สถานการณ์ไทย กัมพูชา

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาเหลือ 4.8% เศรษฐกิจจะรอดไหม

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572 สถานการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาส่อแววไม่สดใส เมื่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน

ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และประชาชนชาวกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามคือ รัฐบาลกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้หลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจนได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่ IMF ออกมาเตือนถึงปัญหาคอร์รัปชัน และความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า กัมพูชาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง หากต้องการที่จะพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

อะไรคือสาเหตุที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชา?

สาเหตุหลักๆ ที่ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชา ได้แก่:

  • ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก
  • ข้อพิพาทชายแดนกับไทย
  • ปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาในต่างแดนที่ลดลง
  • ปัญหาหนี้เอกชนสูงและหนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง

รัฐบาลกัมพูชาต้องทำอย่างไร?

IMF ได้แนะนำให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการดังนี้:

  1. ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต
  2. ปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจด้วยการปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส
  3. ลงทุนในทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน
  4. ใช้นโยบายการคลังอย่างเฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน
  5. มีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ

การดำเนินการตามคำแนะนำเหล่านี้ จะช่วยให้กัมพูชาสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง การที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน เป็นสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาต้องตระหนักและเร่งแก้ไขโดยด่วน

การที่ IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่กัมพูชาต้องเผชิญ การปฏิรูปเศรษฐกิจและการปราบปรามคอร์รัปชันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากกัมพูชาต้องการที่จะหลุดพ้นจากสถานะประเทศยากจนและสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประชาชน

ที่มา – IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ.-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

โฆษก กต.กัมพูชา แถลงโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ย้ำชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว แต่กลับตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นาย ชุม สอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา แถลงผลการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา–ไทย โดยกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่อ้างว่ากัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ในพื้นที่ชายแดน

โฆษกกต.กัมพูชาเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เวลาประมาณ 14.20 น. ทหารไทยพยายามรื้อถอนลวดหนามใน หมู่บ้านเสร็งกัง ตำบลโอเบยจอน อำเภอโอจรอว์ (O Chrov district) จังหวัดบันทายมีชัย (Banteay Meanchey) ตรงข้ามกับ บ้านหนองจันทร์ อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ของไทย แต่ถูกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่แสร็งกังขัดขวางอย่างหนัก จนฝ่ายไทยต้องเก็บลวดหนามกลับไป

นายชุม กล่าวย้ำว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริง พลเรือนกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน และแท้จริงแล้วคือผู้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย ทั้งการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้มีการส่งหนังสือทูตไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อประท้วงการล่วงล้ำพื้นที่ชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ พร้อมกันนี้ได้ย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นหาทางออกข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ ในมิตรภาพ และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันหลักการว่าเขตแดนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการใช้กำลัง

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

ประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้คือข้อโต้แย้งจากกัมพูชาที่ยืนยันว่าไม่เคยมีการใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ตามที่ไทยกล่าวอ้าง แต่กลับชี้ว่าชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนนั้นอาศัยอยู่มานานแล้วและกลับกลายเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของทหารไทยเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อทหารไทยพยายามที่จะรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่หมู่บ้านเสร็งกัง แต่ได้รับการขัดขวางจากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่ ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันและเป็นที่มาของข้อกล่าวหาที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธในครั้งนี้

กัมพูชายืนยันจุดยืน: ไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาย้ำว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และชาวกัมพูชาในพื้นที่นั้นเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของทหารไทยเอง โดยเฉพาะการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้ตามปกติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วยความรอบคอบและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจบานปลายและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

รัฐบาลกัมพูชาได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี และย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท การเคารพซึ่งกันและกันและความเข้าใจในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

การกล่าวหาว่า กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ นั้นเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา การใช้ความรุนแรงหรือการกล่าวหาซึ่งกันและกัน จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืนและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

การที่ กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ทำให้เห็นว่าการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความเข้าใจผิด และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย หลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกัมพูชา (CHRC) ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสวีเดน โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen E/F) ให้กับประเทศไทย โดยอ้างถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงในภูมิภาค

จดหมายดังกล่าวส่งถึงผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน โดยนายแก้ว รามี ประธาน CHRC ระบุว่าการขายเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และอาจถูกนำไปใช้ในการคุกคามอธิปไตยของกัมพูชาได้

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาเน้นย้ำถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย และแสดงความกังวลว่าการเพิ่มศักยภาพทางทหารให้กับประเทศไทยอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นและอาจเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในจดหมายยังอ้างถึงกรณีในอดีตที่เครื่องบินทหารของไทย ‘ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างน่าเศร้าแก่พลเรือนชาวกัมพูชา’ และเตือนว่าการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย อาจทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

CHRC เรียกร้องให้สวีเดนพิจารณาถึงพันธกรณีภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาเจนีวา ที่เรียกร้องให้รัฐต่างๆ หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่การรุกรานหรือบ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงชื่อเสียงของสวีเดนในด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน และชี้ให้เห็นว่า การขายอาวุธดังกล่าวอาจขัดแย้งกับหลักการดังกล่าว

ข้อเรียกร้องสำคัญจากกัมพูชา

  • คัดค้านการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้กับประเทศไทย
  • เรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนการขาย
  • สนับสนุนกลไกสันติวิธีเพื่อแก้ไขข้อพิพาทชายแดน

CHRC ย้ำว่าการ ‘งดเว้นการติดอาวุธให้แก่ผู้รุกรานไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของมโนธรรมด้วย’ และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าอาวุธ และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการทหารและการค้าสามารถมีผลกระทบทางการเมืองและสังคมที่กว้างขวางได้

การพิจารณาถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในการตัดสินใจทางการทูตและการค้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้สวีเดนทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลากหลายมิติ

โดยรวมแล้ว ความเคลื่อนไหวนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในการตัดสินใจทางการทูตและการค้า กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคและความสำคัญของการรักษาสันติภาพผ่านกระบวนการทางการทูต

ที่มา – กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา เยือนปักกิ่ง

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา ให้การต้อนรับและพบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดา ในโอกาสเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งการต้อนรับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ไชน่าเดลีรายงานว่า นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนางเผิง ลี่หยวน ภริยา ได้พบปะกับพระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา และพระมหาวีรกษัตรีย์ นโรดม มุนีนาถ สีหนุ พระวรราชมารดาแห่งกัมพูชา ณ กรุงปักกิ่งของจีน การพบปะครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างจีนและกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

โดยนายสี จิ้นผิง ได้ต้อนรับทั้งสองพระองค์ในการเดินทางเยือนจีนอีกครั้ง พร้อมเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและให้เกียรติอย่างสูงต่อพระมหากษัตริย์กัมพูชา

ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนกล่าวย้อนถึงการเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาและการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ได้รับจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถฯ และประชาชนชาวกัมพูชา โดยเขาระบุว่า ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาได้ผ่านบททดสอบของความผันผวนระหว่างประเทศ และทั้งสองฝ่ายได้สร้างมิตรภาพอันแข็งแกร่งผ่านทุกข์สุขร่วมกัน ซึ่งกลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของประชาชนสองประเทศและควรค่าแก่การทะนุถนอมไว้อย่างยิ่ง

พร้อมกันนี้กล่าวว่า ยามเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความวุ่นวาย จีนและกัมพูชาควรยืนหยัดเคียงข้างกัน สานต่อมิตรภาพดั้งเดิม เสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือ เร่งสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกันและยั่งยืนในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่ พร้อมนำพาประโยชน์มาสู่ประชาชนสองประเทศมากขึ้น

นายสี จิ้นผิง ยังระบุว่า จีนสนับสนุนประชาชนชาวกัมพูชาในการเดินตามวิถีทางการพัฒนาอันเหมาะสมกับเงื่อนไขของประเทศ ตลอดจนบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาว

ทางด้านกษัตริย์กัมพูชา ระบุว่ารู้สึกยินดีที่ได้เดินทางเยือนจีนอีกครั้งและได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก โดยกัมพูชามองความสัมพันธ์ทวิภาคีจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อยู่เสมอ และยินดีจะสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมและร่วมสร้างประชาคมกัมพูชา-จีน ที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสถานการณ์ในยุคใหม่

สี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

การพบปะและการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนให้ความสัมพันธ์กับกัมพูชา ความสัมพันธ์อันดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอีกด้วย

ทำไมการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาของ สี จิ้นผิง จึงมีความสำคัญ?

การสี จิ้นผิง ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายมิติ ดังนี้:

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี: การพบปะระดับสูงนี้เป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ
  • ยืนยันมิตรภาพอันยาวนาน: ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชามีมายาวนาน และการต้อนรับอย่างอบอุ่นนี้เป็นการยืนยันถึงมิตรภาพที่มั่นคงและยั่งยืน
  • หารือประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและโลก: การพบปะหารือระหว่างผู้นำเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาค
  • ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ: ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุน การค้า และการท่องเที่ยว

การที่สี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับการต้อนรับกษัตริย์กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

โดยรวมแล้ว การเยือนกรุงปักกิ่งของกษัตริย์กัมพูชาและการต้อนรับจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคในระยะยาว

ที่มา – “สี จิ้นผิง” ต้อนรับกษัตริย์กัมพูชา และพระวรราชมารดา เสด็จเยือนกรุงปักกิ่ง

ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

ข้อเสนอให้เปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 ในกัมพูชาเป็น “ถนนโดนัลด์ ทรัมป์” กำลังได้รับแรงสนับสนุนอย่างมากจากประชาชนชาวกัมพูชา เพื่อแสดงความขอบคุณต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีบทบาทในการช่วยยุติข้อพิพาทชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เรื่องนี้กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์

เว็บไซต์แคมโบเดียเนส (Cambodianess) รายงานว่าแนวคิดริเริ่มในการเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็นเกียรติแก่โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น เกิดขึ้นจากความรู้สึกขอบคุณที่ทรัมป์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา แม้ว่าข้อเสนอนี้จะมาจากภาคประชาชนและไม่ได้มาจากรัฐบาลโดยตรง แต่ก็เกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ได้เสนอชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ได้รับการพิจารณารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ทางหลวงหมายเลข 4 เป็นเส้นทางสำคัญ มีระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร เชื่อมต่อกรุงพนมเปญกับเมืองสีหนุวิลล์ ถนนสายนี้สร้างขึ้นด้วยเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาจำนวน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2502 การเปลี่ยนชื่อเป็น “ถนนโดนัลด์ ทรัมป์” จึงมีความหมายมากกว่าแค่การเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณอย่างจริงใจ

ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” จริงหรือ?

นายคิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งราชบัณฑิตยสภากัมพูชา ได้ให้ความเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกขอบคุณของชาวกัมพูชาต่อการที่ผู้นำสหรัฐฯ เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามขึ้น และยังเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสหรัฐฯ และกัมพูชา โดยเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องผลประโยชน์และอธิปไตย

นางทุม ชิตา นักข่าวท้องถิ่นวัย 47 ปี มองว่าการเปลี่ยนชื่อถนนไม่เพียงแต่เป็นการรักษาความสงบสุขเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย เธอเชื่อว่าการมีชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะสามารถดึงดูดนักลงทุนชาวอเมริกันให้เข้ามาลงทุนในกัมพูชามากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ นอกจากนี้ เธอยังหวังว่าหากถนนได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น

เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อการเปลี่ยนชื่อทางหลวง

นายซก ซาโรเอิน คนขับรถบรรทุกวัย 49 ปี กล่าวว่าเขาสนับสนุนการเปลี่ยนชื่อถนนอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่านายทรัมป์สมควรได้รับเกียรติสำหรับการช่วยหยุดยั้งสงครามระหว่างกัมพูชาและไทย เขาหวังว่าหลังจากเปลี่ยนชื่อถนนแล้ว สหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยขยายถนนให้กว้างขึ้น

นายยิม คิมเซ วัย 48 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ริมถนนทางหลวงหมายเลข 4 กล่าวว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ยินดีกับการเปลี่ยนชื่อถนน และรู้สึกขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือที่ได้รับ

นายคิน เพีย ยังกล่าวเสริมว่า การตั้งชื่อถนนตามบุคคลสำคัญชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในกัมพูชา เพราะในอดีตก็เคยมีการตั้งชื่อถนนตามผู้นำต่างชาติ เช่น ถนนสี จิ้นผิง, ถนนสหพันธรัฐรัสเซีย และถนนชาร์ลส์ เดอ โกล นอกจากนี้ ในกรุงพนมเปญยังมีการตั้งชื่อถนนตามชาวต่างชาติที่เสียสละเพื่อกัมพูชา เช่น นายคริสโตเฟอร์ โฮวส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเก็บกู้ระเบิดชาวอังกฤษ

  • ความสำคัญของทางหลวงหมายเลข 4: เส้นทางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อเมืองหลวงกับเมืองท่า
  • ความคาดหวังต่อสหรัฐฯ: หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • ความรู้สึกของชาวกัมพูชา: ขอบคุณและซาบซึ้งในความช่วยเหลือ

เรื่องราวการสนับสนุนให้เปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “ถนนโดนัลด์ ทรัมป์” สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความขอบคุณเท่านั้น แต่อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา ไทย และสหรัฐอเมริกาในอนาคต การที่ ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “โดนัลด์ ทรัมป์” แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังถึงความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ในการพัฒนาประเทศ

ที่มา – ชาวกัมพูชาหนุนเปลี่ยนชื่อทางหลวงหมายเลข 4 เป็น “โดนัลด์ ทรัมป์”

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

ฮุน เซน โพสต์เดือด! โต้สถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ตั้งแต่ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด บอกไม่ใช่สิ่งที่สร้างความสำเร็จในชีวิตการเมือง แต่เป็นประชาชนและสถาบันกัมพูชาต่างหาก

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียตอบโต้กรณีมีสถาบันการศึกษาไทยแห่งหนึ่งประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้ โดยย้ำชัดว่าเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากไทยตั้งแต่ต้น และได้ทิ้งทั้งหมดไปแล้ว

ฮุนเซนเผยว่า ปริญญาบัตรทั้ง 3 ใบ มอบให้เขาเมื่อปี 2544 2549 และ 2562 แต่ไม่มีส่วนใดที่มีคุณค่าในการสร้างความสำเร็จของชีวิตการเมืองเลย เพราะความรู้ ความสามารถ และความสำเร็จทั้งหมดมาจากประชาชนกัมพูชาและสถาบันการศึกษาของกัมพูชาเอง ไม่ใช่จากไทย พร้อมระบุว่าสถาบันไทยเหล่านี้ควรละอายใจเสียด้วยซ้ำ ที่นำประเมินคุณงามความดีของเขาเพื่อขอให้รับปริญญาบัตรโดยสมัครใจ ไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายร้องขอ

ทั้งนี้ ฮุนเซนยังท้าว่าสำนักงานของเขาจะนำเอกสารการประเมินคุณสมบัติจากสถาบันการศึกษาไทยที่ใช้ในการมอบปริญญาบัตรมาประกาศต่อสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า สถาบันไทยเหล่านี้เป็นฝ่ายมอบเกียรติยศให้เอง ไม่ใช่สิ่งที่เขาแสวงหา พร้อมย้ำว่าความภาคภูมิใจของเขามาจากการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่จากกระดาษเพียงแผ่นเดียว

ทั้งนี้ โพสต์เดือดล่าสุดของอดีตผู้นำกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นแก่ฮุน เซน และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมติลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จฮุน เซน หลังมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย แสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

เรื่องราว ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย นี้ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา หลายคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทยที่ถอนปริญญาบัตร ในขณะที่บางส่วนก็มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์จากสมเด็จฮุน เซน นั้น สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของสถาบันต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่าสถาบันการศึกษาไทยให้ความสำคัญกับหลักการและค่านิยมที่ถูกต้อง

ทำไมสถาบันการศึกษาไทยถึงถอนปริญญาบัตรจากฮุนเซน?

เหตุผลหลักที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรจากสมเด็จฮุน เซน นั้น มาจากท่าทีและพฤติกรรมของสมเด็จฮุน เซน ที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย และขัดแย้งกับคุณสมบัติและเกียรติคุณที่เคยได้รับจากสถาบัน การถอนปริญญาบัตรจึงเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนต่อพฤติกรรมดังกล่าว

นอกจากนี้ การถอนปริญญาบัตรยังเป็นการปกป้องชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสถาบันการศึกษาไทย การที่สถาบันยังคงมอบปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อสถาบันได้

ประเด็นเรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคม หลายฝ่ายต่างจับตาดูว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศอย่างไรต่อไป

สำหรับสมเด็จฮุน เซน การถูกถอนปริญญาบัตรจากสถาบันการศึกษาไทย อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะและความนิยมของท่านในประเทศกัมพูชามากนัก เพราะความสำเร็จทางการเมืองของท่านมาจากปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการได้รับการยอมรับจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาไทย ในการพิจารณาและคัดเลือกบุคคลที่จะได้รับปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่เหมาะสม และสมควรได้รับการยกย่องจากสังคมอย่างแท้จริง

การออกมาตอบโต้เรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ของสมเด็จฮุน เซน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการยืนยันว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากต่างประเทศมากนัก

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือด้วยการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่การได้รับการยอมรับจากภายนอกเท่านั้น

ที่มา – ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อสื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยทำการจัดฉากภาพและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นทหารกัมพูชากำลังฝังทุ่นระเบิดชุดใหม่ โดยอ้างว่ามีการว่าจ้างคนไทยเชื้อสายกัมพูชามาแสดง และซื้อชุดทหารจากตลาดทั่วไป เพื่อสร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสี

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีที่กองทัพเรือไทยออกมาเปิดเผยว่า พบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ทำตกไว้ ภายในโทรศัพท์นั้นมีภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ไว้ในหลุม และมีการสอนวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดให้กับเพื่อนทหารด้วย

ล่าสุด สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชาได้ออกมาตอบโต้เรื่องนี้ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยกล่าวหาว่าคลิปและรูปภาพดังกล่าวเป็นความพยายามในการจัดฉากครั้งที่ 2 ของฝ่ายไทย เพื่อใส่ร้ายและกล่าวหากัมพูชา

Fresh News ระบุว่า หลังจากความพยายามในการสร้างวิดีโอจัดฉากครั้งแรกไม่สำเร็จ ประเทศไทยยังคงพยายามที่จะถ่ายภาพจัดฉากเป็นครั้งที่สอง โดยมีทั้งรูปภาพและวิดีโอที่กล่าวหาทหารกัมพูชาว่ากำลังวางทุ่นระเบิด

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า วิดีโอและรูปภาพที่ถูกเผยแพร่โดยกองทัพไทยนั้น เป็นการจัดฉากที่ทำขึ้นเพื่อสร้างภาพให้ทหารกัมพูชาดูเป็นผู้ร้าย เหมือนกับที่เคยทำในอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยั่วยุทางทหารของตนเอง

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่า หากมีการลอบวางทุ่นระเบิดจริง คงไม่มีใครบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน การลอบวางทุ่นระเบิดจะต้องทำด้วยความระมัดระวังและรวดเร็วอย่างยิ่ง ดังนั้น วิดีโอและรูปภาพที่ฝ่ายไทยนำมาแสดงจึงเป็นการจัดฉากเพื่อกล่าวหากัมพูชา

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สื่อกัมพูชายังอ้างอีกว่า ชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์สามารถพูดภาษากัมพูชาได้อย่างคล่องแคล่ว และชุดทหารกัมพูชา รวมถึงตราสัญลักษณ์ต่างๆ ก็สามารถหาซื้อได้ง่ายดายตามท้องตลาดของไทย

ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพจัดฉากเช่นนี้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เผยแพร่วิดีโอแรกไปแล้ว อาจมีบางคนที่ไม่เชื่อ พวกเขาจึงจัดฉาก การวางทุ่นระเบิดอีกครั้งเพื่อให้สื่อนำไปเผยแพร่ แต่สังคมก็ยังคงมีความกังขาอยู่ดี

ความเป็นไปได้ในการจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรามาพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น การจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จริงหรือไม่?

  • ความคล่องแคล่วทางภาษา: ประเด็นที่ว่าชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาสามารถพูดภาษากัมพูชาได้คล่องแคล่วเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
  • การหาซื้อชุดทหาร: การที่ชุดทหารและอุปกรณ์ต่างๆ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา
  • แรงจูงใจ: สิ่งที่ต้องพิจารณาคือแรงจูงใจของทั้งสองฝ่าย ว่าใครจะได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์เช่นนี้

ดังนั้น การที่สื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จึงต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงบริบททางสังคม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และรอการพิสูจน์ความจริงต่อไป การกล่าวหาเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้

ทั้งนี้ สื่อและประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และพิจารณาข้อเท็จจริงจากหลายแหล่ง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูล

การออกมากล่าวหาว่าประเทศไทย จัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จากฝั่งกัมพูชาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงเปราะบางระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดและความขัดแย้งต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – สื่อกัมพูชากล่าวหาไทย จัดฉากภาพ-คลิปทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างไทยจัดฉาก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อกัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด โดยอ้างว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้นโดยฝ่ายไทยเพื่อใส่ร้ายป้ายสี ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสังคม

กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉาก

สำนักข่าว Khmer Times รายงานว่า สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งประเทศกัมพูชา (CMAA) ออกมาโต้แย้งว่า คลิปวิดีโอที่กองทัพไทยเผยแพร่ ซึ่งแสดงภาพทหารที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชาวกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิด เป็นการจัดฉากเพื่อจงใจใส่ร้ายกัมพูชา

นายลอง โกสล โฆษกของ CMAA กล่าวอย่างหนักแน่นว่า กัมพูชาไม่มีนโยบายที่จะวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน และจะไม่กระทำการดังกล่าวอย่างแน่นอน เนื่องจากกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาออตตาวา หรือสนธิสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล “เราขอปฏิเสธวิดีโอปลอมนี้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีความพยายามที่จะใส่ร้ายกัมพูชา” เขากล่าว

สื่อกัมพูชาหลายสำนักรายงานตรงกันว่า วิดีโอดังกล่าวถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถืออย่างกว้างขวาง และเชื่อกันว่าเป็นวิดีโอที่จัดทำขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์จริง

อะไรที่ทำให้กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด

ผู้สังเกตการณ์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมเหตุสมผลหลายประการในวิดีโอ ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของวิดีโอลดลงอย่างมาก ประการแรก สภาพแวดล้อมในการถ่ายทำดูไม่สมจริง ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ชายแดนจริง ประการที่สอง พฤติกรรมของบุคคลในวิดีโอขาดความระมัดระวังอย่างที่ควรจะเป็นในปฏิบัติการทางทหารจริง และประการสุดท้าย การจัดการกับอุปกรณ์ที่ปรากฏในวิดีโอแสดงให้เห็นถึงความไม่ชำนาญของผู้ที่ทำการวางทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยอ้างว่า ทุ่นระเบิดที่เห็นในคลิปคือทุ่นระเบิด PMN-2 แต่ภาพที่ปรากฏกลับดูเหมือนเป็นระเบิดรุ่นอื่น ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอ ยิ่งไปกว่านั้น เสียงที่ได้ยินในฉากหลังซึ่งคอยกำกับให้บุคคลในวิดีโอ “ทำให้ดูสมจริง” ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการแสดงที่จัดฉากขึ้นอย่างชัดเจน มากกว่าที่จะเป็นปฏิบัติการจริง

Khmer Times ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า กองทัพไทยเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวโดยไม่ระบุแหล่งที่มาที่ชัดเจน แต่วิดีโอดังกล่าวกลับถูกสื่อไทยนำไปขยายผล เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่า ทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน ซึ่ง CMAA ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างแข็งขัน โดยระบุว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง

เมื่อพิจารณาจากความไม่สอดคล้องและความผิดปกติที่ปรากฏในวิดีโอ ทำให้เชื่อได้ว่าวิดีโอดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยมีเจตนาที่จะโยนความผิดให้กับกองทัพกัมพูชา

Khmer Times ยังอ้างว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาในลักษณะนี้ ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานว่า ชาวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ถูกว่าจ้างให้สวมเครื่องแบบทหารกัมพูชา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดในประเทศไทย เช่นที่สงขลา และจัดฉากการยิงหนังสติ๊ก หรือฝึกซ้อมปลอมๆ ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานของกิจกรรมทางทหารของกัมพูชา

นอกจากนี้ สื่อกัมพูชายังอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตวิดีโอและเทคนิคการจัดฉากที่ไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งระบุว่า วิดีโอล่าสุดนี้มีร่องรอยของการจัดฉากอย่างชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะด่วนสรุปหรือเชื่อถือข้อมูลที่เผยแพร่บนสื่อต่างๆ การที่กัมพูชาออกมากัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิดอย่างแข็งขัน สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปราศจากอคติ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – กัมพูชาปฏิเสธคลิปทหารวางทุ่นระเบิด อ้างฝ่ายไทยจัดฉากหมายใส่ร้าย

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวกลับประเทศ หลังครบกำหนด 14 วันตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมขอบคุณนานาชาติที่ให้ความช่วยเหลือในการกดดันประเทศไทย และย้ำว่ากัมพูชาจะไม่ทอดทิ้งกำลังพล

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวในประเทศไทย โดยระบุว่าบัดนี้เป็นเวลา 14 วันแล้วนับตั้งแต่กองกำลังของประเทศไทยได้ควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย ภายหลังจากการประกาศใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการระหว่างทั้งสองประเทศ

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ และทำการส่งตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายกลับประเทศโดยเร็ว เพื่อให้พวกเขาได้กลับไปพบกับครอบครัวที่กำลังรอคอยการกลับมาของพวกเขาด้วยความหวังและความคิดถึง

นอกจากนี้ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อประเทศคู่มิตรและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาโดยเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจจากนานาชาติต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของกัมพูชาว่า รัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งหรือละเลยกำลังพลของตนเองแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือและปกป้องกำลังพลถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่ง

กัมพูชาต้องการให้ไทย ปล่อยทหาร 18 นาย กลับประเทศ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งมีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งปะปนกันไป การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศทั้งสอง และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้

การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้ไทยปล่อยทหาร 18 นาย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและดูแลสวัสดิภาพของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการปล่อยตัวทหารทั้ง 18 นาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะมีการตอบสนองจากรัฐบาลไทยอย่างไร และสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอนาคตอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การสื่อสารและการเจรจาอย่างเปิดอกและสร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้ากันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

หวังว่าประเทศไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไว้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในระยะยาวได้ การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและการเจรจาอย่างเปิดอกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

Scroll to top