สหรัฐอเมริกา

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองโลก ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เพื่อแสดงจุดยืนอันแข็งกร้าวต่อพันธมิตร NATO และชาติพันธมิตรในเอเชีย ที่ปฏิเสธที่จะส่งเรือรบมาช่วยคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยทรัมป์ระบุชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งสิ้น เพราะเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ข้อความของเขายังจวก NATO ว่าปฏิบัติการแบบถนนวันเวย์ สหรัฐฯ ต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อปกป้องพวกเขา แต่พอถึงเวลาจำเป็นกลับไม่ยอมช่วยเหลือ

ทรัมป์เน้นย้ำถึงความสำเร็จทางทหารของสหรัฐฯ ที่ทำลายกองทัพอิหร่านจนย่อยยับ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ กองทัพอากาศ ระบบต่อสู้อากาศยาน และผู้นำระดับสูงที่หายไปหมดสิ้น ทำให้ไม่มีภัยคุกคามอีกต่อไป นอกจากนี้ เขายังพาดพิงถึงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ที่ไม่เข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน

เนื้อหาโพสต์ของทรัมป์แบบละเอียด

  • NATO ปฏิเสธช่วยเหลือ: พันธมิตรส่วนใหญ่แจ้งว่าไม่เข้าร่วมปฏิบัติการต่ออิหร่าน แม้จะเห็นด้วยกับนโยบายป้องกันอาวุธนิวเคลียร์
  • วิจารณ์ NATO ถนนวันเวย์: สหรัฐฯ จ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ไม่ได้รับการตอบแทน
  • ความสำเร็จทางทหาร: กองทัพอิหร่านถูกทำลายหมดจด ไม่เหลือภัยคุกคาม
  • ไม่ต้องการความช่วยเหลือ: สหรัฐฯ แข็งแกร่งพอ ไม่ต้องพึ่งพา NATO หรือพันธมิตรเอเชีย

บริบทและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การโพสต์ครั้งนี้สะท้อนถึงสไตล์ของทรัมป์ที่ตรงไปตรงมาและเน้น ‘อเมริกาฟื้น伟大’ ซึ่งเคยเป็นสโลแกนหาเสียงของเขา ในอดีต ทรัมป์เคยกดดัน NATO ให้เพิ่มงบประมาณกลาโหน และครั้งนี้ก็ย้ำจุดเดิมอีกครั้ง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันโลก หากเกิดความขัดแย้ง จะกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหนัก

ด้านอิหร่านถูกกล่าวหาว่าพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันออกกลางอย่างอิสราเอลคัดค้านอย่างหนัก การที่ NATO ไม่เข้าร่วม อาจมาจากความกังวลเรื่องการยกระดับความขัดแย้ง หรือปัญหาภายในของยุโรปเอง เช่น สงครามยูเครนที่ยังค้างคา

สำหรับพันธมิตรเอเชียอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ พวกเขามีผลประโยชน์ในตะวันออกกลางเพราะพึ่งพาน้ำมัน แต่เลือกที่จะไม่ส่งกำลังทหาร อาจเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งโดยตรง

ท่าทีของทรัมป์ครั้งนี้จะส่งผลต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-นาโตอย่างไร? นักวิเคราะห์มองว่าอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างพันธมิตรใหม่ สหรัฐฯ อาจลดการสนับสนุนยุโรป และหันไปโฟกัสเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้น โดยเฉพาะจีนที่เป็นภัยคุกคามใหญ่

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนยันอำนาจของสหรัฐฯ แบบนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ผู้นำเข้มแข็ง แต่ก็เสี่ยงทำให้พันธมิตรแตกหัก หากคุณสนใจข่าวการเมืองโลก ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่รัฐบาลเตหะรานปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศมานานนับสิบวัน ชาวอิหร่านจำนวนมากหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อเชื่อมต่อโลกภายนอก

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านประกาศว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ทำการปฏิบัติการทั่วประเทศ สามารถยึดเครื่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้หลายร้อยชุด ข้อมูลนี้มาจากสื่ออิหร่านชั้นนำอย่าง Mehr และ Tasnim ซึ่งรายงานว่าตำแหน่งของอุปกรณ์เหล่านี้ถูกระบุพิกัดอย่างแม่นยำ และกิจกรรมของผู้ใช้งานถูกเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

แถลงการณ์จากกระทรวงระบุชัดเจนว่า “ปฏิบัติการนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะกำจัดเครื่องรับสัญญาณทั้งหมดที่ถูกใช้ในทางที่เป็นอันตรายต่อชาติ” นอกจากนี้ยังเตือนว่าการใช้ Starlink อย่างผิดกฎหมายถือเป็นความผิดอาญา และในช่วงสถานการณ์สงคราม จะมีบทลงโทษที่รุนแรงที่สุด

สาเหตุที่อิหร่านปิดกั้นอินเทอร์เน็ตและห้าม Starlink

ปัจจุบัน อิหร่านกำลังเผชิญกับการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศต่อเนื่องกว่า 18 วัน ตามข้อมูลจาก Netblocks หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามการไหลของข้อมูลออนไลน์ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคงที่รุนแรง โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ อิสราเอล และนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์

ชาวอิหร่านซึ่งมีประชากรราว 92 ล้านคน เป็นหนึ่งในกลุ่มประชาชนที่ชาญฉลาดที่สุดในการหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ออนไลน์ พวกเขาใช้ VPN และเครื่องมืออื่นๆ อย่างแพร่หลาย แต่ Starlink ของอีลอน มัสก์ กลายเป็นทางเลือกหลักเพราะให้บริการฟรีในอิหร่าน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกบล็อกได้โดยตรง

ตัวเลขเครื่อง Starlink ในอิหร่านและความท้าทาย

ตามการประเมินของ Freedom House กลุ่มสิทธิมนุษยชนจากสหรัฐฯ มีเครื่องรับสัญญาณ Starlink ถูกลักลอบนำเข้าอิหร่านประมาณ 50,000 เครื่อง แม้ตัวเลขอาจแตกต่างตามแหล่งข้อมูล แต่การยึดได้หลายร้อยเครื่องแสดงถึงความพยายามอย่างจริงจังของรัฐบาลในการควบคุม

  • Starlink คืออะไร: ระบบอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของ SpaceX ที่ครอบคลุมทั่วโลก ใช้จานรับสัญญาณขนาดเล็กและราคาถูก
  • เหตุผลที่นิยมในอิหร่าน: หลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ รับข่าวสารจริงจากภายนอก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต
  • ความเสี่ยง: ผู้ใช้เสี่ยงถูกจับและลงโทษหนัก หากถูกตรวจพบ

การยึดเครื่อง Starlink ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก รัฐบาลอิหร่านเคยสั่งห้ามและจับกุมผู้ลักลอบนำเข้า แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาเร็ว ชาวอิหร่านยังคงหาวิธีใหม่ๆ ในการเชื่อมต่อ เช่น การซ่อนอุปกรณ์หรือใช้เครือข่ายใต้ดิน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือสงครามข้อมูลที่รัฐบาลพยายามควบคุม narrative แต่ Starlink อาจกลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพดิจิทัล คุณคิดว่าชาวอิหร่านจะยอมแพ้หรือหาวิธีต่อสู้ต่อไป? ติดตามข่าวต่างประเทศเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุดได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินสหรัฐฯ นายโจ เคนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขอลาออกจากตำแหน่งผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ เหตุผลหลักคือเขาไม่สามารถสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านได้ ด้วยความเชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง

ในจดหมายลาออกที่ส่งตรงถึงทรัมป์ นายเคนท์ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่รุนแรงและเร่งด่วนต่อชาติอเมริกัน” และย้ำว่าสงครามครั้งนี้ถูกจุดชนวนจากแรงกดดันของอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ที่ทรงอิทธิพลในวอชิงตัน

ประวัติและเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจขอลาออก

นายโจ เคนท์ไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นทหารผ่านศึกที่เคยรบมาแล้ว 11 ครั้ง และยังเป็นสามีที่สูญเสียภรรยาในสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล ทำให้เขาเข้าใจดีถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น เขาเคยสนับสนุนนโยบายหาเสียงของทรัมป์ในปี 2559, 2563 และ 2567 ซึ่งเน้นหลีกเลี่ยงสงครามในตะวันออกกลาง แต่จนถึงมิถุนายน 2568 ทรัมป์ยังยึดมั่นว่าสงครามในภูมิภาคนี้เป็น “กับดัก” ที่พรากชีวิตชาวอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์พลิกผันเมื่อสหรัฐฯ เข้าสู่สงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน โดยใช้ระเบิดบังเกอร์บัสเตอร์โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน 3 แห่ง ทรัมป์อ้างว่าเพื่อกำจัดภัยนิวเคลียร์ แต่เคนท์มองว่าไม่คุ้มค่า

  • อิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามเร่งด่วน
  • สงครามถูกกดดันจากอิสราเอลและล็อบบี้
  • สูญเสียชีวิตชาวอเมริกันโดยไม่จำเป็น
  • ขัดกับนโยบาย “อเมริกาฟื้นตัวก่อน” ของทรัมป์

ผลกระทบต่อนโยบายความมั่นคงสหรัฐฯ

การขอลาออกของเคนท์ ซึ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาในเดือนกรกฎาคม 2568 สะท้อนรอยร้าวภายในรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะในหน่วยงานสำคัญอย่างศูนย์ต่อต้านก่อการร้าย มันอาจนำไปสู่การถกเถียงในสภาคองเกรสเกี่ยวกับการแทรกแซงทางทหาร และทำให้พันธมิตรอย่างอิสราเอลไม่พอใจ

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงของสงครามที่ไม่มีวันจบในตะวันออกกลาง ซึ่งเคยทำให้สหรัฐฯ เสียค่าใช้จ่ายมหาศาลและชีวิตนับหมื่นในอิรักและอัฟกานิสถาน ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มตั้งคำถาม: เราจะส่งลูกหลานไปตายเพื่อผลประโยชน์ของชาติอื่นอีกหรือ?

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจของเคนท์แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้นำที่กล้าพูดกล้าทำ แม้จะเสียตำแหน่งก็ตาม มันอาจจุดประกายให้เจ้าหน้าที่อื่นๆ กล้าสวนกระแสมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน นี้ชวนให้คิดถึงอนาคตของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง” ท่ามกลางวิกฤตสงครามที่รุนแรงในภูมิภาคนี้ สร้างความหวังให้ประชาชนนับล้านที่กำลังเผชิญภัยพิบัติทางมนุษยธรรม การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความทุกข์ยาก แต่ยังสะท้อนบทบาทของจีนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพระดับโลก

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

รัฐบาลจีนได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินไปยังประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิหร่าน เลบานอน จอร์แดน และอิรัก ซึ่งกำลังเผชิญกับผลกระทบรุนแรงจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวว่า สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิด “ภัยพิบัติทางมนุษยธรรมที่ร้ายแรง” จีนจึงตัดสินใจมอบความช่วยเหลือเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดสิ่งของหรือมูลค่า แต่คาดว่าจะรวมถึงอาหาร ยา และอุปกรณ์การแพทย์

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”: พันธมิตรใกล้ชิดและบทบาทไกล่เกลี่ย

ในฐานะพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน จีนไม่เพียงส่งความช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการสู้รบ โฆษกกระทรวงต่างประเทศย้ำว่า จีนจะพยายามเต็มที่ในการส่งเสริมสันติภาพ ป้องกันไม่ให้วิกฤตแพร่กระจาย ที่ผ่านมา จีนแสดงบทบาทตัวกลาง โดยนายไจ๋ จุ้น ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลาง ได้พบปะรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบียเพื่อลดความรุนแรง ขณะที่นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระบุว่า “สงครามครั้งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก”

สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขอเลื่อนการเยือนปักกิ่งที่กำหนดไว้ 31 มี.ค. – 2 เม.ย. ออกไป 1 เดือน เพื่อรับมือปัญหาตะวันออกกลาง ทรัมป์ยังกดดันจีนให้ช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านปิด ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม จีนยืนยันว่าการเลื่อนไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ และทั้งสองฝ่ายยังสื่อสารเพื่อกำหนดวันประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง

ผลกระทบจากวิกฤตและความสำคัญของความช่วยเหลือ

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ประชาชนในอิหร่านและประเทศใกล้เคียงขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และที่พักพิง

  • อิหร่าน: ถูกโจมตีหนัก ส่งผลกระทบพลเรือนนับหมื่น
  • เลบานอนและจอร์แดน: รับผู้ลี้ภัยและขาดแคลนทรัพยากร
  • อิรัก: ฐานทัพสหรัฐฯ ถูกตอบโต้ เพิ่มความไม่มั่นคง

การที่จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง” จึงเป็นสัญญาณบวก ช่วยลดความตึงเครียดและเปิดทางเจรจา

นอกจากนี้ จีนยังวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสองฝ่าย โดยเรียกร้องสหรัฐฯ-อิสราเอลหยุดโจมตี และอิหร่านยุติการตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวเปอร์เซีย บทบาทนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์จีนในเวทีโลก โดยเฉพาะในโครงการ Belt and Road Initiative ที่เชื่อมโยงตะวันออกกลาง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงบรรเทาวิกฤต แต่ยังเป็นกลยุทธ์外交ของจีนในการขยายอิทธิพล ท่ามกลางการแข่งขันกับสหรัฐฯ หากทุกฝ่ายรับฟัง จีนอาจเป็นกุญแจสู่สันติภาพยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของจีนครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องสันติภาพโลก

ที่มา – จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

“อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาตรการเด็ดขาดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ โดย“อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569 เผยซื้อน้ำมันดิบแองโกลา-สหรัฐฯ เพิ่ม เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการ

“อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569 เผยซื้อน้ำมันดิบแองโกลา-สหรัฐฯ เพิ่ม

วันที่ 17 มีนาคม 2569 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอรรถพล ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำว่าน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตมีเพียงพอ กำลังการกลั่นอยู่ที่ 100% แต่ปัญหาหลักคือการขนส่งที่อาจล่าช้าในช่วง高峰เทศกาล สำหรับแผนรับมือสงกรานต์ 2569 ได้สั่งการให้โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งเพิ่มกำลังผลิต บางแห่งเกิน 100% เพื่อป้องกันการขาดแคลน

ย้ำไม่ต้องแตกตื่น อย่ากักตุนน้ำมัน

รมว.พลังงาน เน้นย้ำว่าสิ่งที่อยากขอร้องประชาชนคือ ไม่อยากให้แตกตื่นว่าน้ำมันจะหมดจากประเทศไทย เพราะปัญหาอยู่ที่การขนส่งเท่านั้น ไม่ใช่การขาดแคลนจากต้นทาง หากมีการกักตุนจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง แนะนำให้เติมน้ำมันตามปกติเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง

การซื้อน้ำมันดิบเพิ่มจากแหล่งใหม่

นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาซื้อน้ำมันดิบเพิ่มจากหลายประเทศ ล่าสุดตกลงซื้อจากแองโกลาเกือบ 2 ล้านบาร์เรล และจากสหรัฐอเมริกากว่า 6 แสนบาร์เรล ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานไทยได้อย่างดี ในขณะที่การซื้อจากรัสเซียเป็นไปตามตลาดเสรี ผ่าน ปตท. โดยราคาตามตลาด ไม่ใช่ราคาพิเศษ

สำหรับกรณีสหรัฐฯ ยกเว้นให้ซื้อน้ำมันรัสเซียบางส่วน เป็นเพียงน้ำมันที่บรรทุกเรือแล้ว และมีระยะเวลา 30 วัน พร้อมความเสี่ยงเรื่องการโอนเงิน แต่ไทยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งนั้นเพราะมีแหล่งอื่นเพียงพอ

สถานีบริการจำกัดเติมน้ำมัน 500 บาทต่อครั้ง

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการจำกัดเติมน้ำมันไม่เกิน 500 บาทต่อครั้งที่บางสถานี นายอรรถพล ชี้แจงว่าเป็นการบริหารจัดการของเจ้าของสถานีเอง ไม่ใช่คำสั่งจากกระทรวง เพราะรอบการขนส่งอาจไม่ทัน หากกระทรวงสั่งบังคับอาจทำให้เกิดปัญหามากขึ้น

  • น้ำมันดิบต้นทางเพียงพอ 100%
  • โรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตเกิน 100% ในบางแห่ง
  • ซื้อเพิ่มจากแองโกลา 2 ล้านบาร์เรล
  • ซื้อเพิ่มจากสหรัฐฯ 6 แสนบาร์เรล
  • ขอความร่วมมืออย่ากักตุน

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่รอบคอบของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้ช่วงสงกรานต์ 2569 ประชาชนเดินทางได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมันหมด นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงและการสื่อสารที่ชัดเจนกับประชาชนเป็นกุญแจสำคัญ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน สงกรานต์ปีนี้จะเป็นเทศกาลที่สนุกสนานและปลอดภัย

ติดตามข่าวสารพลังงานและมาตรการรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569 เผยซื้อน้ำมันดิบแองโกลา-สหรัฐฯ เพิ่ม

บสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว

บสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว ที่กำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ในกลุ่มท่องเที่ยว นำเข้า-ส่งออก ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อประคองกิจการให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงมาตรการจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ขานรับนโยบายรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยตรง มาตรการเหล่านี้มุ่งบรรเทาภาระทางการเงิน ลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ และเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ

บสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว

มาตรการหลักที่บสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยวแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งลูกค้าปัจจุบัน ลูกหนี้ และผู้ประกอบการใหม่ ดังนี้

1. พักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกัน

  • สำหรับ SMEs ลูกค้า บสย. ที่จะครบกำหนดชำระระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569
  • พักชำระ 3 เดือนเต็ม ช่วยลดภาระดอกเบี้ยและค่าบริการทันที
  • เหมาะสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวที่รายได้ลดลงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

2. พักชำระค่างวดสำหรับลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม

  • ลูกหนี้ที่อยู่ในแผนปรับโครงสร้างหนี้และไม่ผิดนัด สามารถขอพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน
  • ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569
  • ช่วยให้ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่มีปัญหาโลจิสติกส์จากราคาน้ำมันแพง สามารถหมุนเวียนเงินทุนได้

3. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win”

  • ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ค่าธรรมเนียมต่ำเพียง 1% ต่อปีในปีที่ 4-7
  • คิดตามระดับความเสี่ยง (RBP) และชดเชย NPL สูงสุด (Max Claim)
  • เปิดรับคำขอถึง 30 ธันวาคม 2569 สำหรับเงินทุนหมุนเวียน โดยเฉพาะ SMEs ใหม่ที่ยังไม่เคยใช้บริการ

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น สร้างโอกาสให้ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยวและนำเข้า-ส่งออกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวนจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ผู้ประกอบการหลายรายเผชิญกับต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น 20-30% ทำให้กำไรหดตัว หากไม่ได้รับความช่วยเหลือ อาจนำไปสู่การปิดกิจการจำนวนมาก

บสย. ยังเน้นย้ำว่ามาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก โดย SMEs คิดเป็น 90% ของผู้ประกอบการไทย หากกลุ่มท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ จะกระทบต่อการจ้างงานและ GDP โดยรวม ดังนั้น การบสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยวจึงเป็นก้าวสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากโครงการนี้เพื่อวางแผนการเงินระยะยาว เช่น ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน หรือหันไปใช้พลังงานทางเลือก เพื่อรับมือความผันผวนในอนาคต

คำแนะนำ: หากคุณเป็น SMEs ในธุรกิจท่องเที่ยวหรือนำเข้า-ส่งออก อย่ารอช้า! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงาน บสย. ในพื้นที่ LINE OA: @tcgfirst หรือโทร. บสย. Call Center 02-890-9999 ลงทะเบียนวันนี้เพื่อรับสิทธิ์เต็มรูปแบบและพลิกวิกฤตเป็นโอกาสทางธุรกิจ

ที่มา – บสย. พักชำระค่าธรรมเนียม-ค่างวด 3 เดือน ช่วยเหลือ SMEs ธุรกิจท่องเที่ยว

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้ เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังพูดถึงในแวดวงข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลามบานปลาย ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัดต่อการกระทำของอิหร่านที่กล้าเปิดฉากโจมตีประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยยอมรับว่าแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำก็ไม่มีใครคาดคิดว่าอิหร่านจะกล้าโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติพันธมิตรหรือเป็นกลางต่อกันมานานหลายปี ทรัมป์กล่าวว่า “ไม่เลย แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะกล้าโจมตี ประเทศเหล่านั้นไม่ใช่ว่าจะเรียกว่าเป็นมิตรได้เต็มปาก แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นกลาง พวกเขาอยู่ร่วมกันมานานหลายปี”

การโจมตีของอิหร่านครั้งนี้เป็นการตอบโต้โดยตรงต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปยังเป้าหมายในอิหร่านก่อนหน้านี้ ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น อิหร่านใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของอิหร่าน

  • กาตาร์: ฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ถูกโจมตี ส่งผลให้มีทหารบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
  • ซาอุดีอาระเบีย: โรงกลั่นน้ำมันสำคัญถูกทำลาย ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: ท่าเรือและสนามบินได้รับความเสียหายหนัก
  • บาห์เรน: ที่ตั้งกองเรือรบสหรัฐฯ ถูกยิงถล่ม
  • คูเวต: ชายแดนถูกบุกทะลวง มีรายงานผู้เสียชีวิตพลเรือนหลายสิบราย

นอกจากแสดงความตกใจแล้ว ทรัมป์ยังให้กรอบเวลาสำหรับการยุติสงครามกับอิหร่าน โดยตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่าสหรัฐฯ จะชนะสงครามภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ว่า “ผมไม่คิดอย่างนั้น แต่มันจะจบลงเร็วๆ นี้ ไม่นานหรอก” และย้ำว่า “โลกจะปลอดภัยขึ้นมากเมื่อเรื่องนี้จบลง และมันจะจบลงในเร็วๆ นี้” คำพูดนี้สะท้อนถึงความมั่นใจของทรัมป์ในนโยบายต่างประเทศที่เน้นการตอบโต้อย่างเด็ดขาด แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าคลุมเครือและอาจทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อ

背景ของความขัดแย้งนี้ย้อนกลับไปถึงนโยบายกดดันสูงสุดต่ออิหร่านของทรัมป์ตั้งแต่สมัยแรก โดยสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA และเพิ่มการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการเพิ่มสมรรถนะนิวเคลียร์และสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค ล่าสุดการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่กำจัดหัวหน้าผู้บัญชาการกองกำลังกู้ดส์ของอิหร่าน เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดชนวนให้อิหร่านโต้กลับอย่างรุนแรง

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่จำกัดอยู่ที่ตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 20% ในวันเดียว ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดตัว นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อาจเป็นการประเมิน形势ผิดพลาด เพราะอิหร่านมีพันธมิตรอย่างรัสเซียและจีนที่คอยหนุนหลัง ทำให้มีความกล้าที่จะขยายวงสงคราม อย่างไรก็ตาม คำมั่นว่าสงครามจะจบเร็วๆ นี้ อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนชาวอเมริกัน

สถานการณ์ยังคงน่าจับตา ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีพัฒนาการใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกเมื่อ คุณคิดว่าสงครามนี้จะจบลงจริงๆ เร็วๆ นี้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ เมื่อทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้ หลังจากอิหร่านประกาศปิดกั้นเส้นทางสำคัญนี้ ส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว โดยระบุว่าจะประกาศรายชื่อประเทศพันธมิตรที่ตกลงส่งเรือรบมาช่วยเปิดช่องทางดังกล่าวในไม่ช้า

ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้

“มีอยู่ 2-3 ประเทศ ซึ่งเราจะประกาศรายชื่อในเร็วๆ นี้” ทรัมป์กล่าวอย่างมั่นใจ “มีบางประเทศที่ก้าวออกมาเสนอตัวตั้งแต่อแรกเลย” แม้จะยอมรับว่าพันธมิตรหลายรายปฏิเสธข้อเสนอไปแล้ว แต่ทรัมป์ยังแสดงความประหลาดใจที่ประเทศอื่นๆ ดูไม่กระตือรือร้น โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่นที่พึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบนี้อย่างหนัก “พวกเขาควรขอบคุณเราด้วยซ้ำ” เขาโต้กลับ

ก่อนหน้านี้ ช่องแคบฮอร์มุซถูกอิหร่านปิดกั้นตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569 หลังถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตี สร้างวิกฤตพลังงานทั่วโลก ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของทุกประเทศเพิ่มสูงขึ้น

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร และทำไมสำคัญขนาดนี้?

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางทะเลแคบๆ กว้างเพียง 33 กม. ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ถือเป็น “หลอดเลือดใหญ่” ของน้ำมันโลก โดยมีเรือบรรทุกน้ำมันผ่านวันละหลายล้านบาร์เรล คิดเป็น 20-30% ของการค้าพลังงานทั่วโลก หากปิดกั้นนาน จะทำให้อุปทานน้ำมันขาดแคลน ส่งผลต่ออุตสาหกรรม การขนส่ง และราคาสินค้าทุกประเภท

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโลก

สำหรับประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันกว่า 80% วิกฤตนี้กระทบโดยตรง ค่าน้ำมันดีเซลและเบนซินอาจพุ่งสูง ส่งผลให้ค่าขนส่ง ค่าอาหาร และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่างซาอุฯ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

  • ราคาน้ำมันโลกพุ่ง: จาก 80 เหลือ 150+ ดอลลาร์
  • หุ้นตก: ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 5%
  • เงินเฟ้อ: คาดเพิ่ม 2-3% ในหลายประเทศ
  • ไทยกระทบ: ค่าเงินบาทอ่อน ค่าก๊าซหุงต้มแพง

ทรัมป์พยายามกดดันพันธมิตรนาโต้และชาติเอเชียให้ช่วย แต่ได้รับการตอบรับน้อย สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดในยุคนี้

ทรัมป์จะทำได้จริงหรือ? มุมมองอนาคต

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าการที่ทรัมป์อ้างเตรียมเผยชื่อประเทศดังกล่าว อาจเป็นกลยุทธ์กดดันอิหร่านและพันธมิตร แต่หากไม่มีกำลังทหารเพียงพอ วิกฤตอาจยืดเยื้อ สหรัฐฯ อาจต้องพึ่งพาเรือบรรทุกน้ำมันทางอากาศหรือเส้นทางอื่น หาก 2-3 ชาติที่ทรัมป์พูดถึงคืออังกฤษ ออสเตรเลีย หรืออินเดีย ก็พอจะช่วยได้บ้าง แต่ยังไม่ชัดเจน

ในมุมเศรษฐกิจ ไทยควรกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน หันไป LNG หรือพลังงานทดแทนมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ

คุณคิดว่าประเทศไหนจะเป็นชาติที่ทรัมป์เผยชื่อ? หรือวิกฤตนี้จะคลี่คลายอย่างไร? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดต!

ที่มา – ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

สถานการณ์ในเลบานอนกำลังย่ำแย่หนัก เมื่อจำนวนผู้พลัดถิ่นพุ่งทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนใต้ที่ติดชายแดน ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติของเลบานอนเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2569 ระบุชัดว่าตัวเลขนี้ยังนับเฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนเท่านั้น ยอดจริงน่าจะสูงกว่านี้อีกมาก

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี กลายเป็นวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ขยายวงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 886 ราย บาดเจ็บกว่า 2,100 ราย สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังอิสราเอลระดมโจมตีเมื่อ 2 มี.ค. ไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน ทำให้ฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการหนุนจากอิหร่ายิงจรวดตอบโต้

ผลกระทบจากปฏิบัติการภาคพื้นดินของอิสราเอล

ล่าสุด อิสราเอลประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินแบบจำกัดในภาคใต้ของเลบานอน เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย การบุกครั้งนี้ถูกวิจารณ์หนักจากนานาชาติ โดยเฉพาะตุรกีที่ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงผ่านสถานเอกอัครราชทูตตุรกี ณ กรุงลอนดอน ชี้ว่าการโจมตีนี้คุกคามบูรณภาพดินแดนและอธิปไตยของเลบานอน

ตุรกียืนยันจะสนับสนุนชาวเลบานอนต่อไป ขณะที่เลบานอนเผชิญวิกฤตผู้พลัดถิ่นจำนวนมหาศาล ประชาชนต้องอพยพหนีภัย ครอบครัวแตกแยก เด็กๆ ขาดแคลนอาหารและที่พักพิง สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่ก่อนแล้ว

ตัวเลขผู้พลัดถิ่นและความสูญเสียในเลบานอน

  • ผู้พลัดถิ่น: มากกว่า 1 ล้านคน (เฉพาะผู้ลงทะเบียน)
  • ผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 886 ราย
  • ผู้บาดเจ็บ: มากกว่า 2,100 ราย
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบหลัก: ตอนใต้ของเลบานอน ติดชายแดนอิสราเอล

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี สะท้อนถึงความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ลุกลามไม่หยุด กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ตอบโต้ด้วยการยิงจรวด ขณะที่อิสราเอลยืนยันว่าจำเป็นต้องกำจัดภัยคุกคาม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญถูกทำลาย เช่น สะพาน ถนน และโรงพยาบาล ทำให้การช่วยเหลือลำบากยิ่งขึ้น องค์กรระหว่างประเทศอย่าง UNHCR และ ICRC กำลังเร่งมือ แต่ท้าทายจากความไม่ปลอดภัย

วิกฤตนี้ไม่เพียงกระทบเลบานอน แต่ลุกลามสู่ภูมิภาค สร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพโลก สหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอล ขณะที่อิหร่านหนุนฮิซบอลเลาะห์ ตุรกีและชาติอาหรับอื่นๆ ประณามการบุก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์อาจยืดเยื้อหากไม่มีการเจรจาสันติภาพ ประชาคมโลกต้องเร่งแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งการสูญเสียชีวิต

ติดตามข่าวต่างประเทศและวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

Scroll to top