สงครามกาซา

ฮามาสส่งคืนร่างตัวประกัน อ้างหาที่เหลือไม่ได้

สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงตึงเครียด เมื่อกลุ่มฮามาสได้ทำการฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้ โดยอ้างถึงข้อจำกัดในการค้นหาเนื่องจากขาดแคลนอุปกรณ์พิเศษในการดำเนินการ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า พวกเขาได้รับมอบร่างที่เชื่อว่าเป็นร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้ว จำนวน 2 ร่าง จากเจ้าหน้าที่ของกาชาด ซึ่งเป็นผู้รับมอบจากกลุ่มฮามาส ร่างของผู้เสียชีวิตทั้งสองจะถูกนำไปเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและระบุอัตลักษณ์บุคคลต่อไป เพื่อยืนยันว่าเป็นตัวประกันที่ถูกจับกุมจริง

หากการตรวจสอบอัตลักษณ์ยืนยันว่าร่างที่ส่งคืนมาในครั้งนี้คือตัวประกันจริง จะหมายความว่ายังมีร่างของผู้เสียชีวิตที่เป็นตัวประกันอีกจำนวน 19 ราย ที่ยังคงอยู่ในฉนวนกาซา ซึ่งยังไม่ได้รับการค้นพบและนำออกมา

ทางด้านกลุ่มฮามาสได้ออกมากล่าวอ้างว่า พวกเขาไม่สามารถดำเนินการค้นหาและนำร่างของตัวประกันที่เหลือออกมาได้ หากปราศจากอุปกรณ์พิเศษที่จำเป็นสำหรับการค้นหาและกู้ภัย อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์พิเศษที่พวกเขาต้องการ

ตามข้อตกลงหยุดยิงในกาซาระยะที่ 1 กลุ่มฮามาสมีข้อผูกพันที่จะต้องส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิตที่เป็นตัวประกันทั้งหมดจำนวน 28 ราย ให้กับอิสราเอล จนถึงปัจจุบัน กลุ่มฮามาสได้ส่งคืนร่างให้กับอิสราเอลแล้วจำนวน 8 ร่าง ซึ่งรวมถึงร่างล่าสุดที่ส่งมอบในครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในวันพุธที่ 15 ตุลาคม อิสราเอลได้ยืนยันว่า ร่างหนึ่งที่กลุ่มฮามาสส่งคืนมานั้น ไม่ใช่ร่างของตัวประกันที่สูญหาย ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้นตลอดทั้งวัน ฝ่ายอิสราเอลได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่ประนีประนอมใดๆ ในเรื่องของการส่งคืนตัวประกันทั้งหมด

ฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้

ประเด็นเรื่องการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญในการเจรจาและข้อตกลงระหว่างอิสราเอลและฮามาส การที่ฮามาสอ้างว่าไม่สามารถค้นหาร่างที่เหลือได้หากไม่มีอุปกรณ์พิเศษ ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

ความท้าทายในการค้นหาร่างตัวประกันที่เหลือ

คำกล่าวอ้างของฮามาสเกี่ยวกับความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์พิเศษในการค้นหาร่างตัวประกันที่เหลือ ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการค้นหาและลักษณะของพื้นที่ในฉนวนกาซาที่เป็นอุปสรรคต่อการค้นหา นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่บางแห่งในฉนวนกาซา ซึ่งอาจเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงหรือถูกควบคุมโดยกลุ่มต่างๆ

การที่อิสราเอลยืนยันว่าร่างหนึ่งที่ได้รับคืนมาไม่ใช่ตัวประกันจริง ยังสร้างความไม่ไว้วางใจและความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลและการดำเนินการของกลุ่มฮามาสในประเด็นนี้ ความโปร่งใสและความร่วมมืออย่างจริงใจในการระบุและส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดความตึงเครียดและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างทั้งสองฝ่าย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการประสานงานอย่างต่อเนื่องระหว่างอิสราเอล ฮามาส และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนนี้ การให้ความสำคัญกับมนุษยธรรมและความเคารพต่อผู้เสียชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

การที่ฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้นั้น ถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ความร่วมมือและความโปร่งใสจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การค้นหาและส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่นและเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการบรรเทาความทุกข์ของผู้สูญเสีย แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความขัดแย้ง และตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเจรจาอย่างต่อเนื่องและความร่วมมืออย่างจริงใจจากทุกฝ่าย เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – ฮามาสส่งคืนร่างตัวประกันอีก 2 ศพ แต่อ้างว่าหา 19 ร่างที่เหลือไม่ได้

ฮามาสส่งศพตัวประกัน: อิสราเอลขู่ตอบโต้ทันที!

กองทัพอิสราเอลยืนยันว่ากลุ่มฮามาสได้ส่งมอบศพของตัวประกันอิสราเอลเพิ่มอีก 4 ราย คืนให้กับอิสราเอลเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมขู่หากฮามาสถ่วงเวลาส่งศพตัวประกันมาไม่ครบ จะตอบโต้ทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลออกคำเตือนชัดเจนว่าจะจำกัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา หากฮามาสไม่ส่งคืนศพตัวประกันทั้งหมด 28 รายที่ยังคงสูญหาย โดยก่อนหน้านี้ฮามาสได้ส่งตัวประกันกลับคืนแล้ว 24 ราย แบ่งเป็น 20 รายที่ยังมีชีวิตอยู่และ 4 รายที่เสียชีวิต

ขณะเดียวกัน กาชาดยังยืนยันว่า ได้ส่งมอบศพชาวปาเลสไตน์ 45 รายที่ถูกควบคุมตัวในอิสราเอล กลับคืนสู่ฉนวนกาซาเมื่อวันอังคารเช่นกัน

ฮามาสส่งศพตัวประกัน: อิสราเอลขู่ตอบโต้ทันที!

แผนหยุดยิงทรัมป์ส่อสะดุด

ข้อตกลงหยุดยิงที่เสนอโดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอิสราเอลและฮามาสต่างตอบรับ กำหนดให้กระบวนการส่งมอบตัวประกันทั้งหมด 48 รายแล้วเสร็จภายในเที่ยงวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ตัวประกันที่ยังมีชีวิตทั้งหมดถูกส่งคืนแล้ว แต่ปัญหาค้างคาเรื่อง ศพของอีก 20 ราย กำลังกลายเป็นจุดเดือดทางการเมืองและมนุษยธรรม

โฆษกกองทัพอิสราเอลแถลงว่าฮามาสต้องปฏิบัติตามข้อตกลงและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวประกันอิสราเอลทั้งหมดกลับคืนสู่ครอบครัวของพวกเขาเพื่อการฝังศพอย่างสมเกียรติ ด้านรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเตือนว่า หากฮามาส จงใจหลีกเลี่ยงหรือถ่วงเวลา จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง และอิสราเอลจะตอบโต้ทันที

เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุเพิ่มเติมว่า การส่งความช่วยเหลือและการเปิดด่านชายแดนราฟาห์กับอียิปต์ถูกชะลอไว้ชั่วคราว เนื่องจากฮามาสยังไม่ส่งคืนศพตัวประกันครบตามที่ตกลงไว้

ด้านฮามาสอ้างว่า การค้นหาศพผู้เสียชีวิตเป็นเรื่องยาก เนื่องจากบางส่วนถูกฝังหรือสูญหายจากการสู้รบในกาซา ซึ่งสอดคล้องกับสำเนาข้อตกลงที่สื่ออิสราเอลเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งระบุว่า ฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นอาจไม่สามารถค้นหาศพทั้งหมดได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ภาระอันใหญ่หลวงได้ถูกยกออกไปแล้ว แต่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น! ศพตัวประกันยังไม่ถูกส่งคืนตามสัญญา! ขั้นตอนที่สองเริ่มต้นตอนนี้”

ภายใต้แผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์ สหรัฐฯ อ้างว่าได้ปล่อยนักโทษและผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์เกือบ 2,000 คน เพื่อแลกกับการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

ข้อตกลงหยุดยิงเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้นำหลายประเทศร่วมลงนามกับทรัมป์ รวมถึงอียิปต์ กาตาร์ และตุรกี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ย ขณะที่ผู้นำอิสราเอลและฮามาสไม่ได้เข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม เหตุปะทะยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยรายงานจาก BBC และสำนักข่าววาฟา ระบุว่า มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คนในวันอังคาร จากการโจมตีของอิสราเอลในพื้นที่กาซาตะวันออกและข่านยูนิส

ตามแผนของสหรัฐฯ ฉนวนกาซาจะถูกบริหารโดย คณะกรรมการชั่วคราวของผู้เชี่ยวชาญชาวปาเลสไตน์ ภายใต้การกำกับของ “คณะกรรมการสันติภาพ” ก่อนจะส่งมอบอำนาจคืนให้รัฐบาลปาเลสไตน์ (PA) หลังผ่านการปฏิรูป

แต่สิ่งที่ยังต้องเจรจากันอย่างยืดเยื้อคือ การถอนทหารอิสราเอล, การปลดอาวุธฮามาส, และอนาคตการปกครองของกาซา ซึ่งฮามาสยืนยันชัดว่า จะไม่ปลดอาวุธจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ สงครามในกาซาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023 หลังฮามาสบุกโจมตีภาคใต้ของอิสราเอล คร่าชีวิตประชาชนกว่า 1,200 คน และจับตัวประกันไป 251 ราย นับจนถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาแล้วกว่า 67,000 ราย ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฮามาส.

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับตัวประกันอิสราเอล

สถานการณ์การส่งมอบศพตัวประกันยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การที่อิสราเอลขู่ตอบโต้หากฮามาสไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ และอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพในอนาคต

ที่มา – ฮามาสส่งศพตัวประกัน 4 รายคืน ขณะที่อิสราเอลขู่หากส่งไม่ครบ พร้อมตอบโต้ทันที

ทรัมป์-ผู้นำโลก ลงนามข้อตกลงหยุดยิงกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้นำโลกหลายคนร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซาแล้ว โดยที่นายทรัมป์ได้แย้มถึงแผนการในอนาคตสำหรับฉนวนกาซาด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับผู้นำโลกอีกหลายคนร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซาแล้ว ที่การประชุมสุดยอดในเมืองตากอากาศ ชาร์มเอลชีค ของอียิปต์เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568

ข้อตกลงดังกล่าวเน้นย้ำถึง พันธสัญญา ที่จะยุติความขัดแย้งซึ่งดำเนินมานานกว่า 2 ปี และแสดงวิสัยทัศน์สำหรับภูมิภาคที่นิยามโดย “ความหวัง ความมั่นคง และ วิสัยทัศน์ร่วม เพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง” แต่กลับมี รายละเอียดน้อยมาก

“เราเข้าใจว่าสันติภาพที่ยั่งยืนคือสันติภาพที่ทั้งชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลสามารถเจริญรุ่งเรืองได้ โดยที่สิทธิมนุษยชนพื้นฐานของพวกเขาได้รับการปกป้อง ความมั่นคงของพวกเขาได้รับการรับรอง และศักดิ์ศรีของพวกเขาได้รับการยกย่อง” ข้อตกลงดังกล่าวระบุ “นี่คือบทใหม่สำหรับภูมิภาค”

หลังจากลงนาม นายทรัมป์ได้ขึ้นกล่าวปราศรัย โดยเขาเรียกตนเองว่าเป็น นักเจรจาข้อตกลง (dealmaker) และกล่าวว่าข้อตกลงนี้มีศักยภาพที่จะเป็น “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” พร้อมกับใช้เวลาพอสมควรในการขอบคุณผู้นำจากประเทศต่างๆ เช่น อียิปต์, ปากีสถาน, ฮังการี และสหภาพยุโรป

นายทรัมป์บอกอีกว่า “สำหรับประชาชนในกาซา สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นในตอนนี้คือต้องฟื้นฟูพื้นฐานคุณภาพชีวิต เราจะมีเงินจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่กาซา และจะมีการสร้างใหม่และการก่อสร้างมากมาย” โดยย้ำด้วยว่า หลายประเทศที่มี “ความมั่งคั่ง อำนาจ และศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่” ได้เสนอตัวและระบุว่าพวกเขาต้องการช่วยฟื้นฟูกาซา

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์เตือนว่า “การฟื้นฟูกาซาจำเป็นต้องมีการ ปลดอาวุธ และต้องอนุญาตให้มี กองกำลังตำรวจพลเรือนที่ซื่อสัตย์ชุดใหม่ เพื่อสร้างเงื่อนไขที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในกาซา”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังได้กล่าวถึงการจัดตั้ง คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนหยุดยิงของเขาด้วย โดยระบุว่า “เราจะให้พวกคุณบางคนอยู่ในคณะกรรมการสันติภาพ ทุกคนอยากจะอยู่ในคณะกรรมการสันติภาพ”

อนึ่ง คณะกรรมการสันติภาพ คือ คณะกรรมการเปลี่ยนผ่านระหว่างประเทศใหม่ ที่จะดูแลรัฐบาลชั่วคราวที่จะก่อตั้งขึ้นในฉนวนกาซาหลังจากนี้ เพื่อเปลี่ยนผ่านการปกครองจากกลุ่มฮามาสให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลที่ยังมีชีวิตจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ยังอยู่ในมือของกลุ่มฮามาส ในขณะที่อิสราเอลก็ปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ประมาณ 1,700 คน เป็นการแลกเปลี่ยน

นายทรัมป์ระบุว่า การได้เห็นตัวประกันกลับมาอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวที่พวกเขาไม่ได้พบมานานนั้น เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ “มันเป็นความรักและความโศกเศร้าในระดับที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน”

อย่างไรก็ตาม ฮามาสยังคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตแล้ว 4 รายจากทั้งหมด 28 รายให้แก่อิสราเอลแล้วด้วย แต่พวกเขายอมรับว่า ไม่รู้ว่าร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วอีก 24 รายอยู่ที่ไหน

ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา

ข้อตกลงหยุดยิงกาซาที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติเป็นก้าวสำคัญในการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ อย่างไรก็ตามความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่การนำข้อตกลงไปปฏิบัติจริง และการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของประชาคมระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่าทั้งชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและปลอดภัย

ก้าวต่อไปหลังจากการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา

หลังจากที่ ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา ความคาดหวังต่างๆ มุ่งไปที่การฟื้นฟูฉนวนกาซาและการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน การปลดอาวุธและการสร้างกองกำลังตำรวจพลเรือนที่ซื่อสัตย์เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนในกาซา การจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพยังเป็นขั้นตอนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านการปกครอง

การปล่อยตัวประกันและการแลกเปลี่ยนนักโทษเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้นใหม่ แต่ยังมีอีกมากที่ต้องทำเพื่อให้ความไว้วางใจกลับคืนมาและการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ความพยายามในการฟื้นฟูควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนในกาซาและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน การสนับสนุนและความร่วมมือจากประชาคมระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุสันติภาพที่แท้จริงและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาพื้นฐานของความขัดแย้งและการสร้างความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลง หยุดยิงกาซา นี้จะไม่เป็นเพียงแค่การหยุดพักชั่วคราวในความขัดแย้งที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ความสำเร็จของข้อตกลง ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา ขึ้นอยู่กับการดำเนินการตามข้อตกลงอย่างเต็มที่ และความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการสร้างอนาคตที่สงบสุขและมั่นคงสำหรับทุกคนในภูมิภาค การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของประชาคมระหว่างประเทศและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสำหรับกระบวนการสันติภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้

ที่มา – ทรัมป์-ผู้นำโลก ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกาซา แย้มก้าวต่อไปของกาซา

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันแล้ว

คณะรัฐมนตรีอิสราเอลอนุมัติแผนการหยุดยิงและปล่อยตัวประกันตามข้อตกลงที่อิสราเอลลงนามร่วมกับกลุ่มฮามาสแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นทันทีหรือไม่ ข่าวนี้เป็นความคืบหน้าสำคัญในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ 9 ต.ค. 2568 สำนักงานของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติแผนการครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว ซึ่งพวกเขาลงนามร่วมกับกลุ่มฮามาสเมื่อวันพุธที่ผ่านมาแล้ว

“รัฐบาลเพิ่งอนุมัติกรอบการดำเนินงานสำหรับการปล่อยตัวประกันทั้งหมด ทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่เสียชีวิตแล้ว” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าการหยุดยิงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากรัฐบาลอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการอนุมัติ แต่สื่อของอิสราเอลระบุว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อตกลงเริ่มมีผลบังคับใช้ กองทัพอิสราเอลจะเริ่มถอนกำลังไปยังแนวรบจุดที่ยังคงควบคุมพื้นที่ของฉนวนกาซาเอาไว้ประมาณ 53% จากแผนที่ที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่ถือเป็นการถอนกำลังเฟสที่ 1 ของอิสราเอล จากทั้งหมด 3 เฟส

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ ระบุว่า กองกำลังนานาชาติจำนวน 200 นาย ซึ่งรวมถึงทหารจากสหรัฐฯ, อียิปต์, กาตาร์, ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นตัวกลางการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นผู้กำกับดูแล, สังเกตการณ์ และ ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการละเมิดหรือการรุกล้ำการหยุดยิงในฉนวนกาซา

หลังจากนั้น การนับถอยหลัง 72 ชั่วโมงจะเริ่มขึ้น ซึ่งในระหว่างนั้นกลุ่มฮามาสจะต้องปล่อยตัวประกันทั้งหมด 20 คนที่เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ การส่งคืนร่างของตัวประกันผู้เสียชีวิต 28 รายจะเกิดขึ้นตามมา แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม

นอกจากนั้น ตามแผนของนายทรัมป์ อิสราเอลจะส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิตชาวกาซา 15 รายต่อการส่งคืนร่างของตัวประกันชาวอิสราเอล 1 คน

รถบรรทุกหลายร้อยคันที่บรรทุกความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมก็จะเริ่มเข้าสู่ฉนวนกาซาด้วย เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์นับล้านคนที่กำลังเผชิญกับภาวะอดอยาก

แผนของนายทรัมป์ระบุว่า รถบรรทุกส่งความช่วยเหลือจะเข้าสู่กาซาวันละ 600 คัน แต่แหล่งข่าวชาวปาเลสไตน์บอกกับ บีบีซี ว่า ในช่วงแรกจะมีรถบรรทุกเข้าไปขั้นต่ำ 400 คัน ก่อนจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หากแผนการสันติภาพระยะแรกนี้ประสบความสำเร็จ อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะกลับมาเจรจากันอีกครั้งเรื่องรายละเอียดของแผนการระยะที่เหลือ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังขัดแย้งกัน และอาจทำให้ยากที่จะบรรลุข้อตกลง

การที่ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่มากมายในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

การอนุมัติแผนในครั้งนี้มีความหมายต่อสถานการณ์ในฉนวนกาซาและต่อความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสอย่างมาก สิ่งที่ต้องจับตามองคือการดำเนินการตามแผนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งสองฝ่าย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว อย่างละเอียด เรามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงดังนี้

  • เงื่อนไขการปล่อยตัวประกัน: จำนวนและเงื่อนไขในการปล่อยตัวประกันแต่ละครั้ง
  • การถอนกำลังของอิสราเอล: ขอบเขตและระยะเวลาในการถอนกำลังออกจากฉนวนกาซา
  • ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม: ปริมาณและความถี่ในการส่งความช่วยเหลือไปยังชาวปาเลสไตน์
  • บทบาทของนานาชาติ: การมีส่วนร่วมของกองกำลังนานาชาติในการกำกับดูแลการหยุดยิง

ประเด็นเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการทำให้แผนหยุดยิงประสบความสำเร็จและนำไปสู่การเจรจาสันติภาพในระยะยาว

การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราประเมินผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้ได้อย่างถูกต้อง หากสถานการณ์มีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี สันติภาพที่ยั่งยืนก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แม้ว่า ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว จะเป็นข่าวดี แต่การดำเนินการตามแผนยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย การจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

ที่มา – ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

ปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ

ปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ

ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจน โดยยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับผู้นำชาติต่างๆ รวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อผลักดันแผนสันติภาพแบบสองรัฐให้สำเร็จลุล่วง ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การเจรจาอีกครั้ง

ปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 นายมาห์มูด อับบาส ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อดำเนินตามแผนสันติภาพที่ฝรั่งเศสเสนอไว้ก่อนหน้านี้ แผนดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน โดยเรียกร้องให้มีการปลดปล่อยตัวประกัน 48 คนที่ยังคงถูกกักตัวโดยกลุ่มฮามาส พร้อมกับยุติปฏิบัติการทางทหารของกองทัพอิสราเอลในฉนวนกาซาทันที

หลังจากนั้น จะมีการจัดตั้งคณะบริหารช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยองค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) ของนายอับบาส จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปกครองฉนวนกาซา แต่จะไม่รวมกลุ่มฮามาสเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตยเต็มรูปแบบ อิสระ และปราศจากอาวุธ นี่คือหัวใจสำคัญของแผนสันติภาพแบบสองรัฐที่หลายฝ่ายใฝ่ฝันมานาน

แผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ: ความหวังหรือความท้าทาย?

อย่างไรก็ตาม แผนนี้ยังคงเผชิญอุปสรรคใหญ่ โดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลไม่ให้การสนับสนุน รัฐบาลอิสราเอลเคยปฏิเสธบทบาทของ PA ในการกำหนดอนาคตของฉนวนกาซาหลังสงครามสิ้นสุด นายอับบาสยังได้ยืนกรานปฏิเสธอิทธิพลของฮามาสในการปกครองอนาคต และเรียกร้องให้กลุ่มนี้ยอมวางอาวุธเพื่อเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ที่ยังไม่ยอมรับสถานะรัฐปาเลสไตน์ให้รีบดำเนินการโดยด่วน และขอให้สหประชาชาติอัพเกรดสถานะของปาเลสไตน์เป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ แทนที่จะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อย่างปัจจุบัน การประกาศนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความมุ่งมั่นของปาเลสไตน์ แต่ยังเป็นการท้าทายให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

นายอับบาสยังได้ประณามปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่ามันก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 และ 21 เขายังแสดงจุดยืนต่อต้านการกระทำของฮามาสในการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของชาวอิสราเอลกว่า 1,200 คน และตัวประกัน 251 คน

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนสงครามที่ยืดเยื้อเกือบสองปี ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 65,502 คน โดยเกือบครึ่งเป็นผู้หญิงและเด็ก สถานการณ์นี้น่าเศร้าใจและเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการหาทางออกสันติภาพ ปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ จึงกลายเป็นข้อความที่สร้างความหวังท่ามกลางความมืดมิด

แม้ว่านายอับบาสวัย 89 ปี จะไม่สามารถเดินทางไปนิวยอร์กด้วยตัวเอง เนื่องจากวีซ่าถูกยกเลิกโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อเดือนสิงหาคม พร้อมกับเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์อีก 80 คน แต่ข้อความของเขายังคงดังก้อง เขาได้กล่าวถึงแผนปฏิรูประดับชาติ โดยจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาภายในหนึ่งปีหลังสงครามสิ้นสุด เพื่อสร้างรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นประชาธิปไตย ทันสมัย ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ นิติธรรม พหุนิยม การถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ และการเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและเยาวชน

ย้อนกลับไปในอดีต ปาเลสไตน์จัดการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2549 ซึ่งกลุ่มฮามาสได้รับชัยชนะ และในปีถัดมาได้ขับไล่กลุ่มฟาตาห์ของนายอับบาสออกจากฉนวนกาซา ทำให้ฮามาสครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ความขัดแย้งภายในนี้เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อสันติภาพ แต่การประกาศของอับบาสในครั้งนี้แสดงถึงความพยายามในการรวมพลังเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลางเต็มไปด้วยความซับซ้อน แต่คำมั่นสัญญาจากปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง หากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยอมเข้ามามีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ ผู้คนในภูมิภาคจะได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมากขึ้น ลองติดตามพัฒนาการข่าวนี้ต่อไป เพราะมันอาจกำหนดทิศทางของประวัติศาสตร์ในอนาคต

ที่มา – ปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ

มาครงแนะทรัมป์ ยุติสงครามกาซา ได้โนเบลสันติภาพ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกมากล่าวอย่างชัดเจนว่า หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต้องการได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างแท้จริง สิ่งที่เขาต้องทำคือการยุติสงครามในฉนวนกาซา เพราะมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่มีอำนาจในการกดดันอิสราเอลให้ยุติความขัดแย้งนี้ได้

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ BFM TV ของฝรั่งเศส ณ นครนิวยอร์ก ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวถึงการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) โดยระบุว่า ทรัมป์เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสงครามในฉนวนกาซาได้

มาครงกล่าวว่า “เหตุผลที่เขาสามารถทำได้มากกว่าพวกเรา ก็เพราะพวกเราไม่ได้จัดหาอาวุธที่อนุญาตให้มีการทำสงครามในกาซา เราไม่ได้จัดหาอุปกรณ์ที่ทำให้การทำสงครามในกาซาเกิดขึ้น แต่สหรัฐอเมริกาทำ”

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่เวทีสหประชาชาติ โดยปฏิเสธการเคลื่อนไหวของพันธมิตรตะวันตกที่สนับสนุนการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ และอ้างว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการให้รางวัลกับกลุ่มติดอาวุธฮามาส

แม้ว่าทรัมป์จะเคยกล่าวว่า “เราต้องยุติสงครามในกาซาทันที เราต้องเจรจาสันติภาพทันที” แต่มาครงก็สวนกลับทันควันว่า “ผมเห็นประธานาธิบดีอเมริกันที่มีส่วนร่วม ซึ่งกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากเวทีนี้เมื่อเช้านี้ว่า ‘ผมต้องการสันติภาพ ผมได้ยุติความขัดแย้งมาแล้ว 7 ครั้ง’ ผู้ที่ต้องการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคุณยุติความขัดแย้งนี้”

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากหลายประเทศ เช่น กัมพูชา อิสราเอล และปากีสถาน สำหรับการเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพหรือการหยุดยิง ขณะที่ทำเนียบขาวได้ยืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำเพื่อสันติภาพมากกว่าผู้นำทั้งหมดที่เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติรวมกันเสียอีก.

การออกมาแสดงความคิดเห็นของประธานาธิบดีมาครงในครั้งนี้ จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐอเมริกาในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแสวงหาแนวทางแก้ไขโดยสันติวิธี

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงมีความซับซ้อนและเปราะบาง การแทรกแซงของนานาชาติและการเจรจาอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานของประชาชนผู้บริสุทธิ์ และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว

มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

การที่ประธานาธิบดีมาครงออกมากล่าวเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนานาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซา และความต้องการที่จะเห็นผู้นำโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำของประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ความหวังที่จะเห็นสันติภาพเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ยังคงมีอยู่ แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความท้าทายก็ตาม

ทรัมป์กับโอกาสโนเบลสันติภาพ หากยุติสงครามกาซา

ประธานาธิบดีทรัมป์เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยได้รับรางวัลนี้ การที่ประธานาธิบดีมาครงออกมากล่าวในครั้งนี้ อาจเป็นการกระตุ้นให้ทรัมป์พิจารณาถึงบทบาทของตนเองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฉนวนกาซาอย่างจริงจังมากขึ้น

หากทรัมป์สามารถผลักดันให้เกิดการหยุดยิงและนำไปสู่การเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ได้สำเร็จ ก็อาจเป็นไปได้ที่เขาจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในที่สุด

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การที่ประธานาธิบดีมาครงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเปิดเผยเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกาได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศก็มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและซับซ้อน ซึ่งน่าจะสามารถแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การออกมาแสดงความคิดเห็นของประธานาธิบดีมาครง อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยสันติวิธี

บทบาทของสหรัฐอเมริกา

ดังที่ประธานาธิบดีมาครงกล่าวไว้ สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฉนวนกาซา เนื่องจากเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางทหารแก่อิสราเอลอย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกาสามารถใช้ความสัมพันธ์นี้ในการกดดันให้อิสราเอลยุติการใช้ความรุนแรงและหันมาเจรจาสันติภาพกับปาเลสไตน์

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะทำเช่นนั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ

การที่มาครงออกมาเสนอแนะว่าทรัมป์ควรยุติสงครามกาซาหากต้องการได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพนั้น เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระทำที่ส่งผลต่อสันติภาพอย่างแท้จริง มากกว่าเพียงแค่คำพูดสวยหรู การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ซับซ้อนนี้ต้องการความมุ่งมั่นและการทำงานอย่างหนัก แต่ผลตอบแทนที่ได้คือสันติภาพที่ยั่งยืนและรางวัลอันทรงเกียรติที่อาจตามมา

ที่มา – มาครงแนะทรัมป์ หากอยากได้โนเบลสันติภาพ ต้องยุติสงครามกาซาให้ได้

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ หนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันระหว่างเยือนอิสราเอลว่า สหรัฐฯ จะสนับสนุนอิสราเอลเพื่อทำตามเป้าหมายในสงครามกาซาต่อไป พร้อมเรียกร้องให้กำจัดกลุ่มฮามาส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวในวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. 2568 ว่า สหรัฐฯ ยังคงแน่วแน่ในการสนับสนุนอิสราเอล เพื่อทำตามเป้าหมายของการทำสงครามในฉนวนกาซา พร้อมเรียกร้องให้กำจัดกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก

“ประชาชนในกาซาสมควรจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ แต่อนาคตที่ดีกว่าไม่สามารถเริ่มขึ้นได้จนกว่ากลุ่มฮามาสจะถูกกำจัด” นายรูบิโอบอกกับสื่อระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ที่กรุงเยรูซาเลม “คุณวางใจได้เลยว่าเราจะให้การสนับสนุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง” นายรูบิโอกล่าว

ด้านนายเนทันยาฮูระบุว่า การที่นายรูบิโอมาเยือนอิสราเอลนั้น เป็นการส่งข้อความที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ ยืนเคียงข้างอิสราเอล พร้อมกับกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้การสนับสนุน โดยยกย่องนายทรัมป์ว่า เป็นมิตรผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อิสราเอลเคยมี

นายรูบิโอยังวิพากษ์วิจารณ์แผนการของชาติยุโรปหลายประเทศ ที่จะยอมรับความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ โดยระบุว่า แผนการนี้ทำให้กลุ่มฮามาสฮึกเหิมมากขึ้น “แผนการนี้ส่วนใหญ่เป็นเพียงในเชิงสัญลักษณ์ … ผลกระทบเดียวที่มันทำให้เกิดขึ้นจริงๆ คือ ทำให้กลุ่มฮามาสรู้สึกฮึกเหิมขึ้นเท่านั้น”

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า เขาจะหารือกับนายเนทันยาฮู เรื่องแผนการของอิสราเอลที่จะยึดเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่สุดในภาคกลางของฉนวนกาซา รวมถึงแผนการผนวกดินแดนบางส่วนของเขตเวสต์แบงก์ โดยหวังว่าจะป้องกันการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ได้

นายรูบิโอกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้สงครามในกาซา “จบลง” ซึ่งนั่นหมายถึงการปลดปล่อยตัวประกันทุกคน และรับประกันว่า กลุ่มฮามาสจะไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การเจรจาเพื่อปล่อยตัวประกันและยุติสงครามดูจะทำได้ยากยิ่งขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เป้าหมายในกรุงโดฮา เมืองหลวงของประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวกลางเจรจา โดยอ้างว่าโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาส เรียกเสียงประณามอย่างหนักจากนานาชาติ

“เราได้ส่งข้อความไปถึงผู้ก่อการร้ายว่า พวกคุณหนีได้ แต่ซ่อนตัวไม่ได้” เนทันยาฮูกล่าวเมื่อวันจันทร์ “การจู่โจมนี้ไม่ได้ล้มเหลว มันมีสาระสำคัญเพียงอย่างเดียว”

ด้านนายรูบิโอกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะขอให้กาตาร์ดำเนิน “บทบาทที่สร้างสรรค์” ในฐานะคนกลางในสงครามกาซาต่อไป

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ นายหนึ่งเปิดเผยว่า นายรูบิโอจะเดินทางไปยังกาตาร์ในวันอังคารนี้ (16 ก.ย.) 1 วันหลังจากผู้นำชาติอาหรับและอิสลามประชุมร่วมกันในวันจันทร์ เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอล จากกรณีการโจมตีกรุงโดฮา

ในการประชุมสุดยอดดังกล่าว เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์กล่าวว่าอิสราเอลพยายามขัดขวางการเจรจาหยุดยิง ซึ่งกาตาร์ร่วมกับอียิปต์และสหรัฐฯ พยายามเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสมาตลอด

“ใครก็ตามที่ทำงานอย่างไม่ลดละและเป็นระบบเพื่อลอบสังหารคู่กรณีที่ตนกำลังเจรจาด้วย ย่อมมีเจตนาที่จะขัดขวางการเจรจา… สำหรับพวกเขาแล้ว การเจรจาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสงครามเท่านั้น” ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี กล่าว

การเยือนอิสราเอลของ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนอิสราเอลให้บรรลุเป้าหมายในการทำสงครามกับกลุ่มฮามาส ถึงแม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติก็ตาม

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ สัญญาหนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา

การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอลในการทำสงครามในฉนวนกาซา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความชัดเจนในการสนับสนุนนี้ส่งผลต่อการเจรจาและสันติภาพในภูมิภาค

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำจุดยืนสนับสนุนอิสราเอล

สหรัฐฯ ยังคงยืนหยัดเคียงข้างอิสราเอล และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการกำจัดกลุ่มฮามาสและสร้างความมั่นคงในภูมิภาค การเดินทางเยือนของ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ แม้ว่าสถานการณ์ในกาซาจะยังคงตึงเครียดและซับซ้อน การสนับสนุนจากสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อิสราเอลใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และนโยบายต่างๆ

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ สัญญาหนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา เป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลเเละฮามาสยังคงดำเนินต่อไป การตัดสินใจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาย่อมมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ สัญญาหนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา

อิสราเอลประท้วง! จี้รัฐยุติสงคราม นำตัวประกันกลับบ้าน

ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติสงครามในฉนวนกาซาและนำตัวประกันกลับบ้าน การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ของตัวประกันที่ยังคงถูกควบคุมตัว

ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ จี้รัฐยุติสงครามในกาซา นำตัวประกันกลับบ้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้ประท้วงกว่า 300,000 คน ได้ออกมาเดินขบวนในกรุงเทลอาวีฟเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เหตุการณ์ประท้วงเมื่อเดือนกันยายนของปีก่อนหน้า โดยชนวนเหตุสำคัญมาจากการพบศพตัวประกัน 6 รายในกาซา

องค์กรสองแห่งที่เป็นตัวแทนของครอบครัวตัวประกันและครอบครัวผู้เสียชีวิตได้วางแผนจัดการชุมนุมในเมืองใหญ่ๆ ทั่วอิสราเอล ภายใต้ชื่อ “วันแห่งการลงมือทำแห่งชาติ” ส่งผลให้โรงเรียน ธุรกิจ และบริการขนส่งสาธารณะบางส่วนต้องปิดทำการชั่วคราว รวมถึงร้านอาหารและคาเฟ่บางแห่ง

กลุ่มผู้ประท้วงแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า หากสงครามในฉนวนกาซายังคงดำเนินต่อไป จะเป็นอันตรายต่อตัวประกันอีกประมาณ 50 คนที่ยังอยู่ในกาซา โดยเชื่อกันว่ามีเพียง 20 คนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ประท้วงชูป้ายที่มีข้อความว่า “เราจะไม่ชนะสงครามด้วยการก้าวข้ามศพของตัวประกัน” สะท้อนถึงความสิ้นหวังและความต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน

เสียงจากผู้ที่เคยถูกจับเป็นตัวประกัน

นางสาวอาร์เบล ยาฮูด ผู้ที่เคยถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไปก่อนหน้านี้ ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีปราศรัยในกรุงเทลอาวีฟว่า “ทางเดียวที่จะนำตัวประกันกลับมาได้คือการทำข้อตกลง และต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเล่นเกมการเมืองกันอีก” ถ้อยคำของเธอสะท้อนถึงความเร่งด่วนและความต้องการให้การเมืองหลีกทางให้กับการช่วยเหลือชีวิต

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากคณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอลอนุมัติแผนการให้ทหารเคลื่อนพลเข้าสู่เมืองกาซาซิตีและพื้นที่อื่นๆ เพื่อยึดครองฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดการนองเลือดเพิ่มขึ้นและการอพยพครั้งใหญ่อีกครั้ง สถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ประชาชนออกมาแสดงพลังบนท้องถนน และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบาย

สถานการณ์ในอิสราเอลยังคงตึงเครียด และการประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการจัดการกับสงครามในกาซาและสถานการณ์ตัวประกัน ความหวังเดียวของครอบครัวตัวประกันและผู้สนับสนุนคือการที่รัฐบาลจะรับฟังเสียงของประชาชนและดำเนินการเพื่อนำตัวประกันกลับบ้านอย่างปลอดภัย การยุติความขัดแย้งและการเจรจาเพื่อสันติภาพจึงเป็นหนทางเดียวที่จะยุติความสูญเสียและความเจ็บปวดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความต้องการสันติภาพที่ฝังรากลึกในสังคม

การที่ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมืองและนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลต้องพิจารณาถึงผลกระทบของการกระทำของตนต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติวิธีเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – ชาวอิสราเอลประท้วงทั่วประเทศ จี้รัฐยุติสงครามในกาซา นำตัวประกันกลับบ้าน

Scroll to top