สงคราม

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้อ

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ นี่คือข่าวร้อนที่ทุกคนกำลังจับตาในตะวันออกกลางเลยครับ สถานการณ์ตึงเครียดยังไม่คลี่คลาย โฆษกกองทัพอิสราเอลออกมาแถลงแบบตรงไปตรงมาว่า การรบกับอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน จะยืดเยื้อออกไปอีกหลายสัปดาห์แน่นอน ไม่มีทีท่าจะจบง่ายๆ ครับ

อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์

วันที่ 23 มีนาคม 2569 พลจัตวา เอฟฟี เดฟริน โฆษกกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญในการแถลงข่าวล่าสุด เขาระบุชัดเจนว่าการปฏิบัติการทางทหารเพื่อกวาดล้างอิหร่านและเครือข่ายฮิซบอลเลาะห์ยังคงดำเนินต่อไป โดยกองทัพอิสราเอลกำลังบ่อนทำลายโครงสร้างของระบอบก่อการร้ายเหล่านี้ทุกวัน ไม่ยอมให้กลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางตอนนี้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อิสราเอลเผชิญการโจมตีจากขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่องจากฝั่งตรงข้าม ทำให้ต้องตอบโต้ด้วยการถล่มฐานที่มั่นสำคัญๆ ของฮิซบอลเลาะห์และพันธมิตรอิหร่าน สงครามนี้ไม่ใช่แค่การปะทะชายแดน แต่เป็น proxy war ที่ใหญ่โต มีผลกระทบต่อภูมิภาคทั้งหมด

ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธของอิสราเอลไม่สมบูรณ์ 100%

จุดที่น่าสนใจคือ โฆษก IDF ยอมรับตรงๆ ว่าประสิทธิภาพของระบบป้องกันทางอากาศอย่าง Iron Dome, David’s Sling และ Arrow สามารถสกัดกั้นการโจมตีได้ประมาณ 90% เท่านั้น ไม่ใช่ 100% ตามที่หลายคนคาดหวัง ช่องโหว่เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะระบบไม่สามารถครอบคลุมทุกพื้นที่ได้หมดจด โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ดิโมนา (Dimona ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งโรงงานนิวเคลียร์) และอารัด (Arad) ที่ขีปนาวุธทะลุผ่านได้

การป้องกันภัยทางอากาศในสงครามสมัยใหม่ซับซ้อนมากครับ ต้องรับมือกับการโจมตีแบบ swarm (จำนวนมากพร้อมกัน) จากโดรนราคาถูกและขีปนาวุธขั้นสูง อิสราเอลต้องปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อปิดช่องโหว่เหล่านี้ แต่ก็ยืนยันว่าการสกัดกั้นโดยรวมยังมีประสิทธิภาพสูง

  • สกัดกั้นได้ 90% ของการโจมตีทั้งหมด
  • ช่องโหว่เกิดจากระบบไม่ครอบคลุม 100%
  • เหตุการณ์ล้มเหลวที่ดิโมนาและอารัดไม่เกี่ยวข้องกัน
  • กองทัพอากาศอิสราเอลยังคงเหนือกว่าในการรบทางอากาศ

นอกจากนี้ อิสราเอลยังคงเดินหน้าถล่มเป้าหมายในเลบานอนและอิหร่านอย่างหนักหน่วง ล่าสุดมีการรายงานการสังหารผู้นำฮิซบอลเลาะห์หลายคน ซึ่งทำให้กลุ่มนี้เสียหายหนัก แต่พวกเขาก็ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธนับพันนัด สงครามนี้เลยกลายเป็นการดึงกันไปมาแบบไม่มีใครยอม

สำหรับคนไทยอย่างเรา สถานการณ์นี้กระทบยังไง? น้ำมันแพงขึ้น แน่นอนครับ เพราะเส้นทางขนส่งผ่านตะวันออกกลาง ถ้าสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานทั่วโลกจะพุ่งสูง และอาจลุกลามไปเกี่ยวข้องกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ รัสเซีย จีนได้ง่ายๆ

ในมุมมองผม สงครามแบบนี้แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงในตะวันออกกลางยังเปราะบางมาก อิสราเอลทำได้ดีแล้วที่ปกป้องตัวเอง แต่การเจรจาสันติภาพน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หากไม่ยืดเยื้อต่อไป ประชาชนทั้งสองฝ่ายจะเดือดร้อนหนัก

คุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้? คอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – อิสราเอลชี้ สงครามถล่มอิหร่าน-ฮิซบอลเลาะห์ ยืดเยื้ออีกหลายสัปดาห์ รับระบบสกัดกั้นไม่สมบูรณ์ 100%

โป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ “ความอัปยศ” ของมนุษยชาติ

โป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ “ความอัปยศ” ของมนุษยชาติ เป็นพระดำรัสที่สะเทือนใจและทรงพลังจากสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งทรงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงและหันมาเจรจาสันติภาพแทน ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งในภูมิภาคกำลังลุกลามบานปลาย

โป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ “ความอัปยศ” ของมนุษยชาติ

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ได้ทรงออกพระดำรัสอย่างหนักแน่นระหว่างการสวดภาวนาประจำสัปดาห์ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกัน พระองค์ทรงประณามสงครามในตะวันออกกลางว่าเป็น “ความอัปยศต่อมวลมนุษยชาติและเป็นเสียงร่ำไห้ต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า” คำตรัสนี้มาจากใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและความห่วงใยต่อมนุษยธรรม

ตามรายงานจาก Vatican News สื่อทางการวาติกัน พระสันตะปาปาทรงเชิญชวนผู้มาร่วมพิธีให้สวดภาวนาร่วมกันเพื่อยุติการสู้รบ และเปิดทางให้สันติภาพที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเจรจาอย่างจริงใจและการเคารพศักดิ์ศรีมนุษย์ทุกคน พระองค์ยังทรงแสดงความกังวลต่อความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อ โดยตรัสว่า “เราไม่อาจนิ่งเฉยต่อความทุกข์ทรมานของผู้คนจำนวนมาก ที่ต้องตกเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ของความขัดแย้งเหล่านี้ได้”

บริบทของโป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ “ความอัปยศ” ของมนุษยชาติ

พระดำรัสนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านกำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่ ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงเกิน 4,300 รายแล้ว ความขัดแย้งนี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังก่อให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ ผู้ลี้ภัยนับล้าน เด็กกำพร้าจำนวนมาก และโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย

โป๊ปเลโอที่ 14 ผู้ซึ่งขึ้นครองตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปาด้วยพระปรีชาสามารถในการส่งเสริมสันติภาพ ได้ทรงเคยเรียกร้องในประเด็นคล้ายกันหลายครั้งก่อนหน้า แต่ครั้งนี้พระองค์ทรงใช้ถ้อยคำที่รุนแรงยิ่งขึ้น เพื่อสะท้อนถึงความร้ายแรงของสถานการณ์

ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางและคำเรียกร้องสันติภาพ

สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งในระดับภูมิภาคและโลก เศรษฐกิจโลกชะงักงันจากราคาน้ำมันพุ่งสูง การค้าเส้นทางสำคัญถูกปิดกั้น และความมั่นคงอาหารขาดแคลน นอกจากนี้ ยังจุดชนวนความเกลียดชังระหว่างศาสนาและชาติพันธุ์ที่อาจลุกลามไปอีก

  • ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ: กว่า 4,300 ราย และตัวเลขยังเพิ่มขึ้นทุกวัน
  • ผู้ลี้ภัย: ล้านคนต้องอพยพ ไร้ที่อยู่อาศัย
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: ราคาพลังงานโลกพุ่ง กระทบทุกประเทศ
  • วิกฤตมนุษยธรรม: ขาดแคลนอาหาร ยา และน้ำสะอาด

พระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้ผู้นำโลกทุกฝ่าย หยุดยิงทันที และเริ่มกระบวนการเจรจาที่เป็นกลาง โดยมีองค์การสหประชาชาติเป็นตัวกลาง การเจรจาคือหนทางเดียวที่จะนำสันติภาพยั่งยืนมาได้ ไม่ใช่การใช้อาวุธที่ยิ่งทำให้เลือดไหลเวียนไม่หยุด

บทบาทของวาติกันในการส่งเสริมสันติภาพ

วาติกันภายใต้การนำของโป๊ปเลโอที่ 14 มีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทั่วโลก พระองค์ทรงเคยส่งทูตไปยังตะวันออกกลางหลายครั้ง เพื่อพบปะผู้นำศาสนาและการเมือง คำประณามครั้งนี้คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์สันติภาพระดับโลก

ในมุมมองของผู้เขียน คำตรัสของพระสันตะปาปาเป็นเครื่องเตือนใจว่ามนุษยชาติต้องเลือกทางแห่งสันติภาพ ไม่ใช่ความรุนแรง สงครามไม่เคยแก้ปัญหา แต่ยิ่งสร้างปัญหาใหม่ๆ มากขึ้น เราทุกคนควรสนับสนุนการเจรจาและส่งเสียงเรียกร้องสันติภาพ

คุณคิดอย่างไรกับพระดำรัสนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสถานการณ์โลก

ที่มา – โป๊ปเลโอประณามสงครามตะวันออกกลาง คือ “ความอัปยศ” ของมนุษยชาติ

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3 สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่ออิหร่านประกาศยกระดับการตอบโต้ศัตรูอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยขู่ว่าจะโจมตีสวนสาธารณะ พื้นที่พักผ่อน และแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ทำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มหวาดกลัวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 นายอโบลฟาซล์ เชคาร์ชี โฆษกกองทัพอิหร่านระดับสูง ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า อิหร่านจะขยายขอบเขตการโจมตีไปยังเป้าหมายพลเรือนทั่วโลก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อน เพื่อตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน เช่น แหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส

ท่าทีแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสัปดาห์ที่ 3 โดยอิหร่านได้เพิ่มความเข้มข้นในการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ล่าสุดมีรายงานโดรนอิหร่านบุกโจมตีโรงกลั่นน้ำมันมีนา อัล-อาห์มาดี ในคูเวตถึง 2 ระลอกในช่วงเช้าวันศุกร์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง โรงกลั่นแห่งนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นหนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีกำลังการผลิตสูงถึง 730,000 บาร์เรลต่อวัน การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงกระทบอุปทานน้ำมันโลก แต่ยังเป็นสัญญาณว่าอิหร่านพร้อมขยายสงครามไปยังเพื่อนบ้าน

ผลกระทบจากการขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวของอิหร่าน

คำขู่ของอิหร่านส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก นักเดินทางเริ่มเลื่อนหรือยกเลิกทริป โดยเฉพาะในพื้นที่ยุโรป อเมริกา และเอเชียที่อาจถูกมองเป็นเป้าหมาย รัฐบาลหลายประเทศออกคำเตือนให้พลเมืองหลีกเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวที่มีฝูงชนหนาแน่น เช่น สวนสาธารณะในนิวยอร์ก พื้นที่ชายหาดในยุโรป หรือแม้แต่ตลาดนัดในกรุงเทพฯ

  • ความเสี่ยงต่อพลเรือน: สวนสาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวกลายเป็นเป้าหมายใหม่ ทำให้ประชาชนทั่วไปตกเป็นเครื่องมือในสงคราม
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ค่าครองชีพแพงขึ้น โดยเฉพาะในประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย
  • การตอบโต้จากชาติตะวันตก: สหรัฐฯ และอิสราเอลเตรียมเสริมมาตรการป้องกัน แต่สถานการณ์ยังคงคาดเดาไม่ได้
  • บทบาทของกลุ่มพันธมิตร: กลุ่มฮูธีในเยเมนและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนอาจเข้าร่วมโจมตี เพิ่มความซับซ้อน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการขยายเป้าหมายไปยังแหล่งท่องเที่ยวเป็นกลยุทธ์จิตวิทยา เพื่อสร้างความหวาด恐惧ในหมู่ประชาชนฝ่ายตรงข้าม สงครามครั้งนี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งเรื่องนิวเคลียร์และการโจมตีของอิสราเอล แต่ตอนนี้ลุกลามเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลก ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว ส่งผลให้สายการบินและโรงแรมทั่วโลกปรับราคาขึ้น

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ สถานการณ์อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3 อาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ หากชาติมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียเข้าแทรกแซง แต่หากอิหร่านลงมือจริง ผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวไทย แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และพิจารณาประกันการเดินทางที่ครอบคลุมความเสี่ยงจากสงคราม คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวล่าสุด

ที่มา – อิหร่านเดือด ขู่โจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ขณะที่สงครามยืดสัปดาห์ที่ 3

รัฐบาลอังกฤษไฟเขียว สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวอ่านข่าวต่างประเทศ วันนี้เรามีเรื่องร้อนที่กำลังเป็นประเด็นโลกมาฝากกันครับ รัฐบาลอังกฤษไฟเขียว สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน เพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงระหว่างตะวันตกกับอิหร่าน ทำให้หลายฝ่ายวิจารณ์หนักและอิหร่านขู่ตอบโต้ทันควัน

รัฐบาลอังกฤษไฟเขียว สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีเป้าหมายอิหร่าน

วันที่ 21 มีนาคม 2569 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอังกฤษออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรได้อนุมัติให้สหรัฐอเมริกาใช้ฐานทัพของอังกฤษในการดำเนินปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน โดยเฉพาะ那些ที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบแห่งนี้มีความยาวประมาณ 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กิโลเมตร แต่เป็นคอขวดสำคัญที่น้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียไหลออกสู่ตลาดโลก ถ้าขัดขวางได้ ราคาน้ำมันโลกพุ่งแน่นอน

มติคณะรัฐมนตรีอังกฤษระบุชัดว่าการอนุมัตินี้เป็นเพื่อ “ปฏิบัติการเชิงป้องกัน” มุ่งเป้าไปที่ขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์ เช่น จรวดต่อต้านเรือหรือโดรนที่เคยใช้ในอดีต รัฐบาลอังกฤษยืนยันว่าจะไม่ส่งกองทัพเข้าร่วมโจมตีโดยตรง แต่จะสนับสนุนด้านลอจิสติกส์เท่านั้น พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดความตึงเครียดและยุติความขัดแย้งโดยเร็วที่สุด

รัฐบาลอังกฤษไฟเขียว สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน: เสียงวิจารณ์ถล่มทลาย

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งในและนอกสภา นายเคมี บาเดนอค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนุรักษ์นิยม เรียกว่านี่คือ “การกลับลำครั้งใหญ่” ของรัฐบาลนายเคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมทางทหาร เธอเตือนว่าความขัดแย้งทางวาจาระหว่างพันธมิตรตะวันตกกำลังบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระยะยาว

ฝั่งสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่พอใจที่อังกฤษตัดสินใจล่าช้าเกินไป เขาโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่าควรดำเนินการเร็วกว่านี้ และยกตัวอย่างฐานทัพในหมู่เกาะชากอส เช่น เกาะดิเอโก การ์เซีย ซึ่งเป็นฐานทัพสำคัญของสหรัฐในมหาสมุทรอินเดียที่อังกฤษให้สิทธิใช้งาน

  • ฐานทัพที่เกี่ยวข้อง: เกาะดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) – ฐาน B-52 และเรือดำน้ำนิวเคลียร์
  • ไซปรัส (Cyprus): ฐาน RAF Akrotiri สำหรับเครื่องบินรบ
  • บาห์เรน: ฐานทัพเรือสหรัฐที่อังกฤษสนับสนุน

ทางอิหร่านตอบโต้ทันที นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์กำลังพาชีวิตพลเมืองอังกฤษไปเสี่ยงภัย เขาย้ำว่าอิหร่านมีสิทธิป้องกันตนเองเต็มที่ และเชื่อว่าประชาชนอังกฤษส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ประเทศตนมีส่วนในสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน

ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลอังกฤษไฟเขียว สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน

เพื่อให้เข้าใจบริบท ช่องแคบฮอร์มุซเป็นประตูสู่ทะเลอาหรับจากอ่าวเปอร์เซีย ทุกวันมีเรือทังเกอร์น้ำมันกว่า 20 ลำผ่าน ประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 20% ของการบริโภคน้ำมันโลก ถ้าอิหร่านปิดช่องแคบ ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเราด้วยเพราะนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง

ประวัติศาสตร์ความตึงเครียดที่นี่ยาวนาน ตั้งแต่สงครามเรือน้ำมันอิหร่าน-อิรักในยุค 80s จนถึงการยึดเรือสินค้าของอังกฤษโดยอิหร่านเมื่อปี 2562 ล่าสุด อิหร่านถูกกล่าวหาว่าโจมตีเรือด้วยโดรนและระเบิดเหนียว ทำให้บริษัทขนส่งน้ำมันหลายแห่งหลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์แพงขึ้น

การที่รัฐบาลอังกฤษไฟเขียว สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน จึงเป็นก้าวสำคัญในการรักษาความมั่นคงพลังงานโลก แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนสงครามใหญ่ได้

ในมุมมองของผม การตัดสินใจนี้อาจช่วยป้องกันวิกฤตพลังงาน แต่ต้องระวังไม่ให้ลุกลาม หากอิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบจริง เศรษฐกิจโลกจะสั่นคลอนแน่นอน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เชื่อว่าอังกฤษทำถูกหรือเสี่ยงเกินไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – รัฐบาลอังกฤษไฟเขียว สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพโจมตีเป้าหมายอิหร่านเพื่อคุ้มกันเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ

ระทึก! ขีปนาวุธอิสราเอลตกเฉียดนักข่าวกลางไลฟ์ที่เลบานอน เจ็บ 2 ราย

ระทึก! ขีปนาวุธอิสราเอลตกเฉียดนักข่าวกลางไลฟ์ที่เลบานอน เจ็บ 2 ราย เหตุการณ์สุดตึงเครียดนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ขณะที่ทีมนักข่าวจากสำนักข่าว RT ของรัสเซียกำลังรายงานสดจากทางตอนใต้ของเลบานอน ท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงที่ยกระดับขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ระทึก! ขีปนาวุธอิสราเอลตกเฉียดนักข่าวกลางไลฟ์ที่เลบานอน เจ็บ 2 ราย

นายสตีฟ สวีนีย์ หัวหน้าสำนักงานเลบานอนของ RT และอาลี ริดา ช่างภาพ ได้เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อรายงานสถานการณ์การปะทะกันระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ขณะที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีขีปนาวุธอิสราเอลถูกยิงตกลงใกล้ๆ เพียงไม่กี่ฟุตด้านหลัง ทำให้ทั้งคู่ต้องรีบก้มหลบแรงระเบิดที่ดังสนั่น สะเก็ดระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ ส่งผลให้ทั้งสองได้รับบาดเจ็บแต่ยังมีสติพอที่จะขอความช่วยเหลือ

นักข่าว RT บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด ส่อประเด็นโจมตีสื่อ

หลังเกิดเหตุการณ์ ทีมนักข่าวทั้งสองถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที นางมาร์การิตา ซิโมนยาน บรรณาธิการข่าว RT ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าทั้งคู่บาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอล และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพความปลอดภัยของนักข่าว โดยย้ำว่านักข่าวไม่ควรตกเป็นเป้าหมายทางทหาร ปัจจุบันเหตุการณ์ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากหลายฝ่าย แต่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่แสดงให้เห็นถึงความหวุดหวิดอย่างชัดเจน

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักข่าวตกอยู่ในอันตรายในภูมิภาคนี้ ก่อนหน้านี้มีรายงานนักข่าวเลบานอนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล องค์กรคณะกรรมการเพื่อคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) ระบุว่า ปี 2568 เป็นปีที่มีผู้สื่อข่าวเสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลเมื่อกว่า 30 ปีก่อน โดยส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ตึงเครียดในเลบานอนใต้และผลกระทบต่อสื่อมวลชน

เลบานอนใต้กลายเป็นจุด nóngของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลเลาะห์ โดยอิสราเอลโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดตอบโต้ สถานการณ์นี้ทำให้ประชาชนและนักข่าวต้องเผชิญความเสี่ยงสูง นักข่าวต้องทำงานในสภาพที่ขาดการคุ้มครอง ทำให้อัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตพุ่งสูง

  • นักข่าว RT สองคนบาดเจ็บจากสะเก็ดขีปนาวุธอิสราเอล
  • คลิปไลฟ์เผยภาพระทึกขณะก้มหลบระเบิด
  • RT กล่าวหาอิสราเอลโจมตีโดยตรง
  • CPJ เตือนปี 2568 นักข่าวตายมากสุดในประวัติศาสตร์
  • เรียกร้องคุ้มครองสื่อมวลชนในพื้นที่สงคราม

จากสถิติของ CPJ ตั้งแต่ปี 1992 มีนักข่าวเสียชีวิตกว่า 2,400 ราย โดย 60% เกิดจากสงครามและการก่อการร้าย ในตะวันออกกลางอย่างเดียวมีมากกว่า 500 ราย เหตุการณ์ ระทึก! ขีปนาวุธอิสราเอลตกเฉียดนักข่าวกลางไลฟ์ที่เลบานอน เจ็บ 2 ราย นี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการปกป้องสื่อ

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าสื่อมวลชนต้องมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น การใช้เส้นทางสำรองและอุปกรณ์ป้องกัน แต่ที่สำคัญกว่านั้น ทุกฝ่ายในความขัดแย้งควรเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และอย่าลืมติดตามข่าวสารล่าสุดจากตะวันออกกลางเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – ระทึก! ขีปนาวุธอิสราเอลตกเฉียดนักข่าวกลางไลฟ์ที่เลบานอน เจ็บ 2 ราย

รมว.ต่างประเทศหารือทูตอิหร่าน ย้ำช่วยลูกเรือมยุรีนารี

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการต่างประเทศไทยที่น่าสนใจมากเลยนะ รมว.ต่างประเทศหารือทูตอิหร่าน ย้ำเรื่องช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี-ขออนุญาตเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของลูกเรือไทยและเส้นทางการค้าสำคัญของเราอย่างช่องแคบฮอร์มุซนั่นเอง

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าพบปะหารืออย่างเป็นกันเองกับนายนอเศเรดดีน ฮัยแดรี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย เพื่อย้ำยี้อีกครั้งเรื่องการช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คนที่ติดอยู่บนเรือมยุรีนารี ซึ่งเป็นเรือพาณิชย์ของไทย โดยเฉพาะขอให้กองทัพเรืออิหร่านสนับสนุนภารกิจมนุษยธรรมในการช่วยเหลือพวกเขาให้ปลอดภัย นอกจากนี้ยังขออนุญาตให้เรือพาณิชย์ไทยสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยด้วย

รมว.ต่างประเทศหารือทูตอิหร่าน ย้ำเรื่องช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี-ขออนุญาตเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ในการสนทนาครั้งนี้ เอกอัครราชทูตอิหร่านยืนยันว่า ได้รายงานคำขอของไทยไปยังรัฐบาลอิหร่านเรียบร้อยแล้ว และในหลักการ อิหร่านยินดีช่วยเหลือทั้งสองประเด็นเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่องช่วยเหลือลูกเรือไทย พวกเขาพร้อมสนับสนุนเต็มที่ สำหรับเรื่องเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทูตอิหร่านก็เห็นด้วยว่าประเทศไทยในฐานะมิตรประเทศ ควรได้รับอนุญาตให้ผ่านได้โดยไม่มีปัญหา และสัญญาว่าจะเร่งติดตามคำตอบกลับมาให้เร็วที่สุด

สถานการณ์เรือมยุรีนารีและลูกเรือไทย

เพื่อนๆ รู้ไหมครับว่า เรือมยุรีนารีคือนาวิกโยธินพาณิชย์ไทยที่ประสบปัญหาในน่านน้ำอิหร่าน ลูกเรือไทย 3 คนติดค้างอยู่นานแสนนาน สถานการณ์ตึงเครียดเพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การที่ไทยออกมาเรียกร้องแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการปกป้องพลเมืองของเราทุกคน

ช่องแคบฮอร์มุซสำคัญต่อไทยอย่างไร

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เรือสินค้าทั่วโลกต้องผ่าน โดยเฉพาะน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซีย ประมาณ 20% ของน้ำมันโลกผ่านที่นี่ ถ้าเรือไทยผ่านไม่ได้ จะกระทบการค้าของเราอย่างหนัก ลองดูจุดสำคัญ:

  • เป็นทางออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและยุโรป
  • ไทยนำเข้าน้ำมันและสินค้าผ่านทางนี้จำนวนมาก
  • หากปิดกั้น จะทำให้ค่าน้ำมันพุ่งสูง กระทบเศรษฐกิจไทย
  • ไทยมีเรือพาณิชย์หลายลำต้องผ่านเป็นประจำ

ดังนั้น การขออนุญาตจากอิหร่านจึงสำคัญมาก เพื่อให้เรือไทยเดินทางได้ปลอดภัย ไม่ต้องอ้อมทางไกลๆ

นอกจากนี้ รมว.ต่างประเทศยังย้ำท่าทีของไทยที่อยากให้ทุกฝ่ายกลับมาคุยกันด้วยการทูต แก้ปัญหาอย่างสันติ ทูตอิหร่านก็ขอร้องให้ไทยและอาเซียนช่วยพูดคุยกับฝ่ายตรงข้าม เพื่อหยุดการโจมตีอิหร่านให้เร็วที่สุด สะท้อนถึงบทบาทของไทยในเวทีโลกที่เป็นกลางและส่งเสริมสันติภาพ

ความสัมพันธ์ไทย-อิหร่านก็ดีมาตลอดนะครับ มีการค้าขายกันมานาน โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าเกษตร ถ้าประเด็นนี้คลี่คลายได้ จะยิ่งเสริมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีก

โดยรวมแล้ว การหารือครั้งนี้เป็นสัญญาณดีที่อิหร่านตอบรับในทางบวก แสดงให้เห็นว่า รมว.ต่างประเทศหารือทูตอิหร่าน ย้ำเรื่องช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี-ขออนุญาตเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สำเร็จในระดับหนึ่ง ลูกเรือไทยน่าจะได้กลับบ้านเร็วๆ นี้

ในมุมมองของผม การทูตแบบนี้แหละที่ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ดีในสายตานานาชาติ ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำจริงเพื่อพลเมือง ถ้าเพื่อนๆ มีประสบการณ์เกี่ยวกับการเดินเรือหรือข่าวตะวันออกกลาง บอกเล่าในคอมเมนต์ได้นะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!

ที่มา – รมว.ต่างประเทศหารือทูตอิหร่าน ย้ำเรื่องช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี-ขออนุญาตเรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร ผู้เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน คอยวางกลยุทธ์ทางทหารและการทูตมานานกว่า 5 ทศวรรษ การจากไปของเขาสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับระบอบปกครองอิหร่าน

รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

เช้าวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น อิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ อาลี ลารีจานี ในวัย 67 ปี หลังถูกลอบสังหารจากการโจมตีของอิสราเอล ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์ แม้จะเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่เขายังคงออกมาแสดงจุดยืนในที่สาธารณะกลางกรุงเตหะราน สร้างเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งให้กับประชาชน

ก่อนหน้านี้ อาลี ลารีจานี โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเพื่อยั่วยุประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเตือนประเทศมุสลิมในอ่าวเปอร์เซียให้ระวังอเมริกาและอิสราเอล ซึ่งเป็นศัตรูตัวจริง พวกเขาควรหันกลับมาคิดถึงผลประโยชน์ของตนและอนาคตตะวันออกกลาง การสูญเสียผู้นำคนนี้จะทำให้การเจรจาสันติภาพยิ่งยากลำบาก เพราะเขาคือสมองหลักในการตัดสินใจสำคัญๆ ของอิหร่าน

บทบาทสำคัญของอาลี ลารีจานี ในประวัติศาสตร์อิหร่าน

อาลี ลารีจานี ได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสถาบันจากเยอรมนี เขาเป็นผู้วางแผนหลักเบื้องหลังนโยบายอิหร่านหลายทศวรรษ แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักของสหรัฐและอิสราเอล แต่หลังจากผลักดันการปราบปรามผู้ประท้วงในประเทศ เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกจับตาในฐานะนักวางกลยุทธ์ทางทหาร

สภาความมั่นคงแห่งชาติยกย่องเส้นทาง政治 50 ปีของเขา จนวาระสุดท้ายยังอุทิศตนเพื่ออิหร่าน และเรียกร้องความสามัคคีต่อสู้ภัยภายนอก เขามีทักษะในการรับมือการเปลี่ยนแปลง政治ของสาธารณรัฐอิสลาม เป็นนักอนุรักษนิยมที่ปฏิบัติได้จริง ยึดอุดมการณ์แต่มีประสิทธิภาพ

  • ปี 1980: ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน
  • ต่อมา: หัวหน้าสถานีโทรทัศน์รัฐ
  • ปี 2004: หัวหน้าผู้เจรจานิวเคลียร์อิหร่าน นักการทูตตะวันตกชื่นชมความฉลาด ได้รับความไว้วางใจจากอยาตอลเลาะห์คาเมเนอีมากขึ้น
  • ปี 2015: ตัวแทนทำข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) กับรัฐบาลโอบามา จำกัดโครงการนิวเคลียร์แลกยกเลิก санкции
  • ช่วงหลัง: เจรจากับปูตินที่รัสเซีย เยือนโอมาน เป็นตัวกลางวอชิงตัน-เตหะราน

ผลงานเหล่านี้ทำให้ รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร เป็นชื่อที่คุ้นเคยในเวทีโลก การจากไปของเขาคือจุดเปลี่ยนสำคัญ อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางมากขึ้น

นอกจากนี้ อาลี ลารีจานี ยังมีบทบาทในการกำหนดทิศทางความมั่นคงของอิหร่าน โดยเฉพาะในยุคที่เผชิญแรงกดดันจากชาติตะวันตก เขาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้นำสูงสุดกับหน่วยงานต่างๆ ทำให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า เขาเป็น ‘มือขวา’ ที่ขาดไม่ได้ของคาเมเนอี

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การลอบสังหารครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ของอิสราเอลเพื่อตัดหัวใจสำคัญของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น อิหร่านอาจต้องปรับโครงสร้างผู้นำใหม่ ซึ่งจะใช้เวลานานและสร้างความแตกแยกภายใน

สุดท้ายแล้ว การสูญเสีย รู้จัก อาลี ลารีจานี ผู้นำอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร ทำให้เราต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด คุณคิดว่าอิหร่านจะรับมืออย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – รู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) ผู้นำหัวใจสำคัญของอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

โดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด ระเบิด 2 วันติด

เกิดเหตุร้ายรุนแรงในกรุงแบกแดด เมื่อ โดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด อิรัก สร้างความตึงเครียดให้กับภูมิภาคตะวันออกกลางอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำสองวันติดต่อกัน ทำให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงต้องเร่งตรวจสอบและเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัย

โดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด: ลำดับเหตุการณ์เชิงลึก

วันที่ 18 มีนาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในช่วงเช้ามืดวันพุธตามเวลาท้องถิ่น สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงแบกแดดตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยโดรน ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ก่อนที่ควันจะลอยคละคลุ้งบริเวณนั้น

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า โดรนลำดังกล่าวพุ่งตรงเข้าหาอาคารสถานทูต แต่ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้อย่างชัดเจนในเบื้องต้น ขณะที่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งชี้ว่า โดรนตกลงกระแทกใกล้รั้วกั้นพื้นที่รักษาความปลอดภัยของสถานทูตเท่านั้น โชคดีที่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในทันที

เหตุโจมตีต่อเนื่องก่อนหน้าไม่กี่ชั่วโมง

ที่น่าตกใจคือ โดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเหตุการณ์คล้ายคลึงกันในวันก่อนหน้า โดยมีทั้งโดรนและจรวดยิงเข้าใส่พื้นที่เดียวกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิรักสามารถสกัดจรวดบางลูกได้ทันเวลา แต่โดรนอีกลำหนึ่งทะลุทะลวงเข้าไปจุดไฟไหม้ที่โรงแรมหรูในเขตกรีนโซน

เขตกรีนโซนถือเป็นพื้นที่รักษาความปลอดภัยสูงสุดในกรุงแบกแดด ที่ตั้งของสถานทูตต่างชาติต่างๆ รวมถึงที่พักของนักการทูตและเจ้าหน้าที่ระดับสูง การโจมตีที่นี่จึงส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

รากเหง้าของความขัดแย้งและผู้ก่อเหตุที่น่าสงสัย

ย้อนกลับไปในเช้ามืดวันอังคารก่อนหน้า เกิดการโจมตีด้วยโดรนและจรวดอีกหลายจุดทั่วกรุงแบกแดด โดยจุดหนึ่งในนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย ในบ้านพักที่เชื่อว่าเป็นที่หลบซ่อนของที่ปรึกษาทหารชาวอิหร่าน แสดงให้เห็นถึงการตอบโต้ข้ามชาติที่รุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เหตุการณ์เหล่านี้น่าจะมาจากกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งมีแรงจูงใจจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานาน รวมถึงสถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลาง เช่น สงครามในกาซาและการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค สถานการณ์ในอิรักกำลังถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งใหญ่โตมากขึ้น

  • โดรนและจรวดถูกใช้บ่อยขึ้นในการโจมตี เนื่องจากราคาถูกและควบคุมได้ระยะไกล
  • ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิรักได้รับการอัพเกรดจากสหรัฐฯ แต่ยังมีช่องโหว่
  • กรีนโซนเคยถูกโจมตีในอดีตสมัย ISIS แต่ปัจจุบันเป็นกลุ่มพันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ

นอกจากนี้ รัฐบาลอิรักกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝ่ายที่สนับสนุนสหรัฐฯ และกลุ่มชาตินิยมที่ต่อต้านการแทรกแซงจากต่างชาติ สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อความมั่นคงของอิรักเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพของภูมิภาคทั้งหมด

ผลกระทบจากการโดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด

หลังเกิดเหตุ สหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีและเรียกร้องให้อิรักเร่งจับกุมผู้กระทำผิด ขณะที่สถานทูตได้เพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยและสั่งอพยพบางส่วน ชาวอเมริกันในอิรักจำนวนมากเริ่มวิตกกังวลกับความปลอดภัย

จากมุมมองเศรษฐกิจ การโจมตีเช่นนี้ทำให้การลงทุนต่างชาติในอิรักชะงักงัน โดยเฉพาะในภาคพลังงานที่อิรักพึ่งพา น้ำมันราคาพุ่งขึ้นชั่วคราวหลังข่าวแพร่ออกไป สะท้อนถึงความอ่อนไหวของตลาดโลกต่อความไม่สงบในตะวันออกกลาง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หาก โดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด เกิดซ้ำซาก สหรัฐฯ อาจตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศ ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามใหญ่

ในฐานะนักวิเคราะห์ สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเจรจาสันติภาพที่แท้จริงระหว่างมหาอำนาจ เพื่อป้องกันไม่ให้อิรักกลายเป็นสมรภูมิ代理อีกครั้ง หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและการวิเคราะห์เชิงลึก สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – โดรนถล่มสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด อิรัก เกิดระเบิดสนั่นซ้ำสองวันติด

นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ ย้ำความร่วมมือมั่นคงเศรษฐกิจ

นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ ย้ำความร่วมมือความมั่นคง-เศรษฐกิจ จับตาท่าทีตะวันออกกลาง

วันที่ 18 มีนาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เตรียมเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อพบปะหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ในการประชุมสุดยอดผู้นำ โดย นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่เธอขึ้นดำรงตำแหน่ง

นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์

การเดินทางครั้งนี้มีกำหนดออกจากญี่ปุ่นในช่วงเย็นวันพุธ และจะเน้นย้ำความสำคัญของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งมายาวนาน โดยทั้งสองฝ่ายจะหารือเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด ทั้งปัญหาจีนในทะเลจีนใต้ เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธ และความขัดแย้งในยูเครน

นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ เพื่อย้ำวาระสำคัญ

วาระหลักในการหารือ ได้แก่ การผลักดันความมั่นคงร่วมกัน เช่น การเพิ่มขีดความสามารถของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF) ร่วมกับกองทัพสหรัฐฯ รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองเพื่อรับมือภัยคุกคามจากจีนและรัสเซีย นอกจากนี้ ยังครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า

  • ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ: เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายาก (rare earths) ลดการพึ่งพาจีน
  • การลงทุน: ญี่ปุ่นลงทุนกว่า 1 ล้านล้านเยนในโรงงานชิปสหรัฐฯ
  • เทคโนโลยี: ร่วมมือพัฒนา AI และควอนตัมคอมพิวติ้ง
  • พลังงาน: หารือเรื่องพลังงานนิวเคลียร์และก๊าซธรรมชาติ

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียแปซิฟิก โดยมีข้อตกลงด้านความมั่นคงตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สหรัฐฯ มีฐานทัพกว่า 50,000 นายในญี่ปุ่น การเยือนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

จับตาท่าทีตะวันออกกลางในการหารือ

ขณะที่ นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ นักวิเคราะห์ยังจับตาท่าทีของญี่ปุ่นต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่ตึงเครียดจากอิหร่าน ทรัมป์เรียกร้องให้พันธมิตรส่งเรือรบช่วยรักษาความปลอดภัยเส้นทางค้าพลังงาน ซึ่งญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันกว่า 90% ทางทะเล ทาคาอิจิยืนยันว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ pacifist ของญี่ปุ่น โดยไม่ประเมินกฎหมายของปฏิบัติการสหรัฐฯ ในที่ประชุมนี้

ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเคยส่งเรือลาดตระเวนไปยังอ่าวโอมานในภารกิจคล้ายกัน แต่จำกัดบทบาทไม่ใช่ทางทหารเต็มรูปแบบ สถานการณ์ปัจจุบันอาจนำไปสู่การตัดสินใจใหม่ หากทรัมป์กดดันหนัก

นอกจากนี้ การเยือนยังสะท้อนยุทธศาสตร์ของทรัมป์ “America First” ที่ต้องการให้ญี่ปุ่นแบกรับภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น เช่น เพิ่มงบกลาโหมเป็น 2% ของ GDP ซึ่งญี่ปุ่นกำลังมุ่งสู่เป้าหมายนั้น

โดยรวมแล้ว การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังส่งผลต่อสมดุลอำนาจในอินโด-แปซิฟิกและตะวันออกกลาง ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพโลก

ความเห็น: การเยือนของนายกฯญี่ปุ่นครั้งนี้จะช่วยยืนยันบทบาทผู้นำของญี่ปุ่นในเวทีโลก สร้างความมั่นใจให้พันธมิตร และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ คุณคิดว่าญี่ปุ่นควรส่งเรือรบไปฮอร์มุซหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตจากเรา!

ที่มา – นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ ย้ำความร่วมมือความมั่นคง-เศรษฐกิจ จับตาท่าทีตะวันออกกลาง

Scroll to top