สถานทูตอิสราเอล

ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่

ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง

เนื่องในโอกาสครบรอบ 72 ปีแห่งมิตรภาพอันเหนียวแน่น สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยได้แสดงจุดยืนในการกระชับความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมอันทรงคุณค่า ด้วยการส่งมอบโรงเรือนเกษตรและระบบน้ำอัจฉริยะให้กับศูนย์เรียนรู้วิถีพอเพียงบ้านสวนเมอร์ซี่ เพื่อให้น้องๆ เยาวชนได้มีทักษะอาชีพที่มั่นคง กิจกรรม ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการส่งมอบเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการมอบโอกาสในการพึ่งพาตนเองให้กับเยาวชนที่เปราะบางอีกด้วย

โครงการบ้านสวนเมอร์ซี่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ภายใต้การดูแลของบาทหลวงโจเซฟ เอช ไมเออร์ โดยมุ่งเน้นการเยียวยาจิตใจและเสริมสร้างทักษะชีวิตผ่านแนวทางเกษตรพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของสถานทูตอิสราเอลในการนำนวัตกรรมเกษตรแม่นยำมาประยุกต์ใช้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเด็กๆ

ก้าวสำคัญฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้เกิดเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นความร่วมมือต่อเนื่องกว่าสองทศวรรษ อิสราเอลมีความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมในพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาปรับใช้ที่บ้านสวนเมอร์ซี่อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:

  • ระบบน้ำหยดอัจฉริยะ: เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีแม้ในช่วงหน้าแล้ง
  • โรงเรือนเพาะปลูกแบบใหม่: ช่วยให้เด็กๆ สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี โดยมีระบบป้องกันสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
  • การถ่ายทอดองค์ความรู้: ผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอลร่วมสอนทักษะการปลูกผัก การจัดการผลผลิต และการทำบัญชีฟาร์มเบื้องต้น

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ ผลผลิตที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการบริโภคภายในบ้านเมอร์ซี่ และยังสามารถนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับมูลนิธิได้อีกด้วย กิจกรรม ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง จึงเป็นมากกว่าความร่วมมือระหว่างรัฐบาล แต่เป็นความสำเร็จที่จับต้องได้ในระดับชุมชน

ดร. อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า นี่คือสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่แท้จริง เราเชื่อว่าการศึกษาและการลงมือทำด้วยเทคโนโลยีจะสร้างความเข้มแข็งให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจและภาคภูมิใจในตนเอง นี่คือหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมที่ยั่งยืนด้วยน้ำมือของเยาวชนรุ่นใหม่

หากคุณมีความสนใจในการสนับสนุนเยาวชนผ่านวิถีเศรษฐกิจพอเพียง สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสให้กับน้องๆ ที่บ้านเมอร์ซี่ได้ เพื่อให้ภารกิจการสร้างคนคุณภาพเติบโตไปพร้อมกับมิตรภาพที่ดีระหว่างสองประเทศตลอดไป

ที่มา – ฉลองสัมพันธ์การทูต 72 ปี ไทย-อิสราเอล สร้างโรงเรือนเกษตร ช่วยเด็กบ้านเมอร์ซี่พึ่งพาตนเอง

ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่คนไทยทุกคนต้องติดตาม เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในประเทศ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดมาตรการที่ สมช. หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ออกมาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ได้เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ว่า ที่ประชุมได้ยกระดับการคุมเข้มความปลอดภัยทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ฝ่ายข่าวกรองและตำรวจเฝ้าระวังสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่ขัดแย้งกันอย่าง สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงประเทศที่เกี่ยวข้องอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสั่งจับตาการเคลื่อนไหวของบุคคลที่เข้า-ออกประเทศไทย เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงหรือความไม่สงบที่อาจลุกลามมาถึงไทย

มาตรการหลักที่ สมช. ออกไว้

มาตรการที่ออกมานี้ครอบคลุมหลายมิติ เพื่อให้ครอบคลุมทุกความเสี่ยง ดังนี้

  • เฝ้าระวังสถานทูต: เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรอบสถานทูตสหรัฐฯ อิหร่าน อิสราเอล และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ติดตามบุคคลต้องสงสัย: ตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายขัดแย้ง
  • ควบคุมสื่อสังคมออนไลน์: ติดตามข่าวปลอมหรือเนื้อหาที่บิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคมไทย
  • ป้องกันภัยไซเบอร์: ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจตามมาจากสงคราม
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: มอบหมายกระทรวงพลังงานและพาณิชย์ประเมินผลต่อราคาน้ำมันและการส่งออก

เลขาฯ สมช. ย้ำว่าฝ่ายตำรวจได้เตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว และประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตปกติได้ โดยเฉพาะย่านท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างถนนข้าวสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

เหตุผลเบื้องหลังมาตรการเข้มงวด

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการโจมตีทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทยในฐานะประเทศที่เป็นกลางแต่มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากทุกชาติ ไทยเคยประสบปัญหาจากเหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น การประท้วงหน้าสถานทูต ดังนั้น การที่ ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” จึงเป็นการป้องกันล่วงหน้าเพื่อรักษาความสงบสุข

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังหารือถึงการใช้สื่อโซเชียลที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่น โดยจะมีการตรวจสอบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายในประเทศ ส่วนด้านเศรษฐกิจ คาดว่าราคาน้ำมันอาจผันผวน ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ในช่วงนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจเสี่ยงต่อความขัดแย้ง ตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และรายงานข้อมูลน่าสงสัยให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที การเฝ้าระวังนี้ไม่ใช่เพื่อจำกัดเสรีภาพ แต่เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

สุดท้าย ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการปกป้องชาติ ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

บทเรียนโฮโลคอสต์: ทูตอิสราเอลเตือนอย่าซ้ำรอย

ในฐานะลูกสาวของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ “โฮโลคอสต์” ทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยชี้ว่า การบิดเบือนคำว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นการบ่อนทำลายศีลธรรม และย้ำว่าการรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวคือเกราะป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก

ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้เขียนบทความเปิดใจเนื่องในวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 27 มกราคมของทุกปี โดยมีหัวข้อว่า: “เหตุใดการรำลึกถึงเหตุการณ์บทเรียนโฮโลคอสต์จึงยังคงมีความสำคัญต่อทุกคน”

มติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2548 กำหนดให้วันที่ 27 มกราคมของทุกปีเป็นวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล เพื่อระลึกถึงวันที่ค่ายเอาชวิทซ์-เบียร์เคเนาได้รับการปลดปล่อยในปี 2488 ซึ่งเป็นค่ายมรณะของนาซีที่ใหญ่ที่สุดและโหดร้ายที่สุด วัตถุประสงค์ของมตินี้ชัดเจนและเร่งด่วน นั่นคือเพื่อให้ความทรงจำเกี่ยวกับบทเรียนโฮโลคอสต์และบทเรียนที่ตามมาจะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สหประชาชาติไม่ได้กำหนดวันนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อรำลึกถึงความทุกข์ทรมานของชาวยิวเท่านั้น หากแต่เพื่อเตือนมนุษยชาติถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อการลดทอนความเป็นมนุษย์ไม่ถูกท้วงติง และเมื่อประชาคมระหว่างประเทศเพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้น วันนี้จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

สำหรับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เหตุการณ์บทเรียนโฮโลคอสต์อาจดูห่างไกลหรือเป็นเพียงนามธรรม ทว่ามันคือหนึ่งในอาชญากรรมที่มีการบันทึกไว้อย่างละเอียดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ระหว่างปี 2476 ถึง 2488 นาซีเยอรมนีและผู้สมรู้ร่วมคิดได้สังหารชาวยิวอย่างเป็นระบบถึงหกล้านคน ทั้งชาย หญิง และเด็กๆ เพียงเพราะพวกเขาเป็นชาวยิว ชุมชนทั้งชุมชนถูกทำลายล้างไปทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็นในเยอรมนี โปแลนด์ ยูเครน ฮังการี ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส กรีซ และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ชาวยิวถูกประหารหมู่ ถูกปล่อยให้อดอยากในเขตกักกัน (เก็ตโต) ถูกลำเลียงไปยังที่อื่นด้วยรถไฟที่ใช้ขนสัตว์ และถูกสังหารในค่ายมรณะที่ถูกออกแบบมาเพื่อการฆ่าจำนวนมหาศาล

โฮโลคอสต์มีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งด้านเจตนาและขอบเขต นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ประเทศหนึ่งระดมทรัพยากรทั้งหมดของตนด้านกฎหมาย ระบบราชการ กองทัพ และเทคโนโลยี เพื่อกำจัดชนชาติหนึ่งให้สิ้นซากไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม

ชาวยิวไม่ได้เป็นเป้าหมายเพราะการกระทำของพวกเขา เพราะสิ่งที่พวกเขาเชื่อ หรือเพราะสิ่งที่พวกเขาครอบครอง แต่เป็นเพราะเขาเป็นชาวยิว เป้าหมายในการสังหารชาวยิวไม่ใช่การเอาชนะ ไม่ใช่เพื่อให้เปลี่ยนศาสนา หรือเพื่อขับไล่ แต่เป็นการทำลายล้างอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งผู้คน วัฒนธรรม ความทรงจำ รวมไปถึงอนาคตของพวกเขา เป็นการมุ่งทำลายเชื้อชาติยิวอย่างสิ้นเชิง

ไม่ใช่เป็นความบังเอิญที่คำว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide) ถูกบัญญัติขึ้นหลังเหตุการณ์โฮโลคอสต์ ด้วยเหตุนี้เอง ดิฉันที่เป็นบุตรสาวของผู้รอดชีวิตจากโฮโลคอสต์และเป็นชาวอิสราเอล จึงรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นการนำคำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาใช้ในปัจจุบันอย่างไม่ระมัดระวังและขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อนำคำนี้มาใช้โจมตีอิสราเอล ข้อกล่าวหาเช่นนี้มองข้ามต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ เป็นการบั่นทอนความหมายที่มีความชัดเจนทั้งในเชิงกฎหมายและศีลธรรม ทั้งยังลดทอนความสำคัญให้กลายเป็นเพียงคำขวัญทางการเมือง

การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเป็นสิ่งที่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่การปฏิเสธสิทธิของอิสราเอลในการดำรงอยู่ การปฏิเสธสิทธิในการปกป้องประชาชนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชาวยิว มุสลิม คริสเตียน หรืออื่นๆ และการบิดเบือนให้อิสราเอลถูกมองว่าเป็นรัฐอาชญากร ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

เมื่ออิสราเอลเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกทำให้เป็นปีศาจ และถูกกล่าวหาว่าประกอบอาชญากรรมที่ซ้ำรอยอุดมการณ์เดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยมุ่งกำจัดชนชาติยิว เราจำเป็นต้องเรียกสิ่งเหล่านี้ตามชื่อที่แท้จริง นั่นก็คือ การต่อต้านชาวยิว (antisemitism) ที่ซ่อนเร้นอยู่ในภาษาที่ใช้ทางการเมือง

บทเรียนโฮโลคอสต์ สำคัญอย่างไร?

ดังนั้น วันรำลึกเหตุการณ์โฮโลคอสต์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีตเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นอย่างเจ็บปวดในปัจจุบัน โฮโลคอสต์เกิดขึ้นมาแล้วกว่าแปดสิบปี แต่ชาวยิวยังคงถูกสังหารเพียงเพราะเป็นชาวยิว โบสถ์ยิวถูกเผา บ้านของชาวยิวถูกพ่นสีเป็นสัญลักษณ์สวัสดิกะ การต่อต้านชาวยิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเปิดเผยและรุนแรงไปทั่วทุกทวีป

พัฒนาการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อชาวยิวเท่านั้น ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ความเกลียดชังไม่เคยหยุดอยู่ที่เป้าหมายเดียว โฮโลคอสต์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยค่ายสังหาร แต่เริ่มจากคำพูด คำมดเท็จ และความเพิกเฉย เริ่มจากการทำให้ความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ การศึกษาที่ล้มเหลว การมีวาทกรรมอย่างเปิดเผย และการเข้าแทรกแซง

ทำไมเราต้องเรียนรู้บทเรียนโฮโลคอสต์?

นั่นคือเหตุผลที่การศึกษาเรื่องบทเรียนโฮโลคอสต์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในทุกแห่งหน รวมถึงในประเทศที่อยู่ห่างไกลจากยุโรป ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ บทเรียนที่ได้จากโฮโลคอสต์เป็นสากล ในยุคแห่งความไม่แน่นอนในปัจจุบัน ความแตกแยก และความโกลาหลที่เกิดขึ้น สังคมโลกเปราะบางต่อวาทกรรมที่มาจากความหวาดกลัวและการหาผู้รับผิด

การรำลึกถึงโฮโลคอสต์ไม่ใช่การกล่าวโทษอย่างไม่รู้จบ แต่เป็นการตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือนภัย และการยืนยันความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะในยามที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความเกลียดชังย่อมมองหาเหยื่ออยู่เสมอ วันนี้อาจเป็นชาวยิว วันพรุ่งนี้…อาจเป็นผู้อื่น.

เราต้องไม่ลืมเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และสร้างสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน

ที่มา – ทูตอิสราเอลในไทย ชี้บทเรียนโฮโลคอสต์ไม่ใช่แค่อดีต เตือนโลกอย่าปล่อยความเกลียดชังซ้ำรอย

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทย สั่งเยียวยาเต็มที่

“ตรีนุช” พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนสถานทูตอิสราเอล รับร่าง “สนธยา อัครศรี” แรงงานไทยที่เสียชีวิตในสงครามอิสราเอล หลังเสียชีวิตนานกว่า 2 ปี กำชับเยียวยา ดูแลสิทธิประโยชน์ครอบครัวที่พึงได้รับอย่างเต็มที่

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 เวลา 16.45 น. ที่อาคารสำนักงานเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย เดินทางไปรับร่างนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตจากเหตุสงครามอิสราเอล-ฮามาส หลังถูกจับเป็นตัวประกันตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2566 โดยหลังเดินทางถึงบริเวณสำนักงานเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นางสาวตรีนุช พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และ ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าสู่พื้นที่คลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

จากนั้น รมว.แรงงาน พร้อมคณะ ได้วางพวงหรีดไว้อาลัยแด่ผู้วายชนม์ และยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที ซึ่งบรรยากาศการรับร่างแรงงานไทยในวันนี้เป็นไปด้วยความเศร้าโศก ก่อนที่จะมีการนำร่างของนายสนธยา ขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับสู่อ้อมอกของครอบครัวในจังหวัดหนองบัวลำภู ต่อไป

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ตนรู้สึกเศร้ากับการสูญเสียพี่น้องแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศแต่ไม่สามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว “อัครศรี” ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ขอให้กำลังใจกับทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกสาวของคุณสนธยา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอเป็นตัวแทนรัฐบาลไทย พาคุณสนธยากลับบ้าน หลังจากที่ไม่ได้อยู่กับครอบครัวนานถึง 7 ปี

รมว.แรงงาน กล่าวว่า จะดูแลเรื่องการเยียวยาและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ครอบครัวของคุณสนธยาพึงได้รับอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ได้มีการดำเนินการไปแล้วในหลาย ๆ ส่วน เช่น เงินชดเชยจากสถาบันประกันภัยอิสราเอล หลังจากที่ได้รับร่างของคุณสนธยากลับคืนมายังประเทศไทยแล้ว จำนวน 5 ส่วน ดังต่อไปนี้

1.เงินช่วยเหลือค่าชดเชยการไว้ทุกข์ประมาณ 80,000 บาท

2.ค่าใช้จ่ายในการจัดการศพ จ่ายตามจริงไม่เกิน 40,000 บาท

3.เงินชดเชยรายเดือน ประมาณ 80,000 – 120,000 บาท

4.เงินช่วยเหลือประจำปี 40,000 บาท

5. เงินช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร เงินช่วยเหลือทางจิตวิทยา อีกจำนวนหนึ่ง

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีเงินชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง ที่เรียกว่า ปิซูอิม ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามขอรับเอกสารที่เกี่ยวข้องจากทายาท ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้มีการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกรมการจัดหางาน กรณีเสียชีวิตในต่างประเทศให้กับครอบครัวไปเรียบร้อยแล้ว จำนวน 40,000 บาท และในส่วนของสำนักงานประกันสังคม ที่เป็นเงินสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพให้กับทายาท อีกจำนวน 10,042 บาท รวมถึงเงินช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินสำหรับครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในอิสราเอลในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ อีกจำนวน 3,000 บาท

“ดิฉันขอยืนยันว่า จะให้การดูแลแรงงานไทยทุกคนที่ไปทำงานในต่างประเทศให้ได้รับการดูแล การคุ้มครองสิทธิ รวมถึง ความปลอดภัยในการที่พวกท่านจะต้องออกไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง เพื่อนำรายได้กลับเข้าประเทศ อย่างเต็มที่” รมว.แรงงาน กล่าว

และในส่วนของการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอิสราเอล กระทรวงแรงงาน ได้ประกาศยกเลิกการชะลอการส่งแรงงานไทยไปอิสราเอลแล้ว และทางกรมการจัดหางาน ตั้งเป้าที่จะส่งแรงงานไทยไปทำงานที่อิสราเอล โดยขณะนี้ เรามีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอิสราเอล ประมาณ 40,461 คน

น.ส.ตรีนุช ย้ำว่า การดูแลคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ ได้ให้สำนักงานแรงงานในต่างประเทศ ทุกแห่ง ให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกในการเข้าไปดูแลแรงงานไทยให้มีความปลอดภัย ในทุกมิติ อย่างเคร่งครัด

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่

การดำเนินการของกระทรวงแรงงานในการช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างแดน การยกเลิกการชะลอส่งแรงงานไทยไปอิสราเอล ควบคู่ไปกับการดูแลและคุ้มครองแรงงานอย่างเข้มงวด จะช่วยให้แรงงานไทยมีโอกาสในการสร้างรายได้ และได้รับการปกป้องสิทธิอย่างเต็มที่

มาตรการเยียวยาและสิทธิประโยชน์ที่ครอบครัวของตัวประกันไทยจะได้รับ

มาตรการเยียวยาต่างๆ ที่ “ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ นั้น ครอบคลุมทั้งเงินชดเชย ค่าจัดการศพ เงินช่วยเหลือรายเดือน และเงินช่วยเหลืออื่นๆ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของครอบครัวได้เป็นอย่างมาก การดำเนินการที่รวดเร็วและโปร่งใสในการจ่ายเงินชดเชย จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ ว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลไทย

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลและคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทรวงแรงงานควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการในต่างประเทศ และให้ความรู้แก่แรงงานไทยเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของตน เพื่อให้แรงงานไทยทุกคนที่ไปทำงานในต่างแดนได้รับความปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่

“ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลแรงงานไทยในต่างประเทศ การทำงานเชิงรุกของสำนักงานแรงงานในต่างประเทศ และการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับแรงงานไทย และส่งเสริมให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในการเป็นแรงงานไทยในต่างแดน

ที่มา – “ตรีนุช” รับศพตัวประกันไทยในฮามาสส่งคืนสู่ครอบครัว สั่งเยียวยาเต็มที่

Scroll to top