สมาชิกวุฒิสภา

“อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม”

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือกรณีที่ “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว ซึ่งเป็นคำยืนยันจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตีตกคดีหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำให้เกิดกระแสคาดเดาว่าอาจดึงตัวกลับมารับตำแหน่งที่ว่างอยู่

“อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว

วันที่ 30 เมษายน 2567 นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าเก้าอี้รัฐมนตรีที่ว่าง 1 ตำแหน่งไม่ได้มีไว้รอใครเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนายศักดิ์สยาม แม้ป.ป.ช.จะตีตกคดีซุกหุ้นแล้วก็ตาม "ไม่ดึงครับ เอาให้เคลียร์ตรงนี้ เดี๋ยวจะไปพูดกันอีกว่าที่ว่าง 1 ที่เก็บไว้รอนายศักดิ์สยาม" นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น นอกจากนี้ยังชี้แจงว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ผ่านมาถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และจำนวนรัฐมนตรีปัจจุบันเพียงพอต่อการขับเคลื่อนงานแล้ว

พื้นหลังคดีหุ้นของศักดิ์สยามและผลกระทบต่อการเมือง

ย้อนกลับไป คดีหุ้นของนายศักดิ์สยามเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเป็นรัฐมนตรีคมนาคม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นในบริษัทลูกสาว ทำให้ต้องลาออกจากตำแหน่งและพรรคภูมิใจไทยไปในที่สุด หลังจากป.ป.ช.ชี้มูลไม่ผิด กระแสข่าวลือเรื่องการกลับมารับตำแหน่งก็ผุดขึ้นทันที แต่ “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้น นายอนุทินยังย้ำว่านายศักดิ์สยามไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตั้งแต่ออกจากพรรค และไม่เคยมีการหารือเรื่องนี้เลย

  • ป.ป.ช.ตีตกคดีหุ้น: ยืนยันไม่มีความผิด
  • เก้าอี้ครม.ว่าง 1 ตำแหน่ง: ไม่จำเป็นต้องเติมหากงานเพียงพอ
  • ทีมงานในสำนักนายกฯ: มีผู้ช่วยถึง 3-4 คน ช่วยขับเคลื่อนงานได้ดี
  • ไม่ผูกโยงกับพรรคภูมิใจไทย: เคารพคำวินิจฉัยของหน่วยงานอิสระ

ปฏิกิริยาจากฝ่ายค้านและ สว.

แม้รัฐบาลจะยืนยันชัดเจน แต่ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมรวบรวมรายชื่อยื่นป.ป.ช.ตรวจสอบคดีศักดิ์สยามรอบใหม่ นายอนุทินมองว่าเป็นสิทธิ์ตามหน้าที่ และไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นพรรคฝ่ายค้านตั้ง "คณะรัฐมนตรีเงา" เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล นายอนุทินตอบแบบอารมณ์ดีว่า "ดีแล้ว ที่มีเงา ถ้าไม่มีเงาก็ไม่ใช่คนนะสิ" แสดงถึงความมั่นใจในผลงาน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ไม่ยึดติดกับโควต้าตำแหน่ง แต่เน้นประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ร้อนระอุ การตัดสินใจไม่ดึงนายศักดิ์สยามกลับมา ช่วยลดกระแสวิจารณ์เรื่องการเมืองแบบ "เก้าอี้รอ" และยืนยันว่ารัฐบาลมีทีมงานที่แข็งแกร่งเพียงพอ

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยข่าวลือและการคาดเดา แต่คำพูดของนายอนุทินในครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ยังคงสนับสนุนผู้นำพรรคอย่างเหนียวแน่น ในอนาคต รัฐบาลน่าจะโฟกัสที่การแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด และโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรค

สุดท้ายแล้ว “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้าด้วยทีมปัจจุบัน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว

“โสภณ” ชี้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการ

“โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้ เป็นประเด็นสำคัญที่นายโสภณ ซารุมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวปาฐกถาในงานที่รัฐสภา ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเรื้อรังของการแก้ไขยาเสพติดในประเทศไทย ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นวิกฤตที่ทำลายสังคม เศรษฐกิจ และอนาคตของเยาวชน หากแต่ละหน่วยงานยังคงทำงานแบบต่างคนต่างทำ โดยไม่มีการบูรณาการที่แท้จริง ก็ยากที่จะเห็นผลสำเร็จที่ยั่งยืน

“โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.15 น. ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการ “สภาผู้แทนราษฎรพบปะประชาชน เพื่อส่งเสริมบทบาทสภาผู้แทนราษฎรแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” โดยนายโสภณ ซารุมย์ ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน” จากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่ต่อสู้กับยาเสพติดมา 3 ปี ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคหลัก คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายตัวอยู่ทุกกระทรวง ทุกกรม งบประมาณกระจัดกระจาย ทำให้เกิดการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” ซึ่งเป็นจุดอ่อนใหญ่ที่สุด

อุปสรรคหลักในการแก้ปัญหายาเสพติด

ปัญหายาเสพติดในไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แต่ครอบคลุมหลายหน่วยงาน เช่น ตำรวจ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายโสภณ ย้ำว่า “คำว่าบูรณาการเป็นยาของราชการมาตลอด” แต่ในทางปฏิบัติยังขาดการประสานงานที่แท้จริง โดยเฉพาะในยุควิกฤตงบประมาณจำกัด ควรมีการใช้เงินงบประมาณร่วมกันและ “เอกซเรย์” กฎหมายว่ายังเพียงพอหรือไม่

  • งบประมาณกระจัดกระจาย ไม่มีจุดกลางในการรวมทรัพยากร
  • หน่วยงานทำงานแยกส่วน ขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • กฎหมายบางฉบับล้าสมัยหรือประกาศใช้ไม่ได้
  • การเมืองขัดขวางการขับเคลื่อน

ข้อเสนอบูรณาการเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด

นายโสภณ แนะนำให้เน้นการบูรณาการ โดยระดมสมองจากหลายจังหวัด ใช้สถาบันนิติบัญญัติเป็นแกนนำในการใช้กฎหมายขับเคลื่อนแก้ปัญหา ท่านชวน ส.ส. และ ส.ว. วาง “การเมือง” ไว้ก่อน มาร่วมกันแก้กฎหมายที่อำนวยความสะดวก ผลักดันประเทศให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ “ไม่อยากเห็นบางกฎหมายหมดอายุผู้แทนแล้ว ยังประกาศใช้ไม่ได้” ท่านกล่าว นี่คือการเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาร่วมมือแก้ปัญหายาเสพติดให้เร็วที่สุด

การบูรณาการไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในบริบทปัจจุบันที่ยาเสพติดลุกลามเข้าสู่ชุมชนและโรงเรียน การทำงานร่วมกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การแบ่งปันข้อมูลผู้เสพเพื่อบำบัด การป้องกันที่เชื่อมโยงกับการศึกษา และการปราบปรามที่เข้มแข็งจากทุกฝ่าย หากทำได้ จะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากสถิติล่าสุด พบว่าปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้น 20% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะยาไอซ์และกัญชาสังเคราะห์ สังคมไทยต้องการผู้นำที่กล้าบูรณาการจริงจัง นายโสภณ จึงเป็นตัวอย่างของนักการเมืองที่เน้นผลงานมากกว่าการเมือง

สุดท้าย การแก้ปัญหายาเสพติดต้องเริ่มจากความร่วมมือ หาก ส.ส. ส.ว. และทุกหน่วยงานวางการเมืองไว้ก่อน เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง คุณพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบูรณาการแก้ยาเสพติดหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้

กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 จ่อตัดงบอาหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนจากวงในวุฒิสภาที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 โดยมีมติจ่อตัดงบประมาณส่วนที่เกี่ยวกับการดูงานต่างประเทศและค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แล้วนะครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ประหยัดงบแผ่นดินจากประชาชน ทำให้ สว. ต้องปรับตัว จ่ายค่าอาหารเองแทนการใช้งบรัฐ เริ่มตั้งแต่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 ครั้งที่ 5/2569

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือที่รู้จักกันในชื่อวิปวุฒิสภา ครั้งที่ 5/2569 ณ ที่ประชุมวุฒิสภา การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการพิจารณาเรื่องงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 ที่กำลังจะถูกนำเข้าสู่วาระวุฒิสภาในอนาคตอันใกล้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการถกเถียงครั้งนี้ค่อนข้างเข้มข้น โดยเฉพาะประเด็นการปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เพื่อตอบสนองกระแสสังคมที่ต่อต้านการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

วาระสำคัญในการประชุม กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ที่ประชุมยังมีวาระอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  • รับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการวิปวุฒิสภาในฐานะผู้แทนครม. ซึ่งจะถูกบรรจุในวาระประชุมวุฒิสภาต่อไป
  • เตรียมตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ราย
  • เตรียมการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการแล้ว

วาระเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของวุฒิสภาในการตรวจสอบและพิจารณากฎหมายสำคัญๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในปีหน้า

รายละเอียดการตัดงบดูงานต่างประเทศและค่าอาหาร

ไฮไลต์ของการประชุมคือการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 โดยมีการตัดงบประมาณในส่วนค่าใช้จ่ายการเดินทางไปประชุมทวิภาคีและเยือนต่างประเทศของคณะกรรมาธิการต่างๆ รวมถึงค่าอาหารเลี้ยงรับรองสมาชิกวุฒิสภาในช่วงสมัยประชุม นี่ถือเป็นการตอบสนองต่อกระแสวิจารณ์จากประชาชนที่มองว่างบประมาณส่วนนี้ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ การตัดงบดังกล่าวจะช่วยประหยัดงบแผ่นดินได้จำนวนมาก และนำไปใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังทบทวนแนวทางการจัดอาหารกลางวันให้ สว. ในวันประชุม โดยมีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดหาร้านอาหารภายนอกมาเปิดบริการที่ห้องอาหาร สว. ชั้น 2 อาคารพระจันทร์ (ตึก สว.) ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สมาชิกวุฒิสภาจะต้องจ่ายค่าอาหารด้วยตนเอง แทนการเบิกจ่ายจากงบรัฐแบบเดิม วิธีนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเพิ่มความโปร่งใสและให้ สว. ได้เลือกเมนูอาหารตามความชอบอีกด้วย

ผลกระทบและมุมมองต่อการตัดงบนี้

การตัดงบประมาณดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของวุฒิสภาในการแสดงความรับผิดชอบต่อเงินภาษีอากรของประชาชน ในอดีตเคยมีเสียงวิจารณ์หนักเรื่องงบดูงานต่างประเทศที่ดูหรูหราเกินไป หรือค่าอาหารที่แพงหูฉี่ ตอนนี้ สว. ต้านกระแสไม่ไหวแล้วครับ ต้องปรับตัวเอง การเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้หน่วยงานอื่นๆ ตามรอย โดยเฉพาะในปีงบ 2570 ที่คาดว่าจะมีงบรวมมหาศาล การประหยัดทุกบาททุกสตางค์จึงสำคัญยิ่ง

อย่างไรก็ตาม บางคนกังวลว่าการตัดงบดูงานต่างประเทศอาจกระทบต่อการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศ แต่เชื่อว่าสามารถหาทางเลือกอื่น เช่น ประชุมออนไลน์หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญมาในประเทศได้ครับ

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหวของ กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงการปรับตัวของนักการเมืองไทย คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับการตัดงบหรือไม่ คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านข่าวดีๆ แบบนี้ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่นี่เลย!

ที่มา – กมธ.กิจการ วุฒิสภา ถกงบประมาณปี 2570 จ่อตัดงบฯ อาหาร-ดูงานต่างประเทศ

อธิบดี DSI แจงรอ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดคดีอั้งยี่ สว.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสุดร้อนอธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ คดีนี้กำลังเป็นที่จับตาของคนทั้งประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันและเครือข่ายการเมืองใหญ่ๆ ถ้าคุณกำลังตามข่าวฮั้วเลือกตั้ง สว. อยู่ บทความนี้ตอบโจทย์แน่นอน เราจะเจาะลึกทุกมุมให้เข้าใจง่ายๆ

อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 (ตามข่าว) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดๆ ว่าความคืบหน้าของคดีพิเศษที่ 24/2567 เรื่องอั้งยี่และฟอกเงินของ สว. ยังต้องรอผลมติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ก่อน DSI กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนร่วมกับอัยการคดีพิเศษทันทีที่ได้ผลมติมา

ทำไมต้องรอ? เพราะอัยการคดีพิเศษสั่งให้ DSI รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สอบสวนกลุ่มบุคคล 7 กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ทั้งเส้นทางการเงิน การวิเคราะห์บัญชี ทุกอย่างต้องเป๊ะ เพื่อให้คดีเดินหน้าต่อได้อย่างมีน้ำหนัก อธิบดียอมรับตรงๆ ว่าการรอนี้เป็นส่วนสำคัญที่อัยการกำชับไว้

พื้นหลังคดีฮั้วเลือก สว. ที่นำไปสู่ DSI

ย้อนกลับไปเมื่อ 12 มีนาคม 2567 กกต. รายงานความคืบหน้า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิด โดยแบ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย และเครือข่ายพรรคการเมือง ส.ส. อีก 91 ราย แต่มีมติเสียงข้างน้อย 2 คน เสนอชี้มูล สว. 134 รายจาก 138 ราย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเสนอต่อ กกต.ชุดใหญ่

ส่วนคดีอาญาของ DSI รับมาจากการฟ้องล็อตแรก 8 ราย (สว.จริง 2 + เครือข่าย 6) แต่สำนวนถูกตีกลับจากอัยการ เพราะต้องสอบเพิ่มและรวมข้อมูล กกต. เข้ามา นี่คือจุดที่อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นั่นเองครับ

อั้งยี่และฟอกเงินคืออะไร? ทำไมคดีนี้ใหญ่โต

สำหรับมือใหม่ อั้งยี่คือการรวมกลุ่มลับเพื่อกระทำผิดกฎหมาย เช่น ฮั้วประมูลเลือกตั้ง ส่วนฟอกเงินคือการทำให้เงินสกปรกดูสะอาด เช่น ใช้บัญชีม้าโอนเงินค่าซื้อเสียง คดีนี้เชื่อมโยงกับการเลือก สว. ที่ใช้เงินมหาศาลหลายพันล้านบาท หากชี้มูลได้ จะกระทบ สว. หลายคนที่กำลังมีอิทธิพลในรัฐธรรมนูญ

  • ผู้เกี่ยวข้องหลัก: สว. 138 ราย + เครือข่าย 91 ราย รวม 229 ราย
  • มติอนุ กกต.: 5 ต่อ 2 ไม่มีมูล แต่เสนอชี้มูล 134 ราย
  • DSI ทำอะไร: รวบรวมเส้นเงิน + รอ กกต.
  • อัยการสั่ง: สอบเพิ่มให้ครบ + ประชุมร่วม

DSI ยังคงทำงานต่อเนื่อง แม้รอ กกต. ก็ไม่นิ่งนอนใจ กำลังวิเคราะห์เส้นทางการเงินทุกบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พร้อมฟ้องรอบสอง

มุมมองและความเห็นส่วนตัว

ในฐานะคนติดตามข่าว ผมเห็นด้วยกับอธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพราะกระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใสและครบถ้วน ถ้ารีบฟ้องโดยข้อมูลไม่齊 อาจถูกตีกลับอีก สะท้อนให้เห็นว่าระบบเลือกตั้ง สว. ยังมีช่องโหว่ใหญ่ หวังว่ามติ กกต. ครั้งนี้จะช่วยให้คดีชัดเจน เปิดทางให้ DSI ดำเนินคดีได้เต็มที่ เพื่อความยุติธรรมต่อประชาชน

สุดท้าย ถ้าคุณสนใจคดีการเมืองแบบนี้ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างนะครับ! ติดตามอัปเดตข่าวอื่นๆ ได้ที่บล็อกเรา "จะได้ไม่พลาดข่าวสำคัญ" สนับสนุนการตรวจสอบ权力ด้วยกันครับ

ที่มา – อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความตื่นเต้นให้กับประชาชนชาวไทยทุกคน ในวันที่ 14 มีนาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินจากพระราชวังดุสิตมายังอาคารรัฐสภาแห่งชาติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีประทับรถยนต์พระที่นั่ง ออกเดินทางเมื่อเวลา 17.17 น. ถือเป็นพระราชกรณียกิจที่แสดงถึงพระราชปณิธานในการทรงเป็นประมุขของรัฐบาลไทย

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

เมื่อเวลา 17.25 น. พระองค์ทั้งสองพระองค์เสด็จเข้าห้องโถงรัฐพิธี ชั้น 11 ของอาคารรัฐสภา ท่ามกลางดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างยิ่งใหญ่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้เฝ้ารับเสด็จอย่างพร้อมเพรียงในพิธีเปิดประชุมรัฐสภาอันศักดิ์สิทธิ์นี้

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

ในระหว่างพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับยืนหน้าพระราชอาสน์ และพระราชทานพระราชดำรัสสำคัญแก่สมาชิกรัฐสภาทุกท่าน พระราชดำรัสมีใจความว่า “บัดนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสร็จสิ้นลง และมีการเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช 2569 แล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดประชุมรัฐสภา ตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป ขอให้ท่านทั้งหลายผู้จะปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติแทนประชาชนทั้งประเทศ ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด การปรึกษาหารือใดๆ ที่จะมีขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ จะได้ดำเนินไปในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ และสำเร็จผล เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ขออำนวยพรให้การดำเนินงานของรัฐสภา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และขอให้ทุกคนมีความสุขความเจริญโดยทั่วกัน” พระราชดำรัสนี้เน้นย้ำหลักการสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรยึดถือ นั่นคือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลักสูงสุด

พระราชดำรัส “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

ความสำคัญของพระราชดำรัสใน “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเป็นประเพณีอันยาวนานของประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานเพื่อเปิดประชุมและพระราชทานพระราชดำรัส ซึ่งเป็นแนวทางให้สมาชิกรัฐสภาปฏิบัติหน้าที่ พิธีนี้ไม่เพียงประกาศให้ประชาชนทราบถึงการเริ่มต้นการทำงานของรัฐสภาใหม่ แต่ยังเป็นการย้ำเตือนถึงหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน พระราชดำรัสในโอกาสนี้มักจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับนักการเมืองทุกฝ่าย

พระราชดำรัสครั้งนี้มีความหมายลึกซึ้ง โดยทรงกำชับให้ยึด “ความถูกต้อง” และ “ประโยชน์สุขของประชาชน” เป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการทรงงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพสกนิกร ในยุคที่การเมืองไทยมีความท้าทายมากมาย พระราชดำรัสนี้ยิ่งเป็นแสงสว่างนำทางให้รัฐสภาดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ สร้างนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

กำหนดการประชุมรัฐสภาหลัง “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 15 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. จะมีประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) โดยมีวาระสำคัญดังนี้

  • การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร
  • การเลือกตั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
  • การกำหนดทิศทางการประชุมสภาสมัยนี้

การประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานที่เข้มข้น เพื่อผลักดันกฎหมายและนโยบายต่างๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาประชาชน เช่น เศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา และความมั่นคงของชาติ ประชาชนสามารถติดตามการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์และเว็บไซต์รัฐสภา

นอกจากนี้ รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภายังสะท้อนถึงความสามัคคีของชาติ โดยมีคณะรัฐมนตรี สว. และ สส. ร่วมเฝ้ารับเสด็จ ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทุกคน พระราชกรณียกิจเช่นนี้ย้ำถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

ในมุมมองของผู้เขียน พระราชดำรัสนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ทันสมัยสำหรับนักการเมืองทุกท่าน หากทุกคนยึดมั่นตามพระราชดำรัส ประเทศไทยจะก้าวหน้าอย่างยั่งยืนแน่นอน คุณล่ะคิดอย่างไรกับเหตุการณ์ “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา ครั้งนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้พระราชดำรัสอันประเสริฐ!

ที่มา – “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ เปิดประชุมรัฐสภา มีพระราชดำรัส ยึดความถูกต้อง-ประโยชน์สุขประชาชน

ชมถ่ายทอดสด ในหลวง-พระราชินี เปิดประชุมรัฐสภา

วันนี้ (14 มีนาคม 2569) เป็นวันสำคัญของวงการการเมืองไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เขตดุสิต กรุงเทพฯ ชาวไทยทั่วประเทศต่างจับตามองและ ชมถ่ายทอดสด ในหลวง-พระราชินี เปิดประชุมรัฐสภา ผ่านทางไทยรัฐออนไลน์และไทยรัฐทีวี ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่แสดงถึงพระราชกรณียกิจอันสูงส่งในการสืบสานรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ชมถ่ายทอดสด ในหลวง-พระราชินี เปิดประชุมรัฐสภา

พระราชพิธีนี้เริ่มต้นในเวลา 17.00 น. โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ พร้อมถวายรายงาน ขณะที่นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานรัฐสภา และนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ก็ถวายรายงานเช่นกัน ด้านนางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ถวายมาลัยดอกไม้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนางจงเดือน สุทธิรัตน์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถวายมาลัย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับพระราชอาสน์ ทรงพระราชทานพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเฝ้าทอดพระเนตรผ่านการ ชมถ่ายทอดสด ในหลวง-พระราชินี เปิดประชุมรัฐสภา อย่างใกล้ชิด พระราชดำรัสนี้ไม่เพียงเป็นการประกาศเริ่มสมัยประชุมสภาสมัยสามัญ แต่ยังสะท้อนพระราชปณิธานในการพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรือง

หมายกำหนดการ ชมถ่ายทอดสด ในหลวง-พระราชินี เปิดประชุมรัฐสภา

  • 12.00-13.00 น. สมาชิกวุฒิสภาเดินทางถึงชั้น B1 ผ่านจุดตรวจความปลอดภัย รับสติ๊กเกอร์สีน้ำเงิน ลงทะเบียน และตรวจการแต่งกาย
  • 15.00 น. สมาชิกวุฒิสภารวมตัวที่ห้องประชุมจันทรา เพื่อรับฟังชี้แจงขั้นตอนพิธี
  • ตามลำดับ เจ้าหน้าที่นำสมาชิกขึ้นชั้น 11 ห้องโถงพิธี จัดแถวที่ 1 ถึง 24
  • 16.50 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต มุ่งหน้าสู่อาคารรัฐสภา
  • 17.00 น. เสด็จถึงอาคารรัฐสภา ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา และเลขาฯ ถวายรายงาน ถวายมาลัย จากนั้นเสด็จเข้าห้องโถง ทรงพระราชดำรัส แล้วเสด็จกลับพระราชวังดุสิต

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกของการประชุมรัฐสภาในอาคารใหม่ ซึ่งสร้างด้วยงบประมาณมหาศาลเพื่อรองรับการประชุมที่ทันสมัย พระราชกรณียกิจดังกล่าวไม่เพียงเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันนิติบัญญัติ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน ชาวไทยหลายคนแสดงความจงรักภักดีผ่านโซเชียลมีเดีย โดยแชร์คลิปและภาพจาก ชมถ่ายทอดสด ในหลวง-พระราชินี เปิดประชุมรัฐสภา

นอกจากนี้ พระราชพิธีนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ท้าทาย รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทินกำลังผลักดันนโยบายสำคัญหลายด้าน เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลและการท่องเที่ยว การเปิดประชุมครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการอภิปรายวาระสำคัญที่จะกำหนดทิศทางประเทศในปีต่อๆ ไป

สำหรับผู้ที่พลาดการถ่ายทอดสด สามารถย้อนชมคลิปเต็มได้ทางไทยรัฐทีวีและออนไลน์ ซึ่งมีภาพชัดเจนและรายละเอียดครบถ้วน เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเมืองที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

อย่าลืมติดตามข่าวสารพระราชกรณียกิจและการเมืองอัปเดตทุกวัน เพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ ติดตาม ชมถ่ายทอดสด ในหลวง-พระราชินี เปิดประชุมรัฐสภา และคลิปเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด “ในหลวง-พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา(คลิป)

“ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากศาลฎีกาตัดสินเพิกถอนสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้งของน.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอเกศ” เป็นเวลา 10 ปี ส่งผลให้ตำแหน่ง สว. กลุ่มที่ 19 ว่างลง และนายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ซึ่งอยู่ในบัญชีสำรอง ได้เลื่อนขึ้นมาแทน ทำให้วุฒิสภาครบ 200 คนตามรัฐธรรมนูญกำหนด

“ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา อาคารรัฐสภา นายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ได้เดินทางเข้ารายงานตัวอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชน โดยเขาเป็น สว. จากจังหวัดเชียงราย กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาชีพของเขาเป็นวิศวกรและอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในสายวิชาการและเทคนิค

หลังจากรายงานตัวเสร็จ นายธีระศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า เขาพร้อมทำหน้าที่ “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” โดยตั้งปณิธานว่าจะกลั่นกรองกฎหมาย เสนอแนะกฎหมายใหม่ที่ดีขึ้น ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และให้คำแนะนำที่มีคุณภาพ โดยยืนยันชัดเจนว่า ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด จะรักษาความเป็นอิสระ ไม่เป็นศัตรูกับใคร และมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ปณิธานการทำงานหลัง “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ”

นายธีระศักดิ์เน้นย้ำว่าจะประสานงานกับเพื่อน สว. ทุกคน ไม่สร้างความแตกแยก ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยมองว่าสว. มีบทบาทสร้างความหลากหลาย ต้องเคารพซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้ได้กฎหมายและกติกาที่ดีสำหรับการอยู่ร่วมกัน เขาจะเน้นแก้ไขกฎหมายที่มีปัญหา ความไม่ยุติธรรม เช่น ผลักดันกฎหมาย One Stop Service สำหรับการลงทุนให้โปร่งใส เรียบง่าย มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัล เขามองว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันช่วยประชาชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ ให้มีรายได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทันสมัยและตอบโจทย์สังคมไทยปัจจุบัน

  • กลั่นกรองและเสนอกฎหมายใหม่: ทำให้กฎหมายดีขึ้น สะสางปัญหาเก่า
  • ตรวจสอบรัฐบาล: ให้คำแนะนำคุณภาพ รักษาความโปร่งใส
  • ผลักดันเทคโนโลยี: พัฒนาแอปช่วยประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและด้อยโอกาส
  • One Stop Service: ง่ายสำหรับนักลงทุน โปร่งใส มีประสิทธิภาพ
  • ความเป็นอิสระ: ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มุ่งประโยชน์ชาติและประชาชน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นร้อนอย่างคดีฮั้ว สว. ที่อนุกรรมการวินิจฉัยของ กกต. มีมติปล่อยผีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน นายธีระศักดิ์ตอบอย่างระมัดระวังว่า ขึ้นอยู่กับกติกาและวิจารณญาณของกรรมการ แต่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เกินหน้าที่ของตน แสดงถึงความเป็นมืออาชีพและไม่ยุ่งเรื่องนอกอำนาจ

การเข้ามาของ สว. หน้าใหม่อย่างนายธีระศักดิ์ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการและวิศวกร จะช่วยเติมเต็มความหลากหลายให้วุฒิสภา โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและกฎหมายที่ทันสมัย ซึ่งเป็นสิ่งที่การเมืองไทยต้องการในขณะนี้

สุดท้ายนี้ การมี สว. ที่ยืนยันความเป็นกลางแบบนี้ ทำให้เราเห็นแสงสว่างในระบบ checks and balances ของรัฐธรรมนูญไทย ลองคิดดูสิ ถ้าทุกคนทำแบบนี้ การเมืองคงโปร่งใสขึ้นเยอะ คุณคิดเห็นยังไง ลองคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “ธีระศักดิ์” รายงานตัวเป็น สว. แทน “หมอเกศ” ยัน ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด

ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว

ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว

ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย หลังจากนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอเกศ” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับวุฒิการศึกษาที่อาจเข้าข่ายหลอกลวงประชาชน หากศาลตัดสินว่าผิดจริง เธออาจต้องพ้นจากตำแหน่ง สว. ทันที และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอีกด้วย

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 โดยอ้างอิงตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4) ซึ่งระบุว่าผู้สมัครต้องไม่หลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ หรือชื่อเสียงเพื่อจูงใจให้เลือกตั้ง ศาลฎีการับคำร้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ ลต. สว. 11/2568 และได้มีการไต่สวนพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่ายมาอย่างต่อเนื่อง

ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว: รายละเอียดสำคัญ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้ออกประกาศนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลฎีกา คำวินิจฉัยครั้งนี้ถือเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ หากศาลเห็นว่ามีความผิด “หมอเกศ” จะต้องพ้นจากตำแหน่ง สว. ทันที และอาจถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามที่ กกต. ร้องขอ

ประเด็นหลักของคดีวุฒิการศึกษาฉาวนี้ อยู่ที่วุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทของ “หมอเกศ” ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจไม่ตรงตามที่ประกาศไว้ในการสมัคร สว. ผู้ร้องจาก กกต. ยืนยันว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนที่แสดงถึงการหลอกลวง ขณะที่ฝ่ายผู้คัดค้านโต้แย้งว่าวุฒิการศึกษาดังกล่าวถูกต้องและผ่านการรับรองแล้ว

ความคืบหน้าของคดีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศาลได้สอบปากคำพยานบุคคลและตรวจสอบเอกสารหลักฐานอย่างละเอียด ทั้งจากฝ่าย กกต. และฝ่าย “หมอเกศ” การนัดพิพากษาครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตา

  • ผลหากผิด: พ้นจากตำแหน่ง สว. ทันที เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
  • ผลหากไม่ผิด: “หมอเกศ” ดำรงตำแหน่งต่อไปได้ตามปกติ
  • ความสำคัญ: คดีนี้เป็นตัวอย่างในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. ให้โปร่งใส
  • วันที่สำคัญ: 4 มี.ค. 2569 เวลา 14.00 น.

นอกจากนี้ คดีชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว ยังสะท้อนปัญหาความน่าเชื่อถือของวุฒิการศึกษาในวงการเมืองไทย ซึ่งเคยมีกรณีคล้ายคลึงกันหลายครั้ง เช่น คดีวุฒิปลอมของนักการเมืองคนอื่นๆ ที่สร้างความฮือฮาในสังคม

“หมอเกศ” เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในฐานะแพทย์และนักกิจกรรมด้านสุขภาพ เธอได้รับเลือกเป็น สว. จากกลุ่มผู้สมัครที่มีคุณสมบัติหลากหลาย แต่ประเด็นวุฒิการศึกษากลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกขุดคุ้ย จนนำไปสู่การยื่นคำร้องจาก กกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง

ผู้สังเกตการณ์การเมืองมองว่าคำพิพากษาครั้งนี้จะมีผลต่อภาพลักษณ์ของ สว. ชุดปัจจุบัน และอาจกระตุ้นให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งอื่นๆ มากขึ้น เพื่อความโปร่งใสในระบบประชาธิปไตย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจผู้สมัครทุกคนให้ตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวให้ครบถ้วนก่อนลงสนามเลือกตั้ง เพราะความผิดพลาดเพียงน้อยนิดอาจนำมาซึ่งผลเสียร้ายแรง หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการของคดีนี้ สามารถเข้าร่วมรับฟังคำพิพากษาได้ที่ศาลฎีกา หรือติดตามข่าวสารจากสื่อที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่พลาดทุกอัปเดต

สุดท้าย คำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องรอวันที่ 4 มี.ค. นี้เท่านั้น!

ที่มา – ชี้ชะตา “หมอเกศ” ศาลฎีกานัดพิพากษา 4 มี.ค. คดีวุฒิการศึกษาฉาว

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก นั่นคือกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงใน 7 วัน ปม “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากมีผู้ยื่นคำร้องร้องเรียนว่าการพิมพ์บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงผู้ลงคะแนนและตัวเลือกที่เลือก ส่อเค้าขัดต่อหลักความลับในการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงใน 7 วัน ปม “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง”

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 17.30 น. สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ชี้แจงภายใน 7 วัน เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ซึ่งกำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับสุดยอด ไม่สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับการเลือกได้

ประเด็นนี้จุดประกายจากคำร้องที่ยื่นเข้ามาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รวมทั้งสิ้น 12 คำร้อง แต่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบาร์โค้ดมี 3 คำร้องหลัก ได้แก่

  • นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ นักกฎหมายชื่อดังที่ติดตามประเด็นเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด
  • นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ
  • ตัวแทนประชาชนที่ขอสงวนชื่อ

ทำไมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถึงเป็นปัญหา?

หลายคนอาจสงสัยว่าบาร์โค้ดที่พิมพ์บนบัตรเลือกตั้งเพื่อวัตถุประสงค์ตรวจนับและป้องกันการปลอมแปลง ทำไมถึงถูกตั้งคำถาม เพราะถ้าสามารถถอดรหัสได้ อาจนำไปสู่การรู้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคนไหนลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครใด ซึ่งขัดหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยที่การเลือกตั้งต้องเป็นการแสดงออกอย่างอิสระและลับสุดยอด หากพิสูจน์ได้ว่ามีช่องโหว่นี้ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องใหญ่โต

ขั้นตอนการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน

หลังจากกกต. ส่งคำชี้แจงกลับมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะรวบรวมข้อมูลและเสนอต่อที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อพิจารณา หากเห็นว่ามีมูลจริงและขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ถ้าไม่มีมูล ก็จะสั่งยุติเรื่องทันที ปัจจุบันมีผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 ท่าน คือ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ พล.ต.ท.ยุทธนา สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนตำแหน่งที่ 3 อยู่ระหว่างการสรรหา โดยสว. จะพิจารณาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งที่ต้องโปร่งใสและยุติธรรม ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หากกกต. ชี้แจงได้ชัดเจนว่าระบบปลอดภัยจริง คงคลายกังวลได้มาก แต่ถ้ามีช่องโหว่ อาจต้องปรับปรุงก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า

จากมุมมองของผม นี่เป็นสัญญาณดีที่หน่วยงานอิสระอย่างผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบ เพราะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ ติดตามอัพเดทเพิ่มเติมจากเราได้เลย!

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงใน 7 วัน ปม “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง”

Scroll to top