สนธิญา สวัสดี

“สนธิญา” โต้ “พริษฐ์” ยันโพย สว. ไร้ความหมาย ระบบจับสลากไขว้บล็อกคะแนนไม่ได้

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายสนธิญา สวัสดี อดีตผู้สมัคร สว. ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นการตั้งข้อสงสัยเรื่องการใช้โพยในการเลือกตั้ง สว. โดยนายสนธิญาได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนฝั่งตรงข้ามที่ออกมาอธิบายความจริงในมุมมองของตน หลังจากที่มีกระแสข่าวจากทางฝั่งพรรคประชาชนโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องการพบโพยขณะเลือกตั้ง

“สนธิญา” โต้ “พริษฐ์” ยันโพย สว. ไร้ความหมาย ระบบจับสลากไขว้บล็อกคะแนนไม่ได้

หลายคนอาจจะกำลังสับสนว่าตกลงแล้วโพยที่กล่าวถึงนั้นมีผลจริงหรือไม่ นายสนธิญาได้ยืนยันหนักแน่นว่า จากประสบการณ์จริงที่ลงสนามด้วยตัวเอง “สนธิญา” โต้ “พริษฐ์” ยันโพย สว. ไร้ความหมาย ระบบจับสลากไขว้บล็อกคะแนนไม่ได้ อย่างแน่นอน เพราะในขั้นตอนปฏิบัติจริงของ กกต. มีมาตรการคัดกรองที่เข้มงวดมาก

ทำไมโพยถึงไม่มีผล? ไขข้อสงสัยจากนักร้องเรียนการเมือง

นายสนธิญาได้ไขข้อข้องใจผ่านมุมมองของคนในพื้นที่ว่า:

  • ผู้สมัครทุกคนได้รับหนังสือแนะนำตัวที่มีข้อมูลครบถ้วนอยู่แล้ว การจดบันทึกรายชื่อเป็นเรื่องปกติที่ช่วยเรื่องความจำ
  • กกต. มีมาตรการให้เก็บเอกสารต่างๆ ไว้ด้านนอกห้องเลือกตั้งก่อนเข้าสู่วงจรการลงคะแนน
  • ระบบการจับสลากไขว้กลุ่มเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การล็อคผลหรือบล็อกคะแนนทำได้ยากมากถึงเป็นไปไม่ได้เลย

นายสนธิญายังเสริมอีกว่า แม้จะมีคนพยายามจะทำโพย แต่เมื่อขั้นตอนการจับสลากไขว้กลุ่มเริ่มขึ้น ทุกอย่างจะถูกสุ่มใหม่หมด ทำให้รายชื่อที่จดมานั้นกลายเป็นเพียงกระดาษไร้ค่าที่ช่วยใครไม่ได้ นอกจากนี้ ในห้องเลือกตั้งยังมีกล้อง CCTV คอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกการกระทำอยู่ในสายตาเจ้าหน้าที่และกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

สรุปประเด็นสำคัญเรื่องการเลือกตั้ง สว.

จากคำบอกเล่าของคุณสนธิญาที่กล่าวว่า “สนธิญา” โต้ “พริษฐ์” ยันโพย สว. ไร้ความหมาย ระบบจับสลากไขว้บล็อกคะแนนไม่ได้ เราจะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “กระดาษโพย” แต่อยู่ที่ตัวระบบการเลือกตั้งที่มีกลไกการสุ่มและถ่วงดุลในตัวมันเอง อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสยังคงเป็นสิ่งที่สังคมเฝ้าจับตา และเป็นความหวังของประชาชนที่ต้องการให้การเลือกตั้ง สว. ในครั้งต่อๆ ไปมีความชัดเจนและเป็นธรรมที่สุด เพื่อที่ได้ตัวแทนที่มีคุณภาพเข้ามาทำหน้าที่สำคัญให้กับประเทศชาติครับ

ที่มา – “สนธิญา” โต้ “พริษฐ์” ยันโพย สว. ไร้ความหมาย ระบบจับสลากไขว้บล็อกคะแนนไม่ได้

สนธิญา ร้อง ปอท. ตรวจสอบ ปิยบุตร ปมยกเลิกองคมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายสนธิญา สวัสดี ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้ตรวจสอบการโพสต์ข้อความของนายปิยบุตร แสงกนกกุล ในกรณีที่มีการหยิบยกประเด็นการเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรีขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง จนนำไปสู่ความกังวลว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาหลายมาตรา โดยเฉพาะประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่าง สนธิญา ร้อง ปอท. ตรวจสอบ ปิยบุตร ปมยกเลิกองคมนตรี ส่อเข้าข่ายผิด ม.108 – ม.112

สนธิญา ร้อง ปอท. ตรวจสอบ ปิยบุตร ปมยกเลิกองคมนตรี ส่อเข้าข่ายผิด ม.108 – ม.112

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยนายสนธิญาอ้างว่าการโพสต์ข้อความของนายปิยบุตรเกี่ยวกับองคมนตรีนั้น มีความพยายามที่จะเสนอให้ยกเลิกองคมนตรีเพื่อประหยัดงบประมาณ รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่าบทบาทอาจทับซ้อนกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายสนธิญามองว่าข้อเสนอดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 108 และมาตรา 112 เนื่องจากองคมนตรีเป็นสถาบันที่ถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญและเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยตรง

รายละเอียดการตรวจสอบ สนธิญา ร้อง ปอท. ตรวจสอบ ปิยบุตร ปมยกเลิกองคมนตรี ส่อเข้าข่ายผิด ม.108 – ม.112

นายสนธิญาได้ชี้แจงเหตุผลในการร้องเรียนเพิ่มเติมว่า:

  • การนำข้อความเก่ามาเผยแพร่ซ้ำอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน
  • องค์กรองคมนตรีไม่ใช่การเมือง และไม่มีอำนาจแทรกแซงการบริหารของรัฐบาล
  • ภารกิจขององคมนตรีในการติดตามโครงการพระราชดำริและช่วยเหลือน้ำท่วมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ นายสนธิญายังระบุว่า การกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2564 ที่วางแนวทางเกี่ยวกับการกระทำอันอาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเขายังยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบบุคคลอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมในลักษณะที่ใกล้เคียงกันต่อไป รวมถึงการเตรียมยื่นเรื่องเอาผิด น.ส.รักชนก ศรีนอก ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่ในโลกออนไลน์ยังคงเป็นสมรภูมิทางความคิดที่ดุเดือด และทุกการแสดงความคิดเห็นย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย การที่นายสนธิญาตัดสินใจยื่นตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงขอบเขตของการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าเราจะมีความเห็นต่างอย่างไร กฎหมายรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญายังคงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่สังคมไทยต้องยึดถือร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – “สนธิญา” ร้อง ปอท. ตรวจสอบ “ปิยบุตร” ปมยกเลิกองคมนตรี ส่อเข้าข่ายผิด ม.108 – ม.112

พปชร. งานเข้า! สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

พปชร. งานเข้าเต็มๆ! เมื่อ “สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค” พลังประชารัฐ กรณีไม่สนับสนุนผู้สมัคร ส.ส. อย่างเป็นธรรมในการเลือกตั้งล่าสุด เรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย ที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของพรรคใหญ่พรรคนี้

สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสนธิญา สวัสดี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยตรง เพื่อขอให้ตรวจสอบจริยธรรมของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปมหลักคือการสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ได้เป็นธรรม

จากที่ทราบ พรรคพลังประชารัฐส่งผู้สมัครลงแข่งขันหลายเขต แต่ผู้สมัครบางรายกลับไม่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายหาเสียง หรือแม้แต่ค่าสมัคร 10,000 บาท ทั้งที่ได้ยื่นเอกสารครบถ้วนตามที่พรรคกำหนด เช่น สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร นี่อาจเป็นสัญญาณของการเลือกปฏิบัติที่ไม่สุจริตและขาดความโปร่งใส ซึ่งขัดต่อหลักจริยธรรมของผู้บริหารพรรค

รายละเอียดกรณี สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

นายสนธิญา เรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบหลายประเด็นสำคัญ เช่น

  • พรรคมีการสนับสนุนเงินแก่ผู้สมัครรายใดบ้าง หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
  • หากพรรคได้รับเงินจากผู้สนับสนุนรายใหญ่ เงินเหล่านั้นถูกจัดสรรอย่างไร
  • รายรับ-รายจ่ายของพรรค โดยเฉพาะการโอนเงินสนับสนุนผู้สมัคร ต้องไม่เกินเพดานค่าใช้จ่ายหาเสียง 1.9 ล้านบาทต่อคน ตามที่ กกต. กำหนด นับจากวันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภา จนถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

หากพบว่าผู้บริหารพรรคละเลยหน้าที่ อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรง ซึ่ง กกต. มีอำนาจสั่งพักงานหรือเพิกถอนสถานะตามระเบียบ

บริบทการเมืองเบื้องหลัง สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค

พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาล ถ้าประเด็นนี้ถูกขุดคุ้ย อาจกระทบภาพลักษณ์และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นายสนธิญายังเสนอให้ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ก่อน แล้วค่อยตรวจสอบประเด็นอื่นๆ เช่น บาร์โค้ดหรือ QR Code ในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอำนาจศาลจะตัดสิน โดยยึดแนวทางเลือกตั้ง 2566 เพื่อไม่ให้ล่าช้า

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินคดีเด็ดขาดกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หากละเว้นอาจผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การยื่นครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้สมัครทุกคน และรักษาความโปร่งใสในระบบพรรคการเมืองไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หาก กกต. พบความผิดจริง ผู้บริหารพรรคอาจถูกสั่งลงโทษ ส่งผลให้พรรคต้องปรับโครงสร้างภายใน สมาชิกพรรคและผู้สมัครที่ถูกละเลยอาจรวมตัวร้องเรียนเพิ่ม นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นปัญหาโครงสร้างในพรรคการเมืองไทย ที่มักมีข่าวการสนับสนุนไม่เท่าเทียม สะท้อนถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบการเงินพรรคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์การเมือง กรณี “สนธิญา ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค” นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกหน้า หากจัดการได้ดี จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย

สุดท้าย เรื่องนี้เตือนใจพรรคการเมืองทุกพรรค ว่าต้องบริหารงานด้วยหลักสุจริตและโปร่งใส มิเช่นนั้นอาจเสียคะแนนจากประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – พปชร. งานเข้า “สนธิญา” ยื่น กกต. ตรวจสอบจริยธรรมผู้บริหารพรรค ปมไม่สนับสนุนผู้สมัครอย่างเป็นธรรม

“สนธิญา” ยื่น กกต. เร่งตรวจสอบปมเลือกตั้ง-ข่าวบิดเบือน

ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง ได้“สนธิญา” ยื่น กกต. เร่งตรวจสอบปมเลือกตั้ง-ข่าวบิดเบือน โดยยื่นหนังสือเข้าไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางกระแสข่าวสารที่คลาดเคลื่อนและข้อสงสัยในกระบวนการนับคะแนนเลือกตั้งหลายพื้นที่ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความโปร่งใสในระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยไทย

“สนธิญา” ยื่น กกต. เร่งตรวจสอบปมเลือกตั้ง-ข่าวบิดเบือน

นายสนธิญา สวัสดี เน้นย้ำว่าการแสดงความเห็นที่แตกต่างเป็นสิทธิในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกการกระทำต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย เขายกตัวอย่างคำพิพากษาในอดีตของนักการเมืองหลายคน เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, น.ส.พรรณิการ์ วานิช และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อเตือนใจผู้ชุมนุมให้ระวังไม่ละเมิดกฎหมาย ในหนังสือร้องเรียนที่ยื่น มีประเด็นสำคัญหลายข้อที่เรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ประเด็นข่าวบิดเบือนที่ต้องตรวจสอบเร่งด่วน

หนึ่งในประเด็นหลักคือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ เช่น กรณีภาพไฟฟ้าดับแต่พัดลมยังหมุน ซึ่งถูกอ้างว่าเกิดใน จ.ชลบุรี แต่จริงๆ แล้วเป็นคนละพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีกรณีพบเอกสารการเลือกตั้งในกองขยะ โดยนายสนธิญาเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามผู้กระทำผิด และกรณีภาพนับคะแนนใน จ.ปทุมธานี ที่เผยแพร่ทางทีวีก่อนติดแผ่นกระดานเพิ่ม ซึ่งเขาส่งหลักฐานให้ กกต. พิจารณาแล้ว

  • ข้อมูลคลาดเคลื่อนเรื่องไฟฟ้าดับ-พัดลมหมุน: ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาและดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • เอกสารเลือกตั้งในกองขยะ: ใช้กล้อง CCTV ไล่ตามผู้เกี่ยวข้อง
  • ภาพนับคะแนนปทุมธานี: หลักฐานการติดแผ่นกระดานเพิ่มเติม

นายสนธิญาย้ำว่าการกล่าวหา กกต. จัดการเลือกตั้งไม่สุจริตต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน มิเช่นนั้นอาจไม่ผ่านการพิจารณาของศาล

บาร์โค้ดและ QR Code: เครื่องมือเพิ่มความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

สำหรับประเด็นบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง นายสนธิญาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าสนับสนุนเต็มที่ โดยมองว่าเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบที่มาของบัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบหลักการลงคะแนนลับ เนื่องจากทุกขั้นตอนตั้งแต่แสดงตน รับบัตร ลงคะแนน และนับคะแนน เป็นกระบวนการเปิดเผยทั้งหมด การสแกนบาร์โค้ดย้อนหลังบัตรหลายสิบล้านใบอาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ แต่ก็ช่วยยืนยันความถูกต้องได้ดี

นอกจากนี้ เขาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ประกาศเลือกตั้งโมฆะทั้งประเทศ เนื่องจากมีหน่วยเลือกตั้งเกือบ 100,000 หน่วย และผู้มาใช้สิทธิ 32 ล้านคน ควรตรวจสอบเป็นรายกรณีเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิประชาชนส่วนใหญ่ การวินิจฉัยสุจริต-เที่ยงธรรมเป็นอำนาจศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง ซึ่งเขามีประสบการณ์ฟ้องคดีด้วยตนเองหลายครั้ง

นายสนธิญายืนยันว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ได้รับผลประโยชน์จากฝ่ายใด และขอให้ กกต. ตรวจสอบเข้มงวด เปิดข้อมูลให้สังคมรับรู้เท่าเทียม ประเด็นเหล่านี้สะท้อนปัญหาความน่าเชื่อถือของข่าวสารในยุคดิจิทัลที่แพร่กระจายเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่อ่อนไหว การมีเครื่องมืออย่างบาร์โค้ดช่วยลดข้อสงสัยได้มาก

การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือรากฐานของประชาธิปไตย การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับจุดยืนของนายสนธิญา? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – “สนธิญา” ยื่น กกต. เร่งตรวจสอบปมเลือกตั้ง-ข่าวบิดเบือน มอง บาร์โค้ดช่วยโปร่งใส

“สนธิญา” ร้อง กกต. เลื่อนเลือกตั้ง 2569

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในแวดวงการเมืองไทยกันเถอะ นั่นคือ “สนธิญา” ร้อง กกต. สั่งเลื่อนวันเลือกตั้ง 2569 ออกไปก่อน หลังจากพบปัญหาข้อผิดพลาดเพียบและเรื่องซื้อเสียงที่อื้อซ่าไปหมด ผมว่ามันน่าสนใจมาก เพราะถ้าไม่แก้ไขอาจจะวุ่นวายใหญ่โตได้นะ

“สนธิญา” ร้อง กกต. สั่งเลื่อนวันเลือกตั้ง 2569 ออกไปก่อน หลังพบข้อผิดพลาด-ซื้อเสียงอื้อ

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนดัง ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยตรง เพื่อขอให้เลื่อนวันเลือกตั้ง สส. ที่กำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ออกไปสัก 1-2 เดือน ทำไมถึงเป็นแบบนี้? เพราะคุณสนธิญาเองรู้สึกไม่สบายใจสุดๆ หลังจากเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ปัญหาแรกๆ ที่เจอคือ ไม่มีการประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. ชัดเจน บางพื้นที่เจ้าหน้าที่ถึงกับบอกผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งว่าผู้สมัครคนนั้นถอนชื่อแล้ว แถมยังจ่าหน้าซองบัตรเลือกตั้งผิดอีก สะท้อนชัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สุจริตเท่าไหร่ใช่ไหมครับ?

เหตุผลหลักที่ “สนธิญา” ร้อง กกต. เลื่อนเลือกตั้ง 2569

นอกจากปัญหาเทคนิคแล้ว ยังมีเรื่องรูปแบบการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ที่จะมีการลงประชามติควบคู่ไปด้วย ทำไมไม่แจกบัตร 3 ใบพร้อมกันล่ะ? สนธิญากังวลว่าคนสูงอายุจะสับสน วุ่นวายหนัก แถมรัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องเลือกตั้งโดยลับ แต่ถ้าคนเดินสวนกันในหน่วยเลือกตั้งระหว่างโหวต สส. กับประชามติ ก็อาจไม่เป็นความลับ ส่งผลให้ไม่สุจริต เที่ยงธรรม

  • ปัญหาผู้สมัคร: กกต. ยื่นศาลฎีกาตัดสิทธิผู้สมัคร 28-30 ราย หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารต้องรับผิดชอบ เพราะใช้เอกสารเท็จ ประมาทเลินเล่อ ผิดกฎหมายพรรคและจริยธรรม
  • เรื่องเงิน: ธปท. พบการเบิกเงินสดผิดปกติ 450 ล้านบาท เป็นธนบัตรย่อย สนธิญาแจ้ง ปปง. ตรวจสอบแล้ว เชื่อมโยงการเมืองแน่ๆ
  • ซื้อเสียง: ในสมุทรสาคร มีการจดชื่อประชาชน แต่ยังไม่แจกเพราะถูกป้องปราม กังวลว่าจะแจกก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน หัวละ 200-500 บาท อย่างน้อย 2 พรรค

เลขาธิการ กกต. ยังให้สัมภาษณ์ว่า “เตรียมเงินได้ แต่ห้ามซื้อเสียง” ซึ่งสนธิญามองว่าเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว ขาดจริยธรรมชัดๆ ถ้า กกต. ไม่แก้ไข เขาจะร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ตัดสินว่าเลือกตั้งโมฆะ สูญงบ 8,000 ล้านโดยเปล่าประโยชน์ ใครจะรับผิดชอบ?

สนธิญายืนยันว่าไม่มีอคติ แค่อยากให้เลือกตั้งสุจริต เลื่อนไปมี.ค.-เม.ย. เสียเงินน้อยกว่าเยอะ กกต. ประกาศใหม่ได้เลย

ผมเห็นด้วยนะครับว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม การเลือกตั้งคือหัวใจประชาธิปไตย ถ้ามีรอยด่างขนาดนี้ ผลลัพธ์อาจไม่เป็นธรรมได้ คุณล่ะคิดยังไง? ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ดีไหมสำหรับระบบเลือกตั้งไทย

สุดท้ายนี้ ขอแนะนำให้ทุกคนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด และใช้สิทธิ์ของตัวเองให้ถูกต้อง หากมีปัญหา รายงาน กกต. ทันที เพื่อการเลือกตั้งที่โปร่งใส คุณภาพสูง!

ที่มา – “สนธิญา” ร้อง กกต. สั่งเลื่อนวันเลือกตั้ง 2569 ออกไปก่อน หลังพบข้อผิดพลาด-ซื้อเสียงอื้อ

“สนธิญา” ร้องตรวจสอบนักกีฬาอีสปอร์ตโกง RoV

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการอีสปอร์ต เมื่อนายสนธิญา สวัสดี ยื่นเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบนักกีฬาอีสปอร์ตสาว หลังถูกกล่าวหาว่าโกงเกม RoV จนทำให้ประเทศไทยเสียชื่อเสียงในการแข่งขันระดับนานาชาติ

“สนธิญา” ร้องตรวจสอบนักกีฬาอีสปอร์ตโกง RoV

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายสนธิญา เดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อให้ตรวจสอบกรณีนักกีฬาอีสปอร์ตที่ถูกตัดสินว่าโกงในการแข่งขัน RoV ซีเกมส์ 2025 จนต้องถอนตัว โดยมองว่าเป็นการกระทำที่สร้างความอับอายให้กับประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

นายสนธิญาต้องการให้ตำรวจนครบาลตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการฉ้อโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลหรือไม่ หากพบว่าผิดจริง ก็ควรดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อเป็นตัวอย่างและรักษาเกียรติยศของประเทศชาติ โดยมี พ.ต.อ.ธนโชติ ฤกษ์ดี ผกก.ฝอ.4 บก.อก.บช.น. เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน

นายสนธิญาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการประมาณ 3-4 คน ซึ่งมีพฤติกรรมเข้าข่ายการโกงการแข่งขันเพื่อหวังเหรียญทองและเงินรางวัล เขาเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง จึงต้องการให้ บช.น. สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด

ในฐานะที่จบการศึกษาด้านกีฬามาเช่นกัน นายสนธิญากล่าวว่า เขามองว่าการพยายามเอาชนะคู่แข่งด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นสุภาพบุรุษ และไม่ต้องการให้เยาวชนรุ่นใหม่เอาเป็นแบบอย่าง เพราะเด็กควรได้รับการปลูกฝังเรื่องการเคารพกติกา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการกีฬา

ประเด็นสำคัญ: ทำไมต้องตรวจสอบนักกีฬาอีสปอร์ตโกง RoV?

“การตั้งใจเจตนาคือการทำให้การแข่งขันไม่สุจริต ขอเรียกร้องน้องคนนั้น มั่นใจว่าตัวเองถูกขอให้สู้ ถ้าทำไม่ถูกให้ออกมาขอโทษ ควรออกมาให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฉ้อโกงไปสู้ผลประโยชน์ที่จะได้ ถ้าไม่มีเงินรางวัลคุณจะทำแบบนี้หรือไม่ ต้องให้ความเป็นธรรมกับนักกีฬาที่ไม่ได้ไปต่อ ประเทศชาติเสียหาย ผมเข้าใจว่าน้องที่ทำต้องมีเหตุผลแล้วต้องอธิบายได้ ไม่คิดว่าจะเอาน้องติดคุก มีสติ รู้จักการแพ้ชนะ เป็นคนโตขึ้นมีคุณภาพอาจนำไปสู่การกระทำที่ผิดต่อกระบวนการกฎหมายอาญาฉ้อโกงได้” นายสนธิญากล่าว

ด้าน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานกรณีดังกล่าว แต่หากมีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์ บช.น. พร้อมที่จะดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

พ.ต.อ.ธนโชติกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเอกสารร้องเรียนไว้แล้ว และจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหรือไม่ อย่างไร รวมถึงสถานที่เกิดเหตุ และการดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อไป

เรื่องราวของนักกีฬาอีสปอร์ตที่ถูกกล่าวหาว่าโกง RoV นี้ เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจริยธรรมและสปิริตในการแข่งขันกีฬา ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใดก็ตาม การเคารพกติกาและเล่นอย่างยุติธรรมคือสิ่งสำคัญที่สุด การกระทำที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและอนาคตของตนเอง รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศชาติได้

การออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบนักกีฬาอีสปอร์ตโกง RoV ของนายสนธิญา จึงเป็นการกระทำที่มุ่งหวังที่จะปกป้องความถูกต้องและเป็นธรรมในวงการกีฬา รวมถึงเป็นการเตือนสติให้นักกีฬาทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม

บทสรุป: เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการตรวจสอบจะเป็นอย่างไร และนักกีฬาที่ถูกกล่าวหาจะออกมาอธิบายหรือชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและสปิริตในการแข่งขันกีฬาอย่างมาก

ที่มา – “สนธิญา” ร้องตรวจสอบนักกีฬาสาวอีสปอร์ต ปมโกง RoV ชี้ทำไทยขายหน้าไปทั่วโลก

กกต. ตีตกคำร้อง ทักษิณครอบงำ 6 พรรค

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม โดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าทั้ง 6 พรรคถูกควบคุม ชี้นำ จนขาดอิสระในการตัดสินใจ นอกจากนี้ กกต. ยังไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ตรวจสอบ “เท้ง-อิ๊งค์” ว่าถูกคนนอกครอบงำหรือไม่

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เผยแพร่ผลการพิจารณาคำร้องเพื่อยุบพรรคเพื่อไทย และ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ในข้อหาครอบงำพรรคการเมือง ตามคำร้องของกลุ่มบุคคลหลายราย ซึ่งอ้างว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ “ครอบงำ ชี้นำ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรค” แม้ว่านายทักษิณฯ จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใดๆ ก็ตาม

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายทักษิณฯ ได้กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 29 และพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรคดังกล่าว ยินยอมให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง

นอกจากนี้ กกต. ยังได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันอาจเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้พิจารณารายงานความเห็นของคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานฯ ประกอบความเห็นของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษานายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว โดยมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ยังไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทยและทั้ง 6 พรรคการเมืองดังกล่าวกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองที่มีลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองขาดอิสระ ตามมาตรา 28 หรือมาตรา 29

กกต. ตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม

ด้วยเหตุนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงพิจารณายกคำร้อง และไม่รับคำร้องไว้พิจารณากรณีนายสนธิญา สวัสดี ตามข้อ 6 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ. 2566 โดยได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทั้ง 6 ราย เรียบร้อยแล้ว

ทำไม กกต. ถึงตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรค?

เหตุผลหลักที่ กกต. ตีตกคำร้อง“ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ก็คือ การขาดหลักฐานที่ชัดเจน และน่าเชื่อถือ ที่จะบ่งชี้ว่านายทักษิณฯ ได้เข้าไปควบคุม ชี้นำ หรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 6 จริง และถึงขั้นทำให้พรรคการเมืองเหล่านั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน

การพิจารณาของ กกต. เป็นไปตามข้อกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นที่การรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีมติออกมา ทำให้ผลการพิจารณาเป็นที่ยอมรับ และน่าเชื่อถือ

  • ประเด็นที่น่าสนใจ: การตีตกคำร้องนี้ อาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม
  • ข้อสังเกต: การที่ กกต. ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี อาจสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดในการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการครอบงำพรรคการเมือง

การตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ถือเป็นบทสรุปของประเด็นทางการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวอาจยังคงเป็นที่ถกเถียง และวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปในอนาคต

ที่มา – กกต.ตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ให้เหตุผลไม่มีหลักฐานว่าถูกควบคุมขาดอิสระ

ศศิกานต์ อัด สนธิญา หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตก

“ศศิกานต์” ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “สนธิญา” ว่าหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องในคดีของ “พีระพันธุ์” โดยเน้นย้ำถึงความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบในการดำเนินการทางการเมือง

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในประเด็นเรื่องการถือหุ้น โดยเธอมองว่ากรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายสนธิญา สวัสดี ในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และเตือนว่าการร้องเรียนไม่ควรมีจุดประสงค์เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น

ศศิกานต์ วิจารณ์ สนธิญา หวังผลการเมือง

ในโพสต์ดังกล่าว นางสาวศศิกานต์ ระบุว่า “มติเอกฉันท์! ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ปมยื่นตรวจสอบพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เรื่องหุ้น” พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ยึดมั่นในข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย และขอบคุณประชาชนที่ไม่คล้อยตามเกมการเมือง

เหตุผลสำคัญที่ศาลไม่รับคำร้องไว้พิจารณาคือ ผู้ร้องไม่มีสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง

นอกจากนี้ นางสาวศศิกานต์ยังกล่าวว่า การฟ้องร้องโดยไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมายไม่เพียงแต่ทำให้เสียเวลาของทุกฝ่าย แต่ยังส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของผู้ร้องเองอีกด้วย

“พรรครวมไทยสร้างชาติจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานเพื่อบ้านเมือง และพี่น้องประชาชนต่อไปอย่างเต็มกำลัง” นางสาวศศิกานต์กล่าว

ศศิกานต์ อัด สนธิญา หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตก

สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่นายสนธิญา สวัสดี ยื่นให้พิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสิ้นสุดลง โดยอ้างว่านายพีระพันธุ์ถือครองหุ้นต้องห้ามและขาดคุณสมบัติด้านจริยธรรมทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าการยื่นคำร้องดังกล่าวไม่เป็นไปตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และผู้ร้องไม่มีสิทธิในการยื่นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

น.ส.ศศิกานต์เน้นย้ำว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การฟ้องร้องโดยปราศจากกระบวนการที่ถูกต้องและข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ไม่เพียงแต่ทำให้เสียเวลาของทุกฝ่าย แต่ยังสะท้อนกลับไปบั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้ร้องเอง พร้อมย้ำว่าการเมืองที่สร้างสรรค์ควรตั้งอยู่บนหลักการ ความจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่าการใช้ช่องทางร้องเรียนเพื่อหวังผลทางการเมือง

บทเรียนจากกรณี ศศิกานต์ อัด สนธิญา

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการทางการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง การใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อหวังผลทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและกระบวนการที่เหมาะสมนั้น นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของตนเองอีกด้วย

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการทางกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ
  • การใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมืองเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
  • การสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงานการเมือง

การที่นางสาวศศิกานต์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายสนธิญาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ว่า การเมืองควรเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่การใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อโจมตีหรือหวังผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว

การเมืองสร้างสรรค์สำคัญกว่าการหวังผลประโยชน์ส่วนตัว

การเมืองที่สร้างสรรค์ควรเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามหรือเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัวนั้น นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ยังเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองอีกด้วย ดังนั้น นักการเมืองทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานอย่างมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ และโปร่งใส เพื่อสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่สำหรับทุกคน

การออกมาแสดงความคิดเห็นของ “ศศิกานต์” ในกรณี “สนธิญา” หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตกคดี “พีระพันธุ์” นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม การเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ย่อมไม่นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ที่มา – “ศศิกานต์” อัด “สนธิญา” หวังผลทางการเมืองอย่างเดียว หลังศาลรธน. ตีตกคดี “พีระพันธุ์”

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 โดยอ้างว่านายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้อง) และภริยา ถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 และยังเสนอชื่อบุคคลที่เป็นกรรมการในบริษัทของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งถือเป็นการขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ดังนั้น ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5) และขอให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 (1) ซึ่งไม่ใช่การยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง และการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก เพื่อให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย รวมทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้อง หรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่าผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ได้ และมีมติไม่รับคำร้อง

ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้?

  • ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ
  • รัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องไว้เป็นการเฉพาะแล้ว

การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามกระบวนการและเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมได้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้ในครั้งนี้ อาจเป็นเพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าประเด็นที่ถูกร้องเรียนยังไม่มีมูลเพียงพอที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่านายพีระพันธุ์ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการถือครองหุ้นและการเสนอชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองให้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานที่กำกับดูแล ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้อง ฟัน “พีระพันธุ์” พ้นเก้าอี้รัฐมนตรี

Scroll to top