สถานการณ์บ้านเมือง

“บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ เปิดใจรัฐบาลอนุทินมาถูกทาง

ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 81 ปี ของ “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ออกมาเปิดเผยมุมมองทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยระบุว่า “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เปิดใจวันเกิด 81 ปี ชี้รัฐบาลอนุทิน มาถูกทาง แนะเร่งปราบทุจริต ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองเป็นพิเศษ

“บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เปิดใจวันเกิด 81 ปี ชี้รัฐบาลอนุทิน มาถูกทาง แนะเร่งปราบทุจริต

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ได้วิเคราะห์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าแม้จะมีสถานการณ์ที่ท้าทายอยู่มาก แต่ในภาพรวมถือว่าเดินมาในทิศทางที่เหมาะสมแล้ว โดยสไตล์การบริหารจัดการของนายกฯ อนุทิน มีความตั้งใจจริงในการพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวหน้าไปกว่าเดิม

มุมมองต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลอนุทิน

นอกจากจะมองว่า “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เปิดใจวันเกิด 81 ปี ชี้รัฐบาลอนุทิน มาถูกทาง แนะเร่งปราบทุจริต แล้ว เขายังได้ฝากข้อเสนอแนะที่สำคัญสำหรับรัฐบาลชุดนี้ไว้ด้วยเพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่น ดังนี้:

  • การปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง
  • การจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในทุกระดับชั้น
  • การสร้างความโปร่งใสเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อประชาชนและนักลงทุน
  • การยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งเสมอ

ในฐานะอดีตผู้นำเหล่าทัพ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ยังแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ความมั่นคง โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกับส่งกำลังใจไปถึงเหล่ากำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ซึ่งท่านเชื่อมั่นในศักยภาพของกองทัพไทยว่ามีความพร้อมเสมอในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

หากรัฐบาลสามารถทำตามคำแนะนำโดยเร่งปราบทุจริตได้สำเร็จตามเป้าหมาย เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ ไปได้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้รวดเร็วเพียงใดเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

ที่มา – “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร เปิดใจวันเกิด 81 ปี ชี้รัฐบาลอนุทิน มาถูกทาง แนะเร่งปราบทุจริต

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

“ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” อดีต สส.เชียงใหม่ ถอดเสื้อเพื่อไทยทิ้งหันมาสวมเสื้อพรรคประชาชนแทน ลั่นเลือกตั้งรอบนี้หากต้องการเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น ต้องไม่มีทางสายกลาง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เปิดตัวลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงจุดยืนทางการเมืองสุดเข้มข้น ชี้สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดเลวร้ายที่สุดจนถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว

นางสาวทัศนีย์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ เพราะปัจจุบันไม่มีทางสายกลางหรือพื้นที่ตรงกลางให้เลือกอีกต่อไป ประชาชนจำเป็นต้องตัดสินใจให้แน่วแน่ว่าจะเลือกอยู่กับที่หรือจะเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น การใช้สิทธิ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือก สส. แต่คือการเลือกอนาคตและเลือกรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลที่จะทำการเปลี่ยนแปลงได้จริงต้องชัดเจนและไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นางสาวทัศนีย์เปิดใจถึงการตัดสินใจทิ้งพรรคเก่าอย่างพรรคเพื่อไทยว่า เกิดขึ้นในวันที่พรรคตัดสินใจข้ามเส้น จุดยืนที่เคยประกาศไว้กับประชาชน เมื่อความเชื่อถือถูกทำลาย ตนจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางอุดมการณ์ใหม่กับพรรคก้าวไกล (เดิม) จนมาถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน โดยมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจเหตุผลที่ตนต้องย้ายค่ายในครั้งนี้

อดีต สส.เชียงใหม่ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยว่า บริหารประเทศมานานกว่า 2 ปี แต่เรื่องสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไม่มีความคืบหน้า รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่เคยมีข้อตกลงร่วมกัน (MOA) ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนอาจมีข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการบ้าง แต่บทเรียนนั้นทำให้ตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาปัจจัยอื่นได้นอกจากเสียงประชาชน จึงขอให้การเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนช่วยกันเลือกพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียว เพื่อเข้าไปทำภารกิจแก้รัฐธรรมนูญและสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้สำเร็จ

“หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ชัดเจน และยืนอยู่ข้างประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวทัศนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ขออยู่ภายใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองอย่างมาก เพราะการย้ายพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสีเสื้อ แต่เป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เหตุผลที่ อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

นางสาวทัศนีย์ ให้เหตุผลว่า การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจข้ามเส้นและผิดคำสัญญากับประชาชน เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าตามอุดมการณ์ของตนเอง โดยเลือกที่จะเข้าร่วมกับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่เธอมองว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่ตั้งใจไว้ได้จริง

การย้ายพรรคของนางสาวทัศนีย์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะเมื่อความเชื่อใจถูกทำลาย ความศรัทธาในตัวนักการเมืองก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักการเมืองหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินของตนเอง

การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล

นอกจากเหตุผลเรื่องอุดมการณ์แล้ว นางสาวทัศนีย์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร รวมถึงการที่พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถผลักดันข้อตกลงร่วมกันให้เป็นรูปธรรมได้

บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต

การประกาศตัวของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ในฐานะผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นและดุเดือดอย่างแน่นอน เพราะแต่ละพรรคต่างก็พยายามที่จะนำเสนอนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน

นางสาวทัศนีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคประชาชนได้รับโอกาสในการบริหารประเทศ จะมุ่งเน้นการทำงานที่โปร่งใส ชัดเจน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การตัดสินใจของอดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ที่ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รวมถึงการบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน บอกรับไม่ได้ผิดสัญญากับประชาชน

ดุสิตโพล: การเมืองไทยแย่ลง จริงหรือ?

สถานการณ์การเมืองไทยแย่ลงในสายตาประชาชน จริงหรือไม่? ดุสิตโพลเผยผลสำรวจล่าสุดที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองไทยในปี 2568 โดยเน้นไปที่ประเด็นสำคัญอย่างการจัดการภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นต่อพรรคการเมืองต่างๆ

ดุสิตโพล เผยประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

ผลสำรวจจาก “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนมองอย่างไรต่อพรรคการเมือง?

นอกจากประเด็นเรื่องภัยพิบัติแล้ว ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าพรรคการเมืองต่างๆ ยังเน้นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ในการสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,194 คน ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 9-12 ธันวาคม 2568 พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ร้อยละ 55.53 มองว่าภาพรวมการเมืองไทยแย่ลง
  • ร้อยละ 67.59 กังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ไม่เป็นระบบ
  • ร้อยละ 59.05 มองว่าพรรคการเมืองเน้นประโยชน์ส่วนตน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน โดยสำหรับพรรคฝ่ายรัฐบาลคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพได้จริง (ร้อยละ 56.28) ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านคือ การตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา (ร้อยละ 64.07)

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ได้ให้ความเห็นว่า ผลโพลนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง และปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลคือปัญหาการจัดการภัยพิบัติและปัญหาเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประชาชนยังมองว่าพรรคการเมืองยังคงให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน

ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้วิเคราะห์ว่า ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเมืองไทยอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ รวมถึงความไม่พอใจต่อการที่พรรคการเมืองเน้นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

ผลสำรวจนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภัยพิบัติ หรือปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

การเมืองที่เน้นการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – ดุสิตโพล เผนประชาชนมองการเมืองไทยแย่ลง จัดการภัยพิบัติ แผ่นดินไหว – น้ำท่วม ไม่เป็นระบบ

Scroll to top