สถานการณ์เศรษฐกิจ

อนุทิน น้อมรับโพลร่วง ขู่ปรับ รัฐมนตรีโลกลืม

อนุทิน น้อมรับโพลร่วง ขู่ปรับ รัฐมนตรีโลกลืม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลสำรวจความคิดเห็นจากนิด้าโพลที่คะแนนนิยมลดลง โดยเจ้าตัวมองว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนการทำงานที่ต้องรีบหยิบมาปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

นายอนุทินกล่าวอย่างชัดเจนว่า แม้ที่ผ่านมาจะทำงานอย่างหนัก แต่หากคะแนนที่เคยได้รับความนิยมร่วงลงมา ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างที่ขาดหายไป โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารกับสาธารณชน เขาเชื่อว่าหลายเรื่องอาจสื่อสารไม่ชัดเจนพอ ทั้งที่ผลงานเชิงประจักษ์อย่างตัวเลขจีดีพีที่เติบโต หรือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่หากรัฐมนตรีในกำกับดูแลไม่เร่งชี้แจงให้สังคมรับรู้ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ทำไปนั้นสูญเปล่า

มาตรการเด็ดขาดจัดการ รัฐมนตรีโลกลืม

ปัญหาสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือกลุ่ม “รัฐมนตรีโลกลืม” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ทำงานในหน้าที่แต่ไม่มีการสื่อสารออกสู่ภายนอก เขาได้ขู่ปรับคณะรัฐมนตรีโดยระบุว่าหากใครไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ก็อาจไม่มีพื้นที่ใน ครม. ต่อไป โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาจากผลงาน ความสามารถ และความทุ่มเทเป็นสำคัญ ไม่ใช่ระบบสมบัติผลัดกันชม

แนวทางการแก้ไขสถานการณ์ของนายอนุทินมีดังนี้:

  • เร่งปรับกลยุทธ์การสื่อสาร ผลงานต้องไปถึงหูประชาชน
  • ตรวจสอบรัฐมนตรีรายบุคคล หากใครเงียบหายจะถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์
  • เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และผู้มีความสามารถในพรรคภูมิใจไทยได้แสดงฝีมือ
  • ติดตามโพลทุกสำนักเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการปรับทิศทางการทำงาน

นายอนุทินยังเสริมอีกว่า แม้ตนเองจะเป็นคนพูดเก่งและเข้าถึงง่าย แต่การบริหารประเทศนั้นต้องทำงานเป็นทีม รัฐมนตรีทุกคนต้องเป็นผู้รอบรู้และสามารถชี้แจงงานของตัวเองได้ ไม่ใช่ให้หัวหน้าพรรคออกมาตอบคำถามเพียงลำพัง การออกมายอมรับความจริงครั้งนี้ถือเป็นการก้าวข้ามอีโก้และพร้อมที่จะรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างแท้จริง

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน การส่งสัญญาณเตือนเรื่องการสั่งปลดรัฐมนตรีไม่ใช่แค่การขู่เพื่อให้ตกใจ แต่เป็นกลยุทธ์กดดันเพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในการทำงานจริง ทุกสายตาจึงต้องจับจ้องต่อไปว่า หลังจากการ “เข้าห้องเย็น” ของบรรดารัฐมนตรีที่ถูกหมายหัว เราจะได้เห็นการสื่อสารที่ฉับไวและผลงานที่โดดเด่นขึ้นจริงหรือไม่

ที่มา – “อนุทิน” น้อมรับโพลร่วงต้องเร่งแก้ เชื่อหลายเรื่องอาจสื่อสารไม่ชัดเจน ขู่ปรับ “รัฐมนตรีโลกลืม”

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยมองว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาคอย่างจริงจัง กลับกลายเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยมาก

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยส่งสัญญาณว่าจะสามารถโอนงบประมาณได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท เพื่อนำมาเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าเม็ดเงินเหล่านั้นถูกหั่นเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ซึ่งนายกรณ์มองว่ารัฐบาลปล่อยให้กระทรวงต่างๆ เร่งรีบเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างจนงบประมาณถูกใช้ไปเกือบหมด ทำให้ พ.ร.บ. โอนงบประมาณฉบับนี้กลายเป็นเพียงสิ่งที่ไร้น้ำหนัก

เหตุผลเบื้องหลังการแก้เขินและแก้ต่างทางการเมือง

นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่าการเดินหน้า กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ ในรูปแบบนี้ มีวัตถุประสงค์แอบแฝงอยู่ 2 ประการหลัก คือ:

  • แก้เขิน: รัฐบาลเคยประกาศต่อรัฐสภาว่าจะทำ หากไม่ดำเนินการก็จะถูกสังคมกดดัน
  • แก้ต่าง: เพื่อใช้เป็นข้ออ้างต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เห็นว่าได้ใช้เม็ดเงินปกติเต็มที่แล้วก่อนจะไปออก พ.ร.ก. กู้เงิน

หลายฝ่ายต่างตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 รัฐบาลในอดีตยังสามารถโอนงบประมาณได้มากกว่านี้หลายเท่าตัว การที่รัฐบาลชุดนี้ทำได้เพียง 10,300 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 0.2% ของงบประมาณทั้งหมด จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่านี่คือความพยายามเต็มที่แล้วจริงหรือ? หรือเป็นเพียงการเปิดทางเพื่อนำไปสู่การกู้เงินจำนวนมหาศาลกันแน่

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้กล่าวเตือนรัฐบาลว่า ในปัจจุบันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นที่ต้องหาทางออกด้วยการกู้เงิน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับประมาณการ GDP สูงขึ้น และสถานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในเกณฑ์ดี การนำเงินจำนวน 10,300 ล้านบาทที่ได้มานั้นไปใช้แบบเร่งรีบโดยไม่มีแผนรองรับกรณีที่ไม่สามารถออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ อาจจะทำให้รัฐบาลเสียโอกาสสำคัญที่ควรจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ ว่าการที่ กรณ์ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ นั้น จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ การโปร่งใสและการจัดงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญมากกว่าการเล่นเกมการเมือง

ที่มา – “กรณ์” ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบฯ หั่นงบเหลือ 1 หมื่นล้าน ทำตัวเป็นเด็กเล่นขายของ

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 หวังแก้วิกฤตประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์บ้านเมืองกันหน่อยครับ กับประเด็นร้อนที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อเร็วๆ นี้นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอเข้าสภาฯ สำหรับนายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างทันท่วงทีครับ

นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

เหตุผลหลักที่รัฐบาลต้องเสนอเรื่องนี้เข้าสภาฯ เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมทั้งในและต่างประเทศมีความผันผวนสูง ทำให้งบกลางที่ตั้งไว้เดิมอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือ ทั้งนี้ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ เพื่อย้ายงบจากรายการที่ยังไม่ได้ใช้หรือสามารถชะลอได้ มาไว้ในงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉินนั่นเองครับ

รายละเอียดการโอนงบประมาณในคราวนี้

การโอนงบในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดงบที่จำเป็นนะครับ แต่เป็นการดึงงบจากรายการที่ยังไม่มีโครงการผูกพัน หรือโครงการที่ล่าช้ากว่ากำหนด เช่น:

  • ค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาหรือฝึกอบรมที่ยังไม่เกิดขึ้น
  • รายจ่ายลงทุนที่ยังไม่สามารถประกวดราคาได้
  • รายการงบประมาณที่หน่วยงานเห็นว่าสามารถชะลอไว้ก่อนได้โดยไม่เสียหาย

รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินถูกนำไปใช้ในจุดที่วิกฤตต้องการความช่วยเหลือจริงๆ

หากเรามองในมุมของความคล่องตัว ต้องยอมรับว่าการมีเม็ดเงินสำรองไว้ในมือช่วยให้รัฐบาลบริหารงานได้ง่ายขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ภัยพิบัติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่คาดไม่ถึง การที่ นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อไปได้ครับ

สุดท้ายนี้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะนำงบประมาณที่โอนมานี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร เพื่อให้เงินภาษีของเราเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดความเดือดร้อนในยามวิกฤตให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – นายกฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบปี 69 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพิ่มความคล่องตัวแก้วิกฤตประเทศ

ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามข่าวเศรษฐกิจที่น่าจับตามองกันสักนิด เมื่อคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้ออกมาเปิดเผยความหวังใหม่ของเศรษฐกิจไทย โดย ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ ซึ่งถือเป็นข่าวดีในท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดมาอย่างยาวนาน

วิเคราะห์ทำไม ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ ถึงเป็นไปได้?

การที่รัฐมนตรีออกมาคาดการณ์เช่นนี้ ไม่ได้มาจากความฝัน แต่มาจากสมมติฐานที่ชัดเจนว่าหากสหรัฐอเมริกาสามารถทำข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่านได้สำเร็จ และมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการขนส่งสินค้าและการค้าระหว่างประเทศที่เคยติดขัดจะกลับมาคล่องตัวขึ้น

ปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้ ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ เป็นจริง

  • ราคาพลังงานลดลง: หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซผ่อนคลาย ค่าขนส่งและราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง ทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยถูกลง
  • กำลังซื้อฟื้นตัว: เมื่อสินค้าส่งออกไปได้ดีขึ้นและต้นทุนถูกลง จะช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมมีกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้น
  • ความชัดเจนในการลงทุน: เมื่อความขัดแย้งจบลง นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นและกล้าที่จะวางแผนงานมากขึ้น

ในมุมมองของกระทรวงพาณิชย์เอง ก็ได้เตรียมมาตรการรับมือไว้ในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การปรับเป้า GDP ของไทยให้สูงกว่า 2% ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริงและช่วยเพิ่มรอยยิ้มให้กับคนไทยทุกคนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ครับ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การรอคอยความชัดเจนอีกเพียง 1-2 วันหลังการเซ็นสัญญาคงเป็นช่วงเวลาตัดสินใจสำคัญที่เราต้องร่วมลุ้นไปพร้อมๆ กัน แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการเมืองโลกครั้งนี้จะส่งผลต่อกระเป๋าตังค์ของคุณอย่างไรบ้าง มาแชร์ความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – “ศุภจี” คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หากสหรัฐลงนามสันติภาพ -เชื่อสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น

ไอซ์ ควง ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์ พบต้นทุนสูง

ไอซ์ ควง ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์ เพื่อสำรวจบรรยากาศการค้าขายในช่วงสงกรานต์ ท่ามกลางราคาน้ำมันแพงที่กระทบชีวิตประชาชนอย่างหนัก พบว่าพ่อค้าแม่ค้าต้องแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูง แต่ยังไม่กล้าปรับราคาขายเพราะกลัวลูกค้าหาย

ไอซ์ ควง ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์

วันที่ 12 เมษายน 2567 รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกับพรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ได้ลงพื้นที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ จ.นนทบุรี เพื่อพบปะประชาชนและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงลิ่ว ทำให้ต้นทุนสินค้าพุ่งขึ้นทั่วแผ่นดิน

บรรยากาศในตลาดวันอาทิตย์ช่วงเช้า ซึ่งปกติจะคึกคักในเทศกาลสงกรานต์ กลับบางตา ผู้คนเดินจับจ่ายน้อยกว่าปกติ ไอซ์และช่อได้เดินสำรวจร้านค้าต่างๆ พูดคุยกับผู้ค้าอาหารทะเล ผักผลไม้ ข้าวแกง และสินค้าอุปโภคบริโภค พบว่าวัตถุดิบหลายชนิดราคาขึ้นชัดเจน เช่น น้ำมันพืช พลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ ผักผลไม้ที่ขนส่งไกลต้องจ่ายค่าน้ำมันเพิ่ม

ไอซ์ ควง ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์ พบพ่อค้าแม่ค้าแบกรับต้นทุนสูง

ปัญหาต้นทุนสูงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องแบก

จากที่ได้พูดคุย พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ยอมรับว่าต้นทุนขึ้นทุกด้าน แต่ต้องตรึงราคาขายไว้เพราะลูกค้าซื้อหายากแล้ว ช่อกล่าวว่า “ตลาดไม่คึกคักอย่างที่ควร แม้เป็นช่วงสงกรานต์ ร้านข้าวแกงต้องรับภาระวัตถุดิบแพงเอง ผักบางชนิดขึ้นจากค่าน้ำมัน ค่าพลาสติกก็แพงผิดปกติจากโรงงาน”

  • น้ำมันพืชและพลังงาน: กระทบการปรุงอาหารและขนส่งโดยตรง
  • พลาสติกบรรจุ: ถุงพลาสติกราคาพุ่ง แม้ไม่ขาดแคลน
  • ผักผลไม้: ค่าขนส่งสูงทำให้ราคาขึ้น บางอย่างนอกฤดูตกต่ำ
  • อาหารทะเล: รับซื้อแพงขึ้นแต่ขายเท่าเดิม

ประชาชนที่มาซื้อของก็สะท้อนว่าต้องเก็บหอมรอมริบ ซื้อแต่ของจำเป็น สินค้าฟุ่มเฟือยลดลง การท่องเที่ยวและกลับบ้านช่วงสงกรานต์หลายครอบครัวยกเลิกเพราะค่าน้ำมันแพง

ช่อ พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดท่าน้ำนนท์

ไอซ์ ควง ช่อ เดินตลาดท่าน้ำนนท์ ฝากรัฐทบทวนมาตรการช่วยเหลือ

ไอซ์เสริมว่าผู้ค้าต้องใช้น้ำมันพืชและถุงพลาสติกทุกวัน คนเดินตลาดน้อยลงเพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย ทั้งคู่เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการ โดยเฉพาะบัตรสวัสดิการ 100 บาทต่อเดือนที่น้อยเกินไป ควรช่วยกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกร ชาวประมง พ่อค้าขนาดย่อยแบบตรงจุด

ช่อวิจารณ์ว่า “ประชาชนถูกบอกให้ประหยัด แต่รัฐต้องประหยัดงบโครงการไม่จำเป็น เช่น ชะลองบก่อสร้างถนนตึก เอาเงินมาช่วยประชาชนด่วน ทุกวันคือความเดือดร้อน” สำหรับงบ 2570 ควรจัดลำดับความสำคัญให้ชีวิตคนมากกว่าโครงสร้าง

ไอซ์และช่อสำรวจตลาดท่าน้ำนนท์

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นปัญหาเศรษฐกิจฐานรากที่ถูกละเลย สถานการณ์ราคาน้ำมันและต้นทุนสูงกำลังบีบรัดผู้มีรายได้น้อย ในมุมมองผู้เขียน รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปการใช้จ่ายงบประมาณให้ตรงจุด ลดความเหลื่อมล้ำ มิเช่นนั้นเศรษฐกิจจะหดตัวหนักขึ้น คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ปัญหาเพื่อกดดันรัฐบาลให้ช่วยเหลือประชาชนจริงจัง

ที่มา – “ไอซ์” ควง “ช่อ” เดินตลาดท่าน้ำนนท์ พบพ่อค้าแม่ค้าแบกรับต้นทุนสูง ฝากรัฐทบทวนมาตรการช่วยเหลือ

“อรรถพล” เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชดเชยกองทุนน้ำมัน

“อรรถพล” เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชดเชยกองทุนน้ำมัน ส่วนเบนซินพร้อมขึ้นเป็นสเต็ป เป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง รัฐบาลไทยกำลังเร่งมาตรการรับมือเพื่อบรรเทาภาระประชาชน โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันที่เริ่มติดลบจากการตรึงราคา

“อรรถพล” เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชดเชยกองทุนน้ำมัน ส่วนเบนซินพร้อมขึ้นเป็นสเต็ป

จากแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง รวมถึงนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายกรัฐมนตรี เพื่อหามาตรการรับมือราคาน้ำมันที่ผันผวน โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่อาจกระทบการขนส่งน้ำมัน

สถานการณ์กองทุนน้ำมันและแผนกู้เงินด่วน

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเล็กน้อยหลังจากช่วยตรึงราคาดีเซล แต่เคยติดลบสูงสุดถึง 120,000 ล้านบาทมาก่อน นายอรรถพล ยืนยันว่าเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อชดเชย โดยกระทรวงการคลังจะค้ำประกัน หลังจากหารือกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว คาดว่าสามารถดำเนินการได้รวดเร็วเพื่อไม่ให้กองทุนขาดสภาพคล่อง

นอกจากนี้ ยังมีแผนสำรองน้ำมัน โดยระงับการส่งออก ยกเว้นลาวและเมียนมา เพิ่มการสำรองจาก 1% เป็น 3% ภายในสิ้นเมษายน สามารถทำได้ใน 7 วัน นอกจากนี้ เพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซล B100 จาก 5% เป็น 7% เริ่ม 14 มีนาคม เพื่อลดการใช้น้ำมันฟอสซิล และส่งเสริมปาล์มน้ำมันในประเทศ

ราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน และก๊าซต่างๆ

ดีเซลตรึงครบ 15 วันตามประกาศนายกฯ เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ จากนั้นจะพิจารณาขึ้นแบบสเต็ป ไม่กระชากราคา ส่วนเบนซินใช้กองทุนซัพพอร์ต แต่พร้อมปรับขึ้นเป็นสเต็ปตามกลไก ปตท. แก๊สโซฮอล์ส่งเสริม E10 E20 E85 โดยห่างราคา 3 บาทเพื่อจูงใจ

  • ตรึงก๊าซหุงต้ม (LPG) ถึงพฤษภาคม
  • ก๊าซธรรมชาติ (LNG) หาแหล่งทดแทนจากกาตาร์ที่ติดขัด คอนเฟิร์มได้ 3 ลำ
  • เพิ่มผลิตก๊าซ JDA ไทย-มาเลเซีย ซื้อไฟฟ้าจากลาว เพิ่มถ่านหิน

ยืนยันไม่ขาดเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า แต่เตรียมมาตรการประหยัด เช่น ตั้งแอร์ 26-27 องศา WFH ประชุมออนไลน์ ปิดไฟไม่จำเป็น และขอให้ปั๊มน้ำมันตรวจรถฟรีเพื่อประหยัดน้ำมัน

นายอรรถพล ประเมินราคาน้ำมันดิบอาจพุ่ง 100 ดอลลาร์ สำเร็จรูป 150 ดอลลาร์ ขึ้นกับสงคราม แต่ประเทศสำรองใหญ่เริ่มปล่อยสต็อก หาแหล่งใหม่จากอเมริกา แอฟริกา ฯลฯ รัสเซียมีความเสี่ยงจาก санкции แต่กำลังพิจารณา

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดพาณิชย์ เตือนกักตุนปรับหนัก 7 ปี 140,000 บาท สินค้าควบคุมยังไม่ปรับราคา ต้องยื่นกระทรวงก่อน

จากสถานการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมดี แต่ประชาชนควรช่วยประหยัดพลังงานเพื่อลดผลกระทบ ติดตามข่าว “อรรถพล” เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชดเชยกองทุนน้ำมัน ส่วนเบนซินพร้อมขึ้นเป็นสเต็ป เพิ่มเติม และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณเตรียมรับมืออย่างไร!

ที่มา – “อรรถพล” เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน ชดเชยกองทุนน้ำมัน ส่วนเบนซินพร้อมขึ้นเป็นสเต็ป

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เรียกร้องคนเก่งบริหาร

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย อย่างความมั่นคงทางพลังงานที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ โดยเสี่ยงเผชิญภาวะ stagflation หรือเศรษฐกิจชะงักงันถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูง นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ได้ออกมาเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่งตั้งบุคคลที่มีความสามารถ ประสบการณ์และซื่อสัตย์มาบริหารประเทศ เพื่อรับมือวิกฤติเศรษฐกิจยุคสงคราม

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ได้ให้สัมภาษณ์ที่เวลา 16.30 น. โดยชี้ว่าความมั่นคงทางพลังงานคือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน การเมืองไทยต้องมุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจ พรรคประชาชนพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ขณะที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแต่งตั้งคนเก่งมาดูแลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ราคากำลังพุ่งสูงจากวิกฤติสงคราม

ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าปรับตัวขึ้นกว่า 35% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1983 โรงกลั่นในตะวันออกกลางหลายแห่งหยุดผลิต และมีโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่าน หากราคาทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลต้องปรับนโยบายอุดหนุนราคาใหม่ เพื่อป้องกันผลกระทบฐานะการคลังและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสี่ยง stagflation ในเศรษฐกิจไทย

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย โดยชี้ว่าประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูง อาจเจอ stagflation ร่วมกับชาติเอเชียอื่นๆ เงินเฟ้อจะพุ่งจากต้นทุนอุปทาน แทนที่ภาวะเงินฝืดก่อนหน้า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจติดลบอีกครั้ง หลังจากเคยติดลบสูงสุด 1.3 แสนล้านบาทในปี 2565 รัฐบาลต้องเตรียมงบรับมือวิกฤติยืดเยื้อ

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากนโยบายญี่ปุ่นที่ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำนาน ทำให้เกิด Yen Carry Trade นักลงทุนกู้เงินเยนลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เมื่อเงินเฟ้อญี่ปุ่นพุ่ง ธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ย ส่งผล unwind carry trade ขายสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดการเงินโลกผันผวนต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นที่กระทบหนัก

นโยบายพลังงาน 4 แผนหลักรับมือวิกฤติ

เพื่อแก้ปัญหา นายอนุสรณ์เสนอให้เดินหน้า 4 แผนหลักควบคู่กัน ดังนี้

  • แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน: เสริมสร้างความมั่นคง ลดการพึ่งพานำเข้า
  • แผนอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ: ส่งเสริมการประหยัด ลดการบริโภค
  • แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก: ลงทุนโซลาร์ PV พลังงานหมุนเวียน
  • แผนลดก๊าซเรือนกระจก: ร่วมรับมือ climate change ขณะแก้ปัญหาพลังงาน

ไทยมีพลังงานสำรองต่ำ การลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์และระบบ Solar PV จะช่วยเพิ่มความมั่นคง อุดหนุนดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเป็นทางออกระยะสั้น แต่ต้องเน้นอนุรักษ์ระยะยาว

สถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามและราคาพลังงานผันผวน ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องมีผู้นำที่ชำนาญ การแต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารจะช่วยนำพาประเทศฝ่าฟันวิกฤติได้ หากล่าช้า ผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเตือนของ “อนุสรณ์” นี้เป็นสัญญาณสำคัญที่ทุกฝ่ายควรถือเป็นจุดเปลี่ยน อย่ารอช้า ควรผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีทีมเศรษฐกิจแข็งแกร่งทันที เพื่อปกป้องประชาชนจากเงินเฟ้อและถดถอยทางเศรษฐกิจ คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – “อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เรียกร้องแต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

ศิริกัญญาชี้ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69

“ศิริกัญญา” นำทีม สส.ปชน. แถลงจุดยืน มติพรรค โหวตคว่ำ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 69 วาระ 3 ยกเหตุผล มีจุดผิดปกติ เป็นไขมัน แต่รัฐบาลไม่ลด ละ เลื่อน โครงการใดๆ ไม่แก้ไขแม้แต่มาตราเดียว

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อม สส.พรรค ปชน. จำนวนหนึ่ง ร่วมแถลงถึงทิศทางการโหวตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 3 ว่า พรรคประชาชนมีมติเกี่ยวกับการลงคะแนนในวาระสามของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยเราจะโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบแล้วว่า แม้ สส.พรรค ปชน. จะมีการให้ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นในการปรับลดงบฯ หรือตัดทอนงบฯ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ให้มีประสิทธิภาพกับการใช้จ่ายให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพกับเม็ดเงินภาษี หรือชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2569 ที่จะรองรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาโดยตลอด

แต่ทางรัฐบาล หรือกรรมาธิการเสียงข้างมากเอง ไม่ได้นำเอาข้อเสนอแนะ หรือข้อคิดเห็นต่างๆ ของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และ สส.พรรคประชาชนไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวงบประมาณแต่อย่างใด แม้เราจะชี้แนะในส่วนที่เป็นงบไขมัน รายจ่ายเกินจำเป็น ที่สิ้นเปลือง ไม่คุ้มค่า แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หากทุกท่านติดตามการอภิปรายงบประมาณตลอด 2 วันครึ่งที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีจุดที่ผิดปกติ เป็นไขมัน เป็นงบประมาณที่ไม่จำเป็น ซึ่งสามารถลด ละ หรือเลื่อน ปรับเปลี่ยนโครงการต่างๆ เหล่านั้นออกไปได้ เพื่อเก็บงบประมาณเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินจำเป็นในอนาคต และรองรับยามเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในท้ายที่สุด เราก็ยังเป็นเสียงข้างน้อยในสภา ทำให้ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขงบประมาณใดๆ ได้ แม้แต่มาตราเดียว จึงเป็นเหตุผลที่ในวาระสาม พรรคประชาชนจึงมีมติยืนยันที่จะคว่ำร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ โดยไม่เห็นชอบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ทั้งฉบับ

มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69

จากกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) มีมติในการโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้สร้างความสนใจเเละคำถามมากมายในสังคมถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจหลากหลายด้าน การตัดสินใจของพรรคจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมต้อง มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69?

เหตุผลหลักที่พรรคประชาชนตัดสินใจเช่นนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้อธิบายว่ามาจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วพบว่า ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ยังมีจุดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยังขาดความยืดหยุ่นในการรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังได้เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นไปที่การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการเพิ่มงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะเหล่านี้ไม่ได้รับการพิจารณาจากรัฐบาลหรือกรรมาธิการเสียงข้างมากเท่าที่ควร

ผลกระทบต่อประชาชน

การที่พรรคประชาชนโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาครัฐในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว อาจต้องหยุดชะงักหรือเลื่อนออกไป นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการกระทำที่จำเป็น เพื่อให้รัฐบาลได้ทบทวนและปรับปรุงงบประมาณให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ในสถานการณ์ที่ประเทศต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมาคัดค้านร่างงบประมาณ อาจสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการสร้างกระบวนการตัดสินใจที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อให้งบประมาณของประเทศได้รับการจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทุกคน

การที่ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการจัดทำงบประมาณให้มีความโปร่งใส รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อนาคตของงบประมาณปี 2569 และผลกระทบต่อประเทศชาติยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย การตัดสินใจ มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

ที่มา – “ไหม” ชี้มติพรรคประชาชนโหวตคว่ำงบฯ 69 เห็นจุดผิดปกติแต่รัฐบาลไม่แก้

Scroll to top