สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์

ขนส่งฯ แจงชัด! ป้ายทะเบียน EV สีฟ้า ยังไม่บังคับใช้

เชื่อว่าหลายคนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือกำลังวางแผนจะซื้อรถ EV คงตกใจกับกระแสข่าวเรื่องการเปลี่ยนแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ วันนี้เรามีข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากกรมการขนส่งทางบกมาฝากกันครับ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า ขนส่งฯ แจงชัด! ป้ายทะเบียน EV สีฟ้า ยังไม่บังคับใช้ อย่างที่หลายคนกังวลอยู่ตอนนี้

ขนส่งฯ แจงชัด! ป้ายทะเบียน EV สีฟ้า ยังไม่บังคับใช้ จริงหรือ?

ท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบกได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ร่างกฎกระทรวงเรื่องการกำหนดให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้องใช้ป้ายทะเบียนพื้นสีฟ้าสะท้อนแสงนั้น ปัจจุบันยังคงอยู่ในขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเท่านั้น และยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายแต่อย่างใด

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัยว่าต้องเสียเงินไปเปลี่ยนป้ายหรือไม่ ทางกรมฯ ได้ยืนยันว่า ขนส่งฯ แจงชัด! ป้ายทะเบียน EV สีฟ้า ยังไม่บังคับใช้ สำหรับรถที่จดทะเบียนไปแล้ว โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • รถ EV ที่จดทะเบียนไปแล้วไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนป้ายทะเบียนใหม่
  • ผู้ที่ใช้ป้ายทะเบียนเดิม (รวมถึงป้ายประมูล) ยังคงใช้ได้ตามปกติ
  • สำหรับรถ EV ในอนาคต ร่างกฎหมายเสนอให้ใช้ป้ายพื้นสีฟ้าสะท้อนแสงเพื่อแยกประเภทให้ชัดเจน
  • รถไฟฟ้าสาธารณะจะใช้เพียงการติดเครื่องหมายพิเศษลงบนป้ายเดิมเท่านั้น

ทำไมต้องแยกประเภทป้ายทะเบียนรถ EV ให้ชัดเจน?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องยุ่งยากในการแยกสีป้าย? เหตุผลหลักสำคัญที่สุดคือเรื่อง “ความปลอดภัย” ครับ เพราะในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจำเป็นต้องทราบทันทีว่ารถคันที่เกิดเหตุเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อที่จะได้ใช้อุปกรณ์และวิธีการระงับเหตุที่เหมาะสมกับแบตเตอรี่แรงดันสูง ลดความเสี่ยงจากการเกิดไฟไหม้หรือไฟฟ้ารั่วไหลได้นั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น ส่วนลดค่าทางด่วน หรือการเข้าพื้นที่เฉพาะในอนาคต

ทางกรมการขนส่งทางบกยังได้เชิญชวนให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายนี้ได้ที่เว็บไซต์ของระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด ใครที่กังวลอยู่ก็สบายใจได้เลยครับ เพราะทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

ที่มา – ขนส่งฯ แจงชัด! ป้ายทะเบียน EV “สีฟ้า” ยังไม่บังคับใช้ ยืนยันรถเก่าไม่ต้องเปลี่ยนป้ายใหม่

ขนส่ฯ เปิดศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังอ่านบล็อกนี้! วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องคนขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทั้งหลายเลยนะครับ กรมการขนส่งทางบก หรือ ขนส่ฯ ได้เปิดศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง ครบจบในที่เดียวแล้ว! ไม่ต้องวิ่งวุ่นไปหลายที่ แค่มาที่เดียวก็เสร็จทุกอย่าง ตั้งแต่ลงทะเบียน ตรวจรถ จ่ายเงิน รับใบรับจดทะเบียนเรียบร้อย ช่วยให้เร่งรัดให้รถทุกคันเข้าสู่ระบบถูกกฎหมายก่อนเดดไลน์ 31 มีนาคม 2569 ตามประกาศ ETDA ด้วยครับ

One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง บริการครบวงจรแบบไหนบ้าง?

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่าการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ (รย.17) และรถยนต์รับจ้าง (รย.18) สำหรับให้บริการผ่านแอปอย่าง Grab, LINE MAN หรือ Bolt ต่างๆ นั้น ขนส่ฯ จัดการแบบ One Stop Service จริงๆ ครับ มาดูรายละเอียดกันเลย

  • ลงทะเบียนและขอความเห็นชอบ: เริ่มตั้งแต่สมัครเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง
  • ตรวจสภาพรถ: เช็คความพร้อมของรถให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย
  • ตรวจสอบเอกสาร: ดูเล่มทะเบียน บัตรประชาชน ใบขับขี่ และเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็น
  • จดทะเบียนเปลี่ยนประเภทรถ: เปลี่ยนจากรถส่วนบุคคลเป็นรถรับจ้างสาธารณะ
  • ชำระค่าธรรมเนียมและภาษี: จ่ายเงินตรงนั้นเลย มีบัตรหรือเงินสดก็สะดวก

ศูนย์นี้ตั้งอยู่ที่อาคารตรวจสภาพรถ (อาคาร 4) สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 จตุจักร กรมการขนส่งทางบก เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 – 31 มีนาคม 2569 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 08.30 – 18.00 น. หรือจนกว่าจะครบทุกคัน ถ้ามีรถจำนวนมาก ผู้ให้บริการแอปสามารถแจ้งนัดหมายล่วงหน้าได้เลย จะได้ไม่ต้องรอคิวนาน

One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง ช่วยแก้ปัญหาอะไร?

เดิมที การจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปนี่ยุ่งยากมากใช่ไหมครับ? ต้องไปหลายหน่วยงาน เอกสารเพียบ รอผลนาน แต่ตอนนี้ ขนส่ฯ เร่งรัดให้เข้าสู่ระบบดิจิทัลถูกกฎหมายหมดเลย โดยเฉพาะก่อนกฎ ETDA บังคับใช้ ซึ่งจะช่วยปกป้องทั้งคนขับและผู้โดยสารถึงสุดๆ คนขับได้ประกันสังคม ได้สิทธิประโยชน์เต็มที่ ผู้โดยสารก็มั่นใจว่ารถทุกคันผ่านการตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้ ขนส่ฯ ยังซักซ้อมสำนักงานขนส่งทั่วประเทศให้ทำแบบเดียวกัน เพื่อความสะดวกทั่วแผ่นดิน

ประโยชน์ของการจด One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง

มาพูดถึงประโยชน์กันบ้างครับ การจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปแบบนี้ ไม่ใช่แค่ทำตามกฎหมายเท่านั้นนะ แต่ยังช่วยยกระดับอุตสาหกรรมแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้างในไทยให้ทันสมัยขึ้นอีกด้วย ลองนึกภาพดูสิครับ:

  • ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปหน่วยงานต่างๆ
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือให้แอปและคนขับ
  • ช่วยควบคุมคุณภาพรถและพฤติกรรมคนขับ ป้องกันปัญหาโกงหรือไม่ปลอดภัย
  • สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างงานถูกกฎหมายให้พี่น้องคนขับนับแสนคน

ในยุคที่แอปเรียกรถกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การมีศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้าง แบบนี้คือก้าวสำคัญจริงๆ ครับ จากปัญหาเดิมที่รถผิดกฎหมายเยอะ จนเกิดอุบัติเหตุหรือข้อพิพาท ตอนนี้รัฐบาลช่วยแก้ตรงจุด ช่วยให้ทุกคน win-win

เตรียมตัวยังไงก่อนไปจดทะเบียน?

เพื่อความราบรื่น แนะนำเตรียมเอกสารให้พร้อมนะครับ เช่น เล่มทะเบียนรถ, บัตรประชาชนเจ้าของรถ, ใบอนุญาตขับขี่, กรมธรรม์ประกันภัย, และหลักฐานการเป็นสมาชิกแอป หากไม่แน่ใจ สามารถโทรสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 ได้ตลอด 24 ชม. เลยครับ พนักงานใจดี คอยตอบทุกข้อสงสัย

ส่วนคนขับนอกกรุงเทพฯ ไม่ต้องห่วง ขนส่ฯ สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งอำนวยความสะดวกแบบเดียวกัน ทั่วประเทศเลย!

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่านี่คือโอกาสทองสำหรับคนขับรถรับจ้างทุกคน รีบไปจดทะเบียนที่ศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้างกันเถอะครับ จะได้ขับงานสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องกฎหมาย ช่วยยกระดับอาชีพให้สูงขึ้นด้วย ลองคิดดู ถ้าทุกคันถูกกฎหมาย ผู้โดยสารก็เพิ่มขึ้นแน่นอน ไปเลยครับ อย่ารอช้า!

ที่มา – ขนส่ฯ เปิดศูนย์ One Stop Service ให้บริการจดทะเบียนรถรับจ้าง ผ่านแอปฯ ครบจบในที่เดียว

ขนส่งฯ ลุยปฏิรูปกฎหมาย คลอดทะเบียนรถโรงเรียน EV

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวสำคัญเกี่ยวกับการขนส่งทางบกที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยนะครับ ขนส่งฯ ลุยปฏิรูปกฎหมาย คลอดทะเบียนเฉพาะรถโรงเรียนทั่วไทย แยกชัดป้ายรถ EV เป็นหัวข้อที่กำลังร้อนแรง เพราะกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กำลังเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับรถโดยสารสาธารณะและรถโรงเรียนทั่วประเทศ

ขนส่งฯ ลุยปฏิรูปกฎหมาย คลอดทะเบียนเฉพาะรถโรงเรียนทั่วไทย แยกชัดป้ายรถ EV

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ปัจจุบันกฎหมายรถโดยสารยังใช้กรอบเก่าอย่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.รถยนต์ ที่ไม่แยกเฉพาะทางชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะรถโรงเรียนที่ยังมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับโรงเรียนทั้งประเทศ

เพื่อแก้ปัญหานี้ กรมฯ วางแผนระยะยาวคือร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่เฉพาะรถโดยสารสาธารณะ แต่ในระยะสั้น เร่งคลอด กฎกระทรวง 3 ฉบับ ที่ผ่านการรับฟังความเห็นแล้ว เตรียมเสนอ ครม. ชุดใหม่เพื่อบังคับใช้สิ้นปีนี้เลยครับ

รายละเอียดกฎกระทรวง 3 ฉบับที่กำลังมา

  • กฎกระทรวงกองทุน กปถ.: จัดการเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยถนนให้โปร่งใส รวมถึงเลขทะเบียนสวย เพื่อนำเงินมาพัฒนาความปลอดภัยจริงๆ
  • แยกป้ายทะเบียนรถ EV: กำหนดรูปแบบป้ายเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อจำแนกง่าย สนับสนุนนโยบายรัฐบาลผลิตรถ EV เพิ่ม
  • ทะเบียนเฉพาะรถโรงเรียน “1 นร.”: ป้ายสีส้มใหญ่เด่นชัด ระบุรถรับส่งนักเรียนทันที ป้องกันใช้ผิดประเภท ลดความสับสนบนท้องถนน

นอกจากนี้ ยังเข้มงวดการตรวจสภาพรถมากขึ้น โดยเฉพาะ ระบบเบรก ที่ต้องทดสอบละเอียด และ ระบบไฟฟ้า วัดกระแสไฟรั่ว เพื่อป้องกันเพลิงไหม้จากอุปกรณ์เสริมอย่างพัดลมหรือเครื่องเสียงที่ใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุรถโดยสาร

ทำไมรถโรงเรียนถึงต้องเร่งปฏิรูป

ปัจจุบันรถโรงเรียนในระบบมีแค่ 5,500 คัน แต่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. กว่า 52,000 แห่ง! นักเรียนจำนวนมากยังต้องนั่งรถเก่าๆ ที่ไม่ได้มาตรฐาน กรมฯ จึงมีมาตรการจูงใจ เช่น หารือยกเว้นภาษีให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้อง เพื่อให้รถดีๆ เข้าสู่ระบบมากขึ้น

ไม่ใช่แค่รถโรงเรียนนะครับ กรมฯ ยังกวดขันรถแท็กซี่โกงมิเตอร์ด้วย ดำเนินคดีเด็ดขาด เอาเปรียบผู้โดยสารไม่ได้แน่นอน

มาตรการเหล่านี้จะสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองและประชาชน โดยเฉพาะลูกหลานที่เดินทางไปโรงเรียนทุกวัน อธิบดียืนยันว่ารัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว และจะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ของระบบขนส่งไทย

ในฐานะคนที่ขับรถทุกวัน ผมคิดว่านี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ถนนไทยปลอดภัยยิ่งขึ้น ลองนึกภาพรถโรงเรียนทุกคันมีป้าย “1 นร.” สีส้มเด่น แยก EV ชัดเจน ไม่ต้องกังวลไฟไหม้หรือเบรกพังอีกต่อไป สุดยอดเลยครับ!

คุณพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้หรือยัง? ถ้าคุณมีรถโรงเรียนหรือใช้บริการรถสาธารณะ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ นะครับ

ที่มา – ขนส่งฯ ลุยปฏิรูปกฎหมาย คลอดทะเบียนเฉพาะรถโรงเรียนทั่วไทย แยกชัดป้ายรถ EV

ขนส่งฯ พร้อม! เสริมรถรับปีใหม่ 69

กรมการขนส่งทางบกประสานผู้ประกอบการรถโดยสารไม่ประจำทาง จัดหารถเสริมรองรับประชาชนเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมลงพื้นที่ตรวจเข้มรถโดยสารสาธารณะและผู้ขับรถระหว่างเส้นทาง ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การเดินทางของทุกคนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 กรมการขนส่งทางบกเตรียมความพร้อมและมาตรการดูแลพี่น้องประชาชน รองรับการเดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางไปพักผ่อนท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ให้ได้รับความสะดวกสบาย และเดินทางถึงที่หมายโดยปลอดภัย โดยมีความมุ่งมั่นลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนน โดยอุบัติเหตุต้องเป็น “ศูนย์” ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม สำหรับการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ กรมการขนส่งทางบกกำชับไปยังสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ให้ดำเนินการอำนวยความสะดวกประชาชน โดยจัดหารถโดยสารประจำทางและรถโดยสารไม่ประจำทางให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางของประชาชน และตรวจสอบให้มีความปลอดภัย ทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะชั่วคราว ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารถูกเอารัดเอาเปรียบจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ จัดระเบียบภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารทั้งด้านการรักษาความสะอาด การติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างภายในชานชาลาให้เพียงพอ รวมทั้งตรวจสอบการทำงานของกล้อง CCTV ให้สามารถใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ จัดระเบียบการเดินรถและการจราจรเข้า – ออก ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่งในเขตกรุงเทพมหานครและสถานีขนส่งผู้โดยสารในพื้นที่ต่างจังหวัด รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อการเดินทาง และลดความหนาแน่นในบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารและสถานีรถไฟ

ก่อนช่วงเทศกาลปีใหม่ กรมการขนส่งทางบกจะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจความพร้อม ณ สถานประกอบการของผู้ประกอบการขนส่ง เพื่อตรวจความพร้อมของตัวรถและความพร้อมของผู้ขับรถก่อนนำรถออกให้บริการตามแบบ Checklist เช่น ตัวรถต้องมีความสมบูรณ์มั่นคงแข็งแรงทั้งภายในและภายนอก มีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยครบถ้วน ได้แก่ การติดตั้งเข็มขัดนิรภัยครบทุกที่นั่งและสามารถใช้งานได้ ตำแหน่งการติดตั้งที่นั่งต้องไม่กีดขวางประตูฉุกเฉิน ถังดับเพลิง ค้อนทุบกระจก ผู้ขับรถมีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้อง ตรวจความพร้อมด้านร่างกายและการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ เป็นต้น รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งสินค้าหลีกเลี่ยงการใช้งานรถบรรทุก ในช่วงเทศกาลฯ เพื่อบรรเทาปัญหาด้านการจราจรและป้องกันอุบัติเหตุ หากมีความจำเป็นต้องใช้รถ กำชับให้ผู้ประกอบการ และคนขับรถต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยของกรมการขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัด

ในช่วงระหว่างเทศกาล กรมการขนส่งทางบกจะตรวจเข้มความพร้อมของรถโดยสารและพนักงานขับรถแบบ 100% ตาม Checklist ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารและจุดจอดรถจำนวน 176 แห่ง จุด Checking Point 28 แห่ง และจุด Rest Area 15 แห่ง รวมทั้งสิ้น 219 แห่ง ทั่วประเทศ กำกับ ดูแลตรวจสอบความเร็วสถานะการเดินทางของรถทุกคันผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชัน DLT GPS Notice แจ้งเตือนพนักงานขับรถเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ

พร้อมกำชับผู้ประกอบการและ TSM ให้บริหารจัดการขนส่งให้มีความปลอดภัย และรายงานการตรวจความพร้อมของตัวรถและพนักงานขับรถก่อนออกเดินทางผ่านระบบ “เช็กชัวร์ ready to go” นอกจากนี้ เน้นย้ำให้พนักงานขับรถต้องปฏิบัติตามกฎหมายเรื่องชั่วโมงการทำงานอย่างเคร่งครัด หากขับรถติดต่อกันเป็นเวลา 4 ชั่วโมง ต้องหยุดพักจากการขับรถเป็นเวลาไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะขับรถต่อไปอีกไม่เกิน 4 ชั่วโมง ในกรณีรถโดยสารไม่ประจำทางที่มีแผนการเดินทางเกิน 400 กิโลเมตร ขึ้นไปที่ใช้รถต่อเนื่อง ให้ผู้ประกอบการต้องจัดให้มีพนักงานขับรถ 2 คน เพื่อสับเปลี่ยนทุก 4 ชั่วโมง รวมถึงต้องนำรถเข้าจุด Checking Point เพื่อตรวจความพร้อมของตัวรถเพื่อความปลอดภัยโดยเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อไปว่า กรมการขนส่งทางบกได้บูรณาการกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและสถานศึกษาในเขตพื้นที่เพื่อร่วมกันจัดตั้งจุดบริการร่วม “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน : เทศกาลปีใหม่ 2569” จำนวน 150 จุด ทั่วประเทศ ให้บริการตรวจเช็กสภาพรถเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัย ให้ความช่วยเหลือผู้เดินทางกรณีฉุกเฉิน บริการรถยก (บางพื้นที่) บริการนวดผ่อนคลาย บริการผ้าเย็น น้ำดื่ม ข้อมูลเส้นทางแหล่งท่องเที่ยว และรายชื่ออู่รถที่เปิดให้บริการ เป็นต้น ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกเตือน!! ผู้ประกอบการและพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะและรถขนส่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกและกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รวมทั้งกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกอย่างเคร่งครัดในการให้บริการประชาชน หากฝ่าฝืนจะดำเนินการลงโทษสูงสุดทุกราย

ขนส่งฯ พร้อม เสริมรถรับปีใหม่ 69

เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 กรมการขนส่งทางบกได้เตรียมความพร้อมรอบด้าน โดยเฉพาะการขนส่งฯ พร้อม เสริมรถรับปีใหม่ 69 อำนวยความสะดวกประชาชน

มาตรการสำคัญ ขนส่งฯ พร้อม เสริมรถรับปีใหม่ 69

  • จัดหารถโดยสารให้เพียงพอต่อความต้องการ
  • ตรวจความพร้อมของรถโดยสารและพนักงานขับรถ 100%
  • จัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะชั่วคราว
  • ตรวจสอบการทำงานของกล้อง CCTV
  • บูรณาการกับอาชีวศึกษา จัดตั้งจุดบริการร่วม

จากมาตรการที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ของกรมการขนส่งทางบก การเตรียมพร้อมในทุกด้าน ตั้งแต่การจัดหารถโดยสาร การตรวจความพร้อม ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกต่างๆ ล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการลดอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยในการเดินทางให้กับทุกคน

การเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่มักจะมีความหนาแน่นของการจราจรสูง ดังนั้นการเตรียมตัวล่วงหน้าและการวางแผนการเดินทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากจะช่วยให้เดินทางได้อย่างสะดวกสบายแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย ขับขี่ปลอดภัย มีสติ และเคารพกฎจราจร แล้วคุณจะเดินทางถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

ที่มา – ขนส่งฯ พร้อม เสริมรถรับปีใหม่ 69 คุมเข้มคนขับ-เช็กความพร้อมรถตลอด 24 ชั่วโมง

คมนาคมย้ำ! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุย Digital Taxi Meter

“มัลลิกา” ยืนยันยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ แต่ยอมรับมีการศึกษา “Digital Taxi Meter” เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับผู้ใช้บริการ พร้อมลุยติดตั้งสติกเกอร์ QR Code แปะข้างรถให้ประชาชนสแกนร้องเรียน หากไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านบริการหรือพบแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร หวังยกระดับแท็กซี่ไทย ตั้งธงบังคับติดครบทุกคันกว่า 6.9 หมื่นคัน เริ่มมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ เพิ่มบทลงโทษจ่ายค่าปรับ 2 พันบาทและพักใช้ใบขับขี่ทันที

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับราคาค่าโดยสารรถแท็กซี่ในทุกกรณีในขณะนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่ยอมรับว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาที่จะนำระบบเทคโนโลยี Digital Taxi Meter เข้ามาใช้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ขณะเดียวกันเพื่อยกระดับแท็กซี่ไทย

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม
นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม

“ปัจจุบันมุ่งเน้นที่ระบบความปลอดภัย ความสะดวกและความทันสมัยก่อน ส่วนการประเมินผลเรื่องค่าโดยสาร เช่น ค่า Surcharge จะใช้เวลาพิจารณาและจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกภาคส่วนอย่างละเอียดรอบคอบ” นางสาวมัลลิกา กล่าว

นางสาวมัลลิกา กล่าวต่อว่า และเพื่อเป็นการแก้ปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ตนจึงได้สั่งการให้กรมขนส่งทางบก นำระบบคิวอาร์โค้ดร้องเรียน (QR Code) มาใช้ โดยจะเป็นรูปแบบสติกเกอร์แปะข้างรถบริเวณประตูรถข้างนอก หากเรียกแล้วแท็กซี่ปฏิเสธรับก็สามารถสแกนร้องเรียนได้ทันที ซึ่งคิวอาร์โค้ด QR Code จะสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่, เลขที่ใบขับขี่ ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการในเรื่องความปลอดภัย ความสะดวก ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้

ด้าน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร โดยใช้ระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่ติดอยู่ด้านนอกตัวรถแท็กซี่ทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารสามารถสแกนและร้องเรียนได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถร้องเรียนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากการปฏิเสธผู้โดยสารได้ด้วย หากรถคันดังกล่าวปฏิเสธการรับผู้โดยสารก่อนขึ้นรถ ข้อมูลนี้จะลิงก์ตรงไปยังกรมฯ โดยระบุขึ้นทะเบียนรถและข้อมูลคนขับได้ทันที

ขณะเดียวกันกรมฯ จะมีการประสานงานกับอู่รถแท็กซี่และสหกรณ์แท็กซี่ โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 5,000 คัน ให้เข้ามารับสติกเกอร์ไปดำเนินการ ทั้งนี้การติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดจะเปิดโอกาสให้แท็กซี่รายเดิมเข้าร่วมด้วย ส่วนแท็กซี่รายใหม่จะต้องติดตั้งสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดทันที “การบังคับใช้ระบบคิวอาร์โค้ด ตามแผนกรมฯ จะเริ่มติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดบนตัวรถแท็กซี่ โดยจะเริ่มพร้อมกับการตรวจสภาพรถประจำปี ที่มีการตรวจรถ 2 ครั้งต่อปี ภายในปีนี้ ยืนยันว่ารถแท็กซี่ทุกคันต้องติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดดังกล่าวเพื่อใช้เป็นช่องทางร้องเรียนโดยตรง” นายสรพงศ์ กล่าว

สำหรับบทลงโทษหากรถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารนั้น เบื้องต้นกรมฯ จะบังคับใช้บทลงโทษ ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ที่มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยจะมีการบันทึกประวัติ จากนั้นจะนำไปสู่การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ หากกระทำผิดซ้ำตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือหากเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่กระทบต่อชื่อเสียงของประเทศ เช่น เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยว สามารถนำไปสู่การพักใช้ใบอนุญาตได้ทันที อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีแท็กซี่ที่ให้บริการในระบบประมาณ 69,000 คัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 จำนวนประมาณ 120,000 คัน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

คมนาคมย้ำ! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุย Digital Taxi Meter

สรุปประเด็นสำคัญคือ กระทรวงคมนาคมยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ แต่จะผลักดันการใช้ Digital Taxi Meter เพื่อความเป็นธรรมและยกระดับบริการ

แล้วมาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารและยกระดับบริการได้อย่างไร?

การติดตั้ง QR Code ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถร้องเรียนได้ทันทีเมื่อพบปัญหา เช่น แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับ หรือบริการไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการให้บริการในระยะยาว นอกจากนี้ การใช้ Digital Taxi Meter จะช่วยให้การคิดค่าโดยสารมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

นอกจากเรื่องการควบคุมค่าโดยสารแท็กซี่, การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อจัดการปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการบริการขนส่งสาธารณะในประเทศไทย การมีระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการและส่งเสริมให้แท็กซี่มีมาตรฐานการบริการที่ดีขึ้น

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ ความคืบหน้าในการติดตั้ง Digital Taxi Meter และการบังคับใช้มาตรการ QR Code ร้องเรียน ซึ่งจะต้องมีการประชาสัมพันธ์และการให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างทั่วถึง เพื่อให้ระบบใหม่นี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หากมีการผลักดันนโยบายนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวงการแท็กซี่ไทยในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้ค่าโดยสารแท็กซี่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

ที่มา – “คมนาคม” ย้ำชัด! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุยทำ Digital Taxi Meter ร้องเรียนบริการ

“คมนาคม” ไฟเขียว! แท็กซี่ขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน

“มัลลิกา” ไฟเขียวแท็กซี่มิเตอร์ ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมบริการในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน รถติด หรือช่วงหลังเวลา 21.00 น. ประมาณ 10-20 บาท/ช่วง ซึ่งจะไม่ใช่การปรับค่าโดยสาร ด้านขนส่งทางบก ลั่น! เริ่มได้เดือนธันวาคมนี้

นางมัลลิกา จิระพันธ์ุวาณิช รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ทางกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รายงานว่ามีแนวคิดที่จะให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมบริการเพิ่มในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วน หรือ รถติด หรือช่วงหลังเวลา 21.00 น. ประมาณ 10-20 บาท/ช่วง ซึ่งการปรับค่าบริการดังกล่าวจะไม่ใช่การปรับค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์ โดยยังคงเป็นอัตราค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 35 บาท แต่เป็นการปรับค่าบริการเท่านั้น ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยให้การปฏิเสธผู้โดยสารของรถแท็กซี่มิเตอร์ลดลง

“ยอมรับว่า รถแท็กซี่มิเตอร์ไม่ได้ปรับราคาค่าโดยสารมากว่า 20 ปี ซึ่งนอกจากที่ผ่านมารัฐบาลจะดูแลประชาชนแล้ว การให้ปรับค่าธรรมเนียมบริการเพิ่มในชั่วโมงเร่งด่วนก็เป็นการช่วยรถแท็กซี่อีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาทางขนส่งทางบกได้มีการศึกษาการปรับโครงสร้างราคาค่าโดยสารมิเตอร์ใหม่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเกรงจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน ขนส่งได้มีแนวคิดที่จะปรับปรุงราคาค่าแท็กซี่มิเตอร์ โดยจะนำระบบดิจิทัลมิเตอร์มาใช้ ซึ่งเป็นการปรับคำนวณราคา มาจากต้นทุนน้ำมัน แก๊สตามความเป็นจริง”

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) กล่าวว่า การปรับค่าธรรมเนียมการบริการรถแท็กซี่มิเตอร์ ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนนั้น มั่นใจว่าจะช่วยให้การปฏิเสธผู้โดยสารลดลง โดยจะเริ่มได้ภายในเดือนธันวาคม 68 นี้ ส่วนการปรับโครงสร้างราคาค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์ใหม่นั้น ทางขนส่งทางบกได้มีการศึกษาไว้ แต่การจะนำมาใช้นั้นจะต้องมีการปรับเป็นดิจิทัลมิเตอร์ก่อนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งแท็กซี่และผู้โดยสาร.

การอนุมัติจาก “คมนาคม” ให้แท็กซี่ปรับขึ้นค่าบริการในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจสำหรับทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการแท็กซี่เอง การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร และช่วยเหลือผู้ขับแท็กซี่ให้มีรายได้ที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

“คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน

การตัดสินใจของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการพิจารณาหลายปัจจัย รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานของผู้ขับแท็กซี่ที่สูงขึ้น และความต้องการที่จะปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ โดยการปรับขึ้นค่าบริการในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง จะช่วยจูงใจให้ผู้ขับแท็กซี่ให้บริการอย่างเต็มที่

รายละเอียดการปรับขึ้นค่าบริการแท็กซี่

การปรับขึ้นค่าบริการดังกล่าว จะมีผลเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือช่วงที่มีการจราจรติดขัด และช่วงหลังเวลา 21.00 น. โดยจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มประมาณ 10-20 บาทต่อช่วง ซึ่งไม่ใช่การปรับค่าโดยสารปกติที่เริ่มต้น 35 บาท มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ขับแท็กซี่รับผู้โดยสารในเวลาที่การจราจรหนาแน่น และลดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างค่าโดยสารแท็กซี่โดยรวมในอนาคต โดยจะนำระบบดิจิทัลมิเตอร์มาใช้ เพื่อให้การคำนวณค่าโดยสารมีความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของผู้ขับแท็กซี่มากขึ้น

การปรับขึ้นค่าบริการ “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน นี้ จะเริ่มต้นในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ขับแท็กซี่ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการก็อาจต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงเวลาดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทย และเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ การติดตามผลกระทบของการปรับขึ้นค่าบริการ “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน ในระยะยาว จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงนโยบายและมาตรการต่างๆ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในอนาคต

การที่ “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในระบบขนส่งสาธารณะ การสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน 10-20 บาทต่อช่วง เริ่ม ธ.ค.นี้

Scroll to top