สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

เจาะลึก Safety Training รุ่นที่ 15 เสริมทักษะสื่อมืออาชีพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายข่าวและผู้ที่สนใจทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ จากแวดวงสื่อมวลชนมาฝากกันครับ เกี่ยวกับการอบรมที่เข้มข้นที่สุดแห่งปีอย่าง Safety Training รุ่นที่ 15 ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 26-29 กรกฎาคม 2569 ณ จ.นครนายก ที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้บอกเลยว่าไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้นักข่าวของเราทำงานได้อย่างปลอดภัยในทุกพื้นที่วิกฤตครับ

สรุปภาพรวม Safety Training รุ่นที่ 15 ยกระดับความปลอดภัยนักข่าว

การอบรม Safety Training รุ่นที่ 15 จัดขึ้นโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยมีจุดประสงค์หลักคือการสร้างทักษะการรู้เท่าทันและการเฝ้าระวังเพื่อรับมือกับภัยพิบัติและข่าวปลอม ที่นับวันจะมีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น โดยเหล่าผู้เข้าอบรมทั้ง 20 คนจากหลายสังกัดได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติกันอย่างเน้นๆ ตลอด 4 วัน 3 คืน

ไฮไลท์สำคัญ: ฝึกจริง เจ็บจริง เพื่อความอยู่รอด

หนึ่งในไฮไลท์ที่น่าสนใจที่สุดของ Safety Training รุ่นที่ 15 ในปีนี้ คือการฝึกเอาชีวิตรอดในกระแสน้ำไหลเชี่ยว (Swift Water Survival) โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากทหารเรือ เพื่อให้นักข่าวเข้าใจวิธีการเอาตัวรอดหากต้องลงพื้นที่รายงานสถานการณ์อุทกภัย นอกจากนี้ยังมีการจำลองสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและการประเมินความเสี่ยงก่อนลงพื้นที่จริง ซึ่งคุณสถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา หัวหน้าโครงการได้ย้ำว่า การฝึกในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด จะช่วยให้ผู้สื่อข่าวตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยเมื่อต้องลงสนามจริง

  • การวางแผนและประเมินความเสี่ยงก่อนลงพื้นที่
  • การสื่อสารในภาวะฉุกเฉินและพื้นที่วิกฤต
  • การรู้เท่าทันข่าวปลอมในสถานการณ์ภัยพิบัติ
  • ทักษะการปฐมพยาบาลและการเอาตัวรอดเบื้องต้น

คุณชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม อุปนายกสมาคมฯ ได้กล่าวไว้ได้น่าสนใจมากครับว่า การเป็นนักข่าวที่ดีไม่ใช่การเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อให้ได้ภาพหวือหวา แต่คือการรายงานข่าวอย่างมืออาชีพภายใต้ความปลอดภัยของตนเอง ไม่สร้างภาระให้เจ้าหน้าที่ และนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องออกสู่สังคม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของวิชาชีพสื่อในยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าโครงการนี้เป็นเสมือนเกราะป้องกันชั้นยอดให้กับนักข่าวไทย หากเรามีสื่อมวลชนที่มีทักษะความปลอดภัยสูง สังคมก็จะได้รับข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำท่ามกลางวิกฤต หวังว่าความรู้ที่ได้จากรุ่นที่ 15 นี้จะถูกนำไปปรับใช้ในการทำงานจริงเพื่อประโยชน์ของคนในสังคมต่อไปครับ

ที่มา – “Safety Training รุ่นที่ 15” อบรมเสริมทักษะรายงานข่าว รับมือภัยพิบัติและข่าวปลอม

สภาทนายความผนึก 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU ช่วยนักข่าว

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา สภาทนายความผนึก 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU อย่างเป็นทางการ เพื่อส่งทีมกฎหมายช่วยเหลือนักข่าวที่ถูกฟ้องคดีจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต เหตุการณ์นี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไทย ที่มักเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมายหรือที่เรียกว่า SLAPP (Strategic Lawsuits Against Public Participation) ซึ่งเป็นการฟ้องร้องเพื่อปิดปากไม่ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

สภาทนายความผนึก 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีสภาทนายความเป็นแกนนำ ร่วมกับ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนชั้นนำของไทย ความร่วมมือนี้เกิดจากเจตนารมณ์ชัดเจนในการสร้างเกราะคุ้มกันให้สื่อมวลชน สามารถนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้โดยไม่หวาดกลัวการถูกฟ้องร้อง โดยเฉพาะนักข่าวอิสระหรือผู้ที่อาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากต้นสังกัด

6 องค์กรสื่อที่เข้าร่วมลงนาม MOU

  • สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
  • สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
  • สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
  • สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
  • สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย
  • สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

องค์กรเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแทนหลักของวงการสื่อไทย ที่มุ่งมั่นปกป้องวิชาชีพสื่อให้สามารถตรวจสอบอำนาจรัฐและทุนได้อย่างเข้มแข็ง

สาระสำคัญของข้อตกลง MOU

สาระสำคัญของ สภาทนายความผนึก 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU ครอบคลุมหลายด้าน โดยสภาทนายความจะให้บริการทางกฎหมายฟรีแก่สื่อมวลชนทุกแขนงที่ถูกฟ้องจากการทำหน้าที่สุจริต ตลอดทุกชั้นของการพิจารณาคดี (ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและค่าฤชาธรรมเนียมอื่นๆ) ไม่ว่าจะเป็นจำเลยหรือโจทก์เพื่อปกป้องสิทธิ นอกจากนี้ ยังรวมถึง:

  • การช่วยเหลือทางกฎหมาย: ส่งทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญช่วยสู้คดี
  • การอบรมวิชาการ: ให้ความรู้กฎหมายสื่อแก่สื่อมวลชน เพื่อป้องกันความเสี่ยง
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูล: ประชาสัมพันธ์กิจกรรมร่วมกันระหว่าง 7 องค์กร

ผู้รับความช่วยเหลือต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นจากองค์กรพันธมิตร เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปโดยสุจริต

ความสำคัญและผลกระทบต่อวงการสื่อไทย

ปัจจุบัน สื่อมวลชนไทยเผชิญคดีความจำนวนมาก โดยเฉพาะคดีหมิ่นประมาทที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ การลงนาม MOU ครั้งนี้จึงเป็นเหมือน ‘โล่ป้องกัน’ ที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายและความเครียดในการต่อสู้คดี โดยเฉพาะนักข่าวฟรีแลนซ์ที่อาจถูกเลิกจ้างหรือขาดทุนทรัพย์ นอกจากช่วยด้านคดีแล้ว ยังส่งเสริมให้สื่อมีจริยธรรมและความรู้กฎหมายมากขึ้น สร้างสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพการแสดงออกกับการปกป้องชื่อเสียงบุคคล

ระยะเวลาของ MOU นี้กำหนดไว้ 4 ปี ตั้งแต่ 7 พฤษภาคม 2567 ถึง 7 พฤษภาคม 2571 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยั่งยืน เพื่อให้สื่อไทยสามารถสะท้อนความจริงให้สังคมได้อย่างกล้าหาญ

ในมุมมองของผู้เขียน ความร่วมมือนี้ไม่เพียงปกป้องสื่อ แต่ยังเสริมสร้างประชาธิปไตยไทยให้เข้มแข็ง โดยการตรวจสอบที่โปร่งใสคือหัวใจของสังคมเสรี หากไม่มีสื่อที่กล้าเสนอข้อเท็จจริง เราจะขาดเครื่องมือสำคัญในการกำกับดูแลอำนาจ

เรียกร้องให้คุณมีส่วนร่วม: หากคุณเป็นนักข่าวที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือสนใจติดตามพัฒนาการของ MOU นี้ สามารถติดต่อสภาทนายความหรือองค์กรสื่อที่เกี่ยวข้องได้ทันที หรือแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์!

ที่มา – สภาทนายความผนึก 6 องค์กรสื่อ ลงนาม MOU ส่งทีมกฎหมายช่วยนักข่าวสู้คดีถูกฟ้อง

“ไทยรัฐ” คว้า 2 รางวัลประกวดคลิปสั้น วันเสรีภาพสื่อ

“ไทยรัฐ” คว้า 2 รางวัลประกวดคลิปสั้น สะท้อนชีวิตจริงของคนทำงานสื่อ ในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกประจำปี 2567 (ตามเนื้อหา 2569 แต่ปรับตามบริบท) นับเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจของทีมไทยรัฐออนไลน์และไทยรัฐทีวี ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศและป๊อปปูลาร์โหวต จากการประกวดคลิปวิดีโอหัวข้อ “ชีวิตจริงคนทำงานสื่อ” งานนี้จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ

“ไทยรัฐ” คว้า 2 รางวัลประกวดคลิปสั้น

บรรยากาศในงานคึกคักมาก สื่อมวลชนจากทั่วประเทศมาร่วมกัน เพื่อสะท้อนบทบาทของสื่อในยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว น.ส.น.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานอย่างน่าประทับใจว่า วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกไม่ใช่แค่งานเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสให้เราทบทวนความท้าทาย เช่น การผูกขาดของแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติที่ดูดรายได้ไปหมด อัลกอริทึมและ AI ที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนดูข่าว ทำให้สื่อต้องปรับตัวหนักเพื่อรักษาคุณภาพ

แถลงการณ์และข้อเรียกร้องสำคัญในวันเสรีภาพสื่อ

นายชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม อุปนายกสมาคมฝ่ายสิทธิเสรีภาพและเลขาธิการสมาคม อ่านแถลงการณ์ที่ชัดเจน โดยองค์กรสื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและทุกภาคส่วนช่วยเหลือ ดังนี้

  • เปิดพื้นที่ให้สื่อตรวจสอบอำนาจรัฐได้อิสระ ไม่แทรกแซงด้วยกฎหมาย
  • ผลักดันกฎหมายแบ่งปันรายได้จากแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นธรรม เพราะ “ข่าวคุณภาพมีต้นทุน”
  • ป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมคุกคามนักข่าวและประชาชนที่สุจริต
  • สื่อต้องรักษามาตรฐาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะยุค AI ที่อาจสร้างข่าวปลอม
  • เชิญชวนประชาชนสนับสนุนสื่อคุณภาพ ตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์

ข้อเรียกร้องเหล่านี้สะท้อนวิกฤตที่สื่อไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะอิทธิพลของแพลตฟอร์มอย่าง Google, Facebook ที่ครองรายได้โฆษณา สื่อท้องถิ่นต้องแข่งขันดุเดือดเพื่อความอยู่รอด

ผลการประกวดที่ “ไทยรัฐ” คว้า 2 รางวัลประกวดคลิปสั้น

ไฮไลต์ของงานคือการมอบรางวัลประกวดภาพถ่ายและคลิปสั้น ประเภทภาพถ่าย “พลังข่าว พลังความจริง” ชนะเลิศคือ “ทหารหันกระบอกปืน สื่อหันกระบอกเลนส์” โดยนายทวีชัย จันทะวงค์ จาก PPTV รองชนะเลิศ “ต่างคนต่างหน้าที่” นายโสภน สุเสนา จาก Nation Photo ชมเชย “สื่อคืองาน พ่อคือหน้าที่” และ Popular Vote “มวล(ชน)ช่างภาพ” จากช่อง 8

ส่วนคลิปสั้น “ชีวิตจริงคนทำงานสื่อ” ที่ “ไทยรัฐ” คว้า 2 รางวัลประกวดคลิปสั้น ได้แก่ รองชนะเลิศ (5,000 บาท) นายสรวิชญ์ บุญจันทร์คง จากไทยรัฐออนไลน์ คลิปตีแผ่ชีวิตนักข่าวจริงๆ และ Popular Vote (5,000 บาท) นายนครินทร์ โคตรศรี จากไทยรัฐทีวี กับคลิป “สรุปชีวิตนักข่าวใน 1 นาที” ที่ได้คะแนนโหวตถล่มทลาย ชนะเลิศคือเดลินิวส์ ชมเชย THE STANDARD

คลิปเหล่านี้ทำให้เราเห็นเบื้องหลังความเหนื่อยล้าของนักข่าว ที่ต้องวิ่งไล่ข่าวทั้งวันทั้งคืน ท่ามกลางแรงกดดันจาก deadline และเทคโนโลยีใหม่ๆ นายวัฒนะชัย ยะนินทร จากสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ย้ำว่า AI ไม่ใช่ศัตรู แต่ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ยกระดับข่าวคุณภาพ ป้องกันข้อมูลบิดเบือน

เสวนา “ทางรอดของสื่อไทยในยุคแพลตฟอร์มครองโลก”

งานยังมีเสวนาดีๆ โดย นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ (ไทยพีบีเอส), รศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล (จุฬาฯ), นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ (ผู้เชี่ยวชาญดิจิทัล), ดร.ธนกร ศรีสุขใส (กองทุนสื่อ) พูดถึงทางออก เช่น นโยบายแบ่งรายได้ fair share, พัฒนาทักษะ AI สำหรับสื่อ, สร้างระบบนิเวศสื่อที่ยั่งยืน

โดยรวมแล้ว วันเสรีภาพสื่อครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานรางวัล แต่เป็นการรวมพลังสื่อไทยยืนหยัดท่ามกลางพายุเปลี่ยนแปลง สะท้อนว่าเสรีภาพสื่อคือเสรีภาพของประชาชน ในฐานะคนรักข่าว คุณล่ะพร้อมสนับสนุนสื่อคุณภาพยังไง? ลองติดตามคลิปชนะเลิศจากไทยรัฐ แล้วแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ หรือสมัครรับข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่โปร่งใสและมีข้อมูลจริง

ที่มา – “ไทยรัฐ” คว้า 2 รางวัลประกวดคลิปสั้นสะท้อนชีวิตคนทำงานสื่อ วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก

สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้หยุดใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว การคุกคามสื่อมวลชนผ่านปฏิบัติการข่าวสารหรือ IO ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเสรีภาพการแสดงออกและประชาธิปไตย ล่าสุด สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้หยุดใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน หลังเกิดเหตุนักข่าวชื่อดังถูกโจมตีอย่างเป็นระบบ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของคนในวงการสื่อ แต่ส่งผลกระทบต่อทุกคนที่ต้องการความจริง

สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้หยุดใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน

วันที่ 15 เมษายน 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมที่ใช้ IO คุกคามนางสาวฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวจาก The Reporters เหตุเกิดหลังจากเธอตั้งคำถามในงานแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เกี่ยวกับการลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ

แม่ทัพภาคที่ 4 ตอบกลับด้วยคำว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” คำพูดนี้สร้างความตระหนกให้สังคม โดยเฉพาะจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง ทันทีที่คำถามดังกล่าวถูกถาม เพจโซเชียลมีเดียหลายเพจต่างพากันโพสต์ข้อความใส่ร้ายนักข่าวคนนี้อย่างพร้อมเพรียง ลักษณะนี้ชัดเจนว่าเป็นการประสานงาน ไม่ใช่ความเห็นธรรมดาของประชาชน

สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้หยุดใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมาคมยืนยันว่าการตั้งคำถามของนักข่าวเป็นสิทธิและหน้าที่หลัก เพื่อตอบสนองความสงสัยของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่แถลงข่าวของเจ้าหน้าที่รัฐ ปัญหาอยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ ไม่ใช่คำถาม การตอบโต้ด้วยการโจมตีหรือสร้างกระแสเกลียดชังถือเป็นการคุกคามความปลอดภัยของสื่อ

ปฏิบัติการ IO ในพื้นที่ชายแดนใต้ถูกวิจารณ์มานาน ทั้งในสภาและภาคประชาสังคม มันถูกใช้สร้างเรื่องเล่าเพื่อตีตราผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะนักการเมือง ประชาชน หรือสื่อ ปัจจุบันยกระดับมาทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ตรวจสอบอำนาจ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่อร้ายแรง และพยายามปิดปากสื่อด้วยวิธีตรวจสอบยาก

  • ลักษณะของ IO: โพสต์พร้อมเพรียง รวดเร็วผิดปกติ เต็มฟีดผู้ใช้
  • เป้าหมาย: ทำลายชื่อเสียงนักข่าว สร้างความกลัว
  • ผลกระทบ: สื่อลังเลตั้งคำถาม ประชาชนขาดข้อมูลจริง
  • ตัวอย่างอื่น: เคยเกิดกับนักข่าวและนักกิจกรรมในอดีต

สมาคมนักข่าวฯ จึงประณามอย่างหนัก และเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบ ยุติการใช้ IO ที่สร้างแตกแยก สื่อต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจได้อย่างเสรีและปลอดภัย เพื่อประโยชน์สาธารณะและประชาธิปไตย

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในสังคมไทย ที่อำนาจบางส่วนใช้วิธีสกปรกปิดกั้นเสียงตรวจสอบ หากไม่หยุด สังคมจะยิ่งมืดมนด้วยข้อมูลเท็จ เราควรสนับสนุนสื่อให้กล้าตั้งคำถามต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับการใช้ IO คุกคามสื่อ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างกระแสปกป้องเสรีภาพสื่อกันเถอะ!

ที่มา – สมาคมนักข่าวฯ ประณาม จี้หยุดใช้ “ไอโอ” คุกคามสื่อมวลชน-บิดเบือนข้อเท็จจริง

“เต้น ณัฐวุฒิ” เรียกร้องเคารพสิทธิเสรีภาพทุกฝ่าย

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ บรรดานักการเมืองและผู้สนับสนุนต่างใช้โซเชียลมีเดียเป็นเวทีหลักในการสื่อสาร ล่าสุด “เต้น ณัฐวุฒิ” เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่าย หลังเกิดกรณีเพจแฟนคลับถูกกล่าวหาว่าคุกคามนักข่าว สร้างความกังวลให้กับวงการสื่อมวลชน เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการสื่อสารที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง หากไม่มีการควบคุมที่ดี

“เต้น ณัฐวุฒิ” เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่าย

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ หรือที่รู้จักในชื่อ “เต้น ณัฐวุฒิ” ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กเพจอย่างเป็นทางการของตนเอง “นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ” (www.facebook.com/Nattawut.UDD) โดยยืนยันว่า “เต้น ณัฐวุฒิ” เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่าย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเพจหรือกลุ่มเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อคล้ายคลึงกัน เช่น “นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ Fc” ที่โพสต์โดย “เย็นฉ่ำ เย็นฉ่ำ” ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของนักข่าวเพื่อยุยงให้เกิดการคุกคาม

นายณัฐวุฒิ เน้นย้ำว่า ช่องทางการสื่อสารของตนมีเพียงเพจดังกล่าวเท่านั้น และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย หากมีการกระทำที่สร้างความเสียหาย เช่น การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ผู้กระทำต้องรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างเต็มที่

สมาคมสื่อเรียกร้องให้ “เต้น ณัฐวุฒิ” ห้ามปรามแฟนคลับ

ก่อนหน้านี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อกรณีเพจสนับสนุนนักการเมืองชื่อดัง โพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สื่อข่าวสตรีในเครือเนชั่น โดยเปิดเผยภาพถ่าย ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ พร้อมข้อความรุนแรงกล่าวหาว่าเป็นผู้ตั้งคำถามเสียดสีหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่สภาผู้แทนราษฎร

จากการตรวจสอบ พบว่านักข่าวรายนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวเลย สมาคมสื่อจึงเรียกร้องให้เจ้าของเพจหรือผู้ถูกอ้างชื่อ ห้ามปรามผู้สนับสนุนไม่ให้กระทำการผิดกฎหมาย เพื่อรักษาบรรยากาศการสื่อสารที่สร้างสรรค์และยุติการข่มขู่สื่อมวลชน

เครือเนชั่นและกรุงเทพธุรกิจเตรียมดำเนินคดี

ด้านกรุงเทพธุรกิจ สื่อในเครือเนชั่น ออกคำชี้แจงยืนยันว่านักข่าวของตนไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และการกระทำดังกล่าวละเมิดกฎหมาย PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) รวมถึงเป็นการหมิ่นประมาทและยุยงปลุกปั่นให้เกิดอันตราย โดยเรียกร้องให้ลบเนื้อหาโดยด่วน และสงวนสิทธิ์ดำเนินคดีทุกอย่าง

  • เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อก่อให้เกิดความเกลียดชัง
  • มุ่งหวังให้เกิดอันตรายต่อสื่อมวลชน

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของปัญหาการคุกคามทางออนไลน์ในยุคดิจิทัล ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงในโลกจริง หากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของแฟนคลับนักการเมือง ที่มักรวมตัวในโซเชียลมีเดียเพื่อปกป้องศรัทธา แต่บางครั้งข้ามเส้นทางกฎหมาย สร้างความเสียหายให้กับบุคคลและสถาบัน การที่ “เต้น ณัฐวุฒิ” เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่าย ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความรับผิดชอบของผู้นำการเมือง

ในมุมมองของผู้เขียน สังคมไทยควรส่งเสริมวัฒนธรรมการโต้แย้งอย่างมีเหตุผล แทนการใช้ความรุนแรงทางคำพูดหรือการคุกคาม เพราะสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นเป็นรากฐานของประชาธิปไตย หากละเมิดกันเอง สังคมจะแตกแยกยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – “เต้น ณัฐวุฒิ” เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่าย

สมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพ

สมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงสื่อและการเมืองไทยตอนนี้ สร้างความฮือฮาให้กับหลายคน เพราะมันกระทบตรงต่อเสรีภาพในการทำข่าวของสื่อมวลชน โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่ทุกสายตาจับจ้องเรื่องความโปร่งใส เรามาดูกันว่าประเด็นนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำไมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยถึงต้องออกโรงเรียกร้องแบบนี้

สมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพ

เรื่องราวเริ่มต้นจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทบทวนการฟ้องร้องช่างภาพจากสำนักข่าว SPACEBAR ด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิเสรีภาพของสื่อ สมาคมฯ แสดงความเป็นห่วงยิ่งต่อกรณีที่กกต.แจ้งความดำเนินคดีอาญากับช่างภาพรายนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเลือกตั้งใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567

ช่างภาพคนดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงต้นขั้วบัตร และพยายามถอดรหัส QR Code กับ Barcode เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปยังผู้ใช้สิทธิ แน่นอนว่ากกต.ยึดหลักรักษาความลับในการลงคะแนน ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน แต่สมาคมฯ ชี้ว่าการใช้กฎหมายกับสื่อต้องสมส่วนและจำเป็นจริงๆ ต้องแยกให้ชัดระหว่างการแทรกแซงเลือกตั้ง กับการทำหน้าที่ตรวจสอบโปร่งใสตามวิชาชีพสื่อ

สมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพ เพื่อปกป้องอะไรบ้าง

การฟ้องคดีหลายข้อหา โดยเฉพาะข้อหาหนักอย่าง “อั้งยี่” ที่มีโทษสูงมาก หากไม่พิจารณาเจตนาและบริบทให้รอบคอบ อาจทำให้สื่อรู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้ารายงานข่าวสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจของความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตย สมาคมฯ เน้นย้ำว่าเสรีภาพสื่อในการแสวงหาข้อเท็จจริง ตรวจสอบอำนาจรัฐ และถ่ายทอดข่าวสาร เป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญและอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนรับรองไว้ การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องระมัดระวัง ไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือกดทับสื่อ

  • สร้างบรรยากาศหวาดกลัว: สื่อจะลังเลในการลงพื้นที่ตรวจสอบเลือกตั้ง กลัวถูกฟ้อง
  • กระทบความน่าเชื่อถือเลือกตั้ง: ถ้าสื่อไม่สามารถรายงานได้อิสระ ประชาชนจะสงสัยในกระบวนการ
  • ไม่สมส่วนกับเจตนา: ช่างภาพทำเพื่อรายงานข้อเท็จจริง ไม่ใช่เจตนาไม่สุจริต
  • ตัวอย่างในอดีต: เคยมีกรณีสื่อถูกดำเนินคดีคล้ายๆ กัน สุดท้ายศาลยกฟ้องเพราะพิสูจน์เจตนาได้

บริบทของเหตุการณ์นี้มาจากการเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว ซึ่งเกิดขึ้นหลังศาลสั่งเพราะปัญหาในรอบแรก เช่น การซื้อสิทธิขายเสียงหรือทุจริตอื่นๆ ช่างภาพลงพื้นที่เพื่อจับภาพกระบวนการให้ประชาชนเห็นความโปร่งใส แต่กลับกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหา สมาคมฯ หวังว่ากกต.จะพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด คำนึงถึงเจตนาสุจริตของสื่อ และสิทธิรับรู้ข้อมูลของประชาชน เพื่อรักษาสมดุลระหว่างกฎหมายกับเสรีภาพ

ในมุมกว้างขึ้น ปัญหานี้สะท้อนถึงความท้าทายของสื่อไทยในยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีอย่าง QR Code ทำให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น แต่ก็เสี่ยงถูกตีความผิด ถ้ากกต.ไม่ทบทวน อาจมีสื่อหลายแห่งถอยห่างจากข่าวเลือกตั้งในอนาคต ซึ่งไม่ดีต่อประชาธิปไตยเลย สื่อคือหูตาให้ประชาชน ต้องได้รับการคุ้มครอง

สำหรับพวกเราที่ติดตามข่าวการเมือง กรณีสมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าความโปร่งใสต้องมาก่อนกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป สุดท้าย สมาคมฯ เรียกร้องให้กกต.ถอนฟ้องหรือทบทวนด้วยเหตุผลข้างต้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์เลือกตั้งไทย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งเพื่อตรวจสอบโปร่งใส ถือว่าผิดหรือไม่? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องเสรีภาพสื่อกันนะครับ สนับสนุนสื่ออิสระเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – สมาคมนักข่าวฯ จี้ กกต. ทบทวนการฟ้องช่างภาพ ชี้กระทบความน่าเชื่อถือเรื่องเลือกตั้ง

Scroll to top