สนามบินภูเก็ต

จับคาสนามบินภูเก็ต 2 หนุ่มอุซเบกิสถาน ซุกช่อดอกกัญชา

เหตุการณ์ระทึก จับคาสนามบินภูเก็ต 2 หนุ่มอุซเบกิสถาน ซุกช่อดอกกัญชา

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาและเป็นอุทาหรณ์สำหรับนักเดินทางทุกคน เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้สนธิกำลังกันเข้าจับกุมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่พยายามลักลอบกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง โดยการจับคาสนามบินภูเก็ต 2 หนุ่มอุซเบกิสถาน ซุกช่อดอกกัญชา-ยางกัญชา อัดแน่นเต็มกระเป๋าเดินทางเตรียมตัวออกนอกประเทศ แต่สุดท้ายก็ไม่รอดสายตาเจ้าหน้าที่ไปได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจสัมภาระขาออกระหว่างประเทศ ได้ตรวจพบความผิดปกติจากเครื่องเอกซเรย์ภายในกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารชาวอุซเบกิสถาน 2 ราย คือ นายจาลิลโบเยวิช บุนยอดบอย จูราบอฟ และนายมูคิดดินโนวิช นูร์ซายิด มูคิดดินอฟ ซึ่งทั้งคู่มีอายุ 26 ปีเท่ากัน

รายละเอียดการตรวจสอบและของกลางที่ยึดได้

จากการตรวจค้นอย่างละเอียด พบว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมายไว้ภายในกระเป๋าเดินทางอย่างหนาแน่น โดยแบ่งเป็นพฤติการณ์ดังนี้:

  • ผู้ต้องหารายแรก: พบช่อดอกกัญชาแห้งในถุงสุญญากาศ 30 ห่อ และกัญชาแปรรูปอีก 14 แท่ง น้ำหนักรวมกว่า 10 กิโลกรัม
  • ผู้ต้องหารายที่สอง: พบช่อดอกกัญชา 30 ห่อ, ยางกัญชา 8 ถุง และกัญชาแปรรูปอีกจำนวนหนึ่ง น้ำหนักรวมกว่า 15 กิโลกรัม

เมื่อเจ้าหน้าที่พบหลักฐานชัดเจนเช่นนี้ การจับคาสนามบินภูเก็ต 2 หนุ่มอุซเบกิสถาน ซุกช่อดอกกัญชา-ยางกัญชา อัดแน่นเต็มกระเป๋าเดินทางจึงเกิดขึ้นทันที โดยผู้ต้องหาทั้งสองยอมจำนนต่อหลักฐานและถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สาคู เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพ.ร.บ.ศุลกากร หรือกฎหมายยาเสพติดที่เกี่ยวข้อง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายเกี่ยวกับกัญชาในประเทศไทยนั้นไม่ได้เปิดกว้างสำหรับการนำออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่มีใบอนุญาต แม้ว่าในประเทศจะมีการประกาศให้เป็นสมุนไพรควบคุม แต่การนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือการลักลอบนำออกไปต่างประเทศนั้นถือเป็นความผิดร้ายแรงที่อาจนำไปสู่การติดคุกและเสียประวัติการเดินทางอย่างถาวร

ในฐานะนักเดินทาง เราควรศึกษาข้อกำหนดของประเทศปลายทางและกฎหมายศุลกากรไทยให้ดีก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ทริปในฝันของคุณกลายเป็นฝันร้ายที่ต้องลงเอยในห้องขัง อย่าเสี่ยงกับสิ่งผิดกฎหมายเพราะผลที่ตามมานั้นไม่คุ้มค่าอย่างแน่นอน

ที่มา – จับคาสนามบินภูเก็ต 2 หนุ่มอุซเบกิสถาน ซุกช่อดอกกัญชา-ยางกัญชา อัดแน่นเต็มกระเป๋าเดินทาง

สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่วางแผนจะเดินทางไปเที่ยวภูเก็ตคงจะเคยปวดหัวกับปัญหาแถวตม. ยาวเหยียดใช่ไหมครับ? ข่าวดีล่าสุดคือทางรัฐบาลและสนามบินภูเก็ตเตรียมแก้ปัญหานี้ให้จบสิ้น โดยการนำนวัตกรรมใหม่มาใช้เพื่อบรรเทาความแออัดของนักท่องเที่ยว

สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้

ล่าสุดมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้ เพื่อรองรับผู้โดยสารในช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่น โดยระบบนี้จะเข้ามาช่วยลดระยะเวลาในการรอคอยให้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เพื่อนๆ มีเวลาเหลือไปนั่งชิลริมหาดได้มากขึ้นครับ

ทำไมการใช้ระบบอัตโนมัติถึงเป็นเรื่องสำคัญ?

การที่ สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริการให้เทียบเท่าสากล ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องความรวดเร็วแล้ว ยังเป็นการจัดการระบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้:

  • ลดความพะวงเรื่องคนแน่นหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง
  • เพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสาร
  • ช่วยบริหารจัดการเวลาการเดินทางได้ดียิ่งขึ้นสำหรับนักท่องเที่ยว
  • ลดการสัมผัสและเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้โดยสาร

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลยังได้ย้ำเตือนเรื่องนโยบายการให้บริการว่า ทุกขั้นตอนที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปตามมาตรฐานโปร่งใส และไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินเพิ่มเพื่อลัดคิวแต่อย่างใด ดังนั้นขอให้นักท่องเที่ยวทุกคนมั่นใจได้เลยว่า การเดินทางผ่าน สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวในภูเก็ตสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะ

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นการปรับตัวที่ทันต่อยุคสมัยมาก เพราะสนามบินภูเก็ตเปรียบเสมือนประตูหน้าด่านของไทย การมีระบบอัตโนมัติที่ดีจะช่วยสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่นักท่องเที่ยวมาถึง และหวังว่าระบบนี้จะขยายผลไปสู่สนามบินอื่นๆ ทั่วประเทศเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ที่มา – สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้ รองรับผู้โดยสารช่วงหนาแน่น

“อนุทิน” นั่งรถ EV Smart Bus ไปสนามบินภูเก็ต รณรงค์ Carpool

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้มีข่าวดีจากแวดวงการเมืองที่ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างที่เจ๋งมากสำหรับพวกเรา นั่นคือ “อนุทิน” นั่งรถ EV Smart Bus ไปสนามบินภูเก็ต รณรงค์ใช้ Carpool นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อกำชับปัญหาบุกรุกชายหาด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่นั่งรถนำขบวนหรูๆ แต่เลือกนั่งรถบัสไฟฟ้า EV Smart Bus ไปสนามบินนานาชาติภูเก็ตแบบเรียบง่าย ไร้ขบวนติดตาม เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดการใช้พลังงานและแก้ปัญหารถติดไปในตัว!

“อนุทิน” นั่งรถ EV Smart Bus ไปสนามบินภูเก็ต รณรงค์ใช้ Carpool

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 เวลาบ่าย 13.45 น. หลังจากเสร็จภารกิจ ท่านนายกฯ พร้อมคณะอย่างรัฐมนตรีช่วยฯ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ และทีมงาน ขึ้นรถ Smile Bus หรือ EV Smart Bus ของ อบจ.ภูเก็ต ท่านนั่งเคียงข้างผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ที่มารายงานสถานการณ์พื้นที่ต่างๆ ตามเส้นทาง ทำให้ได้ข้อมูลปัญหาแบบเรียลไทม์ สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที นี่แหละครับตัวอย่างผู้นำที่ใกล้ชิดประชาชนและบริหารเวลาได้อย่างชาญฉลาด

ทำไม “อนุทิน” นั่งรถ EV Smart Bus ไปสนามบินภูเก็ต รณรงค์ใช้ Carpool ถึงน่าชื่นชม?

การเลือกนั่งรถบัสไฟฟ้าแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม รถ EV Smart Bus 1 คันจุคนได้เป็นสิบๆ คน แทนที่จะใช้รถส่วนตัวหลายคันที่กินน้ำมันและปล่อยมลพิษ การ Carpool หรือแชร์รถแบบนี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ ลดรถติดบนท้องถนน โดยเฉพาะภูเก็ตที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวรถแน่นเอี๊ยด ทำให้การเดินทางสะดวกและประหยัดมากขึ้น ทางเดียวกันไปด้วยกัน แชร์ค่าใช้จ่าย แชร์ความสุข!

“อนุทิน” นั่งรถ EV Smart Bus ไปสนามบินภูเก็ต รณรงค์ใช้ Carpool

รู้จัก EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต บริการดีๆ ราคาถูก

รถ EV Smart Bus นี้เป็นรถบัสไฟฟ้าปรับอากาศ สะอาด เงียบ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันเปิดบริการหมวด 1 จำนวน 3 เส้นทางในอำเภอเมืองภูเก็ต ดังนี้

  • สายที่ 1: จากสะพานหินไปเซ็นทรัลภูเก็ต
  • สายที่ 2: จากท่าเรืออ่าวฉลองไปห้างซุปเปอร์ชีป
  • สายที่ 3: จากท่าเรือรัษฎาไปสวนน้ำอันดามันดา

ราคาแค่ 15 บาทตลอดสาย! สุดคุ้มเลยนะครับ และกลุ่มเปราะบางไม่ต้องจ่าย นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ พระสงฆ์ ผู้พิการ ฟรีทั้งหมด นี่คือการบริการสาธารณะที่แท้จริง ช่วยลดภาระค่าครองชีพและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

นายกรัฐมนตรีอนุทินกับคณะบนรถ EV Smart Bus ภูเก็ต
“อนุทิน” รณรงค์ Carpool บน EV Smart Bus ไปสนามบิน

ประโยชน์ของ Carpool และ EV Bus กับชีวิตประจำวัน

Carpool ไม่ใช่แค่ลดพลังงาน แต่ยังช่วยประหยัดเงิน ลดความเครียดจากการขับรถ และเพิ่มโอกาสสื่อสารสังคม ถ้าทุกคนในภูเก็ต改ใช้บริการนี้ ปัญหารถติดจะลดลงมหาศาล สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งสู่ความยั่งยืน EV Smart Bus ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ไม่ปล่อยไอเสีย ชาร์จไฟจากสถานี สะดวกและปลอดภัย มีระบบ GPS ติดตามแบบเรียลไทม์ผ่านแอป ทำให้ผู้โดยสารรู้ตารางเวลาได้ง่าย

นอกจากนี้ การที่นายกฯ เลือกทำแบบนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการและประชาชน ถ้าผู้ใหญ่ยังทำได้ เราก็ทำตามได้สิครับ ลองนึกภาพถ้าทุกจังหวัดมีบริการแบบนี้ ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้เร็วขึ้นแน่นอน

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่า “อนุทิน” นั่งรถ EV Smart Bus ไปสนามบินภูเก็ต รณรงค์ใช้ Carpool เป็นมากกว่าแค่ทริปเดินทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ถ้าคุณกำลังวางแผนไปภูเก็ต ลองดาวน์โหลดแอป Smile Bus แล้วนั่งรถไฟฟ้าสักคันดูครับ ไม่เพียงประหยัด แต่ยังช่วยโลกใบนี้ได้จริงๆ สนับสนุนกันเยอะๆ นะ!

ที่มา – “อนุทิน” นั่งรถ EV Smart Bus ไปสนามบินภูเก็ต รณรงค์ใช้ Carpool ลดการใช้พลังงาน

ระทึก! เครื่องบินอินเดีย เมนเกียร์ล้อหน้าหัก ที่ภูเก็ต

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีเรื่องระทึกขวัญจากท่าอากาศยานภูเก็ตมาเล่าให้ฟังกันพอดี เมื่อเครื่องบินอินเดีย เมนเกียร์ล้อหน้าหักระหว่างลงจอด โชคดีมากที่ไม่มีใครบาดเจ็บเลย! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเที่ยวบินของ Air India Express ทำให้ผู้โดยสาร 133 คนต้องลุ้นกันตัวโก่ง แต่ทุกอย่างจบลงแบบปลอดภัย มาดูกันครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เครื่องบินอินเดีย เมนเกียร์ล้อหน้าหัก เกิดขึ้นเมื่อไหร่?

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เที่ยวบิน IX938 จากเมืองไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย บินตรงมาภูเก็ตตามปกติ แต่ระหว่างลงจอดบนรันเวย์ เกิดปัญหาใหญ่ Hard Landing หรือการลงจอดแบบรุนแรงเกินไป ส่งผลให้เมนเกียร์หรือล้อหน้าของเครื่องบินหักกระจาย! เครื่องเลยไถลครูดไปตามทางวิ่ง สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้โดยสารทั้งลำ

เจ้าหน้าที่สนามบินและตำรวจท่องเที่ยวรีบเข้าหน้าที่ทันที ทีม TAC ลงพื้นที่ตรวจสอบ ดูแลผู้โดยสารให้ลงจากเครื่องอย่างปลอดภัย แล้วพาทุกคนไปยังห้องพักรอ กว่าจะเคลียร์เสร็จก็ปิดรันเวย์ชั่วคราว ส่งผลให้เที่ยวบินอื่นๆ ล่าช้านิดหน่อย แต่ไม่มีอะไรรุนแรง

สาเหตุเบื้องต้นของเครื่องบินอินเดีย เมนเกียร์ล้อหน้าหัก

จากรายงาน初步 สาเหตุน่าจะมาจากการลงจอดที่แรงเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากลมแรง สภาพอากาศ หรือปัจจัยอื่นๆ ในการบิน เมนเกียร์ล้อหน้าเป็นส่วนสำคัญที่รับน้ำหนักตอนลงจอด ถ้ามันเสียหาย เครื่องจะเสียการทรงตัวทันที โชคดีที่นักบินควบคุมได้ดี ไม่ให้ไถลออกนอกทาง

  • ผู้โดยสาร: 133 คน รวมลูกเรือ ไม่มีใครเจ็บ
  • เวลาเกิดเหตุ: ช่วงเช้า ลงจอดประมาณ 11.00 น.
  • ผลกระทบ: รันเวย์ปิดชั่วคราว เที่ยวบินล่าช้า
  • การช่วยเหลือ: เจ้าหน้าที่สนามบินและตำรวจท่องเที่ยวทำงานเต็มที่

Air India Express เป็นสายการบินโลว์คอสต์ชื่อดังของอินเดีย เน้นเส้นทางไปยังจุดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตบ่อยๆ เหตุการณ์แบบนี้ไม่บ่อย แต่ก็เตือนใจให้เราระวังเสมอ

บทเรียนจากเหตุเครื่องบินอินเดีย เมนเกียร์ล้อหน้าหัก

แม้จะน่ากลัว แต่เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นระบบความปลอดภัยในการบินของไทยและนานาชาติแน่นหนาขนาดไหน นักบินผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ควบคุมเครื่องได้แม้ล้อหน้าจะหัก แถมสนามบินภูเก็ตมีทีมพร้อมรับมือ 24 ชม. ถ้าเทียบสถิติ อุบัติเหตุลงจอดรุนแรงแบบนี้เกิดน้อยมาก เพียง 1 ในแสนเที่ยวบินเท่านั้น

สำหรับนักเดินทางอย่างเรา ควรทำยังไงบ้าง? ลองเช็กลิสต์นี้นะ:

  • รัดเข็มขัดนิรภัยให้แน่นเสมอ โดยเฉพาะตอนลงจอด
  • ฟังคำแนะนำลูกเรือให้ดี อย่าตื่นตระหนก
  • เลือกที่นั่งใกล้ทางออกฉุกเฉิน หากกลัว
  • ตรวจสอบรีวิวสายการบินและสนามบินก่อนบิน
  • ซื้อประกันการเดินทางครอบคลุมอุบัติเหตุเครื่องบิน

ภูเก็ตเป็นสนามบินท่องเที่ยวหลัก รองรับล้านเที่ยวบินต่อปี สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่เหตุแบบนี้ก็เตือนให้ Airports of Thailand ต้องอัพเกรดระบบตรวจสอบยานพาหนะให้ดีขึ้น

สุดท้าย ผมคิดว่าเหตุเครื่องบินอินเดีย เมนเกียร์ล้อหน้าหักนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการบินปลอดภัยที่สุดในโลก แต่ก็มีปัจจัยไม่คาดฝันได้เสมอ สิ่งสำคัญคือความพร้อมของทุกฝ่าย โชคดีที่จบ happy ending ทุกคนกลับบ้านปลอดภัย

ถ้าคุณเคยเจอเหตุการณ์เครื่องบินล่าช้าหรือระทึกแบบนี้ แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ! ติดตามข่าวอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่ HKT Information โทร 0-7635-1111 หรือเช็คเว็บสนามบินภูเก็ต

ที่มา – ระทึก “เครื่องบินอินเดีย” เมนเกียร์ล้อหน้าหัก เครื่องไถลครูดรันเวย์ภูเก็ต

สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลางกระทบ 15 ไฟล์ท

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักเดินทางทุกคน! ถ้าคุณกำลังวางแผนบินไป-มาภูเก็ตหรือเส้นทางตะวันออกกลาง วันนี้มีอัปเดตสำคัญที่ห้ามพลาดเลยนะคะ สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลาง กำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับเที่ยวบินหลายสิบไฟล์ท ส่งผลให้ผู้โดยสารจำนวนมากต้องลุ้นกันตัวโก่ง มาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และเราควรเตรียมตัวยังไง

สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบ 15 ไฟล์ท

สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลาง

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 1 มี.ค. 2569 เพจศูนย์ข้อมูลภูเก็ตได้โพสต์แจ้งด่วนว่า มีเที่ยวบินประจำวันที่ยกเลิกหรือได้รับผลกระทบถึง 15 เที่ยวบิน จากข้อมูล ณ เวลา 05.55 น. โดยเกี่ยวข้องกับ สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลาง ที่ความตึงเครียดในภูมิภาคนี้ทำให้เส้นทางบินต้องเปลี่ยนแปลงกะทันหัน สายการบินที่เดือดร้อนหลักๆ 4 เจ้า ได้แก่ Qatar Airways, Etihad Airways, Unicair (เที่ยวบินส่วนตัว) และ Air Arabia แบ่งเป็นขาออก 8 เที่ยวบิน และขาเข้า 7 เที่ยวบิน

สายการบินที่ได้รับผลกระทบจากสนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลาง

  • Qatar Airways: เส้นทางยอดฮิตไปโดฮา ต้องวนกลับหลายไฟล์ท
  • Etihad Airways: กรณีเครื่องบิน ETD 417 เส้นทางภูเก็ต-อาบูดาบี ออกบินเวลา 15.30 น. วันที่ 28 ก.พ. 2569 แต่ midway ต้องตัดสินใจวนกลับลงจอดที่ภูเก็ตอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย คาดถึงประมาณ 23.30 น.
  • Unicair (Private Flight): เที่ยวบินส่วนตัวที่ใช้เส้นทางผ่านตะวันออกกลาง
  • Air Arabia: สายการบินราคาประหยัดที่บินตรงตะวันออกกลาง

เหตุการณ์นี้เกิดจากสถานการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ภาคอากาศยานปิดน่านฟ้าหลายจุด เครื่องบินที่บินผ่านต้องหลีกเลี่ยงหรือเปลี่ยนเส้นทาง สนามบินภูเก็ตซึ่งเป็นฮับท่องเที่ยวสำคัญของไทย จึงได้รับผลกระทบโดยตรงเพราะมีไฟล์ทตรงไปยัง UAE, Qatar และจุดอื่นๆ ในภูมิภาคนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางแห่มาพักผ่อนที่ทะเลอันดามัน

คำแนะนำสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางจากสนามบินภูเก็ต

ท่าอากาศยานภูเก็ตได้ออกประกาศผ่านเพจ AOT/Phuket International Airport แนะนำให้ผู้โดยสารที่จะบินไปตะวันออกกลางเตรียมตัวดีๆ นะคะ นี่คือเคล็ดลับที่เรารวบรวมมาให้:

  • ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินกับสายการบินโดยตรงผ่านแอปหรือเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ
  • ติดตามประกาศจากสนามบินและเพจศูนย์ข้อมูลภูเก็ตแบบเรียลไทม์
  • เผื่อเวลาเดินทางมาสนามบินเยอะๆ อย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อรับมือความล่าช้า
  • หากเที่ยวบินถูกเลื่อนหรือยกเลิก ติดต่อเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ชั้น 3 อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ โทร. 0-7635-2302
  • เตรียมเอกสารและประกันการเดินทางที่ครอบคลุมกรณีเหตุสุดวิสัย

จากที่ติดตามมา สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะ ครั้งก่อนๆ ที่มีข้อพิพาทในตะวันออกกลาง เครื่องบินจากไทยหลายเส้นทางก็ต้อง reroute ไปบินอ้อมยุโรปหรืออินเดียแทน ทำให้กินเวลาและน้ำมันเพิ่ม สนามบินภูเก็ตซึ่งรองรับผู้โดยสารกว่า 12 ล้านคนต่อปี จึงต้องปรับตัวรับมือกับวิกฤตโลกแบบนี้บ่อยๆ สำหรับ Etihad Airways เที่ยวบินที่วนกลับ ผู้โดยสารยังอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ และรอประกาศแผนบินใหม่

ในมุมมองของเรา สถานการณ์ สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลาง เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเดินทางสมัยนี้เชื่อมโยงกับ geopolitics ทั่วโลก ถ้าคุณมีแผนบินในช่วงนี้ ลองเช็กแอป Flightradar24 เพื่อดูเส้นทางบินจริงแบบเรียลไทม์ด้วยนะคะ จะช่วยให้วางแผนได้ดีขึ้น

สุดท้ายนี้ ขอให้เพื่อนๆ เดินทางปลอดภัยทุกคน! ถ้าคุณเคยเจอเหตุการณ์เที่ยวบินล่าช้าเพราะสงครามหรือเหตุไม่คาดฝัน แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยค่ะ จะได้ช่วยเตือนใจนักเดินทางคนอื่นๆ และอย่าลืม subscribe เพื่ออัปเดตข่าวการท่องเที่ยวล่าสุดนะคะ สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ตรวจสอบก่อนบินคือกุญแจสำคัญเลย!

ที่มา – สนามบินภูเก็ต สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบ 15 ไฟล์ท 4 สายการบิน วนกลับ-จอดนิ่ง

AOT ปลื้ม! 9 เดือนการบินโต กำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน

AOT เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน ปีงบประมาณ 2568 การบินโตต่อเนื่อง ทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน พร้อมเดินหน้ายกระดับสู่สนามบินระดับโลก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ที่ AOT บริหารจัดการสนามบิน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ พบว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 602,195 เที่ยวบิน

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า พบว่ามีการเพิ่มขึ้นถึง 9.79% โดยแบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศจำนวน 341,523 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศจำนวน 260,672 เที่ยวบิน นอกจากนี้ ยังมีผู้โดยสารมาใช้บริการรวม 97.24 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.87% แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 59.48 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 37.76 ล้านคน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง

AOT ปลื้ม 9 เดือนการบินโต กำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้มีรายได้จากกิจการการบินจำนวน 25,645.27 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 2,376.90 ล้านบาท คิดเป็น 10.22% ในขณะที่รายได้รวมของ AOT อยู่ที่ 52,324.21 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 14,262.37 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้านได้อย่างน่าประทับใจ

ล่าสุด ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อทางอากาศดีที่สุด (Airport Connectivity Ranking) ประจำปี 2567 โดยสภาสมาคมท่าอากาศยานระหว่างประเทศ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักเดินทางที่มีต่อท่าอากาศยานของ AOT ในด้านความปลอดภัย การให้บริการ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

AOT เดินหน้าพัฒนาโครงการรองรับการเติบโต

เพื่อรองรับการขยายตัวของเครือข่ายเส้นทางการบิน AOT ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการและมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น โครงการกระตุ้นตลาดด้านการบิน (Incentive Scheme) ที่มอบให้แก่สายการบินที่เปิดให้บริการเส้นทางการบินใหม่มายังท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT หรือเส้นทางการบินใหม่ของสายการบิน ซึ่งได้มีการขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดยให้ส่วนลดด้านการบิน 50% ตลอดระยะเวลาโครงการ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Marketing Fund ที่สนับสนุนงบส่งเสริมการตลาดในอัตรา 300 บาทต่อผู้โดยสารหนึ่งคน ซึ่งจะช่วยจูงใจสายการบินให้เปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศมายังสนามบินหาดใหญ่ และสนามบินเชียงราย อันเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม “FAM Trip” ที่นำผู้แทนสายการบินและบริษัทนำเที่ยวจากต่างประเทศมาสัมผัสและเยี่ยมชมการท่องเที่ยวในพื้นที่จริง ซึ่งเป็นการแนะนำศักยภาพของท่าอากาศยานและสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลาและเชียงราย เพื่อวางรากฐานสำหรับการขยายเส้นทางบินเชิงพาณิชย์ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ AOT จึงได้เร่งดำเนินโครงการพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ให้สามารถรองรับผู้โดยสาร 240 ล้านคนต่อปีภายในปี 2575

ขณะเดียวกัน AOT ก็มีแผนที่จะหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) ตัวอย่างเช่น การเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาพัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพรอบสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อประกอบธุรกิจ เช่น โรงแรม โครงการ MRO โครงการ Private Jet Terminal โครงการ Logistics Hub Training Center ศูนย์ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า โชว์รูมรถยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และโครงการ Attraction in Terminal เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเก็บค่าบริการระบบไฟฟ้า 400 Hz และระบบปรับอากาศ PC-AIR ที่อาคาร SAT-1 สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของสายการบินที่เข้ามาใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านแหล่งรายได้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

บริการเหล่านี้ยังช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดมลพิษทางอากาศและเสียงรบกวนจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขณะที่เครื่องบินเข้าจอด ณ หลุมจอดอากาศยาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AOT ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวขององค์กรไปจนถึงการเตรียมพร้อมให้กับสนามบินสุวรรณภูมิในการเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาคต่อไป การเติบโตของ AOT ที่มีกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออุตสาหกรรมการบินของไทย

การที่ AOT มีผลประกอบการที่เติบโตและมีกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย และความสามารถในการบริหารจัดการของ AOT ที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาสนามบินและการบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้เข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – AOT ปลื้ม 9 เดือนการบินโต ทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน พร้อมยกระดับสู่สนามบินระดับโลก

Scroll to top