สวัสดิการแรงงาน

ทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม

สวัสดีครับเพื่อนๆ แรงงานทุกท่าน วันนี้เราจะมาอัปเดตความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของพวกเราทุกคน นั่นคือ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม เพื่อยกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยให้ดียิ่งขึ้นครับ

ทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม

เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้จัดกิจกรรมเปิดวงสนทนาเพื่อระดมสมองและนำเสนอนโยบายที่ตั้งใจจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้ากองทุนประกันสังคม โดยเน้นไปที่หัวใจสำคัญคือความโปร่งใสและการบริหารจัดการที่เป็นธรรม คุณษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตบอร์ดประกันสังคม ได้ชี้ให้เห็นว่าการบริหารเงินของกองทุนฯ ในปัจจุบันยังขาดรายละเอียดเชิงลึกในการลงทุน ทำให้ตรวจสอบได้ยาก นโยบายใหม่จึงมุ่งเน้นการจัดทำงบประมาณแบบ Zero Budgeting เพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าที่สุด

เสียงสะท้อนเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ในการเสวนาครั้งนี้ หลายฝ่ายได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนปัญหาที่พบเจอ ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์บัตรทองที่บางด้านดีกว่าประกันสังคม หรือการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ยังไม่สะดวกเท่าที่ควร ทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม โดยต้องการให้มีการปรับระบบสุขภาพให้เท่าเทียมกันทุกกองทุน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิว่างงาน หรือสิทธิการรักษาพยาบาล แรงงานทุกคนสมควรได้รับมาตรฐานเดียวกันครับ

แนวทางเด่นๆ ที่มีการนำเสนอ ได้แก่:

  • การผลักดันให้รัฐเป็นผู้จัดซื้อบริการสุขภาพรายเดียว เพื่อลดต้นทุนยาและอุปกรณ์การแพทย์
  • เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านบริการปฐมภูมิ เช่น การรับยาใกล้บ้านหรือการตรวจสุขภาพเชิงรุก
  • ทบทวนงบประมาณประชาสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็น เพื่อนำเงินกลับมาพัฒนาสวัสดิการผู้ประกันตนโดยตรง
  • ขยายสวัสดิการให้ครอบคลุมแรงงานสร้างสรรค์และแรงงานข้ามชาติ

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการปลดล็อกสวัสดิการนายจ้าง เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐ นายจ้าง และลูกจ้างอย่างแท้จริง การปฏิรูปในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เพียงแค่หน่วยงานเดียว แต่ต้องการพลังจากผู้ประกันตนทุกคนในการตรวจสอบและผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นจริง

ในมุมมองของผม การที่ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม นั้นเป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเรียกร้องสิทธิ แต่เป็นการสร้างระบบดูแลความมั่นคงในชีวิตระยะยาวให้กับแรงงานทุกคน หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ การติดตามและทำความเข้าใจนโยบายเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดครับ

ที่มา – ทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดนโยบายปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ

สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกันตนและคนทำงานทุกท่าน วันนี้เรามาพูดคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับข่าวร้อนๆ ในวงการประกันสังคม ที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับดราม่าจากนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่นำมวลชนบุกไปเปิบเค้กประชดการใช้จ่ายงบประมาณ เรื่องนี้มันสะท้อนปัญหาอะไรบ้าง และผู้ประกันตนอย่างเราจะได้ประโยชน์อะไร มาฟังกันเลยครับ

สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) นางนิยดา เสนีย์มโนมัย โฆษก สปส. ได้แถลงผลการประชุมบอร์ดประกันสังคมครั้งสุดท้าย ก่อนที่บอร์ดชุดนี้จะหมดวาระในวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ โดยหนึ่งในมติสำคัญคือการอนุมัติงบประมาณ 275 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ คาดว่าจะมีการลงคะแนนเสียงประมาณเดือนกรกฎาคม โดยยังคงใช้ระเบียบการเลือกตั้งเดิมในการคำนวณงบประมาณ

นอกจากนี้ บอร์ดยังได้พิจารณาปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทันตกรรมให้ดีขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิผ่าฟันคุดได้ตามอัตราที่กำหนด คือ กรณีผ่าแบบง่ายไม่เกิน 1,500 บาท และแบบยากไม่เกิน 2,500 บาท ซึ่งครอบคลุมโรงพยาบาลรัฐ เอกชน และคลินิกทันตกรรมทั่วประเทศกว่า 5,000 แห่ง นับเป็นข่าวดีสำหรับคนที่กำลังปวดฟันคุดเลยทีเดียวครับ

สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

เบื้องลึกสิทธิทันตกรรมใหม่จาก สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

สิทธิทันตกรรมนี้ถือเป็นการตอบโจทย์ผู้ประกันตนจำนวนมาก เพราะฟันคุดเป็นปัญหาที่พบบ่อย โดยเฉพาะวัยทำงาน สปส. คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้เยอะ แต่หลายคนก็ยังตั้งคำถามว่าทำไมไม่ขยายสิทธิอื่นๆ ด้วย เช่น การผ่าตัดส่องกล้องหรือเพิ่มเบี้ยชราภาพให้สูงกว่า 30 บาทรักษาทุกโรคแบบเดิมๆ

ขณะที่ทุกอย่างดูราบรื่นในห้องประชุม แต่บริเวณใต้อาคาร สปส. กลับคึกคักไปด้วยการประท้วง นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้นำกลุ่มสหภาพคนทำงาน ได้นำมวลชนจัดกิจกรรมสุดแสบ “สวาปามเค้ก 2.9 ล้านล้าน” เพื่อประชดประชันการรุมทึ้งงบประมาณกองทุนประกันสังคม โดยเค้กชิ้นยักษ์นี้สื่อถึงเงินกองทุนมหาศาลที่ถูกใช้ไปโดยไม่โปร่งใส

สมยศนำมวลชนบุกเปิบเค้กประชด สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

ข้อเรียกร้องจากนายสมยศและมวลชน

นายสมยศได้ยื่นข้อเรียกร้องหลักๆ ดังนี้

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบอร์ด สปส. ทุกคนย้อนหลัง 10 ปี เพราะพบว่าบางคนร่ำรวยผิดปกติ มีคฤหาสน์หลังใหญ่ เข้าสู่นักการเมือง และกลับจากดูงานต่างประเทศพร้อมนาฬิกาหรู
  • คัดค้านระเบียบเลือกตั้งใหม่ที่ลดสิทธิผู้ประกันตน จากเดิม 1 คน 1 เสียง เลือกได้ 7 คน เหลือเพียงเลือก 1 คนเท่านั้น
  • เร่งปรับปรุงสิทธิสวัสดิการให้ดีขึ้น โดยเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ สิทธิผ่าตัดส่องกล้อง และเงินชราภาพให้สูงกว่าที่หาเสียงไว้

นายสมยศยังแสดงความหวังว่าปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่จะมาจากตัวแทนผู้ใช้แรงงานจริงๆ เช่น จากพรรคประชาชน หรือนายสุชาติ ชมกลิ่น หากกลับมา ก็ขอให้ผลักดันสวัสดิการให้เกินสิทธิ 30 บาทเดิม

กิจกรรมประท้วงที่ สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

ประกันสังคมเป็นกองทุนที่เราผู้ใช้แรงงานจ่ายเงินสมทบทุกเดือน เพื่อสิทธิในยามเจ็บป่วย ว่างงาน ชรา ถ้าการบริหารไม่โปร่งใสแบบนี้ มันกระทบเราทุกคนนะครับ จากข่าว สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ ครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าต้องมีส่วนร่วมมากขึ้นในการเลือกตั้งบอร์ด เพื่อให้ได้คนที่แท้จริงมาดูแล

ส่วนตัวผมคิดว่าการประท้วงแบบสร้างสรรค์อย่างเปิบเค้กนี้ช่วยจุดประเด็นได้ดี แต่วิธีแก้ระเบียบเลือกตั้งต้องเร่ง เพราะสิทธิ 1 คน 1 เสียงเลือกหลายคน มันทำให้เสียงผู้ประกันตนดังกว่าเดิมเยอะ สุดท้ายแล้ว ผู้ประกันตนอย่างเราควรติดตามข่าวใกล้ชิด และไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้เต็มที่นะครับ

คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับเรื่อง สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ และการประท้วงของสมยศ? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกันตนรับรู้กันเถอะครับ เพื่อให้กองทุนของเราดีขึ้น!

ที่มา – สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ “สมยศ” นำมวลชนบุกเปิบเค้กประชด

ตรีนุช ลั่น! ยกระดับชีวิตแรงงานนอกระบบ

พรรคพลังประชารัฐมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน นางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรค ประกาศนโยบายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ ผ่านการเพิ่มสิทธิประโยชน์และหลักประกันที่มั่นคงยิ่งขึ้น

ตรีนุช ลั่น! ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ

นโยบายนี้เป็นการสานต่อความสำเร็จจากการทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยได้รับการสนับสนุนจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงและเพิ่มศักดิ์ศรีให้แก่แรงงานอิสระทั่วประเทศ

สาระสำคัญของการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาตรา 40 ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ ได้แก่:

  • กรณีทุพพลภาพ: เพิ่มเงินทดแทนจาก 1,000 บาท เป็น 3,000 บาทต่อเดือน
  • กรณีเจ็บป่วย: เพิ่มค่าทดแทนการขาดรายได้จาก 50 บาท เป็น 200 บาทต่อครั้ง
  • สงเคราะห์บุตร: ปรับเพิ่มจาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อคน
  • บำเหน็จชราภาพ: ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ทายาทได้รับประโยชน์ที่ครอบคลุมและเป็นธรรมมากขึ้น

ทำไมต้องยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ?

กลุ่มแรงงานนอกระบบถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย หรือผู้ให้บริการขนส่ง การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นางสาวตรีนุช เน้นย้ำว่า พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับพี่น้องแรงงานนอกระบบอย่างมาก ไม่เพียงแต่ต้องการให้พวกเขามีงานทำเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างหลักประกันชีวิตที่มั่นคง สามารถพึ่งพาได้ในยามเจ็บป่วยหรือยามชรา นโยบายนี้จึงเป็นการเติมเต็มความมั่นคงให้กับกลุ่มคนตัวเล็ก ๆ ที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ

นโยบายนี้จะช่วยให้แรงงานนอกระบบมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่จำเป็น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในระยะยาว

การเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เพราะเมื่อแรงงานนอกระบบมีความมั่นคง พวกเขาก็จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ

พรรคพลังประชารัฐมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายนี้ให้เป็นจริง เพื่อให้แรงงานนอกระบบทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

มาร่วมกันสนับสนุนนโยบายที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานนอกระบบ เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและมั่นคงสำหรับทุกคน

ที่มา – “ตรีนุช” ลั่นยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ เพิ่มสิทธิประโยชน์เพียบ

“ศิริกัญญา” ชู 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

“ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน ชู “สวัสดิการติดตัว-บัญชีแรงงาน” รับมือโลกงานยุคใหม่ ย้ำเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น  คุณภาพชีวิตของแรงงานต้องดีขึ้นด้วย

วันที่ 2 พ.ย. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจัดโดยกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา, มูลนิธิ ฟรีดริช เอแบร์ท ประเทศไทย, ไทยรัฐกรุ๊ป และพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย 

ในช่วงเช้ามีน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทน สส. จากพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของแรงงานและการปฏิรูประบบสวัสดิการเพื่อรองรับรูปแบบงานใหม่ โดยระบุว่า ทั้งแรงงาน นโยบาย และระบบราชการ ล้วนตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลกที่รวดเร็วไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบราชการ ที่อาจมีความล่าช้าและเชื่องช้าที่สุดในการปรับตัว น.ส.ศิริกัญญา เสนอว่า รัฐและผู้กำหนดนโยบายต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือให้แรงงานปรับตัว และไม่ควรปล่อยให้แรงงานต้องใช้ทรัพยากรส่วนตัวในการตัดสินใจปรับตัวด้วยตนเอง

แรงกดดันที่แรงงานไทยเผชิญ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีและการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้สร้างแรงกดดันหลัก 3 ประการต่อกำลังแรงงานไทย

1. อายุ (Age) ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้กำลังแรงงานมีแนวโน้มอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2. ทักษะ (Skills) ปัญหาด้านทักษะของแรงงานไทยเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมายาวนาน ข้อมูลล่าสุดพบว่า กำลังแรงงานไทย 40 ล้านคน มีถึง 60% (ประมาณ 24 ล้านคน) ที่จบการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งไม่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าในสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปได้

3. เทคโนโลยี (Technology Disruption) การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อทั้งแรงงานปกขาวและภาคการผลิต

ตปท.จ้างคนรุ่นเด็กลดลง

ขณะที่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่บางแห่งเริ่มกำหนด อายุสูงสุดในการรับพนักงานใหม่ที่ไม่ใช่ First Jobber เช่น ไม่รับผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี โดยพวกเขาต้องการคนที่เรียกว่า “AI Native” คือกลุ่มคนที่คุ้นเคยกับการใช้ Large Language Model   เช่นเดียวกับภาพในต่างประเทศ (AI Adopting Firm) มีงานสำรวจการจ้างงานในต่างประเทศพบว่า หลังจากการเปิดตัว GPT เวอร์ชั่น 3.5 ในเดือนธันวาคม 2565 บริษัทที่ใช้ AI มีการจ้างงานคนรุ่นเด็กลดลง แต่กลับมีการจ้างงาน คนรุ่นใหญ่/ผู้มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น เนื่องจาก AI สามารถทำแทนงานที่รุ่นเด็กทำได้ แต่ทักษะในการตัดสินใจ (Judgment) และประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

เสนอ 4 ด้านรับมือปัญหาแรงงาน

ในส่วนของแรงงานภาคการผลิต (Blue-collar) ภาคการผลิตเผชิญการถูกทดแทนด้วย เครื่องจักร ออโตเมชัน และหุ่นยนต์ มานานแล้ว อย่างไรก็ตาม แรงงานรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์จะมีความต้องการสูงขึ้น เพื่อทำหน้าที่ ควบคุมดูแลเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติ ในสายพานการผลิต แทนการดูแลแรงงานมนุษย์แบบดั้งเดิม  ตนจึงมีข้อเสนอแนะ 4 ด้าน ในการปรับโครงสร้างสวัสดิการและยกระดับทักษะ พร้อมขอนำเสนอแนวทางนโยบายเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการจ้างงาน (เช่น งานชั่วคราว สัญญาจ้างรายโครงการ หรือแรงงานแพลตฟอร์ม)

1. Portable Benefits (สวัสดิการติดตัวแรงงาน) 

สิทธิสวัสดิการต้องติดอยู่กับตัวแรงงาน ไม่ใช่ติดอยู่กับนายจ้าง การเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานไม่ควรทำให้สิทธิสวัสดิการหลุดหายไป หรือถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้การสมทบในรูปแบบอื่น เช่น จากมาตรา 33 ไปสู่มาตรา 39

2.Universal Labour Account (บัญชีแรงงานเชื่อมสิทธิและทักษะ) 

ปัจจุบัน แพลตฟอร์มฝึกอบรมและงบประมาณมีความกระจัดกระจาย สิ่งที่จำเป็นคือการจัดทำ ฐานข้อมูลกลาง (Central Database) ที่ระบุตัวตนและบันทึกประวัติทักษะและการอบรมของแรงงานทุกคน ฐานข้อมูลนี้จะสำคัญต่อการ Matching การจ้างงาน และควรเชื่อมต่อกับ แพลตฟอร์มการ Up/Reskill ที่มีแกนกลางหลัก (Core) เพียงหนึ่งเดียว เพื่อให้มีประสิทธิภาพ

3.Platform Co-Funding (รัฐ แรงงาน แพลตฟอร์มร่วมสมทบ) 

รูปแบบงานบนแพลตฟอร์มทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “นายจ้าง” และ “ตัวกลาง” เบลอไม่ชัดเจน ควรพิจารณาแนวทางจากต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้หรือสิงคโปร์ ที่ให้ แพลตฟอร์มจ่ายเงินสมทบส่วนหนึ่งเข้ากองทุน นอกจากนี้ อาจพิจารณาให้ คนจ้างตัวจริง (เช่น ลูกค้าที่ซื้ออาหารสำหรับไรเดอร์) มีส่วนร่วมสมทบเข้ากองทุนเพื่อรักษาสวัสดิการของแรงงานแพลตฟอร์ม

4. Wellbeing Beyond Income (ดูแลชีวิตมากกว่ารายได้) 

การกำหนดนโยบายต้องคิดไปไกลกว่าแค่เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องรวมถึงการให้ เงินชดเชย (Wage Replacement) ในช่วงที่แรงงานต้องหยุดงานเพื่อไปฝึกอบรมเพื่อแก้ปัญหาทั้งด้านทักษะและรายได้พร้อมกัน รวมถึงการกำหนด จำนวนชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ที่เหมาะสม เพื่อให้มีเวลาพักผ่อน และการดูแลสวัสดิการด้านสุขภาพจิต

สส.ศิริกัญญา ยังปิดท้ายด้วยการย้ำหลักการสำคัญที่ว่า “เราต้องยืนยันว่า คุณภาพชีวิตของแรงงานต้องดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ว่าแนวทางการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต สิทธิและสวัสดิการที่แรงงานต้องได้รับจะต้องดีขึ้นกว่าเดิม”

“ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

จากสถานการณ์ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส. จากพรรคประชาชน ได้เสนอ 4 แนวทางหลักในการ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน เพื่อช่วยให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ข้อเสนอเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่น การพัฒนาทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด และการแบ่งปันความรับผิดชอบระหว่างรัฐ นายจ้าง และแรงงาน

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน

ข้อเสนอ “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน นั้นครอบคลุมสวัสดิการติดตัวแรงงาน บัญชีแรงงานเชื่อมสิทธิและทักษะ แพลตฟอร์มร่วมสมทบ และการดูแลชีวิตมากกว่ารายได้ แนวทางเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

การสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นการลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย การที่แรงงานมีทักษะที่ทันสมัย สวัสดิการที่มั่นคง และโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกและสร้างความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

โดยรวมแล้ว “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน ถือเป็นแผนที่สำคัญที่ช่วยให้เรานำทางผ่านความท้าทายและคว้าโอกาสในโลกแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการสนับสนุนและพัฒนานโยบายเหล่านี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับแรงงานไทยทุกคน

ที่มา – “ศิริกัญญา” เสนอ 4 แนวทางรับมือเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน แนะใช้ “สวัสดิการติดตัว-บัญชีแรงงาน” เสริม

Scroll to top