สวีเดน

“สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ

“สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคประชาชน ได้จับมือกับคณะก้าวหน้า เข้าหารือกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อหาทางออกให้กับแรงงานไทยที่กำลังประสบวิกฤตจากการถูกปฏิเสธวีซ่าในการไปทำงานเก็บเบอร์รี่ที่กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย โดยเฉพาะฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของพี่น้องเกษตรกรไทยในช่วงนอกฤดูเพาะปลูก

จากการรายงานพบว่า สถานการณ์ในปีนี้ค่อนข้างวิกฤต เนื่องจากยอดการอนุมัติวีซ่าลดลงอย่างน่าตกใจ เหลือเพียงประมาณ 200 คนเท่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาลของแรงงานไทย การที่ “สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศปลายทางอีกครั้ง

สาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาในอนาคต

ปัญหาหลักที่ทำให้ “สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ เกิดจากความกังวลเรื่องการค้ามนุษย์ ปัญหาค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมในอดีต และความสับสนในสัญญาจ้าง ซึ่งทางกระทรวงแรงงานได้เตรียมมาตรการรับมือไว้หลายด้าน ดังนี้:

  • จัดทำสมุดพกแรงงาน: เพื่อรวบรวมหลักฐานและประวัติการทำงานที่โปร่งใส
  • ออกสัญญากลาง: สร้างมาตรฐานสัญญาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
  • ผลักดันระบบ G2G: ปรับรูปแบบการส่งแรงงานให้เป็นแบบรัฐต่อรัฐเพื่อลดขั้นตอนและความเสี่ยง

ทางรัฐมนตรีจุลพันธ์มีความมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปเจรจาด้วยตนเองที่ฟินแลนด์และสวีเดนในต้นเดือนหน้า เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของแรงงานไทย ในขณะที่นายสหัสวัตยังคงเน้นย้ำถึงการปฏิรูประบบบริษัทจัดหางานและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม

หากภาครัฐสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างสำเร็จ แรงงานไทยนับหมื่นคนจะกลับมามีโอกาสสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างที่ตั้งใจไว้หรือไม่

ที่มา – “สหัสวัต” ถก “จุลพันธ์” แก้ปัญหาวีซ่าแรงงานเก็บเบอร์รี่สแกนดิเนเวียถูกปฏิเสธ

Gripen E/F ทอ. ลำแรก เข้าสู่สายการผลิต SAAB แล้ว

Gripen E/F ทอ. ลำแรก เข้าสู่สายการผลิต SAAB แล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับกองทัพอากาศไทย เมื่อ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เดินทางไปยังสวีเดนเพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการจัดหาเครื่องบินรบรุ่นใหม่นี้ โครงการนี้ไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องบิน แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถทางอากาศของไทยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

Gripen E/F ทอ. ลำแรก เข้าสู่สายการผลิต SAAB แล้ว

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ผบ.ทอ. ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการร่วมไทย-สวีเดน ได้เข้าร่วมประชุมกับ Swedish Defence Materiel Administration (FMV) ที่กรุงสตอกโฮล์ม ร่วมหารือกับ Ms. Eva Hagwall รองผู้อำนวยการใหญ่ FMV เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือต่อเนื่อง โครงการนี้เริ่มต้นจากการลงนามสัญญาเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 มูลค่า 19,500 ล้านบาท สำหรับ Gripen E/F ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำ ภายใต้ชื่อ “บรูพาสันติ 1” (Peace Burapha 1) ร่วมกับ FMV และ SAAB

Gripen E/F ถือเป็นเครื่องบินรบขับไล่รุ่นล่าสุดจาก SAAB ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เรดาร์ AESA, ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย และความสามารถ supercruise ทำให้เหมาะสำหรับภารกิจหลากหลาย ทั้งป้องกันน่านฟ้า โจมตีภาคพื้นดิน และข่าวกรองทางอากาศ สำหรับไทย จะนำมาแทนที่ F-16 A/B ที่ประจำการมานานกว่า 30 ปี ที่กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา

ผบ.ทอ. ติดตามคืบหน้า Gripen E/F ทอ. ลำแรก เข้าสู่สายการผลิต SAAB แล้ว

ปัจจุบัน Gripen E/F ทอ. ลำแรก ได้เข้าสู่สายการผลิตที่โรงงาน SAAB เมืองลินเชอปิง เรียบร้อยแล้ว โดยโครงการระยะที่ 1 ใช้งบประมาณปี 2568-2572 คาดส่งมอบปี 2572 ส่วนระยะที่ 2 วางแผนงบ 2571 เพิ่มอีก 4 ลำ รวมทั้งโครงการ 12 ลำ หรือ 1 ฝูงบิน นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของไทยในการพัฒนากองทัพอากาศ

ทำไม Gripen E/F ถึงน่าสนใจ? นอกจากสมรรถนะสูงแล้ว ยังมีต้นทุนการบำรุงรักษาต่ำ ระบบโลจิสติกส์ดี และสามารถบินได้ไกลกว่า 4,000 กม. พร้อมอาวุธนำวิถีที่แม่นยำ เช่น Meteor และ IRIS-T ทำให้ไทยมีเครื่องบินรบที่เทียบชั้นเพื่อนบ้านได้

  • กำหนดการส่งมอบ: ระยะ 1 ปี 2572, ระยะ 2 ตามแผน
  • มูลค่าสัญญา: 19,500 ล้านบาท สำหรับ 4 ลำแรก
  • พันธมิตร: FMV และ SAAB สวีเดน
  • ประโยชน์: ทดแทน F-16, เสริมแกร่งน่านฟ้าไทย

นอกจากนี้ โครงการยังรวมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมนักบินและช่างไทยที่สวีเดน ซึ่งจะช่วยยกระดับบุคลากรของเราให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น ในยุคที่ภูมิภาคเอเชียตึงเครียด การมี Gripen E/F จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเอกราชและความมั่นคง

จากข้อมูลล่าสุด Gripen E/F ทอ. ลำแรก เข้าสู่สายการผลิต SAAB แล้ว ทำให้แฟนข่าวทหารตื่นเต้นมาก เราได้เห็นภาพความคืบหน้าจากการเยือนของผบ.ทอ. ที่แสดงถึงความโปร่งใสและการทำงานร่วมกันระหว่างไทย-สวีเดน

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่เพียงเสริมกำลังพล แต่ยังกระตุ้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไทยในอนาคต ไทยควรเร่งผลักดันล็อต 2 เพื่อให้ครบฝูงเร็วที่สุด คุณคิดอย่างไรกับ Gripen E/F? แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวดีนี้ด้วยนะ!

ที่มา – Gripen E/F ทอ. ลำแรก เข้าสู่สายการผลิต SAAB แล้ว ผบ.ทอ. บินสวีเดนติดตามคืบหน้า

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล สร้างความโกลาหลในเวทีการต่างประเทศอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลสวีเดนออกมายืนยันข่าวร้ายนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงสิทธิมนุษยชนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล: รายละเอียดเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 นางมาเรีย มาลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสวีเดน ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่ารัฐบาลอิหร่านได้ดำเนินการประหารชีวิตพลเมืองสวีเดนรายหนึ่งในวันพุธที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการจารกรรมข้อมูลเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลอิสราเอล

“กระบวนการทางกฎหมายที่นำไปสู่การประหารชีวิตนี้ไม่มีการรับรองทางกฎหมาย” รัฐมนตรีสเตเนอร์การ์ด กล่าวอย่างชัดเจน “สวีเดนจะประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในอิหร่านต่อไป”

ตัวตนของผู้เสียชีวิตและประวัติการจับกุม

แม้รัฐบาลสวีเดนจะไม่ได้เปิดเผยชื่อ แต่สื่อของรัฐบาลอิหร่านระบุชื่อชายคนนี้ว่า คุโรช เคย์วานี (Kourosh Keyvani) ซึ่งเป็นผู้ถือสองสัญชาติ สวีเดนและอิหร่าน เขาถูกจับกุมตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ในข้อหา “ให้ความร่วมมือด้านข่าวกรองและจารกรรมเพื่อเอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลอิสราเอล”

รัฐบาลสวีเดนได้พยายามแทรกแซงหลายครั้ง โดยหยิบยกกรณีนี้หารือกับอิหร่านในทุกระดับ ตั้งแต่การจับกุม โดยย้ำถึงความคาดหวังว่าพลเมืองสวีเดนต้องได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและไม่ถูกประหารชีวิต

  • เคย์วานีเป็นรายที่ 3 ในปี 2569 ที่อิหร่านประหารชีวิตในข้อหาจารกรรม
  • ข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (Iran Human Rights) ฐานในนอร์เวย์ ชี้ว่าปีที่ผ่านมา มีผู้ถูกประหารอย่างน้อย 13 รายในข้อหาคล้ายกัน
  • ปัจจุบัน ชาวอิหร่านหลายร้อยคนรอการประหาร รวมนักโทษการเมืองจำนวนมาก

เหตุการณ์ อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล นี้ สะท้อนถึงปัญหาโทษประหารชีวิตที่อิหร่านใช้อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐมนตรีสเตเนอร์การ์ดย้ำว่า “โทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่ไร้มนุษยธรรม โหดร้าย และไม่สามารถย้อนคืนได้ สวีเดนและสหภาพยุโรปประณามการใช้โทษนี้ในทุกกรณี”

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กรณีนี้ไม่เพียงกระทบความสัมพันธ์สวีเดน-อิหร่าน แต่ยังจุดชนวนความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกับอิสราเอลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รับประโยชน์จากข้อมูลจารกรรม สวีเดนเรียกร้องให้ชุมชนระหว่างประเทศกดดันอิหร่านให้หยุดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ ยังมีชาวต่างชาติอื่นๆ ที่ถูกจับในข้อหาคล้ายกันในอิหร่าน สร้างความกังวลให้พลเมืองต่างชาติที่อาศัยหรือเดินทางไปที่นั่น องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกกำลังจับตาการตอบโต้จากสหประชาชาติ

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของอิหร่าน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอนาคต

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

คุณคิดอย่างไรกับกรณี อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวสารสำคัญอื่นๆ

ที่มา – อิหร่านประหารชีวิต พลเมืองสวีเดน ข้อหาจารกรรมข้อมูล

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตันเรือเงารัสเซีย

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตันเรือเงารัสเซีย กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก หลังจากเจ้าหน้าที่สวีเดนบุกตรวจเรือบรรทุกน้ำมันที่แอบอ้างใช้ธงโคโมโรสเพื่อลอบขนส่งน้ำมัน

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตันเรือเงารัสเซีย

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ศาลเมือง Ystad ประเทศสวีเดน มีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม หลังจากอัยการตั้งข้อหาใช้เอกสารปลอมในการเดินเรือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากหน่วยยามฝชสวีเดนบุกขึ้นเรือ “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ความยาว 228 เมตร ขณะจอดลอยน้ำทางตอนใต้ของเมือง Trelleborg ในคืนวันที่ 12 มีนาคม

สิ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่สงสัยคือ เรือลำนี้ติดธงชาติโคโมโรส ประเทศหมู่เกาะในแอฟริกา แต่เมื่อตรวจสอบทะเบียนเรือของโคโมโรส ไม่พบชื่อเรือลำนี้เลย การแอบอ้างธงชาติถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศร้ายแรง นอกจากนี้ เอกสารที่กัปตันแสดงยังน่าสงสัยว่าเป็นของปลอมทั้งหมด และเรือนี้อยู่ใน blacklist ของสหภาพยุโรป (EU) ที่คว่ำบาตรฐานเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” (shadow fleet) ของรัสเซีย

เส้นทางและประวัติเรือ Sea Owl I

เรือลำนี้กำลังมุ่งหน้ไปยังท่าเรือ Primorsk ในทะเลบอลติก ริมชายฝั่งรัสเซีย หลังออกจากเมือง Santos ประเทศบราซิล โดยมีประวัติขนส่งน้ำมันระหว่างสองประเทศนี้มาอย่างต่อเนื่อง โฆษกอัยการสวีเดนยืนยันว่าจะควบคุมตัวกัปตันไว้สอบสวน 14 วัน ลูกเรือทั้ง 24 คน ประกอบด้วยชาวรัสเซีย 10 คน (รวมกัปตัน) และชาวอินโดนีเซีย 14 คน สถานทูตรัสเซียกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

กองเรือเงารัสเซียคืออะไร และทำไมถึงถูกจับตา

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตันเรือเงารัสเซียครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ หลังจากเมื่อ 6 มีนาคม หน่วยยามฝั่งยึดเรือ Caffa ที่ใช้ธงกินี ขนธัญพืชจากยูเครนไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กองเรือเงาของรัสเซียเกิดขึ้นหลังรัสเซียบุกรุกยูเครนปี 2022 ชาติตะวันตกโดยเฉพาะ EU และสหรัฐฯ ออกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย เพื่อตัดรายได้สงคราม

กองเรือเงานี้มีเรือเก่าแก่หลายร้อยลำ ใช้กลวิธีหลบเลี่ยงดังนี้:

  • เปลี่ยนธงชาติ: แอบอ้างธงประเทศที่ตรวจสอบหละหลวม เช่น โคโมโรส กินี
  • เอกสารปลอม: ปลอมทะเบียนเรือและประกันภัย
  • ปิด AIS: ระบบติดตามตำแหน่งเรือ เพื่อซ่อนเส้นทาง
  • Spoofing GPS: ปลอมพิกัดให้เรือดูเหมือนอยู่นอกน่านน้ำ
  • การขนถ่ายกลางทะเล: Ship-to-ship transfer เพื่อเปลี่ยนน้ำมัน

นอกจากสวีเดน ฝรั่งเศสก็จับเรือ Grinch ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเดือนมกราคม และ Boracay ในแอตแลนติกเดือนตุลาคมปีก่อน กองเรือนี้ยังถูกกล่าวหาว่าทำลายสายเคเบิลใต้ทะเลและปล่อยโดรนสอดแนม

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียและอนาคต

มาตรการคว่ำบาตรทำให้รัสเซียสูญเสียรายได้น้ำมันมหาศาล แต่กองเรือเงาช่วยให้ส่งออกได้เกือบปกติ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจากความเสี่ยงจับกุมและประกันราคาแพง เหตุการณ์ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตันเรือเงารัสเซีย แสดงให้เห็นว่าชาติตะวันตกเพิ่มความเข้มงวด ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมติดตามเรือเงาได้ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณว่ารัสเซียกำลังเจอทางตันในการเลี่ยงคว่ำบาตร หากการจับกุมเพิ่มขึ้น อาจกระทบ GDP รัสเซียหนัก หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและความขัดแย้งยูเครน ติดตามอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

นาทีช็อก! รมต.สวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียม (คลิป)

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ประเทศสวีเดน เมื่อรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ เอลิซาเบท แล็นน์ ประสบเหตุ นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังเข้ารับตำแหน่ง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างงานแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีอูล์ฟ คริสเตอร์ซอน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ โดยภาพจากวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นขณะที่นางแล็นน์ยืนอยู่ข้างโพเดียมพลาสติกใส ก่อนที่จะทรุดตัวลง ศีรษะของเธอชนเข้ากับมุมของโพเดียมก่อนที่จะกระแทกพื้นอย่างแรง สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

เอ็บบา บุช รองนายกรัฐมนตรีสวีเดน รีบวิ่งเข้ามาช่วยเหลือนางแล็นน์ โดยพลิกร่างของเธอให้นอนหงาย ขณะที่นักการเมืองและผู้สื่อข่าวจำนวนมากต่างเข้ามาให้ความช่วยเหลือ หลังจากนั้นเธอหมดสติไปชั่วครู่ การแถลงข่าวจึงถูกยกเลิกทันที

มีรายงานว่านางแล็นน์ถูกนำตัวออกจากห้องเพื่อพักฟื้น แต่ไม่นานก็กลับมาอีกครั้ง โดยอธิบายว่าอาการดังกล่าวเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเธอได้รับบาดเจ็บจากการล้มครั้งนี้หรือไม่ อาการ นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป) ทำให้หลายคนเป็นห่วง

ก่อนหน้านี้ นางแล็นน์เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาเมืองโกเธนเบิร์ก ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขแทนนางแอ็คโค แอนการ์เบิร์ก โยฮันส์สัน ซึ่งเพิ่งประกาศลาออกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ จุดประกายให้เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยของนักการเมือง และความสำคัญของการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล แม้ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียม

  • รัฐมนตรีสาธารณสุขสวีเดนล้มหมดสติกลางงานแถลงข่าว
  • ศีรษะกระแทกกับโพเดียม
  • เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • การแถลงข่าวถูกยกเลิก

เหตุการณ์ นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป) นี้สะท้อนให้เห็นถึงความกดดันที่นักการเมืองต้องเผชิญ และความสำคัญของการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ การทำงานภายใต้ความกดดันสูงอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้น การดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่นางแล็นน์กลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อหลังจากพักฟื้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคน รวมถึงนักการเมือง ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงมาตรการความปลอดภัยสำหรับการแถลงข่าวต่างๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและให้กำลังใจนางแล็นน์ให้มีสุขภาพแข็งแรงและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ต่อไป

ที่มา – นาทีช็อก! รมต.สาธารณสุขสวีเดนล้มหัวฟาดโพเดียมกลางงานแถลงข่าว (คลิป)

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย หลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกัมพูชา (CHRC) ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสวีเดน โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen E/F) ให้กับประเทศไทย โดยอ้างถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงในภูมิภาค

จดหมายดังกล่าวส่งถึงผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน โดยนายแก้ว รามี ประธาน CHRC ระบุว่าการขายเครื่องบินรบรุ่นดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และอาจถูกนำไปใช้ในการคุกคามอธิปไตยของกัมพูชาได้

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาเน้นย้ำถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย และแสดงความกังวลว่าการเพิ่มศักยภาพทางทหารให้กับประเทศไทยอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นและอาจเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในจดหมายยังอ้างถึงกรณีในอดีตที่เครื่องบินทหารของไทย ‘ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างน่าเศร้าแก่พลเรือนชาวกัมพูชา’ และเตือนว่าการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย อาจทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

CHRC เรียกร้องให้สวีเดนพิจารณาถึงพันธกรณีภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาเจนีวา ที่เรียกร้องให้รัฐต่างๆ หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่การรุกรานหรือบ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงชื่อเสียงของสวีเดนในด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน และชี้ให้เห็นว่า การขายอาวุธดังกล่าวอาจขัดแย้งกับหลักการดังกล่าว

ข้อเรียกร้องสำคัญจากกัมพูชา

  • คัดค้านการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้กับประเทศไทย
  • เรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนการขาย
  • สนับสนุนกลไกสันติวิธีเพื่อแก้ไขข้อพิพาทชายแดน

CHRC ย้ำว่าการ ‘งดเว้นการติดอาวุธให้แก่ผู้รุกรานไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของมโนธรรมด้วย’ และเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้าอาวุธ และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจทางการทหารและการค้าสามารถมีผลกระทบทางการเมืองและสังคมที่กว้างขวางได้

การพิจารณาถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในการตัดสินใจทางการทูตและการค้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้สวีเดนทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลากหลายมิติ

โดยรวมแล้ว ความเคลื่อนไหวนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในการตัดสินใจทางการทูตและการค้า กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคและความสำคัญของการรักษาสันติภาพผ่านกระบวนการทางการทูต

ที่มา – กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

“มาริษ” ถึงสวีเดน ซื้อ Grippen แจงเหตุไทย-กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงสวีเดนเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าไทยเพียงแค่ป้องกันตนเอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด

“มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ นางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F ของกองทัพอากาศ กับบริษัท Saab ว่า จะใช้โอกาสนี้พูดคุยทำความเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เพราะสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น จะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยใช้ในการแก้ปัญหากัมพูชาตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งเน้นการใช้การเจรจาสองฝ่ายหรือทวิภาคี หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และแสดงความต้องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยสันติและจริงใจ โดยเตรียมหลักฐานเพื่อนำมาชี้แจงให้รับฟังด้วย การที่เราถูกกัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทำให้เราต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อให้เขาสบายใจว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราสอดคล้องกับนโยบายด้านการต่างประเทศ เราเป็นประเทศที่รักสันติ เราทำทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

มาริษ เสงี่ยมพงษ์

ทั้งนี้ ตนมุ่งหน้าเดินสายเพื่อชี้แจงกับทุกประเทศว่า การใช้กำลังทางทหารของเราได้สัดส่วนกับความเป็นจริงและไม่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้าง หลักฐานทุกอย่างยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎบัตรของสหประชาชาติ

ไทยย้ำ! ใช้ Grippen ป้องกันตนเอง แจงเหตุไทย-กัมพูชา

“อาวุธที่เราใช้ ยืนยันได้ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธเพื่อโจมตีระยะไกล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือน รวมถึงการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ใช้ความเห็นสาธารณะ ชวนเชื่อทัศนคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยอมรับไม่ได้” นายมาริษกล่าว

การเยือนสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังกล่าวด้วยว่า หลังการเยือนสวีเดนแล้วตนจะเดินทางไปเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักไปชี้แจงให้กับประเทศกลุ่มสัญญาอนุภาคีให้เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาใช้ยุทธศาสตร์ของการใช้วัตถุระเบิดสังหารบุคคล ที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา อีกทั้งในโอกาสนี้จะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ของกัมพูชา รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ก็ได้ออกมาพูดชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก และไม่สนับสนุนให้มีการใช้สงครามข่าวสาร ในการต่อสู้โดยใช้พลเรือนเป็นตัวกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน โดยในโอกาสนี้ตนจะได้พบปะกับประธาน ICRC จะได้อธิบาย ทั้ง 2 ประการเหล่านี้ เพราะ ICRC เป็นองค์กรหลักที่ดูกฎหมายระหว่างประเทศ

จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ประชาคมโลกได้เข้าใจในความตั้งใจของรัฐบาลไทยว่าเราเป็นประเทศที่รักสันติ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติการทางทหารไม่ได้ถูกประเทศไหนตำหนิเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้เดินสายที่ทุกประเทศเข้าใจว่าการใช้มาตรการทางของเราเป็นการตอบโต้ตามสัดส่วนความเป็นจริง ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายล้างฝ่ายพลเรือน ดังนั้น สิ่งที่ตนเตรียมมาชี้แจงถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาคมโลกเข้าใจ ถึงแนวทางและท่าทีของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการทุกอย่างสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศกฎหมายระหว่างประเทศ.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี! เรื่องเหลือเชื่อที่ต้องรู้

เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นแล้ว! ที่สวีเดนกำลังดำเนินโครงการสวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง เพื่อหลีกทางให้กับโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าว แต่มันคือประวัติศาสตร์ที่กำลังถูกสร้างขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา

โบสถ์คริสต์เก่าแก่อายุกว่า 113 ปี ใจกลางเมืองคีรูนา ทางตอนเหนือสุดของสวีเดน กำลังจะถูกสวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลังไปยังที่ตั้งใหม่ ห่างออกไปกว่า 5 กิโลเมตร! สาเหตุหลักก็คือ พื้นที่เดิมมีความเสี่ยงต่อการทรุดตัวของดิน จากการทำเหมืองแร่เหล็กที่ดำเนินมายาวนานกว่าศตวรรษ และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายเหมืองแร่ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปนั่นเอง

สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี

โบสถ์ไม้สีแดงหลังใหญ่ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1912 ถูกยกขึ้นวางบนแท่นเลื่อนขนาดยักษ์ การเคลื่อนย้ายจะทำด้วยความเร็วสูงสุดเพียง 500 เมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น และคาดว่าจะใช้เวลารวมสองวันกว่าจะถึงศูนย์กลางเมืองใหม่

การย้ายโบสถ์ครั้งนี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโครงการย้ายเมืองคีรูนาทั้งเมือง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเส้นอาร์กติกเซอร์เคิลขึ้นไปทางเหนือ 145 กิโลเมตร เมืองเดิมกำลังเผชิญรอยแยกของพื้นดินที่จะกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนักในอนาคต

โครงการนี้มีการวางแผนมานานหลายปี โดยก่อนหน้านี้อาคารสำคัญหลายแห่งถูกย้ายหรือสร้างขึ้นใหม่ไปแล้ว เช่น กลุ่มบ้านไม้โบราณย่าน Hjalmar Lundbohmsgården รวมถึงหอระฆังจากศาลากลางเก่าที่ถูกเคลื่อนย้ายมาตั้งไว้ใกล้ศาลากลางแห่งใหม่เรียบร้อย

บริษัท LKAB ผู้ดำเนินการเหมืองแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของเมืองคีรูนา รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการย้ายสิ่งก่อสร้างต่างๆ ของเมือง ซึ่งประเมินไว้สูงกว่า 10,000 ล้านโครนาสวีเดน หรือราว 33,950 ล้านบาทเลยทีเดียว

ความท้าทายในการสวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี

โบสถ์คีรูนามีความสูง 35 เมตร กว้าง 40 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 672 ตัน เคยได้รับการโหวตให้เป็นอาคารที่สวยที่สุดของสวีเดนก่อนปี 1950 การย้ายทั้งหลังแทนการรื้อแยกเป็นชิ้น จึงถือเป็นความท้าทายเชิงวิศวกรรมที่หายาก โดยต้องใช้คานเหล็กเสริมและรถขนย้ายแบบพิเศษสุดๆ

สิ่งที่ซับซ้อนที่สุดคือการเตรียมเส้นทางขนย้าย ถนนถูกขยายกว้างถึง 24 เมตร พร้อมทั้งรื้อเสาไฟ สัญญาณจราจร และสะพานที่ถูกวางแผนรื้อถอนอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังต้องปกป้องสมบัติภายในโบสถ์ เช่น ภาพวาดแท่นบูชาของเจ้าชายยูจีน และออร์แกนที่มีไปป์กว่า 1,000 ท่อ ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกมาได้เลย

สำหรับชาวเมือง การย้ายโบสถ์ครั้งนี้มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าแค่งานวิศวกรรมที่น่าทึ่ง นางโซเฟีย ลาเกอร์เลิฟ มาอัตตา ที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมของเมือง กล่าวว่า “โบสถ์นี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและสถานที่รวมตัวของชุมชนมาหลายชั่วอายุคน การย้ายครั้งนี้จึงนำความทรงจำทั้งสุขและเศร้ากลับมา และเรากำลังย้ายความทรงจำเหล่านั้นไปสู่อนาคต”

เลนา เทอร์นเบิร์ก บาทหลวงผู้ดูแลโบสถ์คีรูนา กล่าวว่า “โบสถ์กำลังจะย้ายจากสถานที่ที่มันควรจะอยู่ แต่ทุกคนรู้ดีว่ามันจำเป็นต้องย้าย เราอาศัยอยู่ในชุมชนเหมืองแร่และเราต้องพึ่งพาเหมืองนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณที่เรากำลังย้ายโบสถ์ไปที่ศูนย์กลางเมืองใหม่ แต่ก็รู้สึกเศร้าที่เห็นมันย้ายออกจากพื้นดินที่มันถูกสร้างขึ้นเป็นโบสถ์”

พิธีเคลื่อนย้ายโบสถ์ครั้งประวัติศาสตร์ จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวหลายพันคน รวมถึงสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล กุสตาฟ แห่งสวีเดน ร่วมสังเกตการณ์ โดยสถานีโทรทัศน์สวีเดนจะถ่ายทอดสดตลอดการเดินทาง เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่รักษาอดีตให้คงอยู่ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์สามารถเคลื่อนย้ายไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงได้จริง

เรื่องราวของ สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์เอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สวีเดนเตรียมย้ายโบสถ์ 113 ปี ทั้งหลัง หลีกทางโครงการขยายเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

Scroll to top