สงครามอิสราเอล

มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่าทำไมมาเลเซียถึงตัดสินใจเช่นนี้ และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อภูมิภาคอาเซียน

มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ มาเลเซียกลายเป็นชาติอาเซียนล่าสุดที่กำลังติดต่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 ส่งผลให้供應น้ำมันทั่วโลกตึงตัว นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ 18 เมษายน ว่าบริษัทปิโตรนาส (Petronas) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของมาเลเซีย เตรียมเปิดเจรจากับรัสเซียเพื่อนำเข้าน้ำมัน และรับประกันความมั่นคงทางพลังงานให้ประชาชน

นายอันวาร์ยังชี้ให้เห็นว่า แม้หลายประเทศในยุโรปและอเมริกาจะเคยคว่ำบาตรรัสเซีย แต่ตอนนี้กลับแข่งขันกันซื้อน้ำมันจากรัสเซียแทน “โชคดีที่ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียของเรายังแน่นแฟ้น ทำให้ปิโตรนาสเจรจาได้ง่าย” เขากล่าวตามรายงานของ Sinar Harian

แนวโน้มชาติอาเซียนหันไปหาน้ำมันรัสเซีย

ไม่ใช่แค่มาเลเซียเท่านั้น ชาติอาเซียนอื่นๆ ก็เริ่มหันไปหาน้ำมันรัสเซียเช่นกัน เช่น อินโดนีเซียที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เมื่อ 13 เมษายน ที่มอสโก การประชุมยาวนาน 5 ชั่วโมง นำไปสู่ข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ และทรัพยากรธรณี โดยนายเท็ดดี้ อินดรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย ระบุว่ามีการหารือทั้งทวิภาคีและตัวต่อตัว

ส่วนฟิลิปปินส์ รัฐมนตรีชารอน การิน กล่าวเมื่อ 14 เมษายน ว่ากำลังขอสหรัฐฯ ผ่อนผันเพื่อนำเข้าน้ำมันรัสเซีย พร้อมกระจายแหล่งนำเข้าจากอเมริกาใต้ แคนาดา และสหรัฐฯ เวียดนามเองก็เพิ่งลงนามข้อตกลงน้ำมันก๊าซกับรัสเซียเมื่อเดือนที่แล้ว โดยนายกรัฐมนตรีฝั่ม มิญ จิ๊ญ

  • มาเลเซีย: เจรจาผ่านปิโตรนาส
  • อินโดนีเซีย: ข้อตกลงยุทธศาสตร์กับปูติน
  • ฟิลิปปินส์: ขอผ่อนผันนำเข้า
  • เวียดนาม: ลงนาม MOU พลังงาน

แนวโน้มนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศอาเซียนกำลังปรับตัวรับมือวิกฤตพลังงาน โดยหันไปหาซัพพลายเออร์ทางเลือกอย่างรัสเซีย ซึ่งมีน้ำมันเหลือเฟือหลังจากถูกตัดขาดจากตลาดตะวันตก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาน้ำมันในอาเซียน

การที่ มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย อาจช่วยลดแรงกดดันราคาน้ำมันในภูมิภาคได้ เนื่องจากรัสเซียเสนอราคาถูกกว่าตลาดโลก แต่ก็มีความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรสากล นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมความมั่นคงพลังงานให้ชาติอาเซียนที่พึ่งพาการนำเข้าสูง

ในมุมกว้าง สถานการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลง geopolitics ที่ประเทศกำลังพัฒนากำลังใช้ประโยชน์จากช่องว่างของมหาอำนาจ หากสงครามยืดเยื้อ เราในอาเซียนอาจเห็นข้อตกลงพลังงานเพิ่มขึ้นอีก

สำหรับผู้อ่านที่สนใจ คุณคิดว่าการซื้อน้ำมันจากรัสเซียจะช่วยลดราคาน้ำมันในไทยได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตวิกฤตพลังงานโลกกับเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – มาเลเซียชาติอาเซียนล่าสุด จ่อซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่

ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ สร้างความสนใจในเวทีการเมืองโลกอย่างมาก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social กล่าวหาอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีเรือสินค้าถูกยิงใส่ ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น

ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่

เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ทรัมป์ประกาศว่าคณะผู้แทนสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าสู่อิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เพื่อเปิดเจรจารอบใหม่กับอิหร่าน ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่าเตหะรานยิงกระสุนใส่เรือสินค้าฝรั่งเศสและเรือบรรทุกสินค้าสหราชอาณาจักรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางค้าสำคัญของโลก

“อิหร่านตัดสินใจลั่นกระสุนในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวานนี้ ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของเราอย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์โพสต์ระบุ พร้อมยืนยันว่าผู้แทนจะถึงปากีสถานในเย็นวันพรุ่งนี้

รายชื่อผู้แทนสหรัฐฯ และบทบาทสำคัญ

ในการสัมภาษณ์ New York Post ทรัมป์เปิดเผยว่าสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ จะนำทีมไปปากีสถาน โดยจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของเขาจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย การเลือกปากีสถานเป็นสถานที่เจรจา อาจเพราะบทบาทเป็นตัวกลางที่เป็นกลางในภูมิภาค

  • สตีฟ วิตคอฟฟ์: ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลาง
  • จาเรด คุชเนอร์: ที่ปรึกษากับครอบครัวทรัมป์
  • คณะผู้แทนอื่นๆ: ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง

ทรัมป์โจมตีอิหร่านและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ทรัมป์อ้างว่าการกระทำของอิหร่านส่งผลเสียต่อตัวเอง โดยช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดล้อม สูญเสียรายได้ 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน “พวกเขากำลังช่วยเราโดยไม่รู้ตัว” ทรัมป์กล่าว และเรือสินค้าหลายลำหันมาเท็กซัส ลุยเซียนา อะแลสกา แทน ขอบคุณ IRGC ที่ทำตัวเป็นอันธพาล

ทรัมป์ยื่นข้อเสนอ “ยุติธรรมและสมเหตุสมผล” แต่เตือนหากล้มเหลว สหรัฐฯ จะทำลายโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งในอิหร่าน “ถึงเวลาเครื่องจักรสังหารต้องจบสิ้น”

มุมมองจากอิหร่านและความคืบหน้า

CNN รายงานจากแหล่งข่าวอิหร่านว่าคณะผู้แทนเตหะรานนำโดยอับบาส อารักชี และโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ จะถึงปากีสถานวันอังคาร คาดประกาศขยายหยุดยิงวันพุธ ก่อนหมดอายุ 22 เม.ย.

สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดร้อนมานาน สหรัฐฯ และอิหร่านมีประวัติขัดแย้งจากโครงการนิวเคลียร์และการคว่ำบาตร การเจรจารอบนี้ในปากีสถานอาจเป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพ หากทั้งสองฝ่ายยอมถอย

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าทรัมป์ใช้กลยุทธ์ “แรงแต่ยุติธรรม” เพื่อกดดันอิหร่าน โดยปากีสถานมีบทบาทสำคัญจากความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกอาจผันผวน หากเจรจาล้มเหลว

ติดตามพัฒนาการ ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ ได้ที่นี่ คุณคิดว่าการเจรจาจะสำเร็จหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์!

ที่มา – ทรัมป์เผย ผู้แทนสหรัฐฯ กำลังไปปากีสถาน เพื่อเจรจากับอิหร่านรอบใหม่

โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ทรัมป์ หลังโจมตีทรราช

หลายคนกำลังให้ความสนใจกับดราม่าระหว่างผู้นำศาสนากับนักการเมืองคนดัง ล่าสุด โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า พระองค์ไม่ได้มีเจตนาจะปะทะคารมกับอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง แม้ว่าจะมีสุนทรพจน์ที่ดูเหมือนจะพาดพิงถึงเรื่องสงครามและการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลก็ตาม

โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ขณะที่พระสันตะปาปากำลังเดินทางบนเครื่องบินมุ่งหน้าสู่อังโกลา พระองค์ตรัสกับผู้สื่อข่าวว่า สุนทรพจน์ที่วิพากษ์วิจารณ์ “พวกทรราช” นั้นถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน ไม่ได้เกี่ยวกับทรัมป์เลย “มันประจวบเหมาะพอดีที่ถูกตีความว่าข้าพเจ้าต้องการโต้เถียงกับประธานาธิบดีอีก แต่ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจเรื่องนั้น” พระองค์กล่าว

ย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อน วันที่ 16 เมษายน ที่แคเมอรูน พระสันตะปาปาได้กล่าวสุนทรพจน์รุนแรง โจมตีผู้นำที่ทุ่มเงินพันล้านดอลลาร์ไปกับการทำสงคราม แต่ไม่ยอมลงทุนในด้านการเยียวยา การศึกษา และการฟื้นฟู “การทำลายใช้เวลาแค่วินาที แต่การสร้างใหม่บางทีชั่วชีวิตก็ไม่พอ” พระองค์ตรัส นอกจากนี้ยังพูดถึง “วังวนความตาย” ในพื้นที่ขัดแย้งของแคเมอรูนที่ยืดเยื้อเกือบ 10 ปี

โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยตรง

แม้หลายคนจะตีความว่าสุนทรพจน์นี้จี้จุดทรัมป์ แต่โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม โดยตรง ทรัมป์เองก็ตอบโต้เมื่อวันจันทร์ว่า “โป๊ปพูดอะไรก็ได้ แต่ผมไม่เห็นด้วย” ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยโจมตีโป๊ปหนักๆ ว่าย่ำแย่เรื่องนโยบายต่างประเทศ อ่อนข้อกับอาชญากรรม และยังโพสต์ภาพ AI ที่ตัวเองเหมือนพระเยซู ก่อนลบออกหลังถูกด่ายับ

ความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อมา โดยเฉพาะเรื่องนโยบายตะวันออกกลาง โป๊ปมักวิจารณ์ปฏิบัติการทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน ขณะที่ทรัมป์ขู่เรื่อง “อารยธรรมสูญสิ้น” ถ้าอิหร่านไม่ยอมตามข้อเรียกร้อง เช่น ยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

  • ประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์: การใช้เงินสงคราม vs การฟื้นฟู
  • การโต้ตอบของทรัมป์: ไม่ใช่แฟนโป๊ป ชอบนโยบายต่างประเทศ
  • การชี้แจงของโป๊ป: สุนทรพจน์เขียนล่วงหน้า ไม่เกี่ยวกับบุคคลใด
  • บริบทแคเมอรูน: พื้นที่นองเลือดจากกบฏ

เรื่องนี้สะท้อนมุมมองที่ต่างกันระหว่างศาสนจักรกับการเมือง โป๊ปเน้นสันติภาพและมนุษยธรรม ขณะที่ทรัมป์ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก การปะทะครั้งนี้ทำให้โลกจับตาว่าจะมีผลต่อภาพลักษณ์ของทั้งคู่อย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การที่ทรัมป์เคยวิจารณ์โป๊ปยาวเหยียดในโซเชียล และโป๊ปที่แสดงความกังวลต่อคำขู่รุนแรง มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่เผ็ดร้อน แต่โป๊ปเลือกชี้แจงเพื่อลดความเข้าใจผิด

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนหยัดของโป๊ปในการเรียกร้องสันติภาพเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แม้จะถูกตีความผิดเพี้ยน สงครามในโลกสมัยใหม่ใช้เงินมหาศาลแต่ผลลัพธ์คือความทุกข์ทรมาน ผู้นำทุกคนควรฟังเสียงศาสนจักรบ้าง ชวนให้คิดถึงอนาคตที่สงบสุขมากขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายมุมมองดีๆ

ที่มา – โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม

อิหร่านลั่น ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม

อิหร่านลั่น ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม ข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เมื่อกองทัพอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

อิหร่านลั่น ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ผ่านช่องทาง Telegram อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่ากองทัพเรือจะเริ่มปฏิบัติการปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเย็นวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น และจะคงสถานการณ์นี้ไว้จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมเรือและท่าเรือของอิหร่านทั้งหมด แถลงการณ์ดังกล่าวยังเตือนชัดเจนว่า “การเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซจะถือเป็นการให้ความร่วมมือกับศัตรู และเรือลำใดที่ละเมิดคำสั่งจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทันที”

ที่น่าสนใจคือ อิหร่านเพิ่งประกาศเปิดน่านน้ำเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่กลับพลิกเกมมาประกาศปิดอีกครั้งในวันเสาร์ โดยอ้างว่าสหรัฐฯ “ผิดคำพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า” เกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิง IRGC ยังย้ำว่า “ศัตรูชาวอเมริกาไม่ได้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อเรือและท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นตั้งแต่เย็นวันนี้ ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดจนกว่าการปิดล้อมจะสิ้นสุด”

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นช่องแคบที่เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลโอมาน มีความกว้างเพียง 21-52 กิโลเมตร และเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 20-30% ของการค้าทั่วโลก หรือประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากปิดกั้นจริง จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาน้ำมันโลก และเศรษฐกิจ全球 โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป

IRGC ยังออกคำเตือนเพิ่มเติม โดยห้ามเรือทุกลำเคลื่อนที่ออกจากจุดจอดทอดสมอในอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน พร้อมกระตุ้นให้บริษัทเจ้าของเรือติดตามข่าวสารจากอิหร่านเท่านั้น และไม่เชื่อคำแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ “ไม่มีความน่าเชื่อถือ”

ปฏิกิริยาจากผู้นำอิหร่านและผลกระทบที่คาดการณ์

นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน ให้สัมภาษณ์สื่อรัฐบาลว่า การปิดล้อมของสหรัฐฯ เป็น “การตัดสินใจที่โง่เขลาและขาดการยับยั้งชั่งใจ” พร้อมยืนยันว่า “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผู้อื่นสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่เราเองไม่สามารถผ่านได้”

  • เรือสินค้าทุกลำต้องหยุดเคลื่อนไหวทันที
  • บริษัทขนส่งน้ำมันต้องติดตามประกาศจาก IRGC
  • ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูงขึ้น 20-50% หากปิดนาน
  • เสี่ยงต่อการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ

สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบด้านการค้า แต่ยังอาจจุดชนวนความขัดแย้งใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านมีขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเรือได้อย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าราคาน้ำมัน Brent อาจทะยานสู่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในทันทีหากเกิดการปิดจริง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ อิหร่านลั่น ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม นี้เป็นการยกระดับความตึงเครียดที่อาจนำไปสู่สงครามใหญ่ หากทั้งสองฝ่ายไม่เจรจาเร่งด่วน โลกควรจับตาใกล้ชิดเพราะผลกระทบจะลุกลามไปทั่ว

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – อิหร่านลั่น ปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์ เป็นข่าวร้ายที่สะเทือนใจวงการระหว่างประเทศ เมื่อทหารฝรั่งเศสที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาสันติภาพในเลบานอนเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ออกมาแถลงอย่างชัดเจนว่าหลักฐานทั้งหมดชี้ไปที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียด

มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ทหารฝรั่งเศสชื่อฟลอเรียน มอนโตริโอ จากกรมทหารช่างพลร่มที่ 17 ซึ่งสังกัดกองกำลังชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ถูกสังหารระหว่างปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีทหารฝรั่งเศสอีก 3 นายบาดเจ็บ โดย 2 นายมีอาการสาหัส มาครงกล่าวว่า “หลักฐานทุกอย่างบ่งชี้ว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องรับผิดชอบ” และเรียกร้องให้ทางการเลบานอนจับกุมผู้กระทำผิดทันที

UNIFIL ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า หน่วยลาดตระเวนกำลังเก็บกู้ระเบิดบริเวณถนนในหมู่บ้านกานดูริยาห์ ทางตอนใต้ของเลบานอน แต่ถูกกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ ใช้อาวุธปืนขนาดเล็กโจมตี สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิง 10 วัน ระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีก่อนหน้า หลังการเจรจาครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่วอชิงตัน

ปฏิกิริยาจากทุกฝ่ายหลังมาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธข้อหาอย่างหนักแน่น ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รอผลสอบสวนจากกองทัพเลบานอนก่อนสรุป ส่วนนายกรัฐมนตรีเลบานอน นาวาฟ ซาลาม ประณามเหตุการณ์นี้ สั่งสอบสวนทันที และเตือนว่าพฤติกรรมเช่นนี้ทำลายความสัมพันธ์กับพันธมิตร

กองทัพอิสราเอลก็กล่าวหาฮิซบอลเลาะห์ละเมิดหยุดยิง พบผู้ก่อการร้ายพยายามประชิดทหาร จึงตอบโต้ด้วยการโจมตีแม่นยำ ทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ UNIFIL ซึ่งมีกำลังพลกว่า 10,000 นายจาก 50 ประเทศ มีหน้าที่รักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเลบานอน-อิสราเอลมาตั้งแต่ปี 1978 ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในผู้ส่งกำลังพลหลัก

พื้นหลังความขัดแย้งและบทบาทของ UNIFIL

  • UNIFIL ก่อตั้งหลังสงครามเลบานอนปี 1978 เพื่อเฝ้าระวังชายแดน
  • ขยายหน้าที่ปี 2006 หลังสงครามอิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์
  • เผชิญโจมตีบ่อยครั้งจากกลุ่มติดอาวุธ
  • ฝรั่งเศสส่งทหารกว่า 700 นาย

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความไม่สงบยังคงรุนแรง แม้มีหยุดยิง สถานการณ์ตะวันออกกลางซับซ้อน โดยฮิซบอลเลาะห์ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ขณะที่อิสราเอลและชาติตะวันตกมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ เหตุการณ์มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตใหม่ หากไม่มีการสอบสวนโปร่งใสและลงโทษผู้กระทำผิด จะกระทบความเชื่อมั่นใน UNIFIL และเสถียรภาพภูมิภาค

เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้!

ที่มา – มาครงเผย ทหารฝรั่งเศสดับในเลบานอน คาดฝีมือฮิซบอลเลาะห์

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์ สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก โดยกลุ่มพันธมิตรยืนยันว่าจะแทรกแซงก็ต่อเมื่อสงครามสิ้นสุดลงเท่านั้น ข่าวนี้ไม่เพียงเพิ่มความตึงเครียดใน NATO แต่ยังกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกอีกด้วย

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 กลุ่มพันธมิตร NATO ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมแผนการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอ โดยระบุว่าจะให้ความช่วยเหลือหลังจากสถานการณ์การสู้รบคลี่คลายแล้วเท่านั้น การตัดสินใจนี้คาดว่าจะทำให้ทรัมป์ไม่พอใจอย่างมาก และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในพันธมิตรทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่ขนส่งน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลก หากถูกปิดกั้น จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ทรัมป์ประกาศว่ากองทัพสหรัฐฯ จะร่วมกับชาติพันธมิตรเพื่อสกัดกั้นเรือที่เข้าออกท่าเรืออิหร่าน หลังการเจรจาล้มเหลวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

背景ของความขัดแย้งและแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

ความขัดแย้งยืดเยื้อมานาน 6 สัปดาห์นับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยอิหร่านปิดกั้นช่องแคบเกือบทั้งหมด ยกเว้นเรือของตน และมีแผนควบคุมถาวรพร้อมเรียกเก็บค่าผ่านทาง ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “การปิดล้อมจะเริ่มต้นเร็วๆ นี้ และชาติอื่นๆ จะร่วมด้วย” แผนนี้กำหนดเริ่ม 14:00 GMT (21:00 น. ไทย) ของวันจันทร์ โดยมุ่งเป้าเฉพาะเรืออิหร่าน

  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลให้เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น
  • ความเสี่ยงทางทหาร: อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง
  • การตอบโต้จากอิหร่าน: ขู่ว่าจะโจมตีเรือสินค้าทุกชาติ

อย่างไรก็ตาม พันธมิตร NATO อย่างอังกฤษและฝรั่งเศสปฏิเสธอย่างหนักแน่น นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษบอก BBC ว่า “เราจะไม่ถูกดึงเข้าสู่สงครามนี้ แม้มีแรงกดดันมหาศาล” ขณะที่เลขาธิการ NATO มาร์ก รุตเต้ แจ้งสมาชิกยุโรปว่าทรัมป์ต้องการความช่วยเหลือรูปธรรม แต่หลายชาต้ายินดีช่วยหลังสงครามสิ้นสุดและมีข้อตกลงกับอิหร่าน

ท่าทีของผู้นำยุโรปต่อแผนปิดล้อม

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส โพสต์บน X ว่าจะเป็นเจ้าภาพประชุมพหุภาคีกับอังกฤษและชาติอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือ โดยเน้นการป้องกันและแยกจากคู่ขัดแย้ง “เราจะส่งกำลังทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย” มาครงกล่าว

การปฏิเสธนี้เป็นชนวนขัดแย้งเพิ่ม ทรัมป์เคยขู่ออกจาก NATO และถอนทหารสหรัฐฯ จากยุโรป หลังหลายชาตาปฏิเสธให้ใช้เขตน่านฟ้าโจมตีอิหร่าน สถานการณ์นี้สะท้อนรอยร้าวในพันธมิตรที่ทรัมป์วิจารณ์มานานว่า “ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายพอ”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น:

  • อังกฤษกำลังริเริ่มเปิดเส้นทางเดินเรือ
  • ฝรั่งเศสเตรียมภารกิจพหุภาคี
  • เยอรมนีและชาติอื่นๆ รอข้อตกลงสันติภาพ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจของ NATO เป็นการรักษาความเป็นกลาง เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ แต่ก็เสี่ยงให้สหรัฐฯ เดินหน้าเดี่ยว ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในโลกตะวันตก ทรัมป์มุ่งเน้น ‘อเมริกาตัวเหนือก่อน’ ขณะที่ยุโรปให้ความสำคัญกับสันติภาพและเศรษฐกิจ หากไม่มีการประนีประนอม ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบหนักต่อไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด

CTA: ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดและวิเคราะห์ geopolitical ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ เมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีอิหร่านหนุนหลัง ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอนอย่างเป็นทางการ ชี้ว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นเรื่องที่"เปล่าประโยชน์" ท่ามกลางการโจมตีทางทหารของอิสราเอลที่ยังไม่หยุดยั้ง สิ่งนี้สร้างความกังวลให้กับชุมชนนานาชาติว่าจะกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างไร

ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 นาอิม กัสเซ็ม ผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ได้ประกาศปฏิเสธการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่เลบานอนและอิสราเอลที่จะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันรุ่งขึ้น เขาย้ำว่า "เราขอปฏิเสธการเจรจากับอิสราเอล มันเป็นเรื่องสูญเปล่า และต้องได้รับความเห็นชอบจากชาวเลบานอนทั้งหมดก่อน" การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลยังคงโจมตีเขตแดนเลบานอนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ทางใต้ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์มีอิทธิพลสูง

กัสเซ็มชี้แจงเพิ่มเติมว่าการเจรจานี้มีเจตนาแฝงเพื่อบังคับให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของเลบานอน "อิสราเอลแสดงออกชัดเจนถึงเป้าหมายนี้ เราจึงเรียกร้องให้ยกเลิกทันที" เขากล่าว นอกจากนี้ กลุ่มยังยืนยันว่าจะตอบโต้การโจมตีทุกครั้ง และไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนประชาชนเลบานอน

เหตุผลหลักที่ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอนนั้นมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการละเมิดหยุดยิงที่เปราะบาง ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนกำลังถูกทดสอบจากเหตุการณ์โจมตีล่าสุด นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโจเซฟ อาอูน ของเลบานอน ยังได้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การเจรจาเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเลบานอนเท่านั้น โดยสื่อถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างชัดเจน สร้างความขัดแย้งภายในประเทศ

พื้นหลังความขัดแย้งอิสราเอล-เลบานอน

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอน โดยเฉพาะกับฮิซบอลเลาะห์ มีรากเหง้าตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อกลุ่มก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านการยึดครองของอิสราเอลในเลบานอนใต้ ปัจจุบัน อิสราเอลยังคงครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางใต้ของเลบานอน และเพิ่มการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนเลบานอนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา สถานการณ์นี้เชื่อมโยงกับสงครามกว้างใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งฮิซบอลเลาะห์เป็นพันธมิตรสำคัญ

ผลกระทบและตัวเลขผู้เสียหาย

ทางการเลบานอนรายงานว่า นับตั้งแต่อิสราเอลยกระดับการโจมตี มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 ราย และบาดเจ็บกว่า 6,500 ราย สิ่งนี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางมนุษย์ แต่ยังกระทบเศรษฐกิจเลบานอนที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้ว

  • ผู้เสียชีวิต: มากกว่า 2,000 ราย
  • ผู้บาดเจ็บ: กว่า 6,500 ราย
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบ: ทางใต้เลบานอนและลึกเข้าไปในประเทศ
  • การยึดครอง: อิสราเอลยังยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ทางใต้

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความรุนแรงที่ยังดำเนินต่อไป ทำให้การเจรจาในวอชิงตันถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้

มุมมองอนาคตและความเสี่ยง

หากการเจรจายังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากฮิซบอลเลาะห์ อาจนำไปสู่การแตกหักภายในเลบานอน และการตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงขึ้นจากกลุ่มติดอาวุธ นักวิเคราะห์เห็นว่าสถานการณ์นี้อาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอนนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการทูตต้องคำนึงถึงกลุ่มติดอาวุธในท้องถิ่นมากขึ้น มิเช่นนั้นข้อตกลงใดๆ ก็อาจล้มเหลวได้ การหยุดยิงที่ยั่งยืนต้องมาจากการยอมรับซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัพเดทต่างประเทศเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ ติดตาม ข่าวต่างประเทศ เพิ่มเติมได้เลย!

ที่มา – ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน ชี้เป็นเรื่อง “เปล่าประโยชน์”

“สีหศักดิ์” เผยอาเซียนเรียกร้องสหรัฐฯเร่งข้อตกลง

“สีหศักดิ์” เผยอาเซียน เรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เร่งหาข้อตกลง หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างมาก หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะล้อมช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องวิกฤตพลังงานที่อาจยืดเยื้อ

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ แถลงสถานการณ์ตะวันออกกลาง

วันที่ 13 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้แถลงหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยย้ำว่าอาเซียนห่วงใยการเจรจาที่อิสลามาบัดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่ยังไม่คืบหน้า แม้สถานการณ์จะซับซ้อน แต่ทุกฝ่ายต้องใช้外交เพื่อแก้ไข

“สีหศักดิ์” เผยอาเซียน เรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เร่งหาข้อตกลง หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า อาเซียนเรียกร้องให้สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านเร่งหาข้อตกลงเพื่อนำไปสู่สันติภาพ โดยเฉพาะหลังข่าวลือว่าสหรัฐฯอาจปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งจะยกระดับความตึงเครียดและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่ขึ้น อาเซียนและประชาคมโลกไม่ต้องการเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ จึงย้ำให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจา ลดความรุนแรง และสร้างกลไกสันติภาพระยะยาว นอกจากนี้ ยังยืนยันหลักการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบที่มีความสำคัญยิ่ง

ผลกระทบต่ออาเซียนจากวิกฤตพลังงาน

“สีหศักดิ์” เผยอาเซียน เรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เร่งหาข้อตกลง หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว ที่จะกระทบความมั่นคงพลังงานของทุกประเทศในภูมิภาค ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูง จะทำให้ค่าครองชีพและค่าอาหารเพิ่มขึ้น แม้ตอนนี้อาเซียนยังไม่สามารถร่วมมือเต็มรูปแบบ แต่เป็นโอกาสให้มองระยะยาวในการเสริมสร้างความมั่นคงพลังงาน

  • ขอให้รัฐมนตรีพลังงานอาเซียนประชุมด่วน เพื่อกำหนดมาตรการรูปธรรม เช่น ประเทศผู้ผลิตพลังงานให้ลำดับความสำคัญช่วยเหลือชาติที่ขาดแคลน
  • ร่วมมือพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด แลกเปลี่ยนความรู้ ระดมทุนจากเอกชนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
  • เสริมความมั่นคงอาหาร โดยชาติผู้ผลิตสำรองอาหารช่วยเหลือกัน หากเกิดวิกฤตนำเข้า
  • ยกระดับขีดความสามารถอาเซียนในการตอบสนองวิกฤต ตามข้อเสนอเวียดนามเรื่องโครงสร้างการตัดสินใจที่รวดเร็ว

ช่องแคบฮอร์มุชเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ผ่านน้ำมันกว่า 20% ของโลก หากปิดกั้นจะส่งผลกระทบ domino ไปทั่ว หากสหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่านไม่เร่งเจรจา ผลกระทบจะยาวนาน อาเซียนซึ่งนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง จะต้องปรับตัว เช่น ส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า ลดการใช้พลังงาน และกระจายแหล่งนำเข้า

บทเรียนและแนวทางอนาคตสำหรับอาเซียน

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้อาเซียนเร่งรวมตัว โดยเฉพาะในด้านพลังงานและอาหารที่เราได้เปรียบจากการเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นศักยภาพของอาเซียนในการเป็นกระบวนทัศน์สันติภาพ ในขณะที่โลกเผชิญความขัดแย้ง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ตะวันออกกลางชี้ให้เห็นว่าการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลมีความเสี่ยงสูง อาเซียนควรลงทุนพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเพื่อลดผลกระทบในอนาคต คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เผยอาเซียน เรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เร่งหาข้อตกลง หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว

กองทัพอิหร่านเตือน เรือรบที่เข้าใกล้ฮอร์มุซ จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง

กองทัพอิหร่านเตือน เรือรบที่เข้าใกล้ฮอร์มุซ จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก หลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านออกแถลงการณ์เตือนเรือรบทุกชาติที่คิดจะเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

กองทัพอิหร่านเตือน เรือรบที่เข้าใกล้ฮอร์มุซ จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 กองทัพอิหร่านได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเรือรบลำใดก็ตามที่พยายามเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรงและเด็ดขาด สาเหตุมาจากการเคลื่อนไหวของสหรัฐอเมริกาที่สั่งปิดกั้นช่องแคบดังกล่าว และเตรียมทำลายทุ่นระเบิดที่อิหร่านวางไว้เพื่อป้องกันตัวเอง

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยผ่านที่นี่มีน้ำมันดิบราว 20-30% ของการค้าทั่วโลก ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการกำจัดทุ่นระเบิด และขู่ว่าผู้ใดที่ยิงใส่เรือสหรัฐฯ หรือเรือพาณิชย์ จะถูกตอบโต้อย่างหนักหน่วง

背景และสาเหตุของความขัดแย้ง

ความตึงเครียดนี้ปะทุขึ้นหลังจากการเจรจาสันติภาพที่ปากีสถานล้มเหลว ไม่สามารถหาข้อตกลงยุติสงครามได้ อิหร่านยืนยันว่าช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมของตนอย่างชาญฉลาด และยังคงเปิดให้เรือพลเรือนผ่านได้ตามปกติ หากปฏิบัติตามกฎที่กำหนด แต่สำหรับเรือรบ จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทันที

สำนักข่าว Fars ซึ่งใกล้ชิดกับ IRGC ได้เผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าว สร้างความกังวลให้กับตลาดน้ำมันโลกทันที ราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงขึ้นกว่า 5% ในวันเดียว เนื่องจากนักลงทุนกลัวว่าช่องแคบจะถูกปิดกั้น ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง

  • เศรษฐกิจโลก: ช่องแคบฮอร์มุซขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดเอเชียและยุโรป หากปิดกั้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • การทูต: สหรัฐฯ อาจเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค ขณะที่อิหร่านมีพันธมิตรอย่างรัสเซียและจีนคอยหนุนหลัง
  • ความเสี่ยงสงคราม: นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งใหญ่ หากทั้งสองฝ่ายไม่ยับยั้งชั่งใจ

ในอดีต ช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นเวทีของความขัดแย้ง เช่น สงครามเรือน้ำมันในยุค 80s ที่อิหร่านและอิรักโจมตีเรือสินค้าต่อเนื่อง ปัจจุบันสถานการณ์คล้ายคลึงกันมาก

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การเตือนของอิหร่านเป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันสหรัฐฯ ให้ถอยทัพ แต่หากทรัมป์เดินหน้าปฏิบัติการจริง อาจนำไปสู่การปะทะโดยตรง นักวิเคราะห์จาก CNN ชี้ว่าอิหร่านมีขีดความสามารถในการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเรือรบได้อย่างรวดเร็ว

สถานการณ์นี้ยังส่งผลต่อไทยด้วย เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางกว่า 80% หากราคาน้ำมันพุ่ง สินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นทันที

ความเห็นและคำแนะนำ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของโลกที่พึ่งพาพลังงานจากจุดเดียว การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนจึงเป็นทางออกระยะยาว ชาวไทยควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมัน

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – กองทัพอิหร่านเตือน เรือรบที่เข้าใกล้ฮอร์มุซ จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง

Scroll to top