สหรัฐฯ

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันอย่างร้ายแรง หลังสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ชุดล่าสุด

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

ข่าวใหญ่จากวงการการเมืองนานาชาติ เมื่อ อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีเพศสัมพันธ์กับเด็กที่ล่วงลับไปแล้ว สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า นายธอร์บยอร์น จักลันด์ (Thorbjørn Jagland) อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ถูกตั้งข้อหา “ทุจริตอย่างร้ายแรง” จากความสัมพันธ์อันน่าสงสัยกับเอปสตีน หลังจากสหรัฐอเมริกาเปิดเผยเอกสารคดีล่าสุด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังสภายุโรปเพิกถอนความคุ้มครองทางกฎหมายของเขา ซึ่งปกป้องจากการดำเนินคดีในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภายุโรป ทนายความของจักลันด์ยืนยันว่าลูกความปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และพร้อมให้ความร่วมมือกับการสอบสวนเต็มที่

รายละเอียดเอกสารที่เปิดเผยเกี่ยวกับอดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน

เอกสารที่รั่วไหลจากรัฐบาลสหรัฐฯ แสดงอีเมลที่บ่งชี้ว่านายจักลันด์วางแผนเยือนบ้านของเอปสตีนในปารีส นิวยอร์ก และปาล์มบีช แม้เอปสตีนจะถูกตัดสินคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กแล้ว โดยเอปสตีนเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาว่าเขาขอความช่วยเหลือจากเอปสตีนในการกู้สินเชื่อธนาคาร ซึ่งตำรวจยังตรวจสอบอยู่

หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมนอร์เวย์ (Økokrim) ได้บุกค้นทรัพย์สินของจักลันด์ 3 แห่ง และเตรียมสอบปากคำในเร็ววัน ปัจจุบันจักลันด์เผชิญข้อหาทุจริตที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2554-2561

ประวัติศาสตร์ของอดีตนายกฯ นอร์เวย์ผู้ถูกกล่าวหา

นายธอร์บยอร์น จักลันด์ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ช่วง 2539-2540 เป็นประธานคณะกรรมการโนเบล และเลขาธิการสภายุโรปนาน 10 ปี (2552-2562) ความคุ้มครองทางการทูตเคยปกป้องเขา แต่ถูกเพิกถอนแล้ว

  • เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • ประธานคณะกรรมการรางวัลโนเบลสันติภาพ
  • เลขาธิการสภายุโรป

การที่ชื่อของเขาปรากฏใน “Epstein files” ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผย ไม่ได้หมายความว่ามีความผิด แต่สร้างคำถามใหญ่ในสังคม

นอกจากจักลันด์ ชื่อดังอื่นๆ ในเอกสาร เช่น เจ้าหญิงเมตเต-มาริต, โมนา ยูล, เจ้าชายแอนดรูว์, บิล เกตส์ ทำให้คดีนี้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับโลก เอกสารประกอบด้วยอีเมล รูปภาพ และรายงาน FBI นับล้านหน้า

กรณี อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน สะท้อนปัญหาความโปร่งใสในหมู่นักการเมืองชั้นนำ ทุกฝ่ายต้องจับตาการสอบสวนต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายชายแดนที่เข้มงวดของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งปฏิบัติการนี้สร้างความฮือฮามาโดยตลอด

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 นายทอม โฮแมน ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายชายแดน หรือที่เรียกว่า border czar ของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายในรัฐมินนิโซตากำลังจะยุติลงแล้ว ปฏิบัติการนี้ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Metro Surge เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนธันวาคม และนำไปสู่การกักตัวผู้คนจำนวนมาก การประท้วงจากประชาชน และโศกนาฏกรรมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

“ผลจากความพยายามของเราในที่นี้ มินนิโซตาได้กลายเป็นรัฐที่เป็นที่พักพิงของผู้กระทำความผิดน้อยลงแล้ว” โฮแมนกล่าวในการแถลงข่าว โดยย้ำว่าปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้กระทำผิดที่พักพิงอยู่ในพื้นที่ และเขาได้เสนอให้ประธานาธิบดีทรัมป์เห็นชอบยุติปฏิบัติการนี้ทันที

รายละเอียดปฏิบัติการ Metro Surge ในมินนิโซตา

ปฏิบัติการ Metro Surge โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) มุ่งเป้าไปที่พื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส-เซนต์พอล ซึ่งเป็นเขตที่มีผู้อพยพจำนวนมาก ผลจากการกวาดล้างนี้ หน่วยงานรัฐบาลกลางรายงานว่าสามารถจับกุมผู้คนได้มากกว่า 4,000 คน แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า “คนต่างด้าวผิดกฎหมายที่เป็นอาชญากรอันตราย” แต่ข้อมูลเผยว่าผู้ถูกจับกุมจำนวนมากไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน รวมถึงเด็กและพลเมืองสหรัฐฯ ที่ถูกกักตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ

นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาจากพรรคเดโมแครต กล่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาคาดว่าปฏิบัติการจะสิ้นสุดภายใน “ไม่กี่วัน ไม่ใช่กี่สัปดาห์หรือกี่เดือน” โดยอ้างจากการสนทนากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ นอกจากนี้ โฮแมนยังถูกส่งมารับช่วงต่อปฏิบัติการเมื่อปลายเดือนมกราคม หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ ICE ยิงพลเรือนเสียชีวิต 2 ราย ท่ามกลางกระแสต่อต้านและคำถามถึงวิธีการดำเนินงาน

การถอนกำลังและผลกระทบระยะยาว

ก่อนหน้านี้ โฮแมนประกาศว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง 700 นายจะออกจากมินนิโซตาทันที แต่จะคงเหลืออีกประมาณ 2,000 นาย ล่าสุดในวันพฤหัสบดี เขายืนยันว่าการถอนกำลังเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้และจะดำเนินต่อไปในสัปดาห์หน้า โดยตัวเขาเองจะอยู่ในมินนิโซตาต่อเพื่อควบคุมการถอนกำลัง

ปฏิบัติการนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านผู้อพยพในมินนิโซตาเท่านั้น แต่ยังจุดประกายการถกเถียงเรื่องนโยบายชายแดนของสหรัฐฯ โดยรวม นโยบายของทรัมป์ที่เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมักถูกวิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามว่าทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม แต่ผู้สนับสนุนมองว่าเป็นการปกป้องความมั่นคงของชาติ ปฏิบัติการ Metro Surge ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวทางนี้ ซึ่งช่วยลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพผิดกฎหมาย แม้จะมีต้นทุนทางสังคมสูง

  • จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 4,000 คน
  • ลดจำนวนผู้กระทำผิดที่พักพิงในมินนิโซตา
  • เกิดการประท้วงและผู้เสียชีวิต 2 ราย
  • การถอนกำลังเจ้าหน้าที่เริ่มต้นแล้ว

“ปฏิบัติการกวาดล้างนี้กำลังทำให้มินนีแอโพลิสปลอดภัยขึ้น” โฮแมนย้ำ โดยมองว่านี่คือชัยชนะสำคัญของรัฐบาล

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นโยบายเช่นนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานผู้อพยพ เช่น การเกษตรและบริการ แต่รัฐบาลยืนยันว่าประโยชน์ด้านความปลอดภัยมีมากกว่า

สุดท้ายแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

รัสเซียยืนยันทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบสหรัฐทำด้วย

รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย แม้สนธิสัญญา New START จะหมดอายุไปแล้ว สร้างความหวังท่ามกลางความตึงเครียดด้านอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างชาติมหาอำนาจทั้งสอง

รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ได้ประกาศต่อสภาล่างของรัสเซียอย่างชัดเจนว่า มอสโกจะยังคงปฏิบัติตามบทบัญญัติของสนธิสัญญา New START แม้สัญญาฉบับนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่มีข้อตกลงใหม่ทดแทน การตัดสินใจนี้ถือเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสงครามในยูเครนและการแข่งขันทางทหาร

สนธิสัญญา New START เป็นข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์สุดท้ายที่เหลืออยู่ระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ซึ่งเคยช่วยจำกัดคลังแสงนิวเคลียร์ของทั้งสองฝ่าย หากไม่มีข้อจำกัดเหล่านี้ อาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธครั้งใหม่ คล้ายยุคสงครามเย็น ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีที่ไม่มีสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจ

ประวัติและความสำคัญของสนธิสัญญา New START

สนธิสัญญาฉบับนี้ลงนามเมื่อปี 2553 ในยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา และประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ โดยกำหนดขีดจำกัดชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ สัญญาเดิมมีอายุ 10 ปี และขยายเพิ่มอีก 5 ปีในปี 2564 แต่สุดท้ายก็หมดอายุโดยไม่มีทายาท

ข้อจำกัดหลักในสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ New START

  • หัวรบนิวเคลียร์ที่ประจำการ: ไม่เกิน 1,550 หัวรบต่อฝ่าย
  • ระบบส่งอาวุธ: ICBM, SLBM และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ไม่เกิน 700 ลูก/ลำ
  • ระบบที่พร้อมรบ: ไม่เกิน 455 ระบบ
  • มีการตรวจสอบและแลกข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใส

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เสนอให้ทั้งสองฝ่ายยึดขีดจำกัดต่ออีก 1 ปี หากสหรัฐฯ ยอมรับ แต่ฝั่งวอชิงตัน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการดึงจีนมาร่วม ซึ่งปักกิ่งปฏิเสธ ทำให้การเจรจาล้มเหลว

ล่าสุด นายลาฟรอฟย้ำว่า “เราจะดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ โดยวิเคราะห์นโยบายทหารสหรัฐฯ เรามีเหตุผลเชื่อว่าสหรัฐฯ จะไม่ละทิ้งขีดจำกัดเหล่านี้เร็วๆ นี้” เขายังระบุว่าจะจับตาสถานการณ์ และพร้อมเจรจาข้อตกลงใหม่หากสหรัฐฯ แสดงเจตจำนง

การหารือล่าสุดระหว่างรัสเซีย-สหรัฐฯ

รายงานจาก Axios ระบุว่า ที่การประชุมในอาบูดาบีเมื่อสัปดาห์ก่อน ทีมเจรจาทั้งสองฝ่ายหารือความเป็นไปได้ของข้อตกลงไม่เป็นทางการ เพื่อยึด New START ต่ออีก 6 เดือน นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียยืนยันว่ามีการพูดคุยเรื่องควบคุมอาวุธนอกกรอบการเจรจาไตรภาคียูเครน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดยังคงมี โดยเฉพาะหลังรัสเซียบุกยูเครน สหรัฐฯ ระงับการตรวจสอบตามสัญญา New START ตั้งแต่ปี 2565 ทำให้การยืนยันข้อจำกัดทำได้ยากขึ้น การที่รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ จึงเป็นก้าวสำคัญในการลดความเสี่ยง

ผลกระทบหากไม่มีการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์

หากทั้งสองฝ่ายละทิ้งข้อจำกัด อาจนำไปสู่การเพิ่มคลังอาวุธ สร้างต้นทุนมหาศาลและเพิ่มโอกาสผิดพลาด นอกจากนี้ จีนที่กำลังขยายคลังนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว อาจเร่งแข่งขัน สถานการณ์นี้อาจกระทบความมั่นคงโลก ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเข้าสู่ยุค “นิวเคลียร์เย็น” ใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนยันของรัสเซียครั้งนี้แสดงถึงความรับผิดชอบ แม้ในช่วงวิกฤต แสดงว่ารัสเซียยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพยุทธศาสตร์ มันเปิดประตูให้การทูตทำงานต่อ แม้สหรัฐฯ ภายใต้บริหารใหม่จะต้องตอบสนอง

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของรัสเซีย? มันจะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย

สหรัฐฯ สั่งเปิดน่านฟ้าเมืองเท็กซัส อ้างโดรนแก๊งค้ายา

สหรัฐฯ สั่งเปิดน่านฟ้า เมืองในเท็กซัสแล้ว อ้างปิดเพราะโดรนแก๊งค้ายา เป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาในวงการการบินและความมั่นคงชายแดน หลังจากที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ของสหรัฐอเมริกา ได้ออกคำสั่งปิดน่านฟ้าบริเวณเมืองเอล ปาโซ รัฐเท็กซัส เป็นเวลา 10 วัน ก่อนจะยกเลิกอย่างรวดเร็วเพียงชั่วข้ามคืน

สหรัฐฯ สั่งเปิดน่านฟ้า เมืองในเท็กซัสแล้ว อ้างปิดเพราะโดรนแก๊งค้ายา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 (ตามปฏิทินไทย) โดย FAA ได้ประกาศเปิดน่านฟ้าอีกครั้งในช่วงเช้าวันพุธ หลังจากที่เพิ่งสั่งปิดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้เที่ยวบินขาเข้า-ขาออกที่ท่าอากาศยานนานาชาติเอล ปาโซ ถูกระงับทั้งหมด สร้างความสับสนให้กับนักเดินทางและสายการบิน

ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียของ FAA ระบุชัดเจนว่า ไม่มีภัยคุกคามต่อการบินพาณิชย์อีกต่อไป และเที่ยวบินจะกลับมาให้บริการตามปกติ นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของสหรัฐฯ ได้โพสต์บน X (เดิมคือ Twitter) ว่าทีมงาน FAA และกระทรวงกลาโหมได้จัดการกับโดรนที่ถูกใช้โดยแก๊งค้ายาเสพติดจากเม็กซิโกเรียบร้อยแล้ว โดยยืนยันว่าไม่มีอันตรายต่อผู้โดยสาร

สาเหตุการปิดน่านฟ้าและวิธีจัดการโดรนแก๊งค้ายา

ก่อนหน้านี้ FAA อ้างเหตุผลด้าน “ความมั่นคงพิเศษ” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดเดาว่าเกี่ยวข้องกับโดรนที่ใช้ลักลอบขนยาเสพติดข้ามชายแดนเม็กซิโก-สหรัฐฯ เมืองเอล ปาโซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มีประชากรเกือบ 700,000 คน และเป็นศูนย์กลางการค้าข้ามพรมแดนกับเมืองซิวดัดฆัวเรซ นอกจากนี้ยังมีฐานทัพทหารสหรัฐฯ และสนามทดสอบมิสไซล์ใกล้เคียง ทำให้พื้นที่นี้敏感ต่อภัยคุกคามทางอากาศ

  • FAA ปิดน่านฟ้า 10 วันเพื่อตรวจสอบและจัดการโดรน
  • กระทรวงกลาโหมเข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว
  • ไม่มีรายละเอียดจำนวนโดรนหรือเทคโนโลยีที่ใช้ แต่ยืนยันจัดการสำเร็จ

การใช้โดรนโดยแก๊งค้ายาไม่ใช่เรื่องใหม่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานโดรนลักลอบขนยาเฮโรอีน โคเคน และเฟนทานิลข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นอย่างมาก สร้างความท้าทายให้หน่วยงานความมั่นคงสหรัฐฯ ต้องพัฒนาระบบตรวจจับและสกัดกั้น

ผลกระทบต่อการบินและเศรษฐกิจท้องถิ่น

แม้การปิดจะยกเลิกเร็ว แต่ก็สร้างความเสียหายเบื้องต้นให้สายการบินและธุรกิจท้องถิ่น การหยุดชะงักนาน 10 วันตามแผนเดิมอาจทำให้เที่ยวบินล่าช้า ส่งผลต่อการค้าและการท่องเที่ยว เมืองเอล ปาโซมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานข้ามชาติ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมและการเกษตร

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแนะนำว่า สหรัฐฯ ควรลงทุนในเทคโนโลยี drone detection เช่น เรดาร์ขั้นสูงและระบบ jamming เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย นอกจากนี้ การร่วมมือกับเม็กซิโกในการปราบปรามแก๊งค้ายาก็เป็นกุญแจสำคัญ

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหายาเสพติดที่รุนแรงขึ้นในอเมริกาเหนือ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงสาธารณะและเศรษฐกิจ สหรัฐฯ สั่งเปิดน่านฟ้า เมืองในเท็กซัสแล้ว อ้างปิดเพราะโดรนแก๊งค้ายา แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการตอบสนองที่รวดเร็วของหน่วยงานรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศและอัปเดตความมั่นคงชายแดนได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สหรัฐฯ สั่งเปิดน่านฟ้า เมืองในเท็กซัสแล้ว อ้างปิดเพราะโดรนแก๊งค้ายา

คิวบาเตือน เชื้อเพลิงไม่พอเติมเครื่องบินแล้ว

คิวบาเตือน เชื้อเพลิงไม่พอเติมเครื่องบินแล้ว หลังสหรัฐฯ ตัดการเข้าถึง สร้างความเดือดร้อนให้อุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวของเกาะแห่งนี้อย่างหนัก ทางการคิวบาแจ้งเตือนสายการบินทั่วโลกว่าสนามบินทั้ง 9 แห่งในประเทศจะหยุดบริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเที่ยวบินระยะไกลตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป จนถึง 11 มีนาคม

คิวบาเตือน เชื้อเพลิงไม่พอเติมเครื่องบินแล้ว หลังสหรัฐฯ ตัดการเข้าถึง

วิกฤตนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างคิวบากับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาตรการกดดันหนักหน่วง รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตัดช่องทางการนำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นแหล่ง供給หลักของคิวบา ทำให้เกิดการขาดแคลนเชื้อเพลิงรุนแรง

เมื่อปลายเดือนมกราคม ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร สั่งเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าจากประเทศที่ยังขายน้ำมันให้คิวบา ส่งผลให้พันธมิตรในลาตินอเมริกาต้องถอนตัว สถานการณ์นี้ทำให้คิวบาต้องประกาศมาตรการแบ่งสันปันส่วนพลังงานอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาเชื้อเพลิงไว้สำหรับความจำเป็นภายในประเทศ

ผลกระทบต่อเที่ยวบินและการท่องเที่ยว

มาตรการนี้ไม่กระทบเที่ยวบินระยะสั้นในภูมิภาค แต่เที่ยวบินไกลจากรัสเซีย แคนาดา และยุโรป จะได้รับผลกระทบหนัก สายการบินแอร์แคนาดาต้องระงับเที่ยวบินไปคิวบาทันที สายการบินอื่นๆ ต้องปรับแผน แวะเติมน้ำมันที่สาธารณรัฐโดมินิกัน กังกุนของเม็กซิโก หรือบรรทุกน้ำมันสำรองเพิ่มจากจุดออกตัว

  • สนามบินนานาชาติโฮเซ มาร์ตี ในฮาวานา หยุดบริการเติมน้ำมันทั้งหมด
  • เที่ยวบินจากแคนาดาและรัสเซีย ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวหลัก ต้องเลื่อนหรือยกเลิก
  • นักบินเผยว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่ประกาศอย่างเป็นทางการขนาดนี้
  • ทางเลือก: เติมที่บาฮามาส นัสซอ หรือโดมินิกัน

นักบินรายหนึ่งที่เคยบินเส้นทางนี้เล่าว่า ปัญหาเชื้อเพลิงเคยเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่า เพราะเป็นการประกาศครอบคลุมทุกสนามบิน เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของคิวบา ซึ่งพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูง อาจชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

背景ของวิกฤตพลังงานคิวบา

คิวบาเผชิญวิกฤตพลังงานมานาน จากการ embargo ของสหรัฐฯ ที่ยาวนานกว่า 60 ปี แต่ล่าสุดมาตรการใหม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น รัฐบาลคิวบายังคงยืนหยัด แต่ประชาชนต้องเผชิญแบล็คเอาท์บ่อยครั้ง และตอนนี้ลามมาถึงภาคการบิน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาทางการทูตใหม่ หรือคิวบาอาจหันไปพึ่งพาจีนและรัสเซียมากขึ้นในการนำเข้าน้ำมันทางเลือก

ในมุมมองของเรา วิกฤตนี้สะท้อนถึงผลกระทบของสงครามการค้าทางพลังงาน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยที่วางแผนเส้นทางไปคิวบาควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนสำรองเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้า ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่ออัพเดทล่าสุด!

ที่มา – คิวบาเตือน เชื้อเพลิงไม่พอเติมเครื่องบินแล้ว หลังสหรัฐฯ ตัดการเข้าถึง

FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว

FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว ซึ่งเป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา คดีนี้เกิดขึ้นกับ แนนซี กัทธรี วัย 84 ปี แม่ของซาวันนาห์ กัทธรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจากช่อง NBC News ที่หายตัวไปอย่างลึกลับจากบ้านในเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา

FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐ หรือ FBI ได้เผยแพร่ภาพถ่ายและวิดีโอของชายสวมหน้ากากโม่งลึกลับ ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวนางแนนซี กัทธรี ชายคนนี้ถูกเห็นว่ามีอาวุธติดตัว และกำลังยุ่งกับกล้องวงจรปิดหน้าบ้านของเหยื่อในเช้าวันที่เธอหายตัวไป FBI กำลังเร่งตามหาตัวตนของบุคคลต้องสงสัยรายนี้ เพื่อให้ได้เบาะแสสำคัญในการสืบสวน

จากข้อมูลที่ FBI เปิดเผย พวกเขาพบภาพใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แสดงให้เห็นไอ้โม่งคนนี้กำลังตรวจสอบกล้องประตูหน้า ก่อนจะใช้เศษวัชพืชปิดเลนส์กล้องเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบันทึก นอกจากนี้ ยังมีวิดีโอสั้นสองคลิปที่เผยให้เห็นการกระทำน่าสงสัยของเขา ซึ่งช่วยยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงกลางดึกของวันที่ 31 มกราคม

รายละเอียดคดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาวที่ FBI เผยภาพไอ้โม่ง

แนนซี กัทธรี ถูกพบเห็นครั้งสุดท้ายที่บ้านของเธอในเมืองทูซอน ก่อนจะหายตัวไปโดยไม่มีร่องรอย เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเธอถูกพาตัวไปโดยไม่สมัครใจ กล้องติดกริ่งประตูถูกตัดการเชื่อมต่อเวลา 01.47 น. และตรวจพบความเคลื่อนไหวอีกครั้งเวลา 02.12 น. สิ่งที่น่าตกใจคือ พบเลือดของเธอบนระเบียงบ้าน และเครื่องกระตุกหัวใจที่ฝังในร่างกายตัดการเชื่อมต่อจากโทรศัพท์เวลา 02.28 น.

  • กล้องวงจรปิดถูกปิดบังด้วยเศษวัชพืช
  • พบเลือดของเหยื่อบนระเบียง
  • มีอีเมลเรียกค่าไถ่เป็นบิตคอยน์ส่งไปยังสื่อหลายแห่ง
  • FBI เสนอรางวัล 50,000 ดอลลาร์สำหรับเบาะแส

แคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI กล่าวในแถลงการณ์บน X ว่า เจ้าหน้าที่กำลังกู้คืนภาพจากระบบกล้องที่อาจถูกทำลายหรือถอดอุปกรณ์บันทึกออกไป คดีนี้ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญครั้งแรกนับตั้งแต่เธอหายตัวไป 8 วัน

ด้านครอบครัว โดยเฉพาะซาวันนาห์ กัทธรี ลูกสาวของเธอ ได้ออกมาเรียกร้องความช่วยเหลือจากประชาชน เธอเชื่อว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ และโพสต์ภาพจากกล้องวงจรปิดซ้ำบน Instagram พร้อมข้อความ “เราเชื่อว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ พาเธอกลับบ้านเถิด” การหายตัวไปของแม่นักข่าวสาวรายนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับสาธารณชนทั่วสหรัฐ โดยมีคนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีอีเมลเรียกค่าไถ่ส่งไปยังสำนักข่าวต่างๆ เรียกร้องเงินบิตคอยน์และกำหนดเส้นตายวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว เจ้าหน้าที่เขตพิมา เคาน์ตี ยังคงสืบสวนอย่างเข้มข้นเพื่อหาความจริง

คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวกัทธรี แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาความปลอดภัยในสังคมอเมริกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยคนเดียว การที่ FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การจับกุมผู้ร้าย หากคุณมีเบาะแสใดๆ โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อช่วยกระจายข้อมูลให้คนอื่นทราบ หากคดีนี้คลี่คลาย จะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน

ที่มา – FBI เผยภาพไอ้โม่ง ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้อง คดีลักพาตัวแม่นักข่าวสาว

ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาหายตัวลึกลับหลังออกคุก

ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความกังวลให้กับสถานการณ์การเมืองในเวเนซุเอลา หลังจากแกนนำฝ่ายค้านคนสำคัญอย่างฮวน ปาโบล กัวนิปาหายตัวไปอย่างไม่มีร่องรอย เพียงไม่กี่วันหลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง หลังกองทัพสหรัฐบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร

ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ฮวน ปาโบล กัวนิปา ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำฝ่ายค้านที่โดดเด่นของเวเนซุเอลา และเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับนางมาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2568 ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในยุครัฐบาลมาดูโร แต่ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ครอบครัวของเขาออกมาแถลงว่าสงสัยว่านายกัวนิปาถูกลักพาตัวไปโดยชายฉกรรจ์ไม่ทราบฝ่าย

พื้นหลังความขัดแย้งทางการเมืองในเวเนซุเอลา

เวเนซุเอลาเผชิญวิกฤตการเมืองมานานหลายปีภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเบ็ดเสร็จและปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดร้าย รัฐบาลของเขาจับกุมนักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านนับร้อยคน รวมถึงนายกัวนิปาที่ถูกคุมขังเพราะคัดค้านนโยบายรัฐบาล จนกระทั่งเดือนมกราคม 2569 กองทัพสหรัฐบุกเข้าไปในกรุงการากัส จับกุมนายมาดูโรมาได้ถึงที่พักส่วนตัว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจ รัฐบาลใหม่ภายใต้นางเดลซี โรดริเกซ ในฐานะประธานาธิบดีรักษาการ ได้สั่งปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายสิบคน รวมถึงนายกัวนิปาด้วย

อย่างไรก็ตาม ความหวังในระบอบใหม่ดูจะมืดมน เมื่อ ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวระบุว่านายกัวนิปาเพิ่งพูดกับผู้สนับสนุนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเสรีประชาธิปไตย ก่อนจะถูกกลุ่มชายลึกลับบุกจับตัวไป ลูกชายของเขายังเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงหลักฐานยืนยันว่าพ่อของเขายังมีชีวิตอยู่

ปฏิกิริยาจากหน่วยงานรัฐและนานาชาติ

สำนักงานอัยการสูงสุดของเวเนซุเอลาออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยตัวนายกัวนิปา โดยอ้างว่าเขาละเมิดเงื่อนไข และขอให้กักตัวในบ้านแทน แต่ที่น่าประหลาดใจคือ แถลงการณ์ไม่ได้ระบุที่ตั้งปัจจุบันของเขา สิ่งนี้ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจมีกลุ่มอิทธิพลเก่าที่เหลืออยู่เบื้องหลังการหายตัวไป

  • ครอบครัวเรียกร้องหลักฐานชีวิตของนายกัวนิปา
  • รัฐบาลใหม่ถูกกดดันจากนานาชาติให้สอบสวน
  • ฝ่ายค้านเวเนซุเอลาเตรียมประท้วงใหญ่
  • สหรัฐฯ และสหประชาชาติจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่านางมาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านหลัก ออกมาแสดงความกังวล และเรียกร้องให้มีการสอบสวนอิสระ สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อชื่อเสียงของรัฐบาลรักษาการ แต่ยังอาจจุดชนวนความไม่สงบในเวเนซุเอลาอีกครั้ง ซึ่งกำลังพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พังทลายจากวิกฤตน้ำมันและเงินเฟ้อ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์ ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว อาจเป็นสัญญาณว่าอิทธิพลของมาดูโรรอง่ายๆ รัฐบาลใหม่อาจเผชิญแรงต้านจากกองทัพหรือกลุ่มชาตินิยมที่ภักดีต่ออดีตผู้นำ หากไม่สามารถหาตัวนายกัวนิปาได้อย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติและการคว่ำบาตรเพิ่มเติม

ในฐานะนักติดตามข่าวต่างประเทศ เราคิดว่าการหายตัวไปครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในประเทศที่เคยปกครองด้วยเผด็จการ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในละตินอเมริกาทั้งภูมิภาค ลองแวะมาอ่านข่าวอัปเดตเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหก

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศเลยทีเดียว เมื่อจีนออกมาโต้กลับสหรัฐฯ อย่างดุเดือด หลังจากที่วอชิงตันกล่าวหาว่าแดนมังกรแอบทดสอบอาวุธนิวเคลียร์แบบลับๆ หลายครั้ง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การโต้เถียงธรรมดา แต่สะท้อนถึงความตึงเครียดในสงครามเย็นรอบใหม่ระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง

จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการต่างประเทศไทยของจีนได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ที่ว่าจีนแอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ไปแล้วหลายครั้ง โดยระบุชัดเจนว่านี่เป็น “การโกหกอย่างสิ้นเชิง” และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามสร้างข้ออ้างเพื่อกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองอีกครั้ง จีนยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบทันที

ที่มาของเรื่องนี้เริ่มจากที่ นายโทมัส ดีนันโน รัฐมนตรีช่วยด้านการควบคุมอาวุธของกระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐฯ ได้กล่าวหาจีนระหว่างการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการลดอาวุธที่เจนีวาเมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ โดยชี้ว่าจีนแอบทดสอบนิวเคลียร์เมื่อ 22 มิถุนายน 2563 และกำลังเตรียมทดสอบเพิ่มอีก สิ่งนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

พื้นหลังข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ของจีน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศในเดือนตุลาคมปีที่แล้วว่า สหรัฐฯ จะเริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ “อย่างเท่าเทียมกัน” กับรัสเซียและจีน โดยไม่ระบุรายละเอียดชัดเจน ขณะที่สนธิสัญญา New START ซึ่งเป็นข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังจะหมดอายุ สหรัฐฯ จึงเสนอเจรจาสามฝ่ายกับจีนและรัสเซียเพื่อกำหนดขีดจำกัดใหม่ แต่จีนปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในขณะนี้

จีนยืนยันมาตลอดว่าปฏิบัติตามอนุสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์อย่างครบถ้วน (CTBT) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ห้ามทดสอบนิวเคลียร์ทุกประเภทตั้งแต่ปี 1996 จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงนามและให้สัตยาบันแล้ว แต่สหรัฐฯ ยังไม่ให้สัตยาบัน ทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของทั้งสองฝ่าย

ผลกระทบต่อความมั่นคงโลก

ประเด็นจีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง นี้ สะท้อนถึงการแข่งขันทางอาวุธที่รุนแรงขึ้น โดยสหรัฐฯ กังวลว่าจีนกำลังขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีเพียงไม่กี่ร้อยหัวรบ อาจเพิ่มเป็นพันในอนาคต ขณะที่จีนมองว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ยุยงให้เกิดการแข่งขันครั้งใหม่

  • สหรัฐฯ มีหัวรบนิวเคลียร์ราว 3,700 หัว
  • รัสเซียมีประมาณ 4,500 หัว
  • จีนมีราว 500 หัว แต่กำลังเพิ่ม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการตรวจสอบแบบนานาชาติ เช่น องค์การสหประชาชาติและ Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization (CTBTO) ที่ตรวจจับสัญญาณแผ่นดินไหวจากทดสอบนิวเคลียร์ได้อย่างละเอียด จีนยืนยันว่าไม่มีหลักฐานใดยืนยันข้อกล่าวหา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การโต้เถียงนี้เสี่ยงต่อการละลายสนธิสัญญาการควบคุมอาวุธ ทำให้โลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันนิวเคลียร์รอบใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงมากขึ้น

สำหรับคนไทยอย่างเรา เรื่องนี้สำคัญเพราะไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียที่ใกล้ชิดจีนและสหรัฐฯ การแข่งขันนี้อาจกระทบเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงในทะเลจีนใต้ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่าจีนปัดข้อกล่าวหาได้ถูกต้องหรือไม่?

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และอย่าลืมแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – จีนปัดข้อกล่าวหา แอบทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ จวกสหรัฐฯ โกหกเพื่อหาข้ออ้าง

ทหารสหรัฐฯ บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ อ้างสกัดเรือถูกคว่ำบาตร

ทหารสหรัฐฯ บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ อ้างสกัดเรือถูกคว่ำบาตร เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ เมื่อกองทัพสหรัฐฯ แสดงพลังการติดตามและบังคับใช้กฎหมายข้ามมหาสมุทร เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การจับเรือธรรมดา แต่สะท้อนถึงนโยบายเข้มงวดต่อเวเนซุเอลาที่รัฐบาลทรัมป์กำลังผลักดันอย่างจริงจัง

ทหารสหรัฐฯ บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ อ้างสกัดเรือถูกคว่ำบาตร

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า ทหารสหรัฐฯ ได้บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งชื่อ “อากีลา 2” (Aquila II) หลังจากติดตามเรือลำนี้มาหลายพันไมล์ ตั้งแต่ทะเลแคริบเบียนไปจนถึงมหาสมุทรอินเดีย การกระทำครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการสกัดกั้นเรือที่ถูกคว่ำบาตร โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเรือลำดังกล่าวกำลังฝ่าฝืนคำสั่งกักกันเรือในทะเลแคริบเบียน

กระทรวงกลาโหมโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “เรือลำนี้หนี และเราตาม” พร้อมย้ำว่า “ไม่ว่าจะทางบก ทางอากาศ หรือทางทะเล กองทัพของเราจะตามหาคุณเจอและดำเนินการลงโทษ” คำพูดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการบังคับใช้นโยบายต่อเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก

背景ของการยึดเรือและนโยบายคว่ำบาตรเวเนซุเอลา

ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา สหรัฐฯ ได้ยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาไปแล้วอย่างน้อย 7 ลำ นโยบายนี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลทรัมป์ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ถึงที่บ้านพักในกรุงการากัส เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา การบุกจู่โจมครั้งนั้นนำไปสู่มาตรการปิดกั้นการส่งออกน้ำมันอย่างเข้มข้น

  • เรือที่ถูกยึดส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันเวเนซุเอลาที่ฝ่าฝืนคว่ำบาตร
  • มีเพียงเรือของบริษัทเชฟรอน (Chevron) ที่มุ่งหน้าไปสหรัฐฯ เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการปกติ
  • ผลกระทบทำให้การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงอย่างมาก ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังย้ำบนแพลตฟอร์ม X ว่า “เมื่อเราพูดว่ากักกัน เราหมายความตามนั้นจริง ๆ” แม้เรือจะหลบหนีไปไกลถึงอีกซีกโลก กองทัพสหรัฐฯ ก็ยังติดตามและจัดการได้

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง

การทหารสหรัฐฯ บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ อ้างสกัดเรือถูกคว่ำบาตร ครั้งนี้ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อเวเนซุเอลา ซึ่งน้ำมันคือทรัพยากรหลัก รายได้จากการส่งออกลดฮวบลง ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้มีการเลี่ยงคว่ำบาตรเด็ดขาด

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่านโยบายนี้ช่วยลดอิทธิพลของเวเนซุเอลาในตลาดน้ำมันโลก และป้องกันการไหลเวียนของน้ำมันไปยังประเทศที่สหรัฐฯ ไม่พอใจ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศมากขึ้น

ในมุมมองของเรา การแสดงพลังของสหรัฐฯ ครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงเทคโนโลยีและกำลังทหารที่เหนือชั้น แต่ก็ทำให้โลกตระหนักถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – ทหารสหรัฐฯ บุกยึดเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ อ้างสกัดเรือถูกคว่ำบาตร

Scroll to top