สมุทรสาคร

“เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด

“เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่สนเอกชนนั้นเป็นใคร

สถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำยังคงเป็นวิกฤตใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรและชาวประมงอย่างมหาศาล ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยย้ำชัดว่ารัฐบาลจะต้องจริงจังในการจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเอกชนรายนั้นจะเป็นใครก็ตาม เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนโดยตรง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการจัดเวทีเสวนาเพื่อร่วมกันหาทางออก โดยมีการตั้งคำถามสำคัญไปยังรัฐบาลว่า ทำไมถึงยังไม่มีแผนการรับมือที่ชัดเจน โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ที่กรมประมงยอมรับตามตรงว่าไม่ได้เตรียมรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้ไว้ การที่ “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่การเรียกร้อง แต่คือการทวงถามความรับผิดชอบจากต้นตอของการนำเข้าสายพันธุ์สัตว์น้ำชนิดนี้

แนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งทำ

เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง ทางพรรคประชาชนได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ ดังนี้:

  • ประกาศเขตภัยพิบัติอย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีการเยียวยา
  • จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินแก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ
  • กำหนดเขตพื้นที่เฝ้าระวังและมาตรการกำจัดอย่างเป็นระบบ
  • ดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุของการนำเข้าสายพันธุ์อย่างถึงที่สุด

ทางด้าน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยต่อสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นกว่า 2-3 เท่าตัว แบบที่เป็นอยู่นี้ ต่อไปทางพรรคจะยกระดับการตรวจสอบในการประชุมสภาสมัยหน้าอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพียงการถามรัฐมนตรี แต่จะเปิดฉากตั้งกระทู้ถามนายกฯ โดยตรงเพื่อให้สังคมเห็นคำตอบที่แท้จริง

การที่ “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเรื่องระบบนิเวศและการทำมาหากินของประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย และภาษีของประชาชนไม่ควรถูกนำมาละลายกับปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดของกลุ่มผลประโยชน์ หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่น ก็ต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริงและสั่งการให้เด็ดขาด

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่การจับปลา แต่คือการคืนความยุติธรรมให้กับชาวบ้านที่ต้องสูญเสียอาชีพไปเพราะความประมาทของใครบางคน รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายมีไว้บังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมและไม่มีอภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือกฎหมายได้ในประเทศนี้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลชุดนี้จะเลือกเอาใจกลุ่มทุนหรือจะเลือกยืนอยู่ข้างผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง

ที่มา – “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่สนเอกชนนั้นเป็นใคร

“ศุภจี” หายไปไหน เพจกระทรวงพาณิชย์โพสต์เองชวนให้มาติดตาม

“ศุภจี” หายไปไหน เพจกระทรวงพาณิชย์โพสต์เองชวนให้มาติดตาม

กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตหลายคนให้ความสนใจกันอย่างมาก เมื่อมีกระแสคำถามว่า “ศุภจี” หายไปไหน หลังจากที่หน้าฟีดโซเชียลมีเดียมีการพูดถึงการหายไปของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จนทำให้เพจเฟซบุ๊กกระทรวงพาณิชย์ต้องออกมาเคลื่อนไหวด้วยการโพสต์ภาพล้อเลียนสไตล์ “Gone girl” เพื่อไขข้อข้องใจให้กับพี่น้องประชาชนที่กำลังสงสัยในประเด็นนี้แบบสุดๆ

หากใครที่สงสัยว่า “ศุภจี” หายไปไหน ทางเพจกระทรวงพาณิชย์ก็ได้ยืนยันชัดเจนแล้วว่า ท่านไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังทุ่มเททำงานอย่างหนักในภารกิจต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ โดยทางเพจได้เชิญชวนให้ประชาชนทุกคนเข้ามาติดตามความเคลื่อนไหวผ่านเพจหลักได้ทุกๆ วัน เพื่อจะได้เห็นภาพการปฏิบัติงานจริงและภารกิจที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ไม่ต้องนั่งเดากันอีกต่อไป

ส่องภารกิจแน่นเอี๊ยดของท่านรัฐมนตรี

จากการตรวจสอบย้อนหลังในเพจเฟซบุ๊กกระทรวงพาณิชย์ เราจะพบว่ากิจกรรมของท่านรัฐมนตรีนั้นแน่นมากจริงๆ โดยตัวอย่างภารกิจสำคัญที่มีการรายงานล่าสุด ได้แก่:

  • การลงพื้นที่ จ.ราชบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานของ “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอมต้นแบบ”
  • การวางแผนขยายผลโครงการ “ล้งชุมชน” ไปยังจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร และนครปฐม
  • การเป็นประธานกล่าวเปิดงานและปาฐกถาในงาน Thailand Gold Summit 2026 ที่ True Digital Park

งานนี้ใครที่ยังตั้งคำถามว่า “ศุภจี” หายไปไหน คงได้คำตอบกันแล้วว่าตารางงานของท่านนั้นแน่นเอี๊ยดจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน การที่กระทรวงพาณิชย์นำเรื่องนี้มาโพสต์ในเชิงสนุกสนานก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์การสื่อสารที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการทำงานของรัฐบาลได้ง่ายขึ้นและดูเป็นกันเองมากขึ้นครับ

สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามข่าวสารและการทำงานของกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด ผมแนะนำว่าให้กดติดตามเพจไว้เลยครับ เพราะการที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างท่านรัฐมนตรีลงพื้นที่ทำงานจริงตลอดเวลาแบบนี้ เป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่ให้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน การติดตามข่าวสารโดยตรงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้จะช่วยให้เราไม่ตกกระแสและเข้าใจบริบทการพัฒนาประเทศได้ดียิ่งขึ้นครับ

ที่มา – “ศุภจี” หายไปไหน เพจกระทรวงพาณิชย์โพสต์เองชวนให้มาติดตาม

บุกจับร้านแก๊สเถื่อนกระทุ่มแบน เสี่ยงระเบิดกลางชุมชน

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวเตือนภัยที่น่าตกใจเกี่ยวกับความปลอดภัยใกล้บ้านเรามาฝากกันครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. ได้เข้าปฏิบัติการบุกจับร้านแก๊สเถื่อนกระทุ่มแบน พบซ่อม–พ่นสีถังแก๊สหมดอายุเอง เสี่ยงระเบิดกลางชุมชน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่อันตรายอย่างยิ่งต่อประชาชนในพื้นที่ โดยมีการตรวจพบถังแก๊สที่หมดอายุไปแล้วแต่ถูกนำมาแต่งสภาพใหม่เพื่อตบตาผู้บริโภคครับ

เบื้องลึกการ บุกจับร้านแก๊สเถื่อนกระทุ่มแบน พบซ่อม–พ่นสีถังแก๊สหมดอายุเอง เสี่ยงระเบิดกลางชุมชน

จากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่พบว่าร้านดังกล่าวเปิดกิจการมานานกว่า 20 ปี โดยไม่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง สิ่งที่น่ากลัวคือการนำเอาถังเก่าที่ควรถูกทำลายตามมาตรฐานความปลอดภัย มาทำการขัดสนิมและพ่นสีทับใหม่เสมือนเป็นถังใหม่เอี่ยม เหตุการณ์ บุกจับร้านแก๊สเถื่อนกระทุ่มแบน พบซ่อม–พ่นสีถังแก๊สหมดอายุเอง เสี่ยงระเบิดกลางชุมชน ในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่าเราต้องระมัดระวังในการเลือกใช้บริการร้านแก๊สมากแค่ไหน

อันตรายที่มองไม่เห็นในถังแก๊สไม่ได้มาตรฐาน

การใช้ถังแก๊สที่หมดอายุมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะเหล็กที่ใช้ผลิตถังอาจเกิดการล้าหรือสนิมกัดกร่อนจากด้านใน ทำให้แรงดันแก๊สรั่วไหลได้ง่าย และหากตั้งอยู่ในชุมชนหนาแน่น ผลกระทบที่ตามมาอาจรุนแรงถึงขั้นระเบิดหรือเกิดอัคคีภัยได้ เราควรสังเกตสิ่งที่ควรระวังดังนี้:

  • ถังต้องมีร่องรอยบุบสลายหรือผุกร่อนอย่างเห็นได้ชัด
  • สีถังดูสดหรือใหม่ผิดปกติ แต่มีรอยขัดหรือสีลอกร่อนตามขอบ
  • ไม่มีตราประทับรับรองการตรวจสอบความปลอดภัยจากโรงงาน
  • ร้านค้าที่ไม่มีป้ายแสดงใบอนุญาตประกอบกิจการให้เห็นชัดเจน

ในฐานะผู้บริโภค เราไม่ควรเห็นแก่ราคาที่ถูกเพียงเล็กน้อย แต่ต้องแลกกับความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของครอบครัวครับ หากพบร้านใดที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย การแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบถือเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน เพื่อตัดวงจรร้านแก๊สเถื่อนที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ให้หมดไปจากสังคมไทย

ความปลอดภัยเริ่มต้นที่ตัวเรา การตรวจสอบถังแก๊สก่อนใช้งานหรือเลือกซื้อจากร้านที่ได้มาตรฐานคือส่วนสำคัญที่สุด อย่าลืมตรวจสอบจุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดฝันนะครับ

ที่มา – บุกจับร้านแก๊สเถื่อนกระทุ่มแบน พบซ่อม–พ่นสีถังแก๊สหมดอายุเอง เสี่ยงระเบิดกลางชุมชน

เจ้าของโรงงานขอโทษปมปลากระป๋องไม่ตรงฉลาก

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือกรณี เจ้าของโรงงาน ขอโทษปม “ปลากระป๋อง” ไม่ตรงฉลาก ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ในโซเชียลมีเดีย หลังจากที่หน่วยงานรัฐบุกตรวจสอบและอายัดสินค้ากว่า 10,000 กระป๋อง ผู้บริโภคหลายคนต่างกังวลเรื่องความปลอดภัยและความโปร่งใสของผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องที่เราคุ้นเคยกันดี

เจ้าของโรงงาน ขอโทษปม “ปลากระป๋อง” ไม่ตรงฉลาก ยืนยันแก้ไขทันที

หลังจากที่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบที่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ตามกระแสวิจารณ์จากออนไลน์ที่ระบุว่าปลากระป๋องดังกล่าวใช้ปลานิลแทนปลาแมคเคอเรลตามฉลาก ล่าสุด นายกิตติพงษ์ อ.วิกุลประเสริฐ และ นายปฐมรัตน์ อ.วิกุลประเสริฐ กรรมการบริหารบริษัทผู้ผลิต ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ โดย เจ้าของโรงงาน ขอโทษปม “ปลากระป๋อง” ไม่ตรงฉลาก ต่อสาธารณะ และยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจวางจำหน่ายสินค้าที่มีปัญหา

บริษัทได้ติดต่อผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเพื่อเยียวยาเบื้องต้นแล้ว และกำลังดำเนินการเรียกคืนสินค้าทดลองทั้งหมดที่ผิดพลาดด้านฉลาก สินค้าที่ถูกอายัดกว่า 10,000 กระป๋องเกิดจากความผิดพลาดในกระบวนการผลิต ไม่ใช่การใช้ปลานิลทั้งหมด ปัจจุบันอยู่ระหว่างตรวจสอบจำนวนที่แท้จริง

ทำไมปลานิลถึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่? ข้อชี้แจงจากเจ้าของโรงงาน

นายกิตติพงษ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่าปลานิลเป็นปลาที่กินได้ปลอดภัย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น อุดมไปด้วยโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และวิตามินต่างๆ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ บริษัทกำลังขออนุญาตฉลากใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ธุรกิจนี้ดำเนินมาประมาณ 15 ปี โดยมุ่งเน้นคุณภาพและราคายุติธรรมเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย

ปัญหานี้อาจเกิดจากขั้นตอนการผลิตที่ติดขัด แต่บริษัทยืนยันว่าจะตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอ่านฉลากสินค้าอย่างรอบคอบ ผู้บริโภคควรตรวจสอบวันผลิต วันหมดอายุ และส่วนผสมก่อนซื้อทุกครั้ง

บทเรียนจากกรณีปลากระป๋องไม่ตรงฉลาก

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมอาหารว่าความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายเร็วผ่านโซเชียล ผู้ผลิตต้องใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตที่ใหญ่กว่า นอกจากนี้ หน่วยงานอย่าง อย. ก็เข้มงวดมากขึ้น โดยหากฝ่าฝืนอาจโดนโทษหนักคุกสูงสุด 10 ปี

  • ประโยชน์ของปลานิล: โปรตีนสูง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ
  • ไขมันต่ำ: เหมาะสำหรับคนควบคุมน้ำหนัก
  • ราคาถูก: เข้าถึงได้ง่ายกว่าปลาทะเล
  • ปลอดภัย: หากปรุงสุกดี ไม่มีพาราซิต

บริษัทได้มีนโยบายปรับปรุงกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สินค้าทุกชิ้นตรงตามฉลาก 100% ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าล็อตนี้ สามารถติดต่อบริษัทเพื่อขอคืนหรือแลกได้ทันที

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ เจ้าของโรงงาน ขอโทษปม “ปลากระป๋อง” ไม่ตรงฉลาก นี้เป็นบทเรียนราคาถูกที่ทำให้อุตสาหกรรมตื่นตัวมากขึ้น สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคอย่างเราก็ได้ประโยชน์จากระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง หากคุณเคยเจอปัญหาคล้ายๆ กัน ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือติดตามข่าวสารอาหารปลอดภัยเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เจ้าของโรงงาน ขอโทษปม “ปลากระป๋อง” ไม่ตรงฉลาก ยืนยันไม่ได้ตั้งใจวางจำหน่าย

รวบ 2 ผู้ต้องหาบุกปล้นทอง 23 บาท กลางห้างสมุทรสาคร

ข่าวอาชญากรรมที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย เมื่อตำรวจสามารถรวบ 2 ผู้ต้องหาบุกปล้นทอง 23 บาท กลางห้างสมุทรสาคร สารภาพก่อเหตุจริงได้อย่างรวดเร็ว หลังจากคนร้ายบุกเดี่ยวใช้อาวุธปืนชิงทองรูปพรรณไปจำนวนมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกลางห้างสรรพสินค้าชื่อดัง สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและเจ้าของร้านทองเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยความสามารถของเจ้าหน้าที่ ทำให้จับผู้ต้องหาได้ในที่สุด

รวบ 2 ผู้ต้องหาบุกปล้นทอง 23 บาท กลางห้างสมุทรสาคร สารภาพก่อเหตุจริง

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เวลาประมาณ 19.40 น. ศูนย์วิทยุ 191 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร ได้รับแจ้งเหตุร้ายที่ร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าหมู่ 4 ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร คนร้ายสวมชุดคล้ายไรเดอร์ ใช้อาวุธปืนบุกเดี่ยวชิงทองรูปพรรณน้ำหนักรวม 23 บาท ก่อนหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีโคกขามรีบเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที และประสานงานกับชุดสืบสวนเพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุ

รายละเอียดการก่อเหตุบุกปล้นทอง 23 บาท กลางห้างสมุทรสาคร

จากภาพวงจรปิดและพยานผู้เห็นเหตุการณ์ พบว่าคนร้ายลงมืออย่างมืออาชีพ โดยใช้ปืนข่มขู่พนักงานร้านทอง ก่อนคว้าทองคำไปจำนวนมาก มูลค่าหลายล้านบาท การบุกปล้นเกิดขึ้นในช่วงเย็นที่ห้างคนพลุกพล่าน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งสืบสวนเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

  • สถานที่: ร้านทองในห้างสรรพสินค้าหมู่ 4 ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร
  • เวลาก่อเหตุ: 19.40 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2567
  • ของที่ชิงไป: ทองรูปพรรณ 23 บาท
  • ลักษณะคนร้าย: สวมชุดไรเดอร์ ใช้อาวุธปืน

การติดตามและจับกุมผู้ต้องหาที่น่าน

หลังเกิดเหตุ ชุดสืบสวน สภ.เมืองน่าน ร่วมกับกองกำกับการสืบสวนภูธรจังหวัดน่าน ได้รับการประสานจากสืบสวนภาค 7 และ สภ.โคกขาม เจ้าหน้าที่พบเบาะแสว่าผู้ต้องหาหลบหนีขึ้นภาคเหนือ ผ่านจังหวัดแพร่ มุ่งสู่น่าน โดยหนึ่งในนั้นเป็นอดีตผู้รักษาประตูสโมสรน่าน เอฟซี ทำให้รู้จักพื้นที่ดี เช้ามืดวันที่ 2 พฤษภาคม เวลา 05.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถต้องสงสัยจอดที่รีสอร์ทบ้านสวนหอม ต.ผาสิงห์ อ.เมืองน่าน พบผู้ต้องหา 2 รายพักแยกห้อง จึงเข้าจับกุมได้ทันที

ผู้ต้องหาทั้งสองคือหัวหน้าทีมที่สั่งการและขับรถหลบหนี กับผู้ลงมือบุกปล้น โดยทองของกลางถูกซุกซ่อนระหว่างทาง

ประวัติผู้ต้องหาและการสารภาพ

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้งคู่สารภาพก่อเหตุจริง และแบ่งหน้าที่ชัดเจน นอกจากนี้ตรวจพบประวัติเคยก่อเหตุปล้นร้านทองแบบเดียวกันมาก่อน หลบมากบดานน่าน พ้นโทษแล้วกลับมาก่อเหตุซ้ำ เจ้าหน้าที่กำลังติดตามทองของกลางที่เหลือและดำเนินคดีเต็มรูปแบบ

เหตุการณ์รวบ 2 ผู้ต้องหาบุกปล้นทอง 23 บาท กลางห้างสมุทรสาคร สารภาพก่อเหตุจริงนี้ สะท้อนปัญหาอาชญากรรมร้านทองที่พบบ่อยในไทย โดยปีที่ผ่านมามีคดีปล้นทองหลายราย สถิติจากตำรวจพบว่ามากกว่า 50 คดีทั่วประเทศ ส่วนใหญ่คนร้ายใช้ปืนและหนีไปต่างจังหวัด

บทเรียนและมาตรการป้องกันการปล้นร้านทอง

  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบ HD และเชื่อมระบบแจ้งเตือน
  • ใช้ตู้นิรภัยกระจกกันกระสุน
  • ฝึกอบรมพนักงานให้สงบและกดปุ่มฉุกเฉิน
  • ประสานงานกับตำรวจท้องที่อย่างใกล้ชิด
  • หลีกเลี่ยงการโชว์ทองมากเกินไปในตู้

เจ้าของร้านทองควรเพิ่มความมั่นคงให้มากขึ้น โดยเฉพาะในห้างที่เป็นเป้าหมายยอดนิยมของโจร

สรุปแล้ว การรวบ 2 ผู้ต้องหาบุกปล้นทอง 23 บาท กลางห้างสมุทรสาคร สารภาพก่อเหตุจริง แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของตำรวจไทยในการทำงานเป็นทีมข้ามจังหวัด เป็นข่าวดีที่ทำให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยมากขึ้น แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระวังตัว หากคุณเป็นเจ้าของร้านทองหรือเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ นี้ แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตล่าสุดจากเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – รวบ 2 ผู้ต้องหาบุกปล้นทอง 23 บาท กลางห้างสมุทรสาคร สารภาพก่อเหตุจริง

รวบลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ยังให้การวกวน

事件สะเทือนขวัญเกิดขึ้นที่สมุทรสาคร เมื่อลูกชายคลั่งใช้มีดแทงพ่อแท้ๆ จนเสียชีวิต ล่าสุด รวบลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ยังให้การวกวน อ้างขอเงินซื้อเหล้าเพิ่มไม่ได้ แล้ว ตำรวจแกะรอยจากกล้องวงจรปิดจนจับตัวได้อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวอาชญากรรมธรรมดา แต่สะท้อนปัญหายาเสพติด สุขภาพจิต และความขัดแย้งในครอบครัวที่รุนแรงมากๆ

รวบลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ยังให้การวกวน อ้างขอเงินซื้อเหล้าเพิ่มไม่ได้

จากกรณีที่นายกฤษดา อายุ 44 ปี ก่อเหตุสุดโหดด้วยการใช้มีดแทงนายเดือน พ่อของตัวเองวัย 69 ปี จนถึงแก่ความตาย ภายในบ้านพักในตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ก่อเหตุซิ่งรถจักรยานยนต์หลบหนีทันที แม่ของผู้ต้องหาเล่าว่าลูกชายมีประวัติป่วยทางจิตเวช เคยเสพยาเสพติดหนักมาก่อน แต่เลิกได้นานเกือบ 10 ปี ช่วงหลังกลับมาติดเหล้าขาวหนัก ดื่มแล้วชอบกำเริบ ขู่ฆ่าคนในบ้านและขู่ว่าจะเผาบ้าน ทะเลาะกับพ่อบ่อยครั้ง

แกะรอยจากกล้องวงจรปิด จนรวบลูกคลั่งได้

ความคืบหน้าที่น่าติดตามคือ ทีมตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน ใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดแกะรอยผู้ก่อเหตุ หลังก่อเหตุเสร็จ ผู้ต้องหาขี่รถจักรยานยนต์ออกจากหมู่บ้าน เลี้ยวซ้ายไปทางเลียบคลอง ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งๆ ไม่ค่อยมีคนอยู่ จากนั้นกล้องในซอยเศรษฐกิจ 1 ซอย 3/1 จับภาพรถของเขาขี่เข้ามาด้วยความเร็วสูง แม้เส้นทางนั้นจะไปออกถนนใหญ่ได้ แต่เขากลับไม่ไปทางนั้น

เวลา 15.50 น. ผู้ร้ายเดินเท้าเข้าไปในร้านค้าหนึ่งในซอย สวมเสื้อยืดตัวเดิมที่เปื้อนเลือดเต็มไปหมด เขาเข้าไปขอซื้อน้ำเปล่า แม่ค้าสังเกตเห็นเลือดทันที รู้เลยว่าก่อเหตุร้ายมา พอเขาเดินออก ลูกค้าในร้านรีบโทรแจ้งตำรวจทันที ไม่กี่นาที ตำรวจตามไปจับกุมได้ห่างจากร้านแค่ 500 เมตร คุมตัวมาสอบสวนทันที

ระหว่างทาง ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเหตุการณ์ได้ไหม ผู้ต้องหายอมรับว่าจำได้หมด สาเหตุเพราะถูกพ่อดุบ่อย แต่จากการสอบสวนเบื้องต้น เขาให้การวกวน อ้างว่าเพราะขอเงินพ่อซื้อเหล้าเพิ่มแต่ไม่ให้ เลยโมโหใช้มีดทำร้าย แถมยังเสพยาบ้ามา 1 เม็ดอีก ตำรวจจะสอบสวนขยายต่อไปเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและดำเนินคดีตามกฎหมาย

ปัญหายาเสพติดและเหล้า ตัวการร้ายในครอบครัว

เหตุการณ์ รวบลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ยังให้การวกวน อ้างขอเงินซื้อเหล้าเพิ่มไม่ได้ นี้ ทำให้เห็นชัดว่ายาเสพติดและเหล้าเป็นตัวจุดชนวนความรุนแรงในบ้านได้อย่างไร แม้ผู้ต้องหาจะเลิกยาได้นาน แต่การดื่มเหล้าบ่อยๆ ทำให้อาการกำเริบ ครอบครัวต้องเผชิญความเสี่ยงสูง ในสมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง สถิติอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดพุ่งสูงทุกปี

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแนะนำว่า ครอบครัวควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว การเสพติดแอลกอฮอล์หรือยา หากพบควรรีบปรึกษาแพทย์หรือศูนย์บำบัดทันที อย่ารอให้สายเกินแก้แบบคดีนี้ การสื่อสารในครอบครัวก็สำคัญ อย่าปล่อยให้ทะเลาะบ่อยๆ จนกลายเป็นจุดแตกหัก

  • สัญญาณเตือน: พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
  • เสี่ยงสูง: เสพยาหรือเหล้าจนควบคุมไม่ได้
  • ทางแก้: ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเกี่ยวข้อง เช่น ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี แม่เผยเพิ่งพาสามีไปทำบุญวันเกิด ที่เล่ารายละเอียดเพิ่มเติม

ในมุมมองของผม เหตุการณ์แบบนี้ป้องกันได้ถ้าครอบครัวตื่นตัวและขอความช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ อย่าปล่อยให้ยาและเหล้าทำลายความสัมพันธ์ ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจคนอื่นๆ กันเถอะ!

ที่มา – รวบลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ยังให้การวกวน อ้างขอเงินซื้อเหล้าเพิ่มไม่ได้

ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นในจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อ ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี แม่ผู้สูญเสียเผยว่า เพิ่งพาสามีไปทำบุญวันเกิดเมื่อวานก่อนหน้านี้ เรื่องราวนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้หลายคนตระหนักถึงปัญหาสุขภาพจิตและยาเสพติดในครอบครัว

ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี เกิดอะไรขึ้นบ้าง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 เมษายน 2569 ว่าที่ ร.ต.ต.ณัฎฐิภัทร นาคสังข์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน ได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายภายในบ้านพักหมู่ 13 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เจ้าหน้าที่รีบรุดไปตรวจสอบพร้อมทีมแพทย์โรงพยาบาลมหาชัย 2 และเทศบาลนครอ้อมน้อย

ที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตชื่อนายเดือน อายุ 69 ปี ถูกของมีคมแทงที่ลำตัว 3 แผล เลือดไหลนอง เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลทันทีก่อนนำส่งโรงพยาบาล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ภายในบ้านชั้นสองห้องนอนมีคราบเลือดกระจายไปจนถึงบันไดและชั้นล่าง

ผู้ก่อเหตุคือลูกชายแท้ๆ

ผู้ก่อเหตุคือ นายกฤษดา อายุ 44 ปี ลูกชายของผู้ตาย หลังก่อเหตุแล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป โดยไม่สวมเสื้อ มีเพียงเสื้อสีเขียวพันคอ นางแตงกวา อายุ 65 ปี ภรรยาของผู้ตายและแม่ของผู้ก่อเหตุ เล่าว่าลูกชายมีอาการทางจิตเวช เคยเสพยาเสพติดแต่เลิกมาเกือบ 10 ปี มาระยะหลังติดเหล้าขาว สูญงานบ่อย และเมื่องานเหล้าก็ขาดสติ ทะเลาะกับครอบครัว โดยเฉพาะพ่อ แต่ไม่เคยลงมือทำร้ายจริงจัง

ที่ผ่านมา ลูกชายขู่ฆ่าหรือเผาบ้านบ่อยครั้ง ครอบครัวเคยเรียกตำรวจส่งโรงพยาบาล แต่โรงพยาบาลให้กลับหลังนอนคืนเดียว ทั้งที่ครอบครัวขอส่งไปสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ซึ่งมีประวัติรักษา แม่คอยให้ยาและระวังเงินไม่ให้ซื้อเหล้า เช้านี้ลูกขอเงิน 200 บาทซ่อมรถ แม่ให้ไป แต่พ่อโทรบอกว่าเอาไปซื้อเหล้า ทำให้แม่กังวล และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้น

เมื่อวานเพิ่งพาสามีทำบุญวันเกิดใส่บาตร วันนี้กลับถูกลูกแทงตาย แม่เชื่อว่าสามีหมดบุญแค่นี้ ลูกชายคนเล็กเล่าว่าพี่ชายอาละวาด ใช้ขวดเหล้าทำร้ายพ่อขณะกินข้าว ลูกเล็กช่วยไม่ทัน พี่ชายหันทำร้าย เลยล็อกตัวในห้อง พ่อหนีไม่ทันถูกแทงจุดสำคัญ ผู้ก่อเหตุออกหาเพื่อนบ้านแต่ไม่มีใครรับ เลยซิ่งหนี

เพื่อนบ้านและตำรวจชี้แจง

เพื่อนบ้านยอมรับว่าพ่อลูกคู่นี้ทะเลาะบ่อย จนชินชา วันนี้ได้ยินเสียงแต่ไม่สนใจ ผู้ตายเป็นคนดี ดูแลครอบครัว 4 คน ผู้ก่อเหตุดื่มเหล้าขาวแต่ไม่ทะเลาะกับภายนอก หลังก่อเหตุนุ่งกางเกงในมีเลือด เพื่อนบ้านกลัวไม่เปิดบ้าน เลยเปลี่ยนกางเกงขับหนี

พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน สั่งชุดสืบสวนไล่ล่า คาดจับได้เร็วเพราะไม่มีเสื้อผ้า เงิน หรือที่หลบภัยนอกจากจยย.

  • ปัญหาสุขภาพจิตในครอบครัวต้องได้รับการดูแลจริงจัง
  • การติดเหล้าและยาเสพติดนำพาความสูญเสีย
  • ระบบโรงพยาบาลควรมีมาตรฐานส่งต่อผู้ป่วยจิตเวช

เหตุการณ์ ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี สะท้อนปัญหาสังคมที่เราต้องช่วยกันแก้ไข หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการคล้ายนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อป้องกันโศกนาฏกรรมแบบนี้

สุดท้าย แม่ขอให้ตำรวจจับตัวมาให้ได้ และให้รับกรรมตามที่ก่อ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ว่าครอบครัวต้องสื่อสารและขอความช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ

ที่มา – ลูกคลั่ง มีดแทงพ่อดับ ก่อนซิ่ง จยย. หนี แม่เผยเพิ่งพาสามีไปทำบุญวันเกิด

มท.4 ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชนสมุทรสาคร

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นี้ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือที่เรียกกันว่า มท.4 ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชนสมุทรสาคร ได้ลงพื้นที่จริงจังเพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยในวันหยุดยาว การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดชิดของผู้บริหารระดับสูงกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในจังหวัดสมุทรสาครที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินทางสู่ภาคใต้

มท.4 ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชนสมุทรสาคร

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. มท.4 ได้ลงพื้นที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ณ บริเวณถนนเอกชัย-สมุทรสาคร หน้าห้างสรรพสินค้า Big C มหาชัย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดบริการประชาชนหลัก ท่านได้ชื่นชมความมุ่งมั่นและตั้งใจของเจ้าหน้าที่ทุกชุดที่ปฏิบัติงาน โดยนำความห่วงใยจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาส่งมอบให้ด้วย นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงแห่งความสุขของประชาชนที่ได้หยุดงานอยู่กับครอบครัว แต่สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว “เราหยุดไม่ได้” จึงขอขอบคุณจิตสาธารณะและการเสียสละของทุกท่าน เพื่อให้ประชาชนได้เพลิดเพลินกับวันหยุดอย่างปลอดภัย

นอกจากจุด Big C แล้ว มท.4 ยังตรวจเยี่ยมทีมชุดปฏิบัติการกู้ภัยของเทศบาลเมืองโคกขาม และรับทราบสภาพการจราจรบนถนนพระราม 2 ช่วงสมุทรสาครแบบเรียลไทม์ ซึ่งในช่วงนี้รถติดหนึบเพราะประชาชนเดินทางกลับภูมิลับบ้านจำนวนมาก จุดบริการเหล่านี้จึงมีความสำคัญยิ่งในการช่วยเหลือด้านยานพาหนะ จุดตรวจความปลอดภัย และบริการฉุกเฉินต่างๆ

รายชื่อจุดบริการประชาชนทั้ง 7 จุดที่มท.4 ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชนสมุทรสาคร

จังหวัดสมุทรสาครได้จัดตั้งจุดบริการประชาชนครอบคลุมทั้ง 3 อำเภอ รวม 7 จุด ดังนี้

  • อำเภอเมืองสมุทรสาคร: 1) ถ.พระราม 2 (ฝั่งขาออก กทม.) กม.42 หน้าสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เกตุม ต.บางโทรัด 2) ถ.เอกชัย-สมุทรสาคร หน้าห้าง Big C มหาชัย ต.โคกขาม
  • อำเภอกระทุ่มแบน: 1) ถ.พุทธสาคร ฝั่งขาออก หน้าปตท. ต.สวนหลวง 2) ถ.เพชรเกษม หน้าปตท. เพชรเกษม 95 ต.อ้อมน้อย
  • อำเภอบ้านแพ้ว: 1) ถ.บ้านแพ้ว-พระประโทน กม.17 หน้าปตท. (ข้าง อบต.บ้านแพ้ว) ต.บ้านแพ้ว 2) ถ.บ้านแพ้ว-กระทุ่มแบน บริเวณสี่แยกสวนส้ม (หน้าจุดตรวจประจำตำบลสวนส้ม หมู่ 5) ต.สวนส้ม 3) Fix it Center ตรวจเช็กสภาพรถ วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว

จุดบริการเหล่านี้ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ ช่วยเหลือฉุกเฉิน แจกน้ำดื่ม และให้คำปรึกษาการเดินทาง เพื่อลดอุบัติเหตุและความเดือดร้อนในช่วงสงกรานต์ที่รถติดยาวเหยียดบนถนนพระราม 2 และเส้นทางใกล้เคียง การที่ มท.4 ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชนสมุทรสาคร จึงเป็นการจุดประกายให้เจ้าหน้าที่มีกำลังใจมากขึ้น

เทศกาลสงกรานต์ทุกปีเป็นช่วงที่การจราจรหนาแน่น โดยเฉพาะสมุทรสาครที่เป็นประตูสู่ภาคใต้ จุดบริการประชาชนช่วยลดสถิติอุบัติเหตุได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะมีทีมกู้ภัย แพทย์ และช่างซ่อมรถประจำการตลอด 24 ชั่วโมง การลงพื้นที่ของมท.4 ไม่เพียงขอบคุณ แต่ยังเป็นการตรวจสอบการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจเยี่ยมครั้งนี้สะท้อนภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานวันหยุดคือวีรบุรุษที่แท้จริง ประชาชนควรตอบแทนด้วยการขับขี่ปลอดภัยและใช้บริการจุดเหล่านี้ให้เต็มที่ หากคุณกำลังเดินทางช่วงนี้ อย่าลืมแวะตรวจเช็กรถฟรีเพื่อความอุ่นใจ! ติดตามข่าวสารการเมืองและเทศกาลสงกรานต์เพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – มท.4 ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชนสมุทรสาคร ขอบคุณ จนท. ทำงานให้ประชาชนวันหยุด

ตำรวจสมุทรสาคร นำร่องจองคิวแจ้งความ Drive-Thru

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! ในยุคที่ชีวิตเร่งรีบแบบนี้ การไปแจ้งความที่สถานีตำรวจมักต้องเจอปัญหาคิวยาว รอนาน เสียเวลาและค่าเดินทางไปเปล่าๆ แต่เดี๋ยวนี้ตำรวจสมุทรสาคร เขาไม่ปล่อยให้เราลำบากนะครับ นำร่องเปิดบริการ จองคิวแจ้งความล่วงหน้า / Drive-Thru รับเอกสาร เป็นจังหวัดแรกในภาค 7 (ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคกลางและตะวันตก) ภายใต้นโยบาย Quick Win ที่เน้นสะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ทันใจประชาชนสุดๆ ไปเลย!

แถลงข่าวตำรวจสมุทรสาคร จองคิวแจ้งความล่วงหน้า Drive-Thru

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 เมษายน 2569 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร (ภ.จว.สมุทรสาคร) พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) นำทีม พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร และผู้บริหารสถานีตำรวจทั้ง 5 แห่ง รวมถึงกต.ตร.สภ.เมืองสมุทรสาคร ร่วมแถลงข่าวอย่างยิ่งใหญ่ บริการนี้สอดคล้องกับนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “1 เร่งด่วน 6 เร่งรัด 9 ก้าวหน้า” โดยเฉพาะข้อ 6 ที่พัฒนาระบบรับแจ้งความให้อำนวยความสะดวก ลดภาระประชาชนทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

จองคิวแจ้งความล่วงหน้า / Drive-Thru รับเอกสาร

พล.ต.ท.พิสิฐ เผยว่า บริการนี้เกิดจากความห่วงใยประชาชนท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจยากลำบากจากปัญหาตะวันออกกลาง ทำให้ทุกคนต้องประหยัดทั้งเงินและเวลา ตำรวจสมุทรสาครจึงปรับบริการให้ทันสมัย เช่น จองคิวล่วงหน้าผ่าน Line OA หรือโทรศัพท์สถานีใกล้บ้าน และ Drive-Thru สำหรับรับเอกสารแบบไม่ต้องลงรถ สะดวกสุดๆ เหมือนร้านฟาสต์ฟู้ดเลยครับ!

บริการ Drive-Thru รับเอกสาร ตำรวจสมุทรสาคร

4 กรณีการใช้บริการจองคิวแจ้งความล่วงหน้า / Drive-Thru รับเอกสาร

บริการนี้แบ่งตามประเภทคดีชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเลือกใช้ได้ถูกต้อง ดังนี้:

  1. เหตุฉุกเฉินและคดีเร่งด่วน เช่น ถูกทำร้าย ต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน หรือต้องการความช่วยเหลือด่วน โทร 191 ตลอด 24 ชม. เจ้าหน้าที่จะรีบไปช่วยทันที แล้วแจ้งความปกติได้ 24 ชม. ไม่ต้องจองคิว
  2. คดีอาญาทั่วไปไม่เร่งด่วน ติดต่อวันจันทร์-ศุกร์ 08.30-16.30 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการ) จองคิวล่วงหน้าผ่าน Line OA สแกน QR Code หรือโทรสถานีตำรวจใกล้บ้าน เช่น สภ.เมืองสมุทรสาคร ทำให้ไม่ต้องรอคิวนาน
  3. คดีไซเบอร์ เช่น หลอกลวงออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทร 1441 (AOC) ตลอด 24 ชม. เพื่อระงับบัญชีก่อน รอ SMS ยืนยัน แล้วนำหลักฐานไปพบพนักงานสอบสวนเฉพาะทาง เร็วมาก ลดความเสียหายได้ทัน
  4. แจ้งความเอกสารหาย ส่งข้อมูลออนไลน์ล่วงหน้า เจ้าหน้าที่พิมพ์เอกสารรอ มาลงลายมือชื่อรับได้ที่ One Stop Service หรือ Drive-Thru ไม่ต้องรอคิว สะดวกสุด!

ประชาชนใช้บริการจองคิวแจ้งความ Drive-Thru

วิธีจองคิวแจ้งความล่วงหน้า สมุทรสาคร

ง่ายมาก! สแกน QR Code Line OA ของแต่ละสถานี หรือโทรหมายเลขที่กำหนด ระบบจะแจ้งคิวและเวลาที่ชัดเจน มาถึงแล้วเข้าได้เลย ไม่เสียเวลา บริการนี้ช่วยลดความแออัด ลดการเดินทางซ้ำซ้อน โดยเฉพาะคนทำงานที่ไม่มีเวลาว่างยาวๆ

พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร กล่าวว่า “เรามุ่งพัฒนาบริการให้ทันสมัย สร้างความเชื่อมั่น ขอให้ประชาชนใช้ช่องทางนี้ หากสงสัยโทรสอบถามสถานีใกล้บ้านหรือช่องทางออนไลน์ได้เลย”

บริการ จองคิวแจ้งความล่วงหน้า / Drive-Thru รับเอกสาร ไม่ใช่แค่ลดเวลา แต่ยังแสดงถึงความก้าวหน้าของตำรวจไทยที่ปรับตัวเข้ากับไลฟ์สไตล์ดิจิทัล ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดและไว้วางใจมากขึ้น ในอนาคตคาดว่าจะขยายไปจังหวัดอื่นๆ ในภาค 7 แน่นอน

ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวมีเรื่องต้องแจ้งความ ลองใช้บริการนี้ดูครับ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย 100% หรือแชร์ประสบการณ์การใช้บริการมาเล่าให้ฟังในคอมเมนต์ด้วยนะ! ติดตามข่าวบริการตำรวจทันสมัยอื่นๆ ได้ที่นี่

ที่มา – ตำรวจสมุทรสาคร นำร่องให้บริการ จองคิวแจ้งความล่วงหน้า / Drive-Thru รับเอกสาร

Scroll to top