชื่อ วินเซนต์ ผู้ถือสัญชาติสหราชอาณาจักรกับกัมพูชา และมีเชื้อสายจีน วัย 37 ปี ในข้อหา สมคบคิดฉ้อโกงทางโทรศัพท์ และสมคบคิดฟอกเงิน จากการสั่งให้กลุ่ม Prince Group เปิดฐานหลอกลวงบังคับใช้แรงงานไปทั่วกัมพูชา

บุคคลที่ถูกกักขังไว้ในฐานที่มั่นดังกล่าวมีส่วนร่วมใน แผนการฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) ขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากเหยื่อในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยขณะนี้จำเลยยังอยู่ระหว่างการหลบหนี

ในวันอังคาร สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตตะวันออกของนิวยอร์ก และแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม ยังได้ยื่นฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อ ริบทรัพย์สินของนายเฉิน เป็น Bitcoin ประมาณ 127,271 เหรียญบิตคอยน์ ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท)

โดย Bitcoin เหล่านี้เป็นเงินที่ได้มาและเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงและการฟอกเงินของจำเลย ปัจจุบันเงินทุนเหล่านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ อายัดเอาไว้แล้ว โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม

น.ส.พาเมลา บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ และนายทอดด์ บลานเช รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า “การดำเนินการในวันนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อมหันตภัยของการค้ามนุษย์และการฉ้อโกงทางการเงินที่ใช้ไซเบอร์เป็นเครื่องมือในระดับโลก”

“ด้วยการทำลายอาณาจักรอาชญากรรมที่สร้างขึ้นจากการหลอกลวงและการบังคับใช้แรงงาน เรากำลังส่งสารที่ชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีเพื่อปกป้องเหยื่อ กู้คืนทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป และนำตัวผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มเปราะบางมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เราขอขอบคุณสำหรับการทำงานอย่างหนักของผู้อำนวยการ พาเทล (ผอ.FBI) และเจ้าหน้าที่ชายหญิงของ FBI ทุกคน”

แถลงการณ์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา นายเฉิน จื้อ หรือจำเลยในคดีนี้ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในกัมพูชาที่ดำเนินกิจการธุรกิจหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

Prince Group นั้นตั้งเป้าหมายหลักในด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และบริการผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม จำเลยและผู้บริหารระดับสูงได้ดำเนินการอย่างลับๆ ขยาย Prince Group ให้กลายเป็นหนึ่งใน “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ภายใต้การสั่งการของจำเลย Prince Group ได้ทำกำไรมหาศาลจากการ ดำเนินการฐานที่มั่นของแก๊งหลอกลวง ทั่วกัมพูชา ซึ่งกระทำการ ฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

แผนการของ Prince Group มุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงใน สหรัฐอเมริกา ด้วยความช่วยเหลือจากเครือข่ายท้องถิ่นที่ทำงานในนามของ Prince Group เครือข่ายหนึ่งได้ดำเนินการอยู่ใน บรูคลิน นครนิวยอร์ก และอำนวยความสะดวกในการโอนเงินที่ฉ้อโกงและการฟอกเงินหลายล้านดอลลาร์ในนามของ Prince Group จากเหยื่อกว่า 250 ราย ในนิวยอร์กและทั่วประเทศ

Prince Group ยังลักลอบนำแรงงานหลายร้อยชีวิตเข้ามาในกัมพูชา และบังคับให้พวกเขาใช้ทำงานหลอกลวง ในศูนย์ต่างๆ และบ่อยครั้งที่พวกเขาถูกข่มขู่ด้วยการใช้ความรุนแรง ศูนย์หลอกลวงดังกล่าวประกอบด้วย หอพักขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม และทำหน้าที่เป็น ค่ายที่บังคับใช้แรงงานด้วยความรุนแรง

จำเลยมีส่วนร่วมโดยตรงในการ บริหารจัดการฐานที่มั่นของแก๊งหลอกลวง และเก็บรักษาบันทึกที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แต่ละแห่ง มีบัญชีติดตามผลกำไรและบันทึกว่าแผนการฉ้อโกงใดดำเนินการจากสถานที่ใดบ้าง

จำเลยยังเก็บเอกสารที่อธิบายและแสดงภาพ “ฟาร์มโทรศัพท์” (phone farms) ในฐานที่มั่น ซึ่งเป็นศูนย์บริการทางโทรศัพท์อัตโนมัติที่ใช้โทรศัพท์หลายพันเครื่องและหมายเลขโทรศัพท์มือถือหลายล้านหมายเลขเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินแผนการฉ้อโกงต่างๆ

จำเลยยังมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการ ใช้ความรุนแรงต่อบุคคลที่อยู่ภายในค่ายบังคับใช้แรงงาน และครอบครองรูปภาพวิธีการใช้ความรุนแรงของ Prince Group ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึง การทุบตีและวิธีการทรมานอื่น ๆ จำเลยได้สื่อสารโดยตรงกับผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการทุบตีบุคคลที่ “ก่อปัญหา” โดยในกรณีหนึ่งได้ระบุเจาะจงว่าเหยื่อ ไม่ควรถูก “ทุบตีจนตาย”

เพื่อดำเนินแผนการฉ้อโกงเหล่านี้ จำเลยและเครือข่ายใกล้ชิดของผู้บริหารระดับสูงของ Prince Group ได้ใช้ อิทธิพลทางการเมือง ของตนในหลายประเทศต่าง ๆ เพื่อปกป้ององค์กรอาชญากรรมของตน และได้ ติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขัดขวางจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

หลังจากนั้น พวกเขาได้ ฟอกเงินที่ได้จากการฉ้อโกง ผ่านปฏิบัติการฟอกเงินอย่างเป็นมืออาชีพและผ่านเครือข่ายกิจการธุรกิจที่ดูเหมือนจะถูกต้องตามกฎหมายของ Prince Group เอง ซึ่งรวมถึง การพนันออนไลน์และการขุดสกุลเงินดิจิทัล

จำเลยและผู้สมรู้ร่วมคิดนำเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมบางส่วนไปใช้เพื่อ การเดินทางและความบันเทิงต่างๆ ซื้อ ทรัพย์สินฟุ่มเฟือยมากมายเช่น นาฬิกา เรือยอชต์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว บ้านพักตากอากาศ ของสะสมราคาสูง และงานศิลปะหายาก ซึ่งรวมถึง ภาพวาดของปิกัสโซ ที่ซื้อผ่านโรงประมูลในนครนิวยอร์ก

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีเหล่านี้ จำเลยจะต้องโทษจำคุกสูงสุด 40 ปี

อนึ่ง ในวันเดียวกันนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกำหนดให้กลุ่ม Prince Group เป็น องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และ ประกาศมาตรการคว่ำบาตร ต่อจำเลย ตลอดจนบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายราย สำหรับบทบาทของพวกเขาในการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนั้น สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาของสหราชอาณาจักร ก็ประกาศมาตรการคว่ำบาตรด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราควรตระหนักถึงกลโกงเหล่านี้และระมัดระวังในการลงทุนออนไลน์อยู่เสมอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : justice.gov

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้ทำการ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group จากการที่บริษัทนี้ได้เข้าไปเปิดศูนย์หลอกลวงในประเทศกัมพูชา

ทำไมสหรัฐฯ ถึงฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group?

การตัดสินใจ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group ของสหรัฐฯ มาจากการที่พบว่าบริษัทนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดการฉ้อโกงและบังคับใช้แรงงาน

สถานการณ์นี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

Scroll to top