สภาองค์กรของผู้บริโภค

งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน

งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาคนรักปลากระป๋องต้องสะดุ้งกันไปตามๆ กัน เมื่อมีการเปิดเผยผลการพิสูจน์แล็บระดับ DNA ที่ชี้ชัดว่า มีแบรนด์ปลากระป๋องบางยี่ห้อที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด แอบนำเอา งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน มาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าเป็นปลาซาร์ดีนชั้นดี ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัย แต่ยังเป็นการฉ้อโกงผู้บริโภคครั้งใหญ่ที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งจัดการ

จากการแถลงข่าวของ สส.พรรคประชาชน ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้มีการยืนยันผลการตรวจ DNA จากตัวอย่างปลากระป๋องยี่ห้อ “ดอกตันหยง” ที่ผลิตในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งระบุชัดเจนว่าวัตถุดิบที่ใช้คือ “ปลาหมอคางดำ” (Sarotherodon melanotheron) ซึ่งเป็นปลาชนิดรุกรานที่กำลังสร้างปัญหาต่อระบบนิเวศไทยอย่างหนักในขณะนี้

เปิดปมร้อน: ทำไมเราถึงพบ งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมปลาหมอคางดำถึงไปโผล่อยู่ในกระป๋องได้? ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการใช้งบประมาณมหาศาลในการกวาดล้างและประกาศว่านำไปทำปุ๋ยหรือน้ำหมักชีวภาพ แต่การพบเหตุการณ์ งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ หมอคางดำ แทน ซาร์ดีน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของหน่วยงานรัฐอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรมประมง หรือ อย. ที่ไม่ได้มีการตรวจสอบลงลึกถึงระดับ DNA แต่กลับรีบออกมาการันตีว่าไม่ใช่ปลาชนิดดังกล่าว นำไปสู่ข้อครหาถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

  • ปลาหมอคางดำคือปลาต่างถิ่นที่มีการแพร่ระบาดรวดเร็วและทำลายวงจรปลาท้องถิ่น
  • การนำมาแปรรูปเป็นอาหารโดยไม่แจ้งฉลากให้ชัดเจน ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค
  • การตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสคือสิ่งที่คนไทยต้องการมากกว่าคำพูดชี้แจงที่ไร้น้ำหนัก

ความน่ากังวลยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะในปีงบประมาณ 2570 กลับไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อกำจัดปลาชนิดนี้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่สถานการณ์การระบาดรุนแรงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 2-3 เท่า หากภาครัฐยังคงเพิกเฉยและปล่อยให้ปลาที่ไม่มีที่มาปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ประชาชนคงต้องตั้งคำถามว่า หน่วยงานหลักอย่าง อย. และกรมประมง กำลังปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค หรือกำลังเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ฉวยโอกาสหากินกับปลาผิดประเภทกันแน่

ในฐานะผู้บริโภค เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบฉลากให้ดี และเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบการต้องแสดงที่มาของวัตถุดิบทุกอย่างอย่างโปร่งใส เพราะสุขภาพของประชาชนไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นหรือปล่อยผ่านได้เช่นนี้

ที่มา – งานไส้ ปลากระป๋องยี่ห้อดังยัดไส้ “หมอคางดำ” แทน “ซาร์ดีน”

ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค

ในวันนี้ เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการโทรคมนาคมไทย ที่หลายคนจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือกรณี ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค ซึ่งเป็นผลจากการยื่นฟ้องของสภาองค์กรผู้บริโภคต่อมติของ กสทช. เรื่องการอนุมัติให้บริษัททรูและดีแทคควบรวมกิจการกัน คดีนี้สะท้อนถึงความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับการแข่งขันที่อาจไม่เป็นธรรมและการผูกขาดในตลาดโทรคมนาคม

ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค: รายละเอียดคำพิพากษา

ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนมติของ กสทช. ในการเห็นชอบการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค โดยศาลเห็นว่ามติดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้ฟ้องร้องอ้าง

เหตุผลหลักที่ศาลให้ไว้คือ ประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการป้องกันการผูกขาด พ.ศ. 2549 ไม่ได้กำหนดให้ กสทช. ต้องรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนออกมติในกรณีนี้ นอกจากนี้ มติที่ออกมามีผลเฉพาะต่อทรูและดีแทค ไม่ใช่ระเบียบทั่วไปที่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย

ผลกระทบจากการควบรวมทรู-ดีแทค

การควบรวมนี้ถือเป็นดีลใหญ่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย โดยศาลชี้แจงว่าการรวมธุรกิจครั้งนี้เกิดจากผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่น สร้างนิติบุคคลใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันที่ต้องขออนุญาต กสทช. ยังกำหนดเงื่อนไขและมาตรการเยียวยาเฉพาะเพื่อให้ทั้งสองบริษัทปฏิบัติตาม จึงถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. และประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร สภาผู้บริโภค แสดงความเสียใจต่อคำพิพากษานี้ เธอยอมรับความพ่ายแพ้ในชั้นศาลชั้นนี้ แต่ยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด นอกจากนี้ ยังวางแผนเดินสายพบนักการเมืองเพื่อผลักดันการแก้ไขกฎหมาย กสทช. ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ป้องกันการผูกขาดในอนาคต

สุภิญญา กล่าวว่า หลังจาก ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค แล้ว สังคมไทยและผู้บริโภคต้องหันไปพึ่งฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เธอตั้งใจจะเสนอนโยบายให้พรรคการเมืองรับรอง MOU หรือ MOA เกี่ยวกับการแข่งขันที่เป็นธรรม ราคาที่สมเหตุสมผล และคุณภาพบริการที่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันตลาดเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย ทำให้ราคาสูงและคุณภาพสัญญาณมีปัญหา

  • ปัญหาการแข่งขัน: การควบรวมอาจนำไปสู่การผูกขาด ส่งผลให้ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น
  • บทบาท กสทช.: แม้มีอำนาจกำกับ แต่การปฏิบัติจริงยังไม่กระตือรือร้น
  • ทางออก: แก้ไขโครงสร้าง กสทช. และประกาศใหม่เพื่อปกป้องผู้บริโภค

จากมุมมองของผู้บริโภค การตัดสินครั้งนี้สร้างความกังวล เพราะหากไม่มีการอุทธรณ์สำเร็จหรือแก้กฎหมาย ผู้บริโภคอาจเผชิญกับบริการที่แพงและคุณภาพต่ำยาวนาน ข้อมูลจากสภาผู้บริโภคระบุว่ามีการร้องเรียนเรื่องสัญญาณและราคาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การควบรวมยังกระทบต่อการจัดสรรคลื่นความถี่และโครงสร้างตลาด โดย กสทช. ต้องติดตามมาตรการเยียวยาให้เคร่งครัด เช่น การเปิดให้เกิดผู้เล่นรายใหม่หรือควบคุมราคา เพื่อรักษาการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคม ผมเห็นว่าคดีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปอุตสาหกรรม หากผู้บริโภคไม่ส่งเสียงดังพอ สิทธิประโยชน์อาจถูกมองข้าม คุณล่ะ คิดอย่างไรกับ ศาลยกฟ้องคดีควบรวมทรู-ดีแทค? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อปกป้องสิทธิของคุณในยุคดิจิทัลนี้

สุดท้ายนี้ การต่อสู้เพื่อผู้บริโภคยังไม่จบ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ใช้บริการทรูหรือดีแทค ลองตรวจสอบสิทธิของคุณและสนับสนุนการรณรงค์เพื่อตลาดที่ยุติธรรม

ที่มา – ศาลฯ ยกฟ้องคดีที่สภาองค์กรผู้บริโภค ฟ้องขอให้เพิกถอนมติ กสทช. ควบรวม “ทรู-ดีแทค”

Scroll to top