สถานทูตจีน

“สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง

“สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเมื่อเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไทยใช้กำลังเกินสมควรกับพลเมืองจีนในงานสัปดาห์หนังสือ จนทำให้สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยต้องออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบ ล่าสุด “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง แล้ว เพื่อให้ความกระจ่างแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า ตนได้รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย

ทำไม “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง จึงเป็นเรื่องสำคัญ?

การดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังรวมไปถึงความมั่นใจของนักท่องเที่ยวและพลเมืองชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย สิ่งที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือการยึดถือข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น

  • เร่งรวบรวมข้อมูลจากสถานที่เกิดเหตุและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อดูเหตุการณ์ลำดับขั้นตอน
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่ดูแลความปลอดภัยเพื่อให้เกิดความชัดเจน

สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย นายสีหศักดิ์มองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะประชาชนมีความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ที่เป็นที่สนใจของสาธารณะ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดในขณะนี้คือ “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเข้าข้างฝ่ายใดจนกว่าผลการสอบสวนจะออกมาอย่างเป็นทางการ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเหตุการณ์นี้จะเป็นอย่างไร การกระทำที่เกินกว่าเหตุไม่ว่าจะเป็นการกระทำจากฝ่ายไหนล้วนเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะในงานระดับนานาชาติที่ต้องการสร้างบรรยากาศที่ดี หวังว่าการตรวจสอบในครั้งนี้จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม และนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการจัดการเหตุการณ์ในอนาคตเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิมอีก

ที่มา – “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง

“เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ปมปราบแก๊งคอลฯ

“เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ปมปราบแก๊งคอลฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยล่าสุด ซึ่งทางด้าน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนจะ “เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ในหลายประเด็นสำคัญที่ควรจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้

จากการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณัฐพงษ์ระบุว่า แม้การเจรจาเรื่องเม็ดเงินลงทุนหรือความร่วมมือด้าน AI จะเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปคือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ซึ่งหากรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในระยะยาวได้มากกว่าเพียงแค่การดึงเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว

ความพร้อมจากฝั่งจีน กับคำถามถึงรัฐบาลไทย

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นเรื่อง “เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ในเรื่องการจัดการกับปัญหาแก๊งคอลเซนเตอร์และทุนสีเทา โดยทางพรรคประชาชนได้มีการหารือกับสถานทูตจีนอย่างเป็นทางการแล้ว และยืนยันว่าฝั่งจีนมีความพร้อมเต็มที่ในการร่วมมือสามฝ่าย (ไทย-จีน-เมียนมา) เพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซาก ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งให้สถานทูตจีนเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่ความชัดเจนจากฝ่ายรัฐบาลไทยที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

สำหรับสาระสำคัญที่น่าติดตามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ในประเด็นแก๊งคอลเซนเตอร์นั้น มีสรุปสั้นๆ ดังนี้:

  • มีการส่งข้อมูลเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์และทุนสีเทาให้สถานทูตจีนแล้ว
  • ประเทศจีนยืนยันความพร้อมร่วมมือจัดการปัญหาแบบถอนรากถอนโคน
  • กระบวนการที่เหลือขึ้นอยู่กับความจริงใจและการส่งเจ้าหน้าที่ไทยเข้าร่วมทำงานกับทางรัฐบาลจีน
  • ประชาชนยังคงรอฟังคำตอบว่ารัฐบาลได้ใช้โอกาสนี้เจรจาเรื่องปัญหาความเดือดร้อนอื่นหรือไม่

การมุ่งเน้นเพียงแค่ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนโดยละเลยประเด็นปัญหาที่กัดกินสังคมอย่างแก๊งคอลเซนเตอร์ อาจทำให้โอกาสทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ควรได้ถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่า การที่ผู้นำประเทศมีวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมถึงความปลอดภัยของประชาชน คือสิ่งที่คนไทยทุกคนรอคอย ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลจะได้รับความเชื่อมั่น ต้องไม่ใช่แค่การเชิญชวนให้คนมาลงทุน แต่ต้องเป็นการโชว์ศักยภาพในการจัดการปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องของคนไทยอย่างจริงจังเสียก่อน

ที่มา – “เท้ง” ชี้นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส เผยส่งข้อมูลปราบแก๊งคอลฯ ให้สถานทูตจีนแล้ว เหลือความชัดเจนจากไทย

“สถานทูตจีน” เคลื่อนไหวแล้ว ปมคดี “พ่อทิพย์” สวมสัญชาติไทยให้ลูกแก๊งจีนเทา

เชื่อว่าเพื่อนๆ คงได้ยินข่าวคราวที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับขบวนการ “พ่อทิพย์” ที่มีการสวมสัญชาติไทยให้กับลูกของกลุ่มทุนจีนเทา ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นระดับประเทศที่ทุกคนต่างจับตามอง ล่าสุดทาง “สถานทูตจีน” เคลื่อนไหวแล้ว ปมคดี “พ่อทิพย์” สวมสัญชาติไทยให้ลูกแก๊งจีนเทา ผ่านทางเพจเฟซบุ๊กหลักของสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อชี้แจงท่าทีของรัฐบาลจีนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“สถานทูตจีน” เคลื่อนไหวแล้ว ปมคดี “พ่อทิพย์” สวมสัญชาติไทยให้ลูกแก๊งจีนเทา

จากการรายงานเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ทางสถานทูตจีนได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีการปราบปรามขบวนการสวมสัญชาติไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยเน้นย้ำว่าทางรัฐบาลจีนได้รับทราบรายงานข่าวและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ทางสถานทูตยังไม่ขอแสดงความเห็นในรายละเอียดของคดี เนื่องจากเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายไทยที่กำลังดำเนินการสอบสวนอยู่นั่นเองครับ

จุดยืนของสถานทูตจีนต่อคดีสำคัญ

ทางสถานทูตยังได้ระบุด้วยว่า รัฐบาลจีนนั้นยึดมั่นมาโดยตลอดในการกำชับให้พลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในต่างประเทศทุกคน ต้องรีบปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศนั้นๆ อย่างเคร่งครัด หากพบการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทางจีนก็พร้อมยึดหลักการดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • เคารพกระบวนการยุติธรรมไทย: ทางจีนสนับสนุนการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ไทยในการบังคับใช้กฎหมาย
  • เน้นย้ำเรื่องสิทธิมนุษยชน: หวังให้มีการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายของพลเมืองจีนระหว่างดำเนินคดี
  • ให้ความสำคัญกับผู้เยาว์: ฝ่ายจีนมีความกังวลและกำชับเป็นพิเศษเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ที่เกี่ยวข้องในคดี

เหตุการณ์ “สถานทูตจีน” เคลื่อนไหวแล้ว ปมคดี “พ่อทิพย์” สวมสัญชาติไทยให้ลูกแก๊งจีนเทา ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญ ในอนาคตเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าขบวนการเหล่านี้จะถูกสืบสวนไปถึงต้นตอแค่ไหน และมาตรการป้องกันการสวมสิทธิคนไทยจะเข้มงวดขึ้นอย่างไร เพราะเรื่องสัญชาติเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติโดยตรง

ในมุมมองของผม การที่สถานทูตออกมาแสดงท่าทีเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าทั้งสองประเทศไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ความร่วมมือที่โปร่งใสเท่านั้นที่จะช่วยกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้หมดไปจากสังคมไทยได้ครับ

ที่มา – “สถานทูตจีน” เคลื่อนไหวแล้ว ปมคดี “พ่อทิพย์” สวมสัญชาติไทยให้ลูกแก๊งจีนเทา

สถานทูตจีน เร่งตรวจสอบ ปมหนุ่มจีนซุกคลังแสง C4

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในไทย เมื่อ สถานทูตจีน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ปมหนุ่มจีนซุกคลังแสง พร้อมระเบิดซีโฟร์ ทำให้หลายคนตื่นตัวกับประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ ล่าสุด โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ คงพิมพ์ผิด) เกี่ยวกับกรณีพลเมืองจีนรายหนึ่งที่ถูกจับกุมในข้อหาครอบครองอาวุธปืนและระเบิด C4 โดยผิดกฎหมาย

สถานทูตจีน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ปมหนุ่มจีนซุกคลังแสง พร้อมระเบิดซีโฟร์

จากโพสต์ของสถานทูตจีนระบุชัดเจนว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อกรณีนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนกำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลจีนย้ำเสมอว่าพลเมืองจีนที่อยู่ต่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด และจะไม่ปกป้องพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายใดๆ พร้อมสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมของไทยเต็มที่

รายละเอียดคำถาม-คำตอบจากโฆษกสถานทูต

ผู้สื่อข่าวถามว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจไทยระบุว่าพลเมืองจีนรายหนึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยคดีครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย และอยู่ระหว่างสอบสวน สถานทูตจีนเห็นอย่างไร?”

คำตอบที่ชัดเจน: ฝ่ายจีนยินดีร่วมมือกับไทยในการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ นี่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของสถานทูตในการจัดการปัญหานักท่องเที่ยวหรือพลเมืองที่ก่อปัญหา

ที่มาของคดีหนุ่มจีนซุกคลังแสง

จากข่าวก่อนหน้า ตำรวจไทยบุกค้นบ้านพักในกรุงเทพฯ พบอาวุธปืนหลายกระบอก กระสุน และที่สำคัญคือระเบิด C4 ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดอันตรายมาก หนุ่มจีนรายนี้ถูกกล่าวหาว่าครอบครองโดยผิดกฎหมาย สร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยมีนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมาก

  • อาวุธที่พบ: ปืนสั้น ปืนยาว กระสุนจำนวนมาก
  • ระเบิด C4: วัตถุระเบิดพลาสติกที่ทรงพลัง ใช้ในงานทหาร
  • สถานที่: บ้านพักย่านกรุงเทพฯ
  • ผลกระทบ: เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พลเมืองจีนก่อปัญหาในไทย เช่น คดีหลอกลวงออนไลน์ หรือยาเสพติด แต่ครั้งนี้รุนแรงเพราะเกี่ยวข้องกับอาวุธหนัก สถานทูตจีนจึงออกมาเคลื่อนไหวทันทีเพื่อแสดงท่าทีที่ชัดเจน

ความร่วมมือไทย-จีนด้านความมั่นคง

จีนและไทยมีประวัติความร่วมมือที่ดีในเรื่องปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การจับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือยาเสพติด การที่สถานทูตจีนยืนยันจะเสริมสร้างความร่วมมือด้านตำรวจและบังคับใช้กฎหมาย ถือเป็นสัญญาณบวก ช่วยสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการท่องเที่ยวและการค้าขายระหว่างสองชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักท่องเที่ยวทุกชาติต้องเคารพกฎหมายไทย โดยเฉพาะเรื่องอาวุธที่ห้ามเด็ดขาด หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีเต็มรูปแบบ สถานทูตจีนทำถูกแล้วที่ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด แต่เลือกทางสายกลางด้วยการตรวจสอบและร่วมมือ

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างบอกเราหน่อย และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ติดตามข่าวอัปเดตคดี สถานทูตจีน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ปมหนุ่มจีนซุกคลังแสง พร้อมระเบิดซีโฟร์ ได้ที่นี่เลย!

ที่มา – สถานทูตจีน เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ปมหนุ่มจีนซุกคลังแสง พร้อมระเบิดซีโฟร์

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

เกิดเหตุระทึกใจในกรุงโตเกียว เมื่อ จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจเอเชียยิ่งตึงเครียด รัฐบาลจีนไม่ยอมนิ่งเฉย ยื่นประท้วงอย่างรุนแรงทันที เรียกร้องให้ญี่ปุ่นสอบสวนและลงโทษผู้กระทำผิดเด็ดขาด

จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ชายคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF) ได้ปีนรั้วบุกเข้าไปในสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโตเกียว เขาไม่เพียงบุกรุกเท่านั้น แต่ยังข่มขู่จะสังหารเจ้าหน้าที่การทูตจีนในนามของพระเจ้า นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นการละเมิดอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างร้ายแรง และเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของบุคลากรทางการทูต

จีนประท้วงญี่ปุ่นอย่างด่วน โดยตำหนินโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ที่ทำให้ความสัมพันธ์เสื่อมถอย ชายผู้บุกรุกยอมรับว่าการกระทำของตนผิดกฎหมาย แต่เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของแนวคิดขวาจัดที่กำลังแพร่กระจายในญี่ปุ่น

ความต้องการ 3 ประการจากจีน

  • สอบสวนเหตุการณ์อย่างละเอียดและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
  • รับประกันความปลอดภัยขั้นสูงสุดให้สถานทูตและกงสุลจีนทุกแห่งในญี่ปุ่น
  • ทบทวนและแก้ไขนโยบายต่อต้านจีน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรง โดยเฉพาะประเด็นไต้หวัน นายกฯ ทากาอิจิเคยระบุเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนว่า ญี่ปุ่นอาจใช้กำลังทหารหากจีนบุกไต้หวัน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเตรียมลดระดับความสำคัญของความสัมพันธ์กับจีนในรายงานทูตประจำปี หลังเกิดการเผชิญหน้าหลายครั้งในทะเลจีนใต้และพื้นที่พิพาท

กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นยังเงียบกริบต่อข้อกล่าวหาว่าผู้บุกรุกเป็นทหารในสังกัด ขณะที่จีนเรียกร้องให้นายกฯ ทากาอิจิถอนคำพูดที่กระทบประเด็นไต้หวัน เพื่อลดความตึงเครียด

背景ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่น

ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นมีรากฐานจากประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 และปัญหาเกาะเซนกากุ/เตียวหยู่อวิปาท จีนมองว่าญี่ปุ่นกำลังขยับใกล้ชิดสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะการซ้อมรบร่วมและการขายอาวุธให้ไต้หวัน ในทางตรงกันข้าม ญี่ปุ่นกังวลกับการขยายกำลังทหารของจีนในทะเลจีนใต้และ东海 เหตุการณ์บุกรุกสถานทูตครั้งนี้จึงเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่จุดชนวนความไม่พอใจจากปักกิ่ง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า แนวคิดชาตินิยมในญี่ปุ่นกำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่ทำให้เกิดกระแสต่อต้านจีน สื่อญี่ปุ่นบางแห่งก็มีส่วนกระตุ้นด้วยการรายงานเชิงลบต่อจีนบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมสุดโต่งเช่นนี้

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่ เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ยังคงเปราะบาง หากไม่มีการเจรจาทวิภาคีที่จริงจัง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ได้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายควรรีบหาทางลดอุณหภูมิลง

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – จีนประท้วงญี่ปุ่น ชายอ้างเป็นทหารบุกรุกสถานทูตในโตเกียว ขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เร่งไกล่เกลี่ยเหตุปะทะชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา พร้อมผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความ โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีผู้นำหลายประเทศได้ติดต่อพูดคุยกับผู้นำของทั้งประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อผลักดันให้ทั้งสองประเทศหยุดยิงโดยเร็ว แต่สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงดำเนินอยู่ ในการแถลงข่าวประจำวันของกระทรวงการต่างประเทศจีนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ได้มีผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความเห็นของจีน และความพยายามในการผลักดันการหยุดยิง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบว่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของทั้งไทยและกัมพูชา จีนติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการสูญเสียและความบาดเจ็บของประชาชน

จีนย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่อาจย้ายหนีกันได้ และมีสุภาษิตโบราณที่ว่า “อยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความเป็นมิตรและมีเมตตา ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศตนเอง” สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการหยุดยิง การยุติการสู้รบ และการคุ้มครองพลเรือน จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะคำนึงถึงการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชนของทั้งสองประเทศ

นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนได้ติดต่อสื่อสารกับทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางต่างๆ ในทุกระดับ โดยดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างโอกาสและเตรียมเวทีสำหรับการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา จีนสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาและปรึกษาหารือโดยตรง รวมถึงสนับสนุนความพยายามในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของมาเลเซีย และสนับสนุนการแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งภายใต้กรอบอาเซียนที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย

จีนกำลังดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างเต็มที่ และจะยังคงดำเนินการต่อไปในอนาคต เพื่อแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา

จีนผลักดันการเจรจา ไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่าทีของจีนในการเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ถือเป็นความพยายามที่น่าจับตามอง ซึ่งอาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ได้ในอนาคต การที่จีนแสดงบทบาทในฐานะมิตรประเทศของทั้งสองฝ่าย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเจรจาโดยตรงระหว่างไทยและกัมพูชา ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหา ซึ่งการสนับสนุนจากอาเซียน และการไกล่เกลี่ยจากจีน จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยและหาทางออกร่วมกันได้ การหยุดยิงและการยุติความรุนแรงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน

สถานทูตจีนได้แสดงบทบาทที่แข็งขันในการสถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา โดยหวังว่าความพยายามนี้จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในที่สุด

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา และแสดงเจตจำนงที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง การให้ความสำคัญกับการพูดคุยและการเจรจา ถือเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ และเป็นสิ่งที่นานาชาติควรสนับสนุน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ที่มา – “สถานทูตจีน” เร่งไกล่เกลี่ย “ไทย-กัมพูชา” ผลักดันการหยุดยิง-ฟื้นฟูสันติภาพ

ในหลวง-ราชินี เสด็จจีน: หมุดหมายมิตรภาพไทย-จีน

นาย จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเผย การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์สำคัญในรอบ 50 ปี

นาย จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเขียนบทความเกี่ยวกับการเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี อย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ค.ศ. 2025 ตามคำเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนับเป็นการเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี ครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบ 50 ปี นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนประเทศมหาอำนาจอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สะท้อนชัดว่าผู้นำสูงสุดของไทยให้ความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย

นายเจี้ยนเว่ย ระบุว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยที่แข็งแกร่งและมั่นคง ราชวงศ์ไทยทรงสนับสนุนความสัมพันธ์จีน-ไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี ค.ศ. 1975 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้นำจีนหลายท่านเข้าเฝ้าฯ เช่น เติ้ง เสี่ยวผิง, เจียง เจ๋อหมิน, หลี่ เผิง, หู จิ่นเทา และเวิน เจียบา เป็นต้น ในปี ค.ศ. 1978 รองนายกรัฐมนตรีจีน เติ้ง เสี่ยวผิง ได้เยือนประเทศไทย และได้เข้าร่วมพระราชพิธีทรงผนวชในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาสัมพันธ์จีน-ไทย

ในปี ค.ศ. 2000 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีได้เสด็จแทนพระองค์เยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย และในระหว่างปี ค.ศ. 1987 ถึง 1998 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เสด็จเยือนจีนถึง 4 ครั้ง โดยได้พบกับผู้นำจีนหลายท่าน และเสด็จพระราชดำเนินเยือนกว่า 10 มณฑล เมืองและเขตปกครองตนเองในประเทศจีน อาทิ ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เจียงซู, ซินเจียง, และซึจั้ง เป็นต้น นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้เสด็จเยือนจีนมาแล้วกว่า 50 ครั้ง และทรงเป็นมิตรที่ใกล้ชิดของจีนและเป็นทูตสันถวไมตรีที่โดดเด่นระหว่างจีน-ไทย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ รัฐมิตรภรณ์ แด่กรมสมเด็จพระเทพ ฯ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จเยือนจีนหลายครั้งเพื่อจัดคอนเสิร์ต “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” พร้อมทรงบรรเลงกู่เจิงด้วยพระองค์เอง อีกทั้งทรงมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อส่งเสริมความร่วมมือจีน-ไทยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอื่น ๆ พระบรมวงศานุวงศ์ไทยทรงมีไมตรีจิตอันจริงใจและทรงปฏิบัติอย่างแข็งขัน เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศให้มั่นคงยิ่งขึ้น และส่งเสริมความผูกพันระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกันขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เจริญก้าวหน้า โดยในปี ค.ศ. 2011 ฯพณฯ สี จิ้นผิงซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจีน ได้เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และในปี ค.ศ. 2012 จีนและไทยได้ประกาศความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างครอบคลุม ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 2016 และในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี ค.ศ. 2019 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ส่งสาส์นถวายพระพร และแสดงความตั้งใจที่จะร่วมมือกับพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในปี ค.ศ. 2022 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิงได้เยือนประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ และได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี

ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์จีน-ไทยให้เข้าสู่ระดับใหม่ของประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย และ “50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย” พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จฯ ร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองที่สำคัญระหว่างจีนไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024 อาทิ การแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งจีน-ไทย และพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง มาประดิษฐานในประเทศไทย เป็นต้น และด้วยการสนับสนุนอย่างมั่นคงของพระบรมวงศานุวงศ์ไทยต่อมิตรภาพจีน–ไทย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนาในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คำว่า “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” จึงยิ่งฝังแน่นอยู่ในหัวใจของประชาชนทั้งสองปะเทศ

ด้วยการวางยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยจึงสามารถพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง เดือนตุลาคมปีนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสาส์นแสดงความยินดีต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เนื่องในโอกาสครบรอบ 76 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้แสดงพระราชประสงค์ว่า ภายใต้จุดเริ่มต้นใหม่ของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–จีน ไทยมีความยินดีที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับฝ่ายจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในทุกสาขาให้ลึกซึ้งและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวในการพบปะกับนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อไม่นานมานี้ว่า จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน เมื่อยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายควรสืบสานสิ่งดีงามในอดีตและสร้างสรรค์อนาคต ร่วมกันผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน–ไทยให้ลึกซึ้งและมั่นคงยิ่งขึ้น ส่งเสริมกระบวนการสร้างความทันสมัยของกันและกัน และมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น

เสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี คือหมุดหมายสำคัญแห่งมิตรภาพจีน–ไทย

ปัจจุบัน รัฐบาลและประชาชนจีนต่างตั้งตารอการเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย จีนมุ่งหวังว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน–ไทยเกิดผลลัพธ์ที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อสืบสานมิตรภาพอันดีของสองประเทศและเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ พร้อมผลักดันความสัมพันธ์จีน–ไทยสู่ 50 ปีถัดไปที่รุ่งเรืองยิ่งขึ้น.

ความสำคัญของการเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกระชับความสัมพันธ์และสร้างอนาคตที่รุ่งเรืองร่วมกันระหว่างประเทศไทยและจีน

ที่มา – เอกอัครราชทูตจีนย้ำ การเสด็จเยือนจีนของ ในหลวง-ราชินี คือหมุดหมายสำคัญแห่งมิตรภาพจีน–ไทย

จีนหนุนไทย-กัมพูชา! หยุดเสี้ยม! โฆษก กต.จีนย้ำ

โฆษก กต.จีน ซัดสื่อตะวันตกบางแห่งหยุดเสี้ยม ย้ำจุดยืนหนุนไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง! โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ย้ำจุดยืน ยุติธรรม-เป็นกลาง หนุนไทย-กัมพูชา คลี่คลายความขัดแย้งด้วย “วิถีอาเซียน” ซัดสื่อตะวันตกบางแห่งพยายามสร้างความแตกแยก ย่อมไม่สำเร็จแน่นอน

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่า แฟนเพจ Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีสื่อมวลชนตะวันตกรายงานว่า จีนได้ให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธจำนวนมากแก่กัมพูชา พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าจีนเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา อีกทั้งยังบิดเบือนความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างจีนกับประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งดึงดูดความสนใจ จีนมีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้?

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ตอบว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรกับทั้งไทยและกัมพูชา ได้ยึดมั่นในจุดยืนแห่งความยุติธรรมและความเป็นกลาง ดำเนินการส่งเสริมให้ทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากันด้วยสันติวิธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ไทย และกัมพูชาได้บรรลุ “ฉันทามติอันหนิง” ทั้งสามประเทศได้จัดการประชุมไม่เป็นทางการ ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีนเดินทางไปกลับระหว่างไทยและกัมพูชาหลายครั้ง เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยภายใต้การผลักดันอย่างแข็งขันของจีน มาเลเซีย และฝ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงการหยุดยิง และกำลังสื่อสารกันผ่านกลไกทวิภาคีอย่างต่อเนื่อง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างชื่นชมบทบาทที่ขาดไม่ได้ของจีนเป็นอย่างสูง

จีนสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายคลี่คลายความขัดแย้งด้วยการเจรจาและปรึกษาหารือ รวมทั้งสนับสนุนให้มาเลเซียแสดงบทบาทของประธานอาเซียนหมุนเวียน โดยผลักดันการแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วย “วิถีอาเซียน” จีนพร้อมจะส่งเสริมการเจรจาและปรึกษาหารือต่อไปด้วยวิธีตนเองตามความประสงค์ของทั้งสองฝ่าย และแสดงบทบาทสร้างสรรค์เพื่อรักษาข้อตกลงการหยุดยิงให้มั่นคงและแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

จีนได้ดำเนินความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับประเทศสมาชิกอาเซียนตามปกติ รวมถึงไทยและกัมพูชา สื่อตะวันตกบางแห่งพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับมิตรประเทศที่เกี่ยวข้องนั้น ย่อมไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

โฆษก กต.จีน ซัดสื่อตะวันตกบางแห่งหยุดเสี้ยม ย้ำจุดยืนหนุนไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง

ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่แข็งขันของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนย้ำจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ผ่านกลไกการเจรจาและความร่วมมือในกรอบอาเซียน

จีนสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง

จุดยืนของจีนในการสนับสนุนให้ ไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง การที่จีนแสดงบทบาทเป็นกลางและมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการเจรจา เป็นสัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพในภูมิภาค การที่จีนออกมาตอบโต้สื่อตะวันตกที่พยายามสร้างความแตกแยก แสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชานั้น มีความซับซ้อน การที่จีนเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ย จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความเข้าใจในบริบทของทั้งสองประเทศ การที่จีนย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วย “วิถีอาเซียน” แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกลไกและหลักการของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาภายในภูมิภาค

นอกเหนือจากการสนับสนุนการเจรจาแล้ว จีนยังเน้นย้ำถึงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งรวมถึงไทยและกัมพูชา ความร่วมมือนี้เป็นไปตามปกติ และมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในภูมิภาค การที่สื่อตะวันตกพยายามบิดเบือนความร่วมมือนี้ เป็นการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ และมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและความหวาดระแวง

โฆษก กต.จีน ซัดสื่อตะวันตกบางแห่งหยุดเสี้ยม ย้ำจุดยืนหนุนไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า จีนพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรม การที่จีนมีบทบาทในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพ จะเป็นผลดีต่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคโดยรวม

การที่จีนออกมาปกป้องความสัมพันธ์กับประเทศในอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนให้กับการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ความสัมพันธ์ที่ดีเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือในด้านต่างๆ และเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

จีนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจา การที่จีนออกมาสนับสนุนให้ ไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง ด้วยวิถีอาเซียน เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มา – โฆษก กต.จีน ซัดสื่อตะวันตกบางแห่งหยุดเสี้ยม ย้ำจุดยืนหนุนไทย-กัมพูชาคลี่คลายความขัดแย้ง

สถานทูตจีน ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา

สถานทูตจีน ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา ย้ำสนับสนุนวิถีอาเซียน

ในสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานทูตจีน ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา อย่างชัดเจน โดยโฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับการส่งอุปกรณ์ทางทหารไปยังกัมพูชาเพื่อใช้ในเหตุปะทะชายแดน จีนยืนยันจุดยืนที่มุ่งเน้นสันติภาพและการแก้ปัญหาตามหลัก “วิถีอาเซียน” ซึ่งเป็นแนวทางที่อาเซียนใช้ในการจัดการข้อพิพาต โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวเท็จที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายในภูมิภาค

สถานทูตจีน ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา อย่างเป็นทางการ

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เพจเฟซบุ๊กของ Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความตอบคำถามจากผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับรายงานข่าวที่อ้างว่ากัมพูชาใช้จรวดที่ผลิตจากจีนในการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา และกล่าวหาว่าอาวุธจีนเปลี่ยนแปลงสถานการณ์สงครามระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน จีนได้ชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีการส่งอุปกรณ์ทางทหารใดๆ ไปยังกัมพูชาเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว โดยอุปกรณ์ที่กัมพูชามีอยู่ล้วนมาจากโครงการความร่วมมือทวิภาคีระหว่างจีนและกัมพูชาที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

จีนในฐานะเพื่อนบ้านและมิตรของทั้งไทยและกัมพูชา ได้พยายามทำงานเบื้องหลังเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวในความขัดแย้งนี้ จีนสนับสนุนให้ทุกฝ่ายใช้การแก้ปัญหาทางการเมืองตาม “วิถีอาเซียน” ซึ่งเน้นการเจรจา การไกล่เกลี่ย และการรักษาสันติภาพในภูมิภาค โดยจีนยินดีสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอาเซียนอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการหยุดยิงอย่างยั่งยืนและฟื้นฟูความสงบสุขบริเวณชายแดน

จีนเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงข่าวเท็จที่ปลุกปั่น

ในแถลงการณ์ โฆษกสถานทูตจีนได้เรียกร้องให้บุคคลที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงสันติภาพ เสถียรภาพในภูมิภาค และความผาสุกของประชาชน โดยควรทำสิ่งที่เป็นบวกและสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา แทนที่จะเผยแพร่ข่าวเท็จอย่างมีเจตนาเลวร้ายที่อาจจุดชนวนความวุ่นวายเพิ่มเติม สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็น敏感ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะในยุคที่อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์

การปฏิเสธของ สถานทูตจีน ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา นี้ สะท้อนถึงนโยบายต่างประเทศของจีนที่มุ่งเน้น “ชุมชนที่มีอนาคตอันร่วมกัน” สำหรับมนุษยชาติ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนได้แสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ผ่านการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับประเทศอาเซียน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและลดความขัดแย้ง

  • จีนย้ำจุดยืนเป็นกลาง ไม่แทรกแซงความขัดแย้งชายแดน
  • สนับสนุน “วิถีอาเซียน” ในการแก้ปัญหา
  • เรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ข่าวลือที่ไม่เป็นธรรม
  • พร้อมร่วมมือกับทุกประเทศในภูมิภาคเพื่อสันติภาพ

จากมุมมองกว้างขึ้น สถานการณ์นี้เป็นตัวอย่างของการแพร่กระจายข้อมูลเท็จในยุคดิจิทัล ที่สามารถจุดชนวนความตึงเครียดได้อย่างรวดเร็ว ผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนเผยแพร่ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ ไทยและกัมพูชาควรใช้กลไกอาเซียน เช่น การประชุมสุดยอดหรือคณะกรรมการชายแดนร่วม เพื่อเจรจาหาทางออกที่ยั่งยืน

ในฐานะที่จีนเป็นคู่ค้าสำคัญของอาเซียน การยืนยันจุดยืนนี้ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของจีนในฐานะมหาอำนาจที่รับผิดชอบ โดยไม่เลือกข้างในข้อพิพาตระหว่างสมาชิกอาเซียน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่านี่เป็นก้าวสำคัญในการป้องกันการขยายตัวของความขัดแย้งสู่ระดับภูมิภาค

สุดท้ายนี้ เราควรสนับสนุนให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาเร่งรัดการเจรจา เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝั่งได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หากคุณสนใจประเด็นนี้ ลองติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสันติภาพผ่านโซเชียลมีเดียของคุณ

ที่มา – “สถานทูตจีน” ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา ย้ำสนับสนุนให้แก้ปัญหาตาม “วิถีอาเซียน”

Scroll to top