สหรัฐภาษีไทย

พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ ดูแลผู้ประกอบการไทย

กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งมือเต็มที่ในการติดตามสถานการณ์การค้าสำคัญกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหลังจากที่มีคำวินิจฉัยจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายภาษีนำเข้า ล่าสุด พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ประกอบการไทยจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ในช่วงที่การค้าโลกมีความผันผวนสูง

พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยศาลสูงสุด

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีพัฒนาการล่าสุดจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่มีมติ 6 ต่อ 3 ยืนยันคำตัดสินชั้นต้นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนได้ เนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นของรัฐสภาสหรัฐฯ ตามรัฐธรรมนูญ

คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้มาตรการภาษีที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยในอัตรา 19% ภายใต้ IEEPA ถูกยกเลิก สร้างความหวังให้ผู้ส่งออกไทย แต่ก็ยังต้องจับตาท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไป เพราะอาจมีมาตรการทดแทนเข้ามา

รายละเอียดคำวินิจฉัยศาลสูงสุดสหรัฐฯ และผลกระทบเบื้องต้น

ศาลสูงสุดชี้แจงว่ากฎหมาย IEEPA ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการควบคุมธุรกรรมเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่รวมถึงการกำหนดภาษี ซึ่งต้องได้รับอนุญาตชัดเจนจากสภาคองเกรส นี่เป็นตัวอย่างของหลักการ checks and balances ในระบบประชาธิปไตยอเมริกันที่ป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต

สำหรับผู้ประกอบการที่เคยจ่ายภาษีไปแล้ว อาจมีสิทธิขอคืน แต่กระบวนการคาดว่าจะซับซ้อน เนื่องจากมียอดเงินมหาศาลและหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์จึงมอบหมายกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้ประเมินสถานการณ์รอบด้าน

มาตรการภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ ประกาศใช้แทน

เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงิน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่ม 10% ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งต่ำกว่าอัตราเดิม 19% ที่กำหนดไว้สำหรับไทย

ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมตัวรับมือ โดยภาษีที่ต้องจ่ายจะเป็นอัตราปกติ (MFN) + 10% + ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ หรือ AD/CVD หากสินค้านั้นถูกสอบสวน สินค้าที่มีผลกระทบ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค

  • มาตรา 122 Trade Act 1974: ภาษีสูงสุด 15% ไม่เกิน 150 วัน เพื่อแก้ดุลการชำระเงิน
  • มาตรา 232 Trade Expansion Act 1962: ภาษีด้านความมั่นคง เช่น เหล็ก 50%, อลูมิเนียม 50%, ยานยนต์ 25%
  • มาตรา 301 Trade Act 1974: ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม
  • มาตรา 338 Trade Act 1930: ต่อต้านการเลือกปฏิบัติทางการค้า

พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อคาดการณ์มาตรการอื่น ๆ ที่อาจตามมา กระทรวงจะให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ภาคธุรกิจและเจรจาลดผลกระทบ

กระทรวงพาณิชย์ดูแลผู้ประกอบการไทยอย่างไร

นอกจากติดตามสถานการณ์แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนบริหารความเสี่ยง เช่น ส่งเสริมกระจายตลาดส่งออกไปยังอาเซียน จีน และยุโรป รวมถึงให้คำปรึกษาผ่านสายด่วนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โทร. 0-2507-7555 ผู้ประกอบการสามารถสอบถามข้อมูลภาษี คำวินิจฉัย และกลยุทธ์ปรับตัวได้ทันที

ในมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยยกระดับคุณภาพสินค้าและหาตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว หากคุณเป็นผู้ส่งออก อย่ารอช้า ติดต่อกระทรวงพาณิชย์วันนี้เพื่อรับคำแนะนำเฉพาะบุคคล!

ที่มา – พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ ติดตามคำวินิจฉัยศาลสูงสุด ดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทย

ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68

“เอกนิติ” ถกทีมไทยแลนด์ เดินหน้าดีลการค้ากับสหรัฐฯ ต่อ ย้ำชัดแยกประเด็นการเมืองออกจากการเจรจาการค้า คงเป้าเดิมปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปีนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ว่า เมื่อเช้า (17 พ.ย.68) ได้มีการประชุมนอกรอบทีมไทยแลนด์ ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งขณะนี้ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การเจรจา ยืนยันจะยังคงเดินหน้าการเจรจาตามกรอบเดิม และยังมีเป้าหมายปิดการเจรจาให้ได้ภายในสิ้นปี 2568 ตามโรดแมปที่กำหนดไว้ นโยบายเดิมยังเดินหน้าต่อ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งความต่อเนื่องของกระบวนการเจรจาและหลักการที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ร่วมกัน คาดว่าประเด็นภาษีจะมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้

สำหรับประเด็นสำคัญที่ไทยยืนยันกับสหรัฐฯ คือ “การแยกเรื่องการเมืองออกจากประเด็นการค้าอย่างเด็ดขาด” โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้หารือเรื่องนี้กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งนายเอกนิติระบุว่า การพูดคุยของผู้นำทั้งสองประเทศถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะไม่เชื่อมโยงการเมืองกับการเจรจาการค้า

“ท่านนายกฯ ได้ย้ำกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า เรื่องการเมืองและเรื่องการค้าเป็นคนละเรื่องกัน และสหรัฐฯ ก็รับหลักการนี้อย่างชัดเจน” นายเอกนิติกล่าว

ในส่วนของเอกสารจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่ส่งมาก่อนหน้านี้นั้น น่าจะจัดทำขึ้นก่อนที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือ ดังนั้นฝ่ายไทยจึงรอให้ท่าทีจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกส่งต่ออย่างเป็นทางการมายัง USTR ในฝั่งของไทย เราจะเดินตามกรอบเดิมทุกอย่าง ไม่หยุด ไม่ชะลอ ขณะที่สหรัฐฯ เองก็น่าจะต้องกลับไปหารือภายในก่อนส่งสัญญาณตอบกลับอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

สำหรับการเตรียมแผนสำรอง นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยมุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศเป็นอันดับแรก เช่น การกระตุ้นการบริโภคภายในผ่านมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และ “เที่ยวดี มีคืน” รวมถึงการเร่งรัดการเบิกจ่าย ส่วนการขยายตลาดส่งออกใหม่ ไทยยังคงดำเนินการเจรจากับตลาดอาเซียน อินเดีย และจีน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การเดินหน้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 ถือเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ การเจรจาที่เป็นไปในทิศทางบวกกับสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และความตั้งใจที่จะขยายโอกาสทางการค้าร่วมกัน

ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68

การที่รัฐบาลไทยตั้งเป้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ การเจรจาที่แยกประเด็นทางการเมืองออกจากการค้า ถือเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการปิดดีลการค้า ไทย-สหรัฐฯ

การปิดดีลการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2568 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ การลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้มากขึ้น และส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแล้ว การปิดดีลการค้ายังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้า แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกันในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา การที่ ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ และต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบและมาตรฐานต่างๆ ของสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าได้อย่างราบรื่น

การสนับสนุนจากภาครัฐก็มีความสำคัญเช่นกัน รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พัฒนาเทคโนโลยี และอบรมบุคลากร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

การที่รัฐบาลไทยผลักดันให้เกิดข้อตกลง ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถได้รับประโยชน์สูงสุดจากการค้ากับสหรัฐอเมริกา

โดยรวมแล้ว การเดินหน้า ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย การวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – ไทยลุยปิดดีลการค้าสหรัฐฯ สิ้นปี 68 “เอกนิติ” ชี้ผู้นำสหรัฐฯ รับหลักการ “ไม่โยงการเมือง”

“วันวิชิต” ป้อง “อนุทิน” วางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ

“วันวิชิต” ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม ป้อง “นายกฯ อนุทิน” วางจุดยืนผู้นำประเทศ ปกป้องศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ รักษาผลประโยชน์ชาติ ย้ำ หลักฐานชัดเจนกัมพูชาละเมิดก่อน พร้อมแนะ “สหรัฐฯ” วางตัวเป็นกลาง

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความเห็นต่อการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า คำอธิบายทั้ง 11 ข้อ ที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อผู้นำสหรัฐฯ นั้น ครอบคลุมและมีน้ำหนักในฐานะผู้นำประเทศที่ต้องปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติอย่างที่สุด

ผศ.วันวิชิต ย้ำว่า หากนายกรัฐมนตรียอมลดท่าที ย่อมเสี่ยงต่อแรงกดดันมหาศาลจากสังคม เพราะประชาชนผู้รักชาติย่อมตั้งคำถามว่าเหตุใดไทยซึ่งเป็นฝ่ายเสียหายจึงต้องยอมถอยให้กับสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า “ถ้านายกรัฐมนตรีเลือกที่จะยอม ผมเชื่อว่าท่านอาจไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่าทำไมต้องยอม ทั้งที่เรามีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาละเมิดก่อน”

ก่อนกล่าวต่อไปว่า ไทยมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ยืนยันได้ว่ากัมพูชาละเมิดปฏิญญาก่อน ซึ่งเป็นต้นตอของความตึงเครียด จึงเป็นเหตุผลที่ไทยต้องแสดงจุดยืนเข้มแข็ง ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ควรวางตัวเป็นกลาง และรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน ผศ.วันวิชิต ยังระบุถึงการแสดงท่าทีเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศระงับข้อตกลง ไม่ได้เกิดจากความเกรี้ยวกราดโดยไร้เหตุผล แต่เป็นการทำให้ประชาคมโลกเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และเหตุใดไทยต้องยกระดับท่าทีให้เด็ดขาดเช่นนี้ “ไทยไม่ได้ต้องการสงคราม ไทยรักสงบ แต่ไม่เคยยอมให้ใครรังแกก่อน การยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่สนับสนุน”

นอกจากนี้ ยังชี้ว่าการที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่าไม่ได้กังวลหากสหรัฐฯ จะมีการใช้มาตรการภาษีและเครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจ หลังไทยระงับปฏิญญา ถือเป็นการวางจุดยืนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของไทย ซึ่งไม่เกินความคาดหมาย เพราะที่สุดต้องยืนยันในเกียรติของชาติสำคัญสูงสุด ทั้งนี้ รัฐบาลน่าจะมีการเตรียมการแล้วว่าจะทำอย่างไรหากถูกกดดันทางการค้าจริงๆ และสรุปในตอนท้ายว่า ความชัดเจนในจุดยืนเช่นนี้ คือสิ่งที่ผู้นำพึงกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก.

“วันวิชิต” ป้อง “อนุทิน” วางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ต่อกรณีดังกล่าว ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาให้ความเห็นสนับสนุนการกระทำของนายกรัฐมนตรี โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วในฐานะผู้นำประเทศ

ทำไมนายกฯ อนุทินต้องวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ?

ผศ.วันวิชิต ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่นายกรัฐมนตรีต้องวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ โดยอธิบายว่า หากนายกรัฐมนตรียอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันจากต่างชาติ อาจนำมาซึ่งคำถามและความไม่พอใจจากประชาชนชาวไทยที่รักชาติ พร้อมทั้งกล่าวว่าไทยมีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน ดังนั้นการที่ไทยแสดงท่าทีแข็งกร้าวจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

นอกจากนี้ ผศ.วันวิชิต ยังได้กล่าวถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกาในสถานการณ์นี้ โดยเสนอแนะให้สหรัฐฯ วางตัวเป็นกลางและรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง การวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำประเทศพึงกระทำ

การแสดงท่าทีที่เด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีในการระงับข้อตกลงต่างๆ นั้น ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และเหตุใดไทยจึงต้องยกระดับท่าทีให้แข็งกร้าวเช่นนี้ ไทยต้องการแสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะรักสงบ แต่ก็จะไม่ยอมให้ใครมารังแกอย่างแน่นอน

การที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่าไม่ได้กังวลต่อมาตรการทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากสหรัฐฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติอย่างแท้จริง แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจก็ตาม รัฐบาลน่าจะมีการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้ว

การที่ผู้นำประเทศแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ถือเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่อง การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกว่าประเทศไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับอำนาจใดๆ ที่จะมาคุกคามอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติของนายกรัฐมนตรีอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้นำประเทศนั้น ต้องมีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายและความยากลำบากเพียงใดก็ตาม

ที่มา – “วันวิชิต” ป้อง “อนุทิน” วางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ แนะสหรัฐฯ วางตัวเป็นกลาง

รัฐบาลยันผู้นำเข้าใจ! ถกแผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ 17 พ.ย.

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาล ยัน ผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ ย้ำชัดเจรจาภาษียังเดินหน้าต่อ จี้กัมพูชาขอโทษคนไทย เผย 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ปัญหาชายแดนและรับมือกับภาษีสหรัฐฯ

เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังมีกระแสข่าวผู้นำสหรัฐอเมริกาสั่งชะลอการเจรจาภาษีกับไทย ว่า สหรัฐฯ และมาเลเซีย ในฐานะผู้สังเกตการณ์และสักขีพยานในการลงนามปฏิญญานำไปสู่สันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังมีความไม่สบายใจ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จึงมีหนังสือถึงไทยเพื่อขอให้ระงับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ เอาไว้ก่อนจนกว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะดีขึ้น

นายสิริพงศ์ ระบุต่อไปว่า นายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้นำสหรัฐฯ แล้ว โดยฝ่ายไทยให้เหตุผลว่าผู้ที่ทำผิดไม่ใช่ไทย แต่เป็นกัมพูชาที่มีพฤติกรรมละเมิดปฏิญญา, วางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขในการสร้างสันติภาพ เรื่องนี้ฝ่ายไทยยอมไม่ได้ ยืนยันว่าจะขอเดินตามแนวทางสันติวิธี แต่จะเดินหน้าต่อไปได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจ เช่น หาคนออกมายอมรับผิด ขอโทษญาติผู้ได้รับบาดเจ็บและคนไทยอย่างจริงใจ รวมถึงมีมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีก รวมทั้งยังต้องให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ได้ฟังเหตุผลจากนายกรัฐมนตรีแล้วก็เข้าใจ ขณะเดียวกัน ผู้นำของมาเลเซียได้พูดคุยกับผู้นำสหรัฐฯแล้ว ก็ยืนยันถึงความเข้าใจนี้ด้วยเช่นกัน โดยยืนยันว่าในส่วนของภาษีจะมีการเดินหน้าเจรจากันต่อไป แยกออกจากเรื่องการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

โฆษกรัฐบาล เผยอีกว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องการเดินหน้าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของไทย รวมถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก หากแต่เวลาที่เกิดสถานการณ์ขึ้น ต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งนายกรัฐมนตรีพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด แต่บางเหตุการณ์เกิดขึ้นทันทีทันใด และจนถึงตอนนี้ ก็ได้เห็นภาพของผู้นำในการเดินหน้าแก้ปัญหาของฝั่งไทย

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ในลักษณะท้าทายสหรัฐฯ จะเกิดผลเสียหรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า ความเห็นของผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย ก็ชัดเจนแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่สาระสำคัญ ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมักจะตอบคำถาม ตามคำถามของนักข่าว วันนั้นถูกถามว่าหากมีการใช้ภาษีสหรัฐฯ มากดดันจะทำอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปว่า ต้องแยกกันระหว่างเรื่องภาษีกับเรื่องชายแดน เมื่อถามอีกว่าหากสหรัฐฯ ไม่ซื้อของจากไทย นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วตามเหตุผลว่าก็ต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งตรงกับที่กระทรวงพาณิชย์ออกมายืนยันว่าการค้าขายกับสหรัฐฯ มีความจำเป็น และในขณะเดียวกันก็ต้องมีการหาทางเลือกอื่นเพิ่มเติมด้วยเพื่อขยายตลาดส่งออก

ทางด้านคำถามว่ามีกรอบระยะเวลากัมพูชาขอโทษคนไทยหรือไม่ นายสิริพงศ์ ตอบว่า “ไม่มีกำหนดครับ ทุกเรื่องดำเนินการไปจนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไทย รวมถึงเงื่อนไขของไทยก็ไม่ได้มีกำหนดเวลาเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (17 พฤศจิกายน) เวลา 14.00 น. กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะนำเสนอแผนในการดำเนินการเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ราว 6 แผนงาน ซึ่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างจากการดำเนินการไปแล้วในหลายเรื่อง รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีสหรัฐฯ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ไทยจะมีการตอบโต้ข่าวปลอมจากกัมพูชาอย่างไร นายสิริพงศ์ ย้ำว่า ไทยมีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริง หากกัมพูชานำเสนอข่าวที่เป็นเท็จ ไทยก็มีหน้าที่สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น ไม่รู้ว่ากัมพูชาจะปล่อยข่าวปลอมอะไรออกมาอีกและไม่รู้ว่าจะป้องกันข่าวปลอมเหล่านี้ได้อย่างไร แต่สิ่งที่ทำได้คือต้องโต้ตอบให้เร็วที่สุด โดยกระทรวงการต่างประเทศกำลังเดินหน้าทำความเข้าใจกับนานาประเทศ ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนก็รับทราบเรื่องราวเหล่านี้แล้ว แม้แต่คณะผู้สังเกตการณ์ก็ออกมายืนยันชัดเจนว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ เช่นเดียวกับสำนักข่าวมาเลเซียที่ให้ข้อมูลผิดพลาดก็ออกมาขอโทษแล้ว ถือว่าไทยทำงานได้อย่างรวดเร็ว และหวังว่าจากนี้สื่ออื่นๆ ก็จะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน.

รัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ

ทำไมต้องถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ 17 พ.ย.?

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งหาทางออกและสร้างความเข้าใจกับนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และมาเลเซีย การหารือในวันที่ 17 พฤศจิกายนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการแก้ไขปัญหาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

การที่ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเจรจาต่างๆ และการเดินหน้าแก้ไขปัญหาชายแดน การที่รัฐบาลไทยแสดงความชัดเจนในจุดยืนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ คือสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง

การประชุมวันที่ 17 พ.ย. เพื่อถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ รวมไปถึงการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศ การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหา จะนำไปสู่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องมีการหารือถึง 6 แผนงาน? เพราะสถานการณ์มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การมีแผนงานที่หลากหลายจะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสมที่สุด

ติดตามข่าวสารและผลการประชุมรัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและร่วมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐฯ ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรักษาผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนของไทยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น การขอโทษจากกัมพูชาและการให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

มาร่วมติดตามและให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปด้วยกัน เพื่อสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็งและมั่นคง

การที่รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของชาติ การสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้

ที่มา – รัฐบาลยันผู้นำสหรัฐฯ-มาเลเซียเข้าใจสถานการณ์ 17 พ.ย. ถก 6 แผนแก้ชายแดน-ภาษีสหรัฐฯ

“ศุภจี” ย้ำ! ไทยเดินหน้า เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

รมว.พาณิชย์ เผย ไทยพร้อมเดินหน้า เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม หลังผู้นำสองประเทศหารือเชิงบวก เชื่อมั่นทั้งสองฝ่าย มุ่งหวังให้การเจรจาสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เพื่อเสริมเสถียรภาพการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่า รัฐบาลไทยพร้อมเดินหน้าการดำเนินงานต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ เช่นเดียวกับรัฐบาลทุกประเทศ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ก็ตระหนักถึงความสำคัญของการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม ซึ่งมีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่นกัน จึงได้เดินหน้าดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถเร่งสรุปผลการเจรจาได้ตามกรอบเวลาเดิม

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งรัดการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาให้บรรลุผลโดยเร็ว พร้อมเดินหน้ามาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเอกชนไทย และเร่งแก้ไขปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีหรือการส่งผ่านสินค้า (transshipment) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลและภาคเอกชนของสหรัฐฯ ว่าไทยดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ไทยเชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งหวังให้การเจรจาสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพให้กับการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศให้สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ผนวกกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะช่วยเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น

ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าหลักของไทย และรัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความสมดุล ความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ที่ดี พร้อมเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยการขยายตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ผ่านกลยุทธ์เชิงรุกทั้งการเปิดตลาด การจับคู่ธุรกิจ และการส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้ประโยชน์สูงสุดจากผลการเจรจา

ท้ายที่สุด รัฐบาลไทยและกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าผลักดันการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของภาคการส่งออกของไทย การขยายตลาดใหม่ และการยกระดับศักยภาพสินค้าไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

“ศุภจี” ยืนยัน ไทยเดินหน้า พร้อมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม

ทำไมการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญ?

การที่ไทยเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การเจรจาที่ประสบความสำเร็จจะนำมาซึ่งโอกาสมากมายสำหรับผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาดส่งออก สร้างงาน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเจรจาการค้าก็มีความท้าทายเช่นกัน แต่ด้วยความตั้งใจจริงและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถหาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ และจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมตัว

  • ศึกษาข้อมูลและกฎระเบียบทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างละเอียด
  • พัฒนายกระดับคุณภาพสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานสากล
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าในสหรัฐฯ

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  • การเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ที่มีขนาดใหญ่
  • การลดอุปสรรคทางการค้า
  • การดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐฯ
  • การสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่

ที่มา – “ศุภจี” ยืนยัน ไทยเดินหน้า พร้อมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ให้ลุล่วงตามกรอบเวลาเดิม

โฆษกรัฐบาลปัด สหรัฐฯ ไม่พอใจนายกฯ กระทบเจรจาภาษี

“สิริพงศ์” ยัน สหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี ไม่เกี่ยวกับปมไม่พอใจนายกฯให้สัมภาษณ์ คุย “ทรัมป์” เรื่องนี้แล้ว มีท่าทีที่เข้าใจ โต้ “ทูตรัศม์” เป็นฝั่งตรงกันข้ามจะพูดอะไรก็ได้ แต่รัฐบาลขอแจงตามข้อเท็จจริง ไม่ได้พูดตามทัศนคติทางการเมือง

วันที่ 15 พ.ย. 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐออนไลน์ ถึงกรณี ที่สหรัฐฯ ขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย – สหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว และจะกลับมาเจรจาความตกลงดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่า จะปฏิบัติตาม Joint Declaration (ปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะพูดคุยทางโทรศัพท์กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้น นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า นายกฯ ทราบเรื่องนี้ และได้หารือกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และได้อธิบายเรื่องราวให้เข้าใจแล้ว และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกายืนยันว่าไม่ต้องการแทรกแซงใคร ซึ่งหลังพูดคุยกัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็มีท่าทีที่เข้าใจ พร้อมย้ำว่าทางทีมเจรจาภาษียังเดินหน้าต่อไป

“คือมันมีหนังสือมา แต่หนังสือนั้นท่านนายกฯ ได้แก้ไขไปแล้ว โดยการเจรจากับทรัมป์” นายสิริพงศ์ กล่าวย้ำ

เมื่อถามว่าทางสหรัฐฯ ไม่ได้โกรธหรือไม่พอใจต่อท่าทีของนายกฯ ที่ให้สัมภาษณ์เรื่องสันติภาพไทย-กัมพูชาจบแล้ว และขอฉีกปฏิญญา 4 ข้อใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ ยืนยันว่า ไม่มี และไม่เกี่ยวกับการที่นายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ เพราะการให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ไม่ใช่การพูดคุยบนโต๊ะ และไม่ใช่การแถลงข่าวจากฝั่งรัฐบาล ที่เป็น official announcement

เมื่อถามถึงกรณีที่  นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแสดงความเห็นว่านายกฯ กล่าวในเชิงท้าทายสหรัฐฯ จนนำไปสู่การระงับการเจรจา นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นฝั่งตรงกันข้ามจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่ตนเองพูดตามข้อเท็จจริง ไม่ได้พูดตามทัศนคติ

นายสิริพงศ์ ยังย้ำว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ต่อ โดยเมื่อสักครู่ตนเองก็เพิ่งวางสายกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ยังย้ำว่ายังเดินหน้าพูดคุยกันอยู่ และไม่ได้ติดขัดอะไร

“คือผมก็งงว่า เวลาไปพาดหัว ทำไมไปพาดหัวแค่ระงับ เพราะมีการอธิบายความต่อข้างล่าง ว่าเขามีจดหมาย กต.ก็ผิดหวังกับท่าทีเขา แต่ท่านนายกฯ กับ ทรัมป์ ก็ได้ไปคุยกันแล้ว ซึ่งผลมันก็ออกมาดี แต่กลายเป็นว่าไปเล่นการเมืองกันหมดเลย คือของทูตรัศม์ เขาอาจจะเป็นทูตมาก่อน แต่มันปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ทูตรัศม์พูดมันเป็นทัศนคติทางการเมืองมากกว่า” นายสิริพงศ์ กล่าว

โฆษกรัฐบาลปัด สหรัฐฯ ไม่พอใจนายกฯ กระทบเจรจาภาษี

จากกรณีที่สหรัฐฯ ได้มีการระงับการเจรจาทางการค้ากับประเทศไทยชั่วคราว ได้มีการตีความและวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงสาเหตุที่แท้จริงของการระงับดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่าท่าทีของนายกรัฐมนตรีต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่พอใจจนส่งผลกระทบต่อการเจรจาภาษี

โฆษกรัฐบาลยืนยัน สหรัฐฯ ไม่พอใจนายกฯ ไม่กระทบเจรจาภาษี

ล่าสุด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อคลายข้อสงสัยและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น โดยยืนยันว่าการระงับการเจรจาภาษีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับความไม่พอใจของสหรัฐฯ ต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรี

นายสิริพงศ์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว และประธานาธิบดีทรัมป์เองก็เข้าใจสถานการณ์และไม่ได้ต้องการที่จะแทรกแซงกิจการภายในของไทย นอกจากนี้ ทีมเจรจาภาษีของไทยยังคงเดินหน้าทำงานต่อไปโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ

โฆษกรัฐบาลยังได้ตอบโต้ข้อคิดเห็นของนายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ที่มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีที่ค่อนข้างท้าทายต่อสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุของการระงับการเจรจา โดยนายสิริพงศ์กล่าวว่า ความเห็นของนายรัศม์เป็นเพียงทัศนคติทางการเมืองมากกว่าข้อเท็จจริง

ถึงแม้ว่าการเจรจาภาษีระหว่างไทยและสหรัฐฯ จะมีการหยุดชะงักลงชั่วคราว แต่รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ต่อไป การที่โฆษกรัฐบาลออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบันถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความสับสนและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในสังคม

ทั้งนี้ การเจรจาทางการค้าระหว่างประเทศมักมีความซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์และทำความเข้าใจข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่จะสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจากภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนและป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งได้ การที่รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ปัดสหรัฐฯ ไม่พอใจท่าทีนายกฯ จนกระทบวงเจรจาภาษี ยันไม่เกี่ยวกัน

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ปมเจรจาการค้า

“ทูตรัศม์” ฉะ นายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสแต่ทำประเทศเสียหาย ถามจะรับผิดชอบความเสียหายนี้อย่างไร

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาแสดงความเห็นวิจารณ์อย่างรุนแรงต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา จนนำไปสู่การระงับการเจรจา กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ซึ่งกรณีดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยนายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศฯ ที่ระบุว่ารองผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ แจ้งขอระงับการเจรจาชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขให้ฝ่ายไทยกลับไปให้คำมั่นที่จะร่วมมือตาม Joint Declaration อีกครั้ง

นายรัศม์ชี้ว่า ไม่ทันขาดคำนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ได้จัดให้ที่บัดนี้ผลเสียได้เกิดขึ้นจริงแล้ว จึงอยากถามถึงความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องไปพูดจาท้าทายสหรัฐฯ มีประโยชน์ใดที่ต้องพูดเช่นนั้น ซึ่งคำพูดดังกล่าวเป็นเพียงการมุ่ง “เอาใจกระแสสังคมบางส่วน” โดยไม่สนใจผลกระทบต่อประเทศชาติโดยรวม ซึ่งแสดงถึง ความไม่รู้ ไม่เข้าใจบริบททางด้านการต่างประเทศ และนำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศ พร้อมทิ้งท้ายว่ายังไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบต่อความเสียหายนี้อย่างไร.

“ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

จากกรณีที่นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนายกรัฐมนตรีที่อาจนำไปสู่การระงับการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักการทูตและนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ผลเสียทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ การระงับการเจรจาการค้า ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยอีกด้วย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ:

  • การลดลงของปริมาณการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกา
  • ความเสียหายต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออก
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียดขึ้น

ทำไมนายรัศม์ถึงออกมา “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ?

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐอเมริกานั้น เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ นายรัศม์ยังตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝงอยู่ โดยมุ่งหวังที่จะเรียกคะแนนนิยมจากกลุ่มผู้สนับสนุนบางกลุ่ม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติโดยรวม การกระทำเช่นนี้จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ข้อเสนอแนะและทางออกสำหรับประเทศไทย:

  • รัฐบาลควรทบทวนท่าทีและแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
  • ควรให้ความสำคัญกับการเจรจาและการประนีประนอมเพื่อแก้ไขปัญหา
  • ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
  • ควรเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีประสบการณ์

การที่ “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้ายนี้ เราทุกคนควรตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน การแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ทูตรัศม์” ฉะนายกฯ ท้าทายสหรัฐฯ จนโดนระงับการเจรจาการค้า ชี้พูดเอาใจกระแสทำประเทศเสียหาย

รัฐบาลยันเดินหน้าเจรจาภาษี แม้สหรัฐฯ ระงับ

โฆษกรัฐบาล ยอมรับสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี เกิดก่อนนายกฯ คุยกับ “ทรัมป์” ย้ำ ไทยแยกประเด็นการเจรจาความมั่นคง และประเด็นทางการค้า ออกจากกัน ยืนยัน “กัมพูชา” เป็นฝ่ายละเมิดก่อน แจงยังเดินหน้าเจรจาภาษีต่อไป

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.30 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงพัฒนาการล่าสุดในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และประเด็นอื่นที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานต่อรัฐบาล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ผลจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อค่ำวานนี้ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับฟังด้วย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สอบถามสถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดน นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้อัปเดตข้อมูลและย้ำว่าทั้งสองประเทศต้องปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเพื่อก้าวสู่สันติภาพ พร้อมแสดงความเสียใจที่กัมพูชาฝ่าฝืนข้อตกลงก่อน โดยเฉพาะเรื่องการติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันให้เก็บกู้และงดการติดตั้งเพิ่มเติม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองและยืนยันว่าพบการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ส่งผลให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนตามปกติได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นสูญเสียขา พร้อมทั้งฝ่ายไทยยังได้เชิญคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่เมื่อวานนี้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง สำหรับคำถามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับความคาดหวังของไทย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าไทยยึดมั่นในสันติภาพ แต่กัมพูชาต้องยอมรับข้อเท็จจริง แสดงความรับผิดชอบ และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกัมพูชาต้องเปิดพื้นที่ 13 จุดตามที่เคยหารือกัน เพื่อให้ไทยเข้าดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับฟังด้วยความเข้าใจ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ และมาเลเซียพร้อมสนับสนุนเพื่อให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อ แต่ไม่ประสงค์แทรกแซงกลไกทวิภาคีระหว่างไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นจุดยืนสำคัญของไทย

ส่วนการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรี และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังการสนทนากับผู้นำสหรัฐฯ เพื่อประสานและแบ่งปันข้อมูลที่ได้หารือ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความเข้าใจและพร้อมสนับสนุนในฐานะประธานอาเซียน โดยคำนึงถึงข้อเสนอของไทยที่ระบุว่า “การเก็บกู้ทุ่นระเบิด” คือหัวใจสำคัญของข้อตกลงตามปฏิญญาร่วม ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซียต่างรับทราบจุดยืนนี้ของไทยแล้ว

สำหรับประเด็นสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ขอ “ระงับชั่วคราว” การเจรจากรอบความตกลงภาษีต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ โดยจะกลับมาหารือได้อีกครั้งเมื่อไทยให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตาม Joint Declaration อย่างเคร่งครัด

ในประเด็นนี้ รัฐบาลไทยมีความผิดหวังต่อท่าทีดังกล่าว เพราะประเทศไทยยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเด็นด้านความมั่นคงกับกัมพูชาเป็นเรื่องทวิภาคีที่ต้องพิจารณาแยกจากเรื่องการค้า ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมไทย–สหรัฐฯ ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ เองยังได้ย้ำในการหารือกับนายกรัฐมนตรีว่า “สหรัฐฯ ไม่ประสงค์แทรกแซงปัญหาไทย–กัมพูชา” ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

รัฐบาลยินดีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับฟังด้วยความเข้าใจ และหวังว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ในประเด็นการค้าและภาษี สามารถหารือและเจรจาต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อกรอบความร่วมมือสำคัญในด้านอื่นๆ ที่ทั้งสองประเทศมีมาอย่างแน่นแฟ้นและยาวนาน

“รัฐบาลขอย้ำว่าประเทศไทยจะยืนหยัดบนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญพร้อมทั้งรักษาจุดยืนด้านความมั่นคงและอธิปไตยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไทยยังพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในประเด็นความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อไป”

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้ชี้แจงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า สหรัฐฯ ขอชะลอการเจรจาเรื่องภาษีว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะได้คุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่วนแนวทางในเรื่องนี้ ขอยืนยันว่า ในเรื่องการเจรจาภาษี จะยังมีการเดินหน้าเจรจาภาษีต่อไป แยกออกจากเรื่อง ชายแดน

รัฐบาล ยอมรับสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี เกิดก่อนนายกฯ คุยกับ “ทรัมป์” ย้ำยังเดินหน้าเจรจาภาษีต่อ

ทำไมสหรัฐฯ ถึงระงับการเจรจาภาษี?

จากข้อมูลที่ได้รับ สหรัฐฯ ได้ขอระงับการเจรจาความตกลงภาษีต่างตอบแทนกับไทยชั่วคราว โดยอ้างอิงถึงการที่ไทยต้องปฏิบัติตาม Joint Declaration อย่างเคร่งครัด ซึ่งรัฐบาลไทยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีดังกล่าว โดยยืนยันว่าประเด็นด้านความมั่นคงกับกัมพูชาควรแยกจากเรื่องการค้าที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าเจรจาภาษีต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าการเจรจาด้านการค้าและภาษีสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่มีอยู่ระหว่างไทยและสหรัฐฯ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่ต้องคำนึงถึงทั้งความมั่นคงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไทยจึงต้องดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศในทุกด้าน

แม้ว่าสหรัฐฯ จะระงับการเจรจาภาษี แต่รัฐบาลไทยยังคงยืนยันที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ และพร้อมที่จะร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ สหรัฐฯ จะกลับมาเจรจาภาษีกับไทยอีกครั้งเมื่อใด และเงื่อนไขในการกลับมาเจรจาจะเป็นอย่างไร รัฐบาลไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

การที่รัฐบาลไทยยืนยันที่จะเดินหน้าเจรจาภาษีต่อไป แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหรัฐฯ

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความจำเป็นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างรอบคอบและมีวิสัยทัศน์

ที่มา – รัฐบาล ยอมรับสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี เกิดก่อนนายกฯ คุยกับ “ทรัมป์” ย้ำยังเดินหน้าเจรจาภาษีต่อ

Scroll to top