สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

“โกถึก” ลาออกประชาธิปัตย์: อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ

“สมยศ พลายด้วง” ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมไหว้อำลาพระแม่ธรณีบีบมวยผม ไม่ตอบย้ายไปไหน แค่บอกลอยๆ อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 12 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสมยศ พลายด้วง อดีตสส.สงขลา ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรค เพื่อยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมจุดธูปสักการะ อำลาพระแม่ธรณีบีบมวยผม สัญลักษณ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรค โดยเมื่อผู้สื่อข่าวซักถามถึงเหตุผลในการลาออกครั้งนี้ นายสมยศมีสีหน้าเรียบเฉย และไม่ตอบคำถาม และเมื่อถามย้ำว่า จะย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองไหน นายสมยศเดินหนีพร้อมกับพูดลอยๆว่า “อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ” ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าแสดงว่าอยู่พรรคประชาธิปัตย์แล้วไม่สบายใจใช่หรือไม่ นายสมยศปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด เพียงแต่บอกว่า “ไม่รู้” ก่อนจะเดินเข้าไปบอกลาเจ้าหน้าที่พรรคบางคนที่มีความสนิทสนมส่วนตัว เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามถึงสถานการณ์การเมืองในพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร นายสมยศได้หันกลับมามองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมย้อนถามว่า “พื้นที่ไหน ทำไมไม่ลงไปดูเอาเองว่าเป็นอย่างไร” ก่อนจะขึ้นรถยนต์ส่วนตัวออกจากพรรคไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

“อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ”: โกถึก ลาออกจากประชาธิปัตย์

การลาออกของนายสมยศ พลายด้วง หรือ “โกถึก” สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองสงขลาเป็นอย่างมาก แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนในการลาออก แต่คำพูดที่ว่า “อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ” ก็ทำให้หลายคนตีความไปต่างๆ นานา บางคนมองว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่บางคนคาดการณ์ว่าอาจจะย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น

วิเคราะห์การลาออกของ “โกถึก”: อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ จริงหรือ?

คำถามสำคัญคือ การที่นายสมยศพูดว่า “อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ” นั้นมีความหมายอย่างไร? เป็นเพียงคำพูดลอยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม หรือสะท้อนความรู้สึกที่แท้จริง? การวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน อาจช่วยให้เราเข้าใจถึงแรงจูงใจในการตัดสินใจของนายสมยศได้ดียิ่งขึ้น

ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของนายสมยศ:

  • ความขัดแย้งภายในพรรค: พรรคประชาธิปัตย์ในช่วงหลังเผชิญกับความขัดแย้งภายในหลายครั้ง ซึ่งอาจสร้างความไม่สบายใจให้กับสมาชิกพรรคบางส่วน
  • โอกาสทางการเมือง: พรรคการเมืองอื่นอาจเสนอโอกาสทางการเมืองที่ดีกว่าให้กับนายสมยศ
  • ความต้องการส่วนตัว: นายสมยศอาจต้องการเปลี่ยนแปลงบทบาททางการเมือง หรือแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงในการลาออกของนายสมยศคืออะไร การตัดสินใจครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดสงขลาอย่างแน่นอน การที่อดีตสส.คนสำคัญลาออกไป ย่อมทำให้พรรคต้องเร่งหาผู้สมัครรายใหม่เพื่อมาทดแทน และรักษาฐานเสียงเดิมไว้ให้ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ จุดยืนทางการเมืองของนายสมยศหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร? จะยังคงอยู่ในแวดวงการเมืองต่อไป หรือจะหันไปทำธุรกิจส่วนตัว? การตัดสินใจของนายสมยศจะเป็นที่จับตาของนักวิเคราะห์การเมืองอย่างใกล้ชิด

ถึงแม้ว่านายสมยศจะไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลาออกจากพรรค แต่การพูดว่า “อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ” ก็เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนต้องขบคิดว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานทางการเมือง? ความสบายใจส่วนตัว หรืออุดมการณ์ทางการเมือง? คำถามนี้คงไม่มีคำตอบที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับมุมมองและค่านิยมของแต่ละบุคคล

การลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ของ “โกถึก” เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย นักการเมืองย่อมมีสิทธิที่จะเลือกเส้นทางที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสมที่สุด และประชาชนก็มีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์และตัดสินใจว่าจะสนับสนุนใครต่อไป

คำถามที่ว่า “อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ” กลายเป็นวลีที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง และเป็นสิ่งที่เตือนใจให้เราทุกคนหันกลับมามองตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต?

ที่มา – “โกถึก” ลาพรรคประชาธิปัตย์อีกราย พูดลอยๆ “อยู่ที่ไหนก็ได้ที่สบายใจ”

ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” คุมเลือกตั้งหัวหน้าพรรค!

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ โดยแต่งตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” เป็นกรรมการพรรค เพื่อควบคุมดูแลกระบวนการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม

ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” เป็นกรรมการพรรค คุมการเลือกตั้ง หัวหน้า-กก.บห.ชุดใหม่

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานจัดการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรคและคณะ กก.บห.พรรคชุดใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ พรรคจะแจ้งรายละเอียดและระเบียบวาระการประชุมให้สมาชิกพรรคที่เป็นองค์ประชุมทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ตามข้อบังคับพรรค

องค์ประชุมประกอบด้วยกรรมการบริหารพรรค, อดีตหัวหน้าพรรค, อดีตเลขาธิการพรรค, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรค, อดีต สส., อดีตรัฐมนตรี, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ส่งสมัครในนามพรรค, หัวหน้าสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด โดยจำนวนองค์ประชุมทั้งหมดต้องไม่น้อยกว่า 250 คน

ประเด็นสำคัญคือ สมาชิก กก.บห. ชุดรักษาการที่เป็น สส. จะต้องแสดงความจำนงว่าจะใช้สิทธิลงคะแนนเสียงในฐานะใดฐานะหนึ่งเท่านั้น และต้องใช้สิทธินั้นตลอดการประชุม

ขั้นตอนการเสนอชื่อและลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรค

สำหรับการเสนอชื่อผู้เข้ารับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ที่อยู่ในที่ประชุมใหญ่ การเลือกตั้งคณะ กก.บห.พรรค จะดำเนินการตามลำดับ ได้แก่ หัวหน้าพรรค, รองหัวหน้าพรรค, เลขาธิการพรรค, รองเลขาธิการพรรค, เหรัญญิกพรรค, นายทะเบียนพรรค, โฆษกพรรค และ กก.บห.พรรค โดยต้องมีสมาชิกในที่ประชุมใหญ่วิสามัญรับรองไม่น้อยกว่า 20 คน

การลงมติของที่ประชุมใหญ่เป็นไปตามข้อ 84 ซึ่งกำหนดเกณฑ์คำนวณคะแนนเสียงจากองค์ประชุมในสัดส่วนต่างๆ ดังนี้

  • กก.บห.พรรค คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20
  • สส. ของพรรค คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40
  • คะแนนเสียงเลือกตั้งขององค์ประชุมอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40

ที่ประชุม กก.บห.พรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับ วินิจฉัย และประกาศผลการเลือกตั้ง (กกต.พรรค) โดยมีนายวิรัช ร่มเย็น รักษาการ กก.บห.พรรค เป็นประธาน

กกต.พรรคชุดนี้มีหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค และ กก.บห.ชุดใหม่ ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับพรรค ด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นธรรม เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความราบรื่นและบรรลุเป้าหมายสูงสุด คือการเลือกผู้นำที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกพรรคอย่างแท้จริง และพร้อมนำพาพรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าต่อไป

นายธนิตพลกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่พรรค ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” มาควบคุมการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านผู้นำของพรรคเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยภายในพรรคอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของพรรคประชาธิปัตย์

การตัดสินใจของ ปชป. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาความเป็นสถาบันทางการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

ที่มา – ปชป. ตั้ง “วิรัช ร่มเย็น” เป็นกรรมการพรรค คุมการเลือกตั้ง หัวหน้า-กก.บห.ชุดใหม่

ประชาธิปัตย์ กำหนดวัน เลือกหัวหน้าพรรค 18-19 ต.ค.

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่และการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยมีกรอบเวลาที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 18-19 ตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและฟื้นฟูพรรคให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์ เคาะวันเลือกหัวหน้า-กก.บห.ชุดใหม่ 18-19 ต.ค.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นายประมวล พงศ์ถาวราเดช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยคาดการณ์ว่ากรอบเวลาที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการดังกล่าวจะอยู่ในช่วงวันที่ 18-19 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ทั้งนี้ การประชุม สส. พรรคในวันดังกล่าวมิได้มีจุดประสงค์เพื่อหยั่งเสียง สส. ในการเลือกหัวหน้าพรรคแต่อย่างใด แต่เป็นการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อหารือถึงขั้นตอนการเชิญองค์ประกอบของที่ประชุมใหญ่ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 18 กันยายนนี้

ในการประชุมใหญ่ที่จะจัดขึ้น พรรคจะต้องดำเนินการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 250 คน จากหลากหลายภาคส่วนตามข้อบังคับของพรรค อาทิ สมาชิกพรรค อดีตรัฐมนตรี อดีต สส. และสมาชิกสภาท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของพรรคอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ พรรคยังให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นและกระแสสังคม เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดทิศทางและแนวทางในการฟื้นฟูพรรคให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

เป้าหมายสำคัญของการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ คือ การนำพาพรรคกลับมามีบทบาทและมีผู้แทนในสภาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ความสามารถ และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพรรคให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ความสำคัญของการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

การเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพรรค เนื่องจากเป็นการตัดสินใจที่จะกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรคในระยะยาว หัวหน้าพรรคคนใหม่จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการนำพาพรรคให้ก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไปได้

  • ความท้าทายที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญ: พรรคต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งจากการแข่งขันทางการเมืองที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางการเมือง และความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น หัวหน้าพรรคคนใหม่จะต้องมีความสามารถในการปรับตัวและนำพาพรรคให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ได้
  • ความคาดหวังของสมาชิกพรรค: สมาชิกพรรคทุกคนต่างมีความคาดหวังว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่จะสามารถนำพาพรรคให้กลับมาเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้
  • บทบาทของหัวหน้าพรรค: หัวหน้าพรรคจะต้องเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถในการสื่อสาร และสามารถสร้างความสามัคคีในหมู่สมาชิกพรรคได้

การเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่นี้ จึงเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้นำที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อนำพาพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่มีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะนำพาพรรคไปในทิศทางใด ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ เคาะวันเลือกหัวหน้า-กก.บห.ชุดใหม่ 18-19 ต.ค.

“นิพิฏฐ์” แนะ ปชป. เลือกหัวหน้าพรรคใหม่ไม่ถูก

“นิพิฏฐ์” แนะ ปชป. เลือกหัวหน้าพรรคใหม่ไม่ถูก รอวันล่มสลาย หนุน “อภิสิทธิ์” คัมแบล็ก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ โดยสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง พร้อมเสนอแนวทางการฟื้นฟูพรรค

“นิพิฏฐ์” แนะ ปชป. เลือกหัวหน้าพรรคใหม่ไม่ถูก

นายนิพิฏฐ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเลือกหัวหน้าพรรคไม่ถูกต้อง ก็อาจจะต้องเผชิญกับภาวะล่มสลายในที่สุด พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่จะเข้าไปช่วยฟื้นฟูพรรค หากนายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นผู้นำอีกครั้ง

“ผมยินดีหาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งหนึ่ง และยินดีเข้าไปช่วยเหลือในการฟื้นฟูพรรค” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายนิพิฏฐ์ ยังเสนอแนวทางการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ โดยแบ่งออกเป็น 2 ชุด คือ

  1. ชุดคนหนุ่ม-สาว สำหรับลงเลือกตั้ง
  2. ชุดผู้อาวุโสที่เคยสร้างพรรคให้ยิ่งใหญ่มาในอดีต สำหรับเป็นที่ปรึกษา

แนวทางการฟื้นฟูพรรคที่นิพิฏฐ์เสนอ: “นิพิฏฐ์” แนะ ปชป. เลือกหัวหน้าพรรคใหม่ไม่ถูก

นายนิพิฏฐ์ เน้นย้ำว่า คนหนุ่ม-สาว ที่จะลงเลือกตั้งนั้น จะต้องมีทัศนคติที่เป็นบวกต่อบ้านเมือง ไม่ทำลายรากฐานหรือแก่นของชาติ แต่ปรับปรุงให้ทันสมัยต่อโลกยุคใหม่ และต้องเป็นโซ่ข้อกลางที่ทำให้คนทุกรุ่นอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

“สำหรับคนหนุ่มที่จะลงเลือกตั้ง ต้องเป็นคนหนุ่ม-สาว ที่มีทัศนะเป็นบวกต่อบ้านเมือง ไม่ทำลายรากฐานหรือแก่นของชาติ แต่ปรับปรุงให้ทันสมัยต่อโลกสมัยใหม่ เป็นคนหนุ่มสาวที่เป็นโซ่ข้อกลาง ให้คนทุกรุ่นอยู่กันได้อย่างสันติ ไม่ทำลายคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง เพื่อสร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ผมไม่รู้จักขึ้นมา” นายนิพิฏฐ์ กล่าว

นายนิพิฏฐ์ ยังกล่าวถึงประชาชนว่า หากเห็นว่าพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย คือความหวังของชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างพรรคประชาธิปัตย์ (ยุคใหม่) ขึ้นมาอีก แต่หากยังไม่วางใจ ก็ต้องร่วมกันฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ (ยุคใหม่) ขึ้นมา

“การเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ เหมือน “เปิดถ้วยให้แทง” แล้ว หากสมาชิกพรรคยังแทงไม่ถูกอีก ก็รอวันพรรคล่มสลายอย่างนิรันดร์” นายนิพิฏฐ์ กล่าวทิ้งท้าย โดยย้ำว่า “นิพิฏฐ์” แนะ ปชป. เลือกหัวหน้าพรรคใหม่ไม่ถูก คือทางรอดเดียวของพรรค

สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพรรค การตัดสินใจของสมาชิกพรรคในการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต ว่าจะสามารถกลับมายืนหยัดเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งได้อีกครั้ง หรือจะค่อยๆ เสื่อมถอยและล่มสลายไปในที่สุด คำแนะนำของนายนิพิฏฐ์จึงเป็นสิ่งที่น่ารับฟังและพิจารณาอย่างยิ่ง

ที่มา – “นิพิฏฐ์” แนะ ปชป. เลือกหัวหน้าพรรคใหม่ไม่ถูก รอวันล่มสลาย หนุน “อภิสิทธิ์” คัมแบล็ก

ชัยชนะ โพสต์ภาพคู่ กรณ์ คิดถึง ฟ้าวันใหม่สดใสเสมอ

“ชัยชนะ เดชเดโช” โพสต์ภาพคู่ “กรณ์” บอก คิดถึงเลยเจอกัน ฟ้าวันใหม่สดใสเสมอ ท่ามกลางกระแสข่าวสมาชิก ปชป. บางส่วนก็อยากให้ “อภิสิทธิ์” คัมแบล็ก

วันที่ 12 กันยายน 2568 นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ภาพคู่กับนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตหัวหน้าพรรคกล้า พร้อมแคปชั่น คิดถึงเลยเจอกันครับ #ฟ้าวันใหม่สดใสเสมอ

ขณะที่วันนี้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งขอลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า สมาชิกในพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนต้องการให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาอีกครั้ง

ชัยชนะ โพสต์ภาพคู่ กรณ์ คิดถึง ฟ้าวันใหม่สดใสเสมอ

การเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ดูจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงนี้ หลังจากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและแรงกระเพื่อมภายในพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายจับตามองไปยังทิศทางในอนาคตของพรรค รวมถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาของอดีตหัวหน้าพรรคคนสำคัญอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

การโพสต์ภาพคู่ของนายชัยชนะ เดชเดโช กับนายกรณ์ จาติกวณิช พร้อมข้อความ “ชัยชนะ โพสต์ภาพคู่ กรณ์ คิดถึง ฟ้าวันใหม่สดใสเสมอ” ยิ่งเป็นการจุดประกายความสนใจให้กับผู้ติดตามข่าวสารทางการเมือง เนื่องจากทั้งสองท่านถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในพรรคประชาธิปัตย์ การปรากฏตัวร่วมกันจึงถูกตีความได้หลายนัย

ความเคลื่อนไหวภายในพรรคประชาธิปัตย์

การลาออกของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้เปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างและการกำหนดทิศทางใหม่ของพรรค สมาชิกพรรคหลายท่านได้แสดงความคิดเห็นและความคาดหวังต่ออนาคตของพรรค รวมถึงการพิจารณาความเป็นไปได้ในการดึงบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการนำพาพรรคไปข้างหน้า

นอกจากกระแสข่าวการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้ว ยังมีความเป็นไปได้อื่นๆ อีกมากมายสำหรับการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ การเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของพรรคในอนาคต และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวม

การที่นายชัยชนะ เดชเดโช โพสต์ภาพคู่กับนายกรณ์ จาติกวณิช พร้อมข้อความที่สื่อถึงความหวังและความสดใส อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความพยายามในการสร้างความสามัคคีและความร่วมมือภายในพรรค การรวมตัวของบุคคลสำคัญเช่นนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจและท่าทีของสมาชิกพรรคแต่ละท่านจะมีผลต่ออนาคตของพรรคและการเมืองไทยโดยรวม การจับตามองความเคลื่อนไหวต่างๆ และวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การปรับตัวและการเรียนรู้จากสถานการณ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ก็เช่นกัน การก้าวข้ามความท้าทายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พรรคสามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง การที่ ชัยชนะ โพสต์ภาพคู่ กรณ์ คิดถึง ฟ้าวันใหม่สดใสเสมอ นั้น อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

โดยสรุปแล้ว การที่นายชัยชนะ โพสต์ภาพคู่กับนายกรณ์นั้น น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อภาพรวมของพรรค ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดี และความตั้งใจที่จะร่วมมือกันพัฒนาพรรคให้ก้าวหน้าต่อไป การรวมพลังของบุคคลสำคัญในพรรคเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามอง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต ชัยชนะ โพสต์ภาพคู่ กรณ์ คิดถึง ฟ้าวันใหม่สดใสเสมอ จึงเป็นมากกว่าแค่ภาพถ่าย แต่เป็นการสะท้อนถึงความหวังและความมุ่งมั่นของคนในพรรคที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

ที่มา – “ชัยชนะ” โพสต์ภาพคู่ “กรณ์” บอก คิดถึง ฟ้าวันใหม่สดใสเสมอ

ราเมศปัด “ชวน” หนุน “อนุทิน” แจงนายกฯรักษาการยุบสภาไม่ได้

ราเมศปัด “ชวน” หนุน “อนุทิน” แจงนายกฯรักษาการยุบสภาไม่ได้

“ราเมศ” ชี้ นายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้ เพราะอำนาจต้องมาจากนายกฯ ที่ได้รับมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ย้ำพรรคหนุนใครขึ้นเป็นนายกฯ ใหม่ กก.บห.-สส. ต้องมีมติร่วม ปัดกลุ่ม “ชวน” หนุน “อนุทิน” เพราะยังไม่ได้คุยกับใคร

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันว่า มีการถกเถียงถึงอำนาจรักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาได้หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แยกการอำนาจถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีที่มีต่อฝ่ายนิติบัญัติคือสภาผู้แทนราษฎรนั้น อำนาจต้องเป็นของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คนที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากสภาผู้แทนราษฎร ถือได้ว่าเป็นคนนอก ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริง ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นจะใช้อำนาจในการยุบสภาไม่ได้ เพราะเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นตามรัฐธรรมนูญจึงต้องการมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ราเมศย้ำ นายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้

นายราเมศกล่าวว่า ที่มีการพูดถึงประเด็นที่ว่านายกรัฐมนตรีรักษาการจะสามารถยุบสภาได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่า นายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้ เนื่องจากอำนาจในการยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร การที่นายกรัฐมนตรีรักษาการซึ่งไม่ได้มาจากกระบวนการดังกล่าวจะใช้อำนาจนี้จึงไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

“ส่วนที่มีข่าวอ้างว่า มีสส.กลุ่มนายชวน หลีกภัย 4 คน ไปสนับสนุนกลุ่มนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกฯ นั้น ยืนยันนายชวน ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับใคร เพราะอยู่ระหว่างการเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ตนในฐานะสมาชิกพรรค ต้องย้ำว่า เมื่อมีระบบของพรรคอยู่ ผู้บริหารพรรคและ สส.พรรคปัจจุบันก็มีอำนาจในการตัดสินใจ คงไม่ไปก้าวล่วง เพราะท้ายที่สุดความรับผิดชอบจะอยู่ที่ผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบัน และไม่มีใครคนใดคนหนึ่งสามารถตัดสินใจได้คนเดียว การเลือกนายกรัฐมนตรีก็มีหลักในการพิจารณาที่กรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคกับ สส.พรรคจะต้องตัดสินใจร่วมกันตามข้อบังคับพรรค สำหรับกรณีชื่อของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรค ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรค ปชป. ด้วยความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทางการเมืองถือว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่านำพาประเทศได้ดีไม่แพ้บุคคลอื่นๆ เช่นกัน” นายราเมศ กล่าว

จากกรณีที่นายราเมศได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับอำนาจของนายกรัฐมนตรีรักษาการที่ไม่สามารถยุบสภาได้นั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างรอบคอบ การตีความกฎหมายและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาระบอบประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญจึงควรอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้ การที่นายราเมศออกมาปฎิเสธข่าวเรื่องการสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีก็เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาธิปัตย์

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของบ้านเมือง

ที่มา – “ราเมศ” ปัดกลุ่ม “ชวน” หนุน “อนุทิน” แจงนายกฯ รักษาการ ยุบสภาไม่ได้

Scroll to top