สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

ครบรอบ 1 ปี ปู่ น้องน้ำโขง ยันไม่ให้อภัย ตระกูลฮุน

เชื่อว่าหลายคนยังคงจำเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนได้ดี โดยเฉพาะประเด็น ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดจากผลกระทบของสงครามที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากใจครอบครัวผู้สูญเสียได้ง่ายๆ

ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน”

วันนี้ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงจรวด BM-21 เข้าใส่บ้านเรือนประชาชนไทย ในเขตพื้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เหตุการณ์ดังกล่าวคร่าชีวิต ด.ช.ธิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือ “น้องน้ำโขง” วัยเพียง 8 ขวบ ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ การออกมาตอกย้ำว่า ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน” ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเรียกร้องความเป็นธรรม แต่คือเสียงสะท้อนจากความสูญเสียที่รัฐบาลกัมพูชาต้องหันมามองบ้าง

เสียงเรียกร้องจากหัวอกผู้สูญเสียที่ยังไม่ได้รับเยียวยา

นอกจากความสูญเสียชีวิตหลานชายสุดที่รักแล้ว คุณปู่สุธีร์ บุญแต่ง ยังเปิดเผยเรื่องราวที่น่าเศร้าอีกชั้นว่า ลูกชายของตนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดในวันนั้น จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากภาครัฐอย่างเต็มที่ ซึ่งกลายเป็นแผลในใจที่ถูกซ้ำเติมด้วยความล่าช้าของระบบราชการ

  • ร่องรอยบ้านพังที่ปู่ตั้งใจเก็บไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำ
  • ความกังวลของคนในพื้นที่ที่ยังคงเกาะติดสถานการณ์ชายแดน
  • การทำบุญอุทิศส่วนกุศลเพื่อส่งน้องน้ำโขงสู่ภพภูมิที่ดี

คุณสุธีร์ยังเล่าให้ฟังขณะพาเดินสำรวจบ้านว่า เขายังไม่ซ่อมแซมหน้าต่างและประตูที่พังเสียหายจากเหตุการณ์จรวดตก เพราะต้องการให้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความโหดร้ายที่ได้รับ แม้ในวันนี้เราจะเห็นว่าการค้าขายบริเวณชายแดนเริ่มกลับมาบ้าง แต่ความรู้สึกของชาวบ้านยังคงตื่นตัวและพร้อมอพยพอยู่เสมอ หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอีก

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า “สงคราม” ไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีกับใคร มีเพียงความสูญเสียและรอยแผลใจที่ติดตัวผู้ที่ยังอยู่ไปตลอดชีวิต สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการส่งกำลังใจไปให้ครอบครัวบุญแต่ง และติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการเยียวยาจะไปถึงมือพวกเขาเมื่อไหร่ เพราะเงินทองแม้จะซื้อชีวิตกลับมาไม่ได้ แต่มันคือสิทธิอันชอบธรรมที่พวกเขาควรได้รับอย่างเร่งด่วน

ที่มา – ครบรอบ 1 ปี ปู่ “น้องน้ำโขง” ยันไม่ให้อภัย “ตระกูลฮุน” ลูกชายสาหัส ยังไม่ได้รับเยียวยา

พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

เหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ โดยล่าสุดได้มีรายงานว่าใน พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุบานปลายและรักษาอธิปไตยของชาติ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ว่า กำลังพลที่ประจำการ ณ ฐานปฏิบัติการในพื้นที่ ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนดังกล่าวในเวลาประมาณ 07.30 น. ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ตั้งอยู่ระหว่างปราสาทตาควายและปราสาทคนา

รายละเอียดสถานการณ์เมื่อ พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยตรวจพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในระยะห่างจากฐานปฏิบัติการเพียง 500 เมตร ทางหน่วยจึงได้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยมีการยิงเตือนกลับไปจำนวน 5 นัด เพื่อแสดงถึงการควบคุมพื้นที่และเฝ้าระวังเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าวพบว่าฝ่ายกัมพูชาไม่มีการตอบโต้ใดๆ กลับมา ทั้งนี้สรุปเหตุการณ์สำคัญมีดังนี้:

  • กำลังพลฝ่ายไทยทุกนายปลอดภัยและอยู่ในที่ตั้ง
  • มีการยิงเตือนตามมาตรการป้องกันตนเอง 5 นัด
  • สถานการณ์โดยรวมกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ฝ่ายความมั่นคงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับข่าวที่ระบุว่า พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง นั้นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้กองกำลังชายแดนได้ยืนยันว่าทางหน่วยยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อรักษาความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การติดตามแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ เหตุการณ์นี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความพร้อมของกองทัพไทยในการรับมือกับเหตุเฉพาะหน้าอย่างทันท่วงที เพื่อนๆ สามารถเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารที่คอยดูแลความปลอดภัยให้เราทุกคนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและติดตามข่าวสารทางการจากหน่วยงานของรัฐเพื่อป้องกันความสับสนครับ

ที่มา – พื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ได้ยินเสียงปืนเล็กยาว 3 นัด ทหารไทยยิงเตือนพร้อมเฝ้าระวัง

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

จากกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุเสียงระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่และผู้ที่ติดตามข่าวสารเป็นวงกว้าง ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงสถานการณ์ว่า กำลังพลได้รับทราบถึงเสียงระเบิดจำนวน 3 ครั้งในช่วงเช้ามืด แต่มิใช่การกระทำของฝ่ายไทย โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้:

  • จากการวิเคราะห์ทิศทางเสียง พบว่าแหล่งกำเนิดเสียงมาจากพื้นที่ฝั่งกัมพูชา
  • ไม่พบหลักฐานการเคลื่อนไหวหรือการใช้อาวุธใดๆ จากกำลังพลไทยในพิกัดดังกล่าว
  • พื้นที่มีลักษณะเป็นแนวชายแดนที่เคยมีรายงานเสียงระเบิดเป็นระยะ ซึ่งอาจเกิดจากกิจกรรมในฝั่งเพื่อนบ้าน หรือระเบิดตกค้าง

ความพยายามในการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนโดยการคาดเดาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศได้ ดังนั้น ทางกองทัพจึงเน้นย้ำเรื่องการยึดถือข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจบานปลาย กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ เพื่อให้ทุกคนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยับยั้งชั่งใจและเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากฝากให้ทุกท่านติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องและปลอดภัยในการรับรู้ข่าวสารครับ ทางกองทัพได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมดูแลความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขครับ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้น ล่าสุด กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประเด็นการละเมิดอธิปไตย วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจง่ายๆ กันครับ

กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่รัฐบาลกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ประท้วงประเทศไทย โดยกล่าวอ้างเรื่องการปักธงชาติไทยในดินแดนกัมพูชา รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้คลังสินค้าและการสร้างรั้วในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทตาควาย ซึ่งทาง กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง โดยชี้แจงผ่านทางโฆษกกองทัพบกว่า ทุกการปฏิบัติงานล้วนเป็นไปตามภารกิจภายในอธิปไตยของไทยทั้งสิ้น

ชี้แจงประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวหา

  • เรื่องการปักธงชาติ: กองทัพไทยยืนยันว่าจุดที่ปักธงเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำพื้นที่กัมพูชาแต่อย่างใด
  • เรื่องเหตุไฟไหม้: ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีการวางเพลิงและไม่มีความเสียหายร้ายแรง
  • เรื่องรั้วคอนกรีต: กระแสข่าวการสร้างรั้วไม่เป็นความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการวางแท่งแบริเออร์เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับกำลังพลตามแนวชายแดน

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การใช้กลไกทวิภาคีในการพูดคุยถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจมากมายที่ใช้ร่วมกันมาโดยตลอด ดังนั้นการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่ง

เราในฐานะเสพสื่อควรติดตามข่าวสารด้วยความใจเย็นและใช้วิจารณญาณ การออกมาตอบโต้ของกองทัพในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใสและยืนหยัดในจุดยืนที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือข้อพิพาทจนบานปลายไปมากกว่านี้ครับ คุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง ลองคอมเมนต์แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยนะครับ

ที่มา – “กองทัพบก” โต้หนังสือประท้วง “กัมพูชา” ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด” ไทยยิงเตือน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดไม่จบสิ้น ล่าสุดเกิดเหตุทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด”ในช่วงพลบค่ำ ทำให้กองทัพไทยต้องตอบโต้ด้วยการยิงเตือน 2 นัด และตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงบริบทและความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ

ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้รับแจ้งจากกองกำลังสุรนารี ว่าทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธปืนยิงกระสุนรวม 11 นัด ตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดน จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นที่เนิน 278 ทิศตะวันออกของช่องจอม จากนั้นไล่ยิงตามแนวลงมาถึงตลาดฝั่งตะวันออกของถนนเข้าโอร์เสม็ด แต่ละจุดยิง 1-2 นัด สภาพอากาศช่วงนั้นมืดครึ้มและมีฝนตั้งเค้า ก่อนที่ฝนจะตกหนักหลังเกิดเหตุ และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา

หน่วยความมั่นคงไทยประเมินว่า การยิงครั้งนี้มีลักษณะเป็น “ยิงเช็กแนวรบ” เพื่อตรวจสอบการตอบสนองของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม แต่กองทัพไทยไม่ประมาท ได้ตรึงกำลังหน่วยสุรนารีไว้เต็มอัตรา

ไทยยิงเตือน 2 นัด หลังพบชาวต่างชาติประชิดลวดหนาม

ก่อนเกิดเหตุยิงใหญ่ในช่วงเย็น เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ไทยตรวจพบชาวต่างชาติ ลักษณะชาวตะวันตกไม่ทราบสัญชาติ เดินเข้าใกล้แนวลวดหนามบริเวณถนนทางเข้าโอร์เสม็ด ฝ่ายไทยจึงยิงเตือน 2 นัดทันที ตามระเบียบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำและหลีกเลี่ยงเหตุเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่

พื้นหลังความขัดแย้งชายแดนโอร์เสม็ด

โอร์เสม็ด หรือที่รู้จักในชื่อ O’Smach เป็นพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสงครามเย็น มีประวัติการปะทะหลายครั้ง โดยเฉพาะบริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธมและช่องจอม พื้นที่นี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดสุรินทร์ของไทยกับเมืองอุดรมีชัยของกัมพูชา ในอดีตเคยเกิดการยิงกันและเสียชีวิตของทหารทั้งสองฝ่าย

  • จุดเนิน 278: จุดเริ่มยิงและเป็นเนินสูงมองเห็นแนวรบได้ชัด
  • ตลาดฝั่งตะวันออก: พื้นที่ค้าขายที่พลุกพล่านแต่ถูกปิดกั้นด้วยลวดหนาม
  • ถนนเข้าโอร์เสม็ด: เส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้สัญจร

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหลังจากคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสิน แต่ปัญหายังค้างคาในพื้นที่รอบๆ ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา

มาตรการของกองทัพไทยในการรับมือ

กองทัพภาคที่ 2 สั่งเพิ่มการลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้เทคโนโลยีเช่นกล้องวงจรปิดและโดรนตรวจจับความเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังประสานงานกับทางการท้องถิ่นเพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

  • ตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง
  • ยิงเตือนตามมาตรฐาน ไม่ยิงก่อน
  • รายงานสถานการณ์เรียลไทม์ไปยังส่วนกลาง

การตอบสนองที่รวดเร็วและเป็นมืออาชีพของทหารไทยช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ผลกระทบและข้อควรระวัง

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านชายแดนที่ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น การค้าข้ามแดนชะงักงัน และนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหลีกเลี่ยงพื้นที่ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นของการเจรจาทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาถาวร

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ชายแดนโอร์เสม็ดยังคงควบคุมได้ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นสัญญาณของความไม่สงบที่ใหญ่กว่า แนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสนับสนุนกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตย

CTA: คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวชายแดนล่าสุด!

ที่มา – ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด” ไทยยิงเตือน 2 นัด ตรึงกำลังเฝ้าระวัง 24 ชม.

เปิดรายงาน! กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง

กองทัพภาค 2 ได้เปิดรายงานเหตุการณ์สุดตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งชาวบ้านไปหาอึ่งหรือของป่าในพื้นที่ท้ายเขื่อน แต่กลับถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ไล่ยิง สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ล่าสุดพบว่าอาจเป็นกลุ่มทำผิดกฎหมายที่ลักลอบใช้เส้นทางชายแดน หรืออาจเป็นทหารกัมพูชาที่เข้ามาหาของป่าด้วยความอดอยาก

กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2569 ในพื้นที่จันทบเพชร อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่ใกล้ชิดกับกัมพูชา ชาวบ้านสองคนคือ นายอภิรักษ์ (อู๊ด) บุตรเพชร อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 237 หมู่ 7 บ้านสายโท 1 ใต้ ตำบลปราสาท และ นายประยูร บุญค้ำ ราษฎรบ้านสายโท 2 ใต้ หมู่ 8 ตำบลปราสาท อำเภอบ้านกรวด ได้ชวนกันไปหาอึ่งบริเวณท้ายเขื่อนบ้านสายโท 3 ใต้ หมู่ 1 ตำบลจันทบเพชร

ลำดับเหตุการณ์กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง

เวลา 20.00 น. ของวันที่ 8 พ.ค. 2569 ชาวบ้านทั้งสองจอดรถจักรยานยนต์ Honda Wave สีดำ-แดง 2 คัน แล้วเดินเท้าเข้าไปหาของป่า จากนั้นได้ยินเสียงพูดภาษากัมพูชา และเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ 6-8 คน พร้อมไฟฉาย 2-3 ดวง ชาวบ้านหวาดกลัว คิดว่าเป็นทหารกัมพูชา จึงวิ่งหนี ทิ้งรถไว้ในป่า

  • ระหว่างหนี เห็นไฟฉายไล่ตามมา 2-3 ดวง
  • ดับไฟฉาย ซ่อนตัว ทิ้งของป่า
  • ได้ยินเสียงปืน 1 นัด จากทิศทางกลุ่มชายฉกรรจ์
  • หนีออกจากป่าได้ โทรหาผู้ใหญ่บ้านมารับ กลับบ้านปลอดภัยเวลา 23.00 น.

กองทัพภาค 2 ส่งหน่วยเฉพาะกิจประสานกำนัน เข้าพบชาวบ้านเพื่อสอบถาม สืบข้อมูล แล้วนำกำลังบูรณาการเข้าพื้นที่ พบรถจักรยานยนต์ 2 คัน ตรวจสอบความปลอดภัย แล้วคืนให้ชาวบ้านเรียบร้อย

สาเหตุที่เป็นไปได้ของเหตุการณ์

จากข้อมูลความมั่นคง พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นเส้นทางลักลอบผิดกฎหมายชายแดน เช่น ลำเลียงยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย ชาวบ้านอาจบังเอิญเข้าใกล้กลุ่มผู้กระทำผิด หรือเป็นทหารกัมพูชาเข้ามาหาของป่าจากความอดอยากในพื้นที่ของตน

กองทัพภาค 2 จึงเพิ่มมาตรการเข้มข้น สั่งหน่วยเฉพาะกิจลาดตระเวนเฝ้าระวังพื้นที่มากขึ้น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน ขอให้ชาวบ้านมั่นใจในเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างหนัก ขอบคุณประชาชนที่เป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแส

มาตรการป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

  • เพิ่มการลาดตระเวนชายแดนบุรีรัมย์
  • บูรณาการกำลังทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง
  • ประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
  • ตรวจสอบเส้นทางลักลอบผิดกฎหมาย

เหตุการณ์กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง นี้ สะท้อนถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนที่ยังคงเปราะบาง แม้จะไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตื่นตัว ในมุมมองของผู้เขียน การเพิ่มเทคโนโลยีอย่างโดรนหรือกล้องวงจรปิดในพื้นที่ชายแดนจะช่วยเสริมประสิทธิภาพได้มาก หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ กรุณาแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ติดตามข่าวชายแดนและเหตุการณ์บุรีรัมย์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – เปิดรายงาน กองทัพภาค 2 ชาวบ้านหาอึ่ง โดนไล่ยิง อาจเป็นกลุ่มทำผิดกฎหมาย หรือทหารกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 เร่งช่วยคนไทยชายแดนกัมพูชา

เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อ กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน ทำให้หลายคนตื่นตัวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ชายไทยรายหนึ่งหายตัวไปนานกว่า 15 วัน หลังออกไปหาของป่าใกล้ช่องตาเล็ง จ.สุรินทร์ สุดท้ายพบว่าถูกจับกุมโดยทหารกัมพูชาในข้อหาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทางกองทัพภาคที่ 2 ไม่รอช้า เร่งประสานงานทันทีเพื่อช่วยเหลือให้คนไทยคนนี้กลับบ้าน

กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 นายโยชน์ สายน้อย อายุ 58 ปี ชาวบ้านหมู่ 7 ต.กันตรวจระมวล อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ซึ่งมีอาชีพหาของป่าเป็นหลัก ออกจากบ้านเวลา 18.00 น. โดยใช้รถจักรยานยนต์ซูซูกิ สแมช สีดำ ทะเบียน ขกต 772 สุรินทร์ มุ่งหน้าไปยังบริเวณช่องตาเล็ง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ปกติแล้วเขาจะกลับบ้านภายใน 1-2 วัน แต่คราวนี้หายไปนานถึง 4-5 วัน ทำให้ญาติๆ กังวลใจหนัก

ญาติอย่างนางกันนิกา หอมขจร ภรรยา ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กบัญชี “Wiparat Thongsaysorn” ประกาศตามหาญาติ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 สร้างกระแสแชร์ในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว หน่วยงานความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ และปกครอง รีบลงพื้นที่ตรวจสอบทันที

กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปมกัมพูชาจับคนไทยหาของป่าชายแดน

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

  • 25 เม.ย. 2567: นายโยชน์ออกจากบ้านไปหาของป่า
  • 29 เม.ย. 2567: ภรรยาแจ้งความคนหายที่ สภ.กาบเชิง
  • 30 เม.ย. 2567: ญาติโพสต์เฟซบุ๊กตามหา
  • 4 พ.ค. 2567: กองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) ประสาน พ.อ.โปว เพง หัวหน้าหน่วยประสานงานกัมพูชา-ไทย ที่โอรเสม็ด ฝ่ายกัมพูชายืนยันจับกุมนายโยชน์แล้ว ส่งดำเนินคดีที่ จ.อุดรมีชัย
  • 10 พ.ค. 2567: แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งการเร่งช่วยเหลือ

หลังจากได้รับแจ้ง กองทัพภาคที่ 2 โดย พล.ต.บุญเสริม ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ได้สั่งการให้ชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชาเร่งดำเนินการทันที ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าคนไทยคนนี้ปลอดภัยดี แต่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากลักลอบข้ามแดน ทางไทยจึงประสานเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ ช่วยให้ญาติคลายกังวล โดยเจ้าหน้าที่ไทย ตำรวจ ปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันแจ้งข่าวให้ครอบครัวทราบ

บทบาทสำคัญของกองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่ชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงในภาคอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะพื้นที่สุรินทร์ที่ติดชายแดนกัมพูชา มีกลไกประสานงานชายแดนที่ทำงานร่วมกับฝั่งกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนอง โดยเพิ่งได้รับแจ้งจากเพจ “คุณอ้อ ไพรัช” และตำรวจท้องที่ ก่อนรีบตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการรับตัวกลับไทยตามระเบียบ

ปัญหาการหาของป่าใกล้ชายแดนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากป่าเขตนี้สมบูรณ์แบบ แต่มีความเสี่ยงสูงทั้งสัตว์ร้าย หลงทาง และละเมิดกฎหมายชายแดน ชาวบ้านในพื้นที่อย่าง อ.ปราสาท ซึ่งห่างชายแดน 40 กม. มักเสี่ยงเข้าไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ ทำให้หน่วยงานต้องออกคำเตือนซ้ำๆ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายๆ กันในอดีตที่คนไทยถูกจับและต้องประสานงานนานหลายวัน สะท้อนถึงความจำเป็นของการมีช่องทางสื่อสารที่ดีระหว่างสองประเทศ

เหตุการณ์ กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน นี้เป็นบทเรียนสำคัญ ชาวบ้านควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายแดนโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ และใช้ช่องทางถูกกฎหมายในการหาของป่า หากมีญาติหายในพื้นที่ชายแดน ควรรีบแจ้งทหารหรือตำรวจทันทีเพื่อการช่วยเหลือที่รวดเร็ว

ติดตามข่าวสารชายแดนและความมั่นคงแบบเรียลไทม์กับเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เร่งประสานช่วยเหลือ ปม “กัมพูชา” จับคนไทยหาของป่าตามแนวชายแดน

ชาวบ้านหาอึ่งเล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิงหนีตาย

ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวบ้านแนวชายแดนบุรีรัมย์ หลังจากออกไปหาอึ่งยามค่ำคืน แต่กลับเจอกลุ่มทหารกัมพูชาอาวุธครบมือไล่ตาม ส่องไฟฉายและยิงปืนขู่ จนต้องทิ้งรถจักรยานยนต์และอึ่งที่หามาได้ ซ่อนตัวหลบหนีเอาชีวิตรอดหวุดหวิด

ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่บริเวณบุตาพุ่ม ท้ายเขื่อนหลังหมู่บ้านสายโท 3 ใต้ ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ชาวบ้าน 2 คนออกไปหาอึ่งตามปกติ แต่กลับกลายเป็นนาทีชีวิต เมื่อเจอทหารกัมพูชากว่า 10 นายบุกเข้ามาในพื้นที่ จุดเกิดเหตุยืนยันชัดเจนว่าเป็นเขตอธิปไตยไทย ใกล้ “ฐานแมงป่อง” ห่างชายแดน 1-2 กม.

ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย

เช้าวันรุ่งขึ้น (9 พ.ค.) ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และตำรวจ พาชาวบ้านกลับไปชี้จุดเกิดเหตุ สามารถกู้รถจักรยานยนต์คืนมาได้ แต่ชาวบ้านยังหวาดกลัว เกรงจะเกิดการปะทะรอบ 3 ระหว่างไทย-กัมพูชาในพื้นที่ชายแดนนี้

ภรรยาเล่าวินาทีรับโทรศัพท์สุดระทึก

นางกัลย์สุดา บุตรเพชร อายุ 51 ปี ภรรยาของผู้ประสบเหตุ เล่าว่า เวลา 19.00 น. สามีและน้องชายออกไปหาอึ่งที่บุตาพุ่ม ซึ่งเป็นจุดที่สามีคุ้นเคย จนกระทั่ง 20.30 น. สามีโทรมาบอกกระซิบว่า “เติมเงินโทรด้วย” แล้วเจอทหารกัมพูชา ก่อนตัดสาย หลังจากนั้นโทรกลับไม่มีสัญญาณ เธอถึงกับตื่นตระหนก ประสานผู้ใหญ่บ้าน สุดท้ายสามีกลับมาถึงบ้านตอนเที่ยงคืน แต่ทิ้งจยย.ไว้ในป่า

นางกัลย์สุดา บุตรเพชร เล่าประสบการณ์ชาวบ้านหาอึ่ง

นายอภิรักษ์ เล่านาทีเจอทหารกัมพูชา

นายอภิรักษ์ บุตรเพชร อายุ 63 ปี ผู้ประสบเหตุหลัก เล่าว่า ระหว่างเดินหาอึ่งตามด้วยน้องชาย ห่างกัน 50 ม. เห็นไฟฉาย 3 ดวง คิดว่าเป็นชาวบ้านด้วยกัน จึงเข้าไปถาม “ได้เยอะไหม” แต่พอเข้าใกล้ กลับเป็นทหารกัมพูชา 3 นาย อาวุธครบมือ ปืน มีด ทั้งสองฝ่ายตกใจ

สื่อสารกันไม่ได้ นายอภิรักษ์เลยแกล้งบอกได้ยินเสียงอึ่ง แล้วปิดไฟวิ่งหนี ทหารกัมพูชาอีก 10 คนไล่ตาม ต้องทิ้งอึ่งและหลบในพุ่มไม้ 2 ชม. ได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด โชคดีที่รู้จักป่าดี จำต้นไม้ได้ หนีรอดมาได้ ส่วนน้องชายอ้อมทางอื่น

นายอภิรักษ์ บุตรเพชร ชาวบ้านหาอึ่งเล่านาทีหนีตาย

พื้นที่ดังกล่าวเป็นช่องทางธรรมชาติ มักใช้ลักลอบนำสินค้าเถื่อน ไม่ทราบทหารกัมพูชาเข้ามายังไง ชาวบ้านยืนยันว่าเป็นฝั่งไทยแน่นอน

  • เวลาเกิดเหตุ: 20.30 น. วันที่ 8 พ.ค. 2569
  • สถานที่: บุตาพุ่ม ท้ายเขื่อน บ้านสายโท 3 ใต้
  • ผู้ประสบภัย: นายอภิรักษ์ และน้องชาย
  • ผลกระทบ: ทิ้งจยย.และอึ่ง หลบซ่อน 2 ชม.

เหตุการณ์ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย นี้ สะท้อนความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่บุรีรัมย์ที่ติดปัญหาเดิมๆ ชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงยามค่ำคืน แม้จะหาของป่าเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน รัฐบาลควรเร่งเจรจาและเสริมกำลังทหารชายแดนเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

ติดตามข่าวชายแดนและเหตุการณ์รอบโลกได้ที่เว็บไซต์ของเรา คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้!

ที่มา – ชาวบ้านหาอึ่ง เล่านาทีทหารกัมพูชาไล่ยิง ต้องทิ้ง จยย.หนีตาย ยันเป็นพื้นที่ฝั่งไทย

จุดประทัดเตือน 3 นัด ทหารกัมพูชายั่วยุชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาใกล้จุดช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อจุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ไม่ควรมี โดยทหารไทยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม

จากข้อมูลของกองทัพบกไทย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงเหตุการณ์ที่ชายแดนช่องจอม โดยระบุว่าหน่วยเฝ้าระวังได้รับแจ้งจากชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ฝ่ายกัมพูชาจะนำคณะทูตเข้าตรวจพื้นที่ใกล้แนวรบของไทย เวลา 10.00 น. ทหารไทยจึงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

แต่แล้วทหารกัมพูชาก็ทำการยั่วยุ โดยเข้าใกล้แนวลวดหนามของฝ่ายไทย ซึ่งขัดต่อข้อตกลงที่เคยแจ้งเตือนและทำความเข้าใจกันไว้แล้ว แม้จะเตือนหลายครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงกระทำซ้ำ ทางทหารไทยจึงต้องจุดประทัดเตือน 3 นัด ตามขั้นตอนมาตรฐาน เพื่อส่งสัญญาณให้ถอยห่าง ส่งผลให้ฝ่ายนั้นถอยออกจากพื้นที่ทันที

ขั้นตอนการตอบโต้เหตุการณ์จุดประทัดเตือน 3 นัด ทหารกัมพูชายั่วยุ

การจัดการของทหารไทยในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาความสงบ โดยมีขั้นตอนชัดเจน ดังนี้:

  • เฝ้าระวังล่วงหน้า: ได้รับแจ้งล่วงหน้าเรื่องคณะทูต จึงเตรียมพร้อมทันที
  • แจ้งเตือนด้วยวาจา: เตือนหลายครั้งก่อนดำเนินการขั้นต่อไป
  • จุดประทัดเตือน 3 นัด: ใช้สัญญาณไม่รุนแรงตามคู่มือปฏิบัติ
  • รายงานผู้บังคับบัญชา: ส่งข้อมูลให้กองกำลังสุรนารีและกองทัพภาคที่ 2
  • ออกหนังสือประท้วง: จัดการทางการทูตอย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้น กองทัพบกได้ออกหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชา เรียกร้องให้เคารพข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วม โฆษกฯ เน้นย้ำว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าฝ่ายไทยรุนแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง ไทยยึดหลักกติกาเสมอ แต่สงวนสิทธิ์ป้องกันตนเองตามกฎสากล

ชายแดนช่องจอมเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมโยงการค้าชายแดนและประชาชนทั้งสองฝ่าย ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรก ในอดีตเคยมีข้อพิพาทปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียงที่ทำให้เกิดความตึงเครียด การยั่วยุครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองภายในกัมพูชา หรือทดสอบปฏิกิริยาของไทย แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ไทยต้องรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของพี่น้องชาวสุรินทร์

ประโยชน์ของการใช้ประทัดเตือนคือไม่ก่อให้เกิดการสูญเสีย แต่ส่งสัญญาณชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสบานปลายเป็นความขัดแย้งใหญ่ ข้อตกลงชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีมานาน ต้องได้รับการเคารพจากทุกฝ่ายเพื่อสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม แสดงให้เห็นถึงความมืออาชีพของกองทัพไทย ที่เลือกใช้วิธีอ่อนนุ่มแต่เด็ดขาด หวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะเรียนรู้และหลีกเลี่ยงการยั่วยุในอนาคต เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตชายแดนไทย-กัมพูชาได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม

Scroll to top