สมาชิกรัฐสภา

จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ

การเดินหน้าของ จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับ จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ โดยทางพรรคเพื่อไทยได้มีมติเดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ผ่านกลไกการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ นายจุลพันธ์ย้ำว่าทางพรรคมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคร่วมรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ จึงไม่ใช่แค่การเลื่อนหรืองดออกเสียง แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อให้กระบวนการนิติบัญญัติสามารถเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยรายละเอียดโครงสร้างที่ปรับปรุงใหม่นั้น จะเน้นการประสานความร่วมมือทั้งในส่วนของตัวแทนจังหวัดและสภาวิชาชีพต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้แก่:

  • การนำเสนอรูปแบบ ส.ส.ร. ที่มีความหลากหลายและเป็นธรรม
  • การรักษาหัวใจสำคัญของสิทธิเสรีภาพและอำนาจการปกครอง
  • การเตรียมความพร้อมในการล่ารายชื่อ สส. ให้ครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

แม้หลายฝ่ายจะตั้งคำถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยาก แต่ทางพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวลเรื่องการล่ารายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย เนื่องจากมั่นใจในเอกภาพและความพร้อมของ สส. ในการผลักดันเรื่องนี้สู่สภาฯ แต่อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่นายจุลพันธ์เน้นคือ การทำให้วุฒิสภา (สว.) และสมาชิกรัฐสภาเห็นชอบร่วมกัน เพราะนั่นคือด่านสำคัญที่จะทำให้ร่างนี้ผ่านการพิจารณาในวาระที่หนึ่งไปได้

สำหรับใครที่ติดตามประเด็นนี้ จะพบว่า จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยุคปัจจุบันต้องใช้การประนีประนอมเป็นหลัก เพื่อก้าวข้ามผ่านกับดักทางกฎหมายที่ซับซ้อน การเดินเกมของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ถือเป็นการวัดใจทุกฝ่ายว่าจะร่วมสร้างกติกาใหม่ไปพร้อมกันได้หรือไม่ เราต้องรอติดตามกันต่อไปว่ารายละเอียดร่างฉบับปรับปรุงนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และจะได้รับการตอบรับจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจ ไม่กังวลล่ารายชื่อ สส.

“พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม”

ข่าวการเมืองร้อนแรงล่าสุด! “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช. กลายเป็นประเด็นที่คนไทยหลายคนจับตามอง โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ไม่ยอมปล่อยผ่านการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีปกปิดบัญชีทรัพย์สินและซุกหุ้น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ามีมูลจนต้องพ้นจากตำแหน่ง

“พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้รับหลักฐานจากนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อนำไปประกอบคำร้องของฝ่ายค้าน ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ตั้งกรรมการอิสระไต่สวน ป.ป.ช. หลังจาก ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องในคดีดังกล่าว นายพริษฐ์ยืนยันว่าฝ่ายค้านกำลังร่างคำร้องให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีสมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อเกิน 140 เสียงแล้ว

ผู้สนับสนุนจำนวนมากจากหลายพรรค

  • ส.ส.พรรคประชาชน 119 คน
  • ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน
  • ส.ส.พรรคเสรีรวมไทย 1 คน
  • ส.ส.พรรคไทยภักดี 1 คน
  • ส.ว.ราว 10 คน

คำร้องยังรอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น รายละเอียดการดำเนินการของ ป.ป.ช. ในทุกขั้นตอน รวมถึงคำชี้แจงจากนายศักดิ์สยาม และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้

3 ปมพิรุธหลักที่ ป.ป.ช. ต้องชี้แจงต่อสังคม

นายพริษฐ์เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญที่คำร้องจะชี้ให้เห็นความผิดปกติของ ป.ป.ช. ซึ่งต้องตอบคำถามสังคมให้ชัดเจน

  • ปมที่ 1: ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเส้นทางการเงินในคดีนายศักดิ์สยาม แต่ ป.ป.ช. ไม่นำเอกสารเหล่านี้มาพิจารณา ไม่มีข้อสรุปเรื่องยื่นบัญชีเท็จหรือซุกหุ้น ซึ่งนำไปสู่การพ้นตำแหน่ง
  • ปมที่ 2: ไม่มีการตรวจสอบทุกข้อกล่าวหาตามคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. อย่างครบถ้วน
  • ปมที่ 3: กระบวนการไต่สวนผิดวิสัย ผู้ร้องอย่างนายปกรณ์วุฒิ ไม่เคยได้รับการติดต่อ จนรู้ผลยกคำร้องพร้อมสื่อมวลชน ขัดต่อ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 51 ที่ต้องตั้งกรรมการไต่สวนคดีสำคัญ และมาตรา 49 ที่ต้องแจ้งผู้ร้องหากปัดตกเบื้องต้น แต่ไม่เคยแจ้ง

นายพริษฐ์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ป.ป.ช. อาจใช้ช่องทางพิจารณาเบื้องต้นแล้วยกฟ้อง โดยไม่ไต่สวนจริง ซึ่งเป็นข้อพิรุธร้ายแรง แม้จะยื่นให้ ป.ป.ช. ทบทวน แต่ไม่หยุดการเดินหน้าถอดถอนตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ

พื้นหลังคดี “ศักดิ์สยาม” และบทบาท ป.ป.ช.

ย้อนไปคดีของนายศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อปี 2566 ว่าปกปิดหุ้นในบัญชีทรัพย์สิน ทำให้พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม แต่ ป.ป.ช. กลับยกคำร้องที่นายปกรณ์วุฒิยื่น เรื่องปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยไม่ชี้แจงกระบวนการ ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลางและประสิทธิภาพของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการปราบปรามทุจริต หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรม

ด้าน “ทนายอั๋น” ระบุว่าจะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 ชื่อ เพื่อร่วมยื่นถอดถอน ป.ป.ช. และหวังว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ จะไม่ยื้อเรื่องนี้

กรณี “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช. แสดงให้เห็นถึงพลังของฝ่ายค้านและประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นบทเรียนสำคัญว่าหน่วยงานปราบทุจริตต้องโปร่งใส มิเช่นนั้นจะถูกตั้งคำถามได้ทุกเมื่อ

ความเห็นของเรา: การเคลื่อนไหวครั้งนี้หากสำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนในการกำกับดูแล ป.ป.ช. ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สะท้อนหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช.

“โสภณ” ชี้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการ

“โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้ เป็นประเด็นสำคัญที่นายโสภณ ซารุมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวปาฐกถาในงานที่รัฐสภา ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเรื้อรังของการแก้ไขยาเสพติดในประเทศไทย ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นวิกฤตที่ทำลายสังคม เศรษฐกิจ และอนาคตของเยาวชน หากแต่ละหน่วยงานยังคงทำงานแบบต่างคนต่างทำ โดยไม่มีการบูรณาการที่แท้จริง ก็ยากที่จะเห็นผลสำเร็จที่ยั่งยืน

“โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.15 น. ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการ “สภาผู้แทนราษฎรพบปะประชาชน เพื่อส่งเสริมบทบาทสภาผู้แทนราษฎรแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” โดยนายโสภณ ซารุมย์ ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน” จากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่ต่อสู้กับยาเสพติดมา 3 ปี ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคหลัก คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายตัวอยู่ทุกกระทรวง ทุกกรม งบประมาณกระจัดกระจาย ทำให้เกิดการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” ซึ่งเป็นจุดอ่อนใหญ่ที่สุด

อุปสรรคหลักในการแก้ปัญหายาเสพติด

ปัญหายาเสพติดในไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แต่ครอบคลุมหลายหน่วยงาน เช่น ตำรวจ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายโสภณ ย้ำว่า “คำว่าบูรณาการเป็นยาของราชการมาตลอด” แต่ในทางปฏิบัติยังขาดการประสานงานที่แท้จริง โดยเฉพาะในยุควิกฤตงบประมาณจำกัด ควรมีการใช้เงินงบประมาณร่วมกันและ “เอกซเรย์” กฎหมายว่ายังเพียงพอหรือไม่

  • งบประมาณกระจัดกระจาย ไม่มีจุดกลางในการรวมทรัพยากร
  • หน่วยงานทำงานแยกส่วน ขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • กฎหมายบางฉบับล้าสมัยหรือประกาศใช้ไม่ได้
  • การเมืองขัดขวางการขับเคลื่อน

ข้อเสนอบูรณาการเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด

นายโสภณ แนะนำให้เน้นการบูรณาการ โดยระดมสมองจากหลายจังหวัด ใช้สถาบันนิติบัญญัติเป็นแกนนำในการใช้กฎหมายขับเคลื่อนแก้ปัญหา ท่านชวน ส.ส. และ ส.ว. วาง “การเมือง” ไว้ก่อน มาร่วมกันแก้กฎหมายที่อำนวยความสะดวก ผลักดันประเทศให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ “ไม่อยากเห็นบางกฎหมายหมดอายุผู้แทนแล้ว ยังประกาศใช้ไม่ได้” ท่านกล่าว นี่คือการเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาร่วมมือแก้ปัญหายาเสพติดให้เร็วที่สุด

การบูรณาการไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในบริบทปัจจุบันที่ยาเสพติดลุกลามเข้าสู่ชุมชนและโรงเรียน การทำงานร่วมกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การแบ่งปันข้อมูลผู้เสพเพื่อบำบัด การป้องกันที่เชื่อมโยงกับการศึกษา และการปราบปรามที่เข้มแข็งจากทุกฝ่าย หากทำได้ จะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากสถิติล่าสุด พบว่าปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้น 20% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะยาไอซ์และกัญชาสังเคราะห์ สังคมไทยต้องการผู้นำที่กล้าบูรณาการจริงจัง นายโสภณ จึงเป็นตัวอย่างของนักการเมืองที่เน้นผลงานมากกว่าการเมือง

สุดท้าย การแก้ปัญหายาเสพติดต้องเริ่มจากความร่วมมือ หาก ส.ส. ส.ว. และทุกหน่วยงานวางการเมืองไว้ก่อน เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง คุณพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบูรณาการแก้ยาเสพติดหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน ไม่แตะหมวด 1-2

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล ย้ำความจำเป็นต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองประเทศ รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ 

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เหตุผลที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี2560 ไม่สำเร็จ เพราะเขียนไว้ให้แก้ยาก ซึ่งโดยปกติการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเสียงข้างมากของที่ประชุมร่วมรัฐสภา เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งก็สามารถแก้ได้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งและยังจะต้องประกอบด้วย เสียงของฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ20 และเพิ่มเติมด้วยเสียงของวุฒิสมาชิก (สว.) ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม รวมทั้งบางมาตรา หากจะแก้ต้องทำประชามติ ถามความเห็นประชาชนอีก จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ไม่เห็นด้วยกับบทเฉพาะการ ที่กำหนดเงื่อนไขให้ สว.สามารถลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในขณะนั้น แต่เมื่อประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับสิ่งที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และก่อนที่ประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีเงื่อนไข3 ข้อ คือ 1. ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน 2. ต้องใช้นโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตร 3. ต้องสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด2

คงมิติ ปชต.คู่ สถาบัน

“วันนี้ มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อสนองต่อเอ็มโอเอ ที่เป็นข้อตกลงระหว่าง 2 พรรคการเมือง แม้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องสำคัญมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่จะต้องพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้ง3 ร่างนี้  จุดยืนของผมและพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรเปลี่ยน คือ ต้องไม่แตะหมวด1 และหมวด2 ซึ่งหมวด1เป็นบททั่วไป มี 5 มาตรา ซึ่งมี 3 มาตราที่สำคัญคือ มาตรา 1 ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ผมจึงเห็นว่าห้ามแตะหมวด 1 ส่วนมาตรา2 ระบุ ประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรห้ามแตะ

และมาตรา 5 ระบุด้วยข้อความวรรคท้ายว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อความตรงนี้ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 5 วรรคท้าย หมวด1 ต้องห้ามแตะ เพราะมีปรากฏต่อเนื่องตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี2492 จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นมิติต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิติทางกฎหมาย หากไม่มีบทบัญญัติใดรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ และมิติทางการเมืองการปกครองที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยและองค์พระมหากษัตริย์อย่างสมดุล” นายจุรินทร์ กล่าว

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์: “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับร่างของพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า ห้ามเปลี่ยนแปลง การปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ตรงนี้เป็นข้อห้ามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อห้ามอยู่แล้ว และระบุไว้ในมาตรา 255 บังคับใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็แก้ไม่ได้ คือต้องห้ามตามข้อบังคับ แต่ร่างนี้ไม่มีบทบัญญัติ ห้ามแตะหมวด1 หมวด2 ระบุไว้ ส่วนร่างของพรรคประชาชน เช่นเดียวกันไม่มีบทบัญญัติห้ามแตะ หรือห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 หมวด 2 แต่ในร่างของพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ระบุชัดเจนว่า การแก้ไขหมวด1 หมวด 2 จะกระทำไม่ได้ หากรัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นการแก้ไขหมวด1หมวด2 ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไป ฉะนั้นนี่คือความแตกต่างสำหรับ3ร่างที่เราจะต้องพิจารณาตัดสินใจ วันนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาลงมติใน2ประเด็นหลัก คือจะเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้าง ถ้าแยกลงมติ หรือถ้ารวมลงมติ ก็จะกลายเป็นว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา และการลงมติอีกเรื่องก็คือจะใช้ร่างใด เป็นร่างหลักในการพิจารณา ในวาระที่สอง ขั้นเรียงมาตรา

ต้องคงรมต.ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนยืนยันในจุดที่ยึดมั่นมาโดยตลอด และขอเพิ่มความเห็นและข้อเสนอแนะเป็น4 ข้อดังนี้

1. ตนพร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมา ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องไม่แตะหมวด1 หมวด 2

2. หากจะต้องลงมติว่า จะใช้ร่างใดเป็นร่างหลักในการพิจารณาวาระสอง ตนจะลงมติใช้เงื่อนไขเดิมคือ ต้องใช้ร่างที่ไม่แตะหมวด1 หมวด2 เป็นหลัก เพราะเป็นห่วงหากไม่ใช้ร่างนี้ อาจจะเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบปลายเปิดและในที่สุดอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสองได้ต่อไปในอนาคต

3. การแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ จะต้องไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของสสร. เพื่อจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ไม่เป็นหมันต่อไปในอนาคต

4. รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สสร. ถ้ามี จะต้องยกร่างขึ้น ควรจะต้องมีเจตจำนง ที่จะส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมืองตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 160(4) (5) ที่ระบุไว้ว่า ผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจสำคัญๆ ทั้งรัฐมนตรี นอกจากจะต้องมีวัยวุฒิ คุณวุฒิตามที่กำหนดแล้ว ยังจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ สนองตอบ และคงมั่นมาตรฐานผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และตำแหน่งสำคัญของประเทศไว้ได้ต่อไป เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนโดยรวม

การยืนยันจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ที่จะไม่แตะหมวด 1-2 เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสถาบันหลักของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องทำด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล

Scroll to top