สหรัฐ

สหรัฐฯ ขอโทษฮุนได เหตุบุกโรงงานที่จอร์เจีย

เกิดเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงธุรกิจระหว่างประเทศ เมื่อซีอีโอของบริษัทฮุนไดออกมาเปิดเผยว่า ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ และผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย ได้โทรศัพท์มาขอโทษเขากรณีการบุกตรวจค้นโรงงานในรัฐจอร์เจียเมื่อสองเดือนก่อน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่การจับกุมคนงานจำนวนมาก

นายโฮเซ่ มูนญอซ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทฮุนได เผยในการประชุมผู้นำธุรกิจ “Bloomberg New Economy Forum” ที่สิงคโปร์ ว่าเขาได้รับการติดต่อจากทำเนียบขาวเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเป็นการบุกตรวจค้นโรงงานของฮุนไดในรัฐจอร์เจียและการจับกุมแรงงานหลายร้อยคนเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นายมูนญอซยังกล่าวว่าผู้ว่าการรัฐจอร์เจียก็โทรศัพท์มาหาเขาเช่นกัน โดยกล่าวว่า “ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ไม่ใช่อำนาจของรัฐ” สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความกังวลและการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ขอโทษฮุนได กรณีบุกตรวจค้นโรงงานที่รัฐจอร์เจีย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อมีการจับกุมคนงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คน ในการบุกตรวจค้นโรงงานแบตเตอรี่ที่ดำเนินการโดยฮุนไดและบริษัทแอลจี (LG) ซึ่งเป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ การกระทำนี้สร้างความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันและกรุงโซลในระดับหนึ่ง

ภาพที่เผยแพร่แสดงให้เห็นภาพที่น่าสะเทือนใจของคนงานที่ถูกบังคับให้นั่งกับพื้นโรงงานในขณะที่เจ้าหน้าที่ใส่กุญแจที่ขาของพวกเขา ซึ่งก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากในเกาหลีใต้ คนงานถูกกักตัวไว้นานกว่าหนึ่งสัปดาห์ จนกระทั่งรัฐบาลเกาหลีใต้เข้าเจรจาอย่างเร่งด่วนกับสหรัฐฯ เพื่อให้คนงานได้รับการปล่อยตัวและส่งตัวกลับประเทศ

นายมูนญอซเชื่อว่ามีบุคคลที่ไม่หวังดีโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ โดยให้ข้อมูลที่ผิดพลาดว่ามีผู้อพยพผิดกฎหมายทำงานอยู่ในโรงงานที่รัฐจอร์เจีย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เขากล่าวว่าการบุกตรวจค้นครั้งนั้นเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจในทางที่ไม่ดี แต่บริษัทฮุนไดยังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้าในสหรัฐฯต่อไป

ทำไม สหรัฐฯ ต้องขอโทษฮุนได?

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการบุกตรวจค้นดังกล่าว และเน้นย้ำถึงความเข้าใจร่วมกันในระดับนานาชาติถึงความจำเป็นในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเพื่อตั้งโรงงานเฉพาะทางและฝึกอบรมคนงานท้องถิ่น

แม้ว่าเหตุการณ์บุกตรวจค้นจะเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ แต่ทั้งสองประเทศก็ได้ประกาศข้อตกลงทางการค้าในวงกว้างในเดือนตุลาคม โดยภายใต้ข้อตกลงนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ลดภาษีตอบโต้กันจาก 25% เป็น 15% และเกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะลงทุน 3.5 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการสื่อสารและความเข้าใจที่ถูกต้อง การขอโทษของสหรัฐฯ ต่อบริษัทฮุนได แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความขัดแย้งและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตร

สรุป: กรณี **สหรัฐฯ ขอโทษฮุนได** จากเหตุบุกตรวจคนงานเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปถึงผลกระทบระยะยาวต่อการลงทุนและการค้า

ที่มา – ซีอีโอฮุนไดอ้าง สหรัฐฯ ขอโทษ กรณีบุกตรวจค้นโรงงานที่รัฐจอร์เจีย

สภาฯ สหรัฐฯ จ่อเปิดเอกสารคดีเอปสตีน

คดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ฉาวโฉ่ กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าความจริงเบื้องหลังการเสียชีวิตของเขาคืออะไร และใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเครือข่ายของเขา ล่าสุดนี้ สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมดแล้ว

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมด ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้อย่างโปร่งใส หลังจากการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายด้วยคะแนน 427 ต่อ 1 เสียง เพื่อให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สาธารณชนเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรมในคดีที่ซับซ้อนนี้

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้จะต้องผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภาเสียก่อน หากวุฒิสภาอนุมัติ ร่างกฎหมายจะถูกส่งต่อไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลงนามให้มีผลบังคับใช้ กระบวนการนี้อาจใช้เวลาพอสมควร แต่ก็เป็นขั้นตอนสำคัญในการทำให้ข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณชน

กระแสเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารในคดีของนายเอปสตีน ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาค้าประเวณี ก่อนที่จะเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2562 ได้ทวีความรุนแรงขึ้นในปีนี้ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเชื่อว่ารัฐบาลกำลังปกปิดข้อมูลสำคัญบางอย่าง และคาดว่ามี “รายชื่อลูกค้า” ที่จะเปิดเผยความเชื่อมโยงของนายเอปสตีนกับบุคคลสาธารณะที่มีอำนาจ

นายทรัมป์เองก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีชื่ออยู่ในเอกสารคดีของนายเอปสตีน แต่เขายืนยันมาตลอดว่าได้ตัดความสัมพันธ์กับอดีตนักการเงินชื่อฉาวคนนี้นานแล้ว ถึงแม้จะมีข้อกล่าวหาและการเชื่อมโยงต่างๆ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของเอปสตีน

นายทรัมป์เคยกล่าวในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2567 ว่าเขาจะเปิดเผยเอกสารดังกล่าว แต่ในเดือนกรกฎาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และเอฟบีไอ ได้ออกมายืนยันว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “รายชื่อลูกค้า” ขณะที่นายทรัมป์ก็แสดงท่าทีว่าจะไม่เปิดเผยเอกสารดังกล่าวแล้ว สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย รวมถึงกลุ่ม MAGA ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของเขา

แต่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ได้เปลี่ยนท่าทีและเรียกร้องให้สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส ลงมติสนับสนุนการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเอปสตีน การกลับลำครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน และทำให้เกิดคำถามว่าอะไรคือแรงจูงใจที่แท้จริงของเขา

ความเคลื่อนไหวของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้เผยแพร่เอกสารในคดีของนายเอปสตีนกว่า 20,000 ฉบับ รวมถึงอีเมลที่นายเอปสตีนส่งให้คนสนิทของเขา โดยภายในมีข้อความระบุว่า “ทรัมป์รู้เรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิง” แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเขาหมายถึงอะไรกันแน่ ข้อความนี้สร้างความสงสัยและกระตุ้นให้เกิดการสืบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และเอปสตีน

สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมด

ทำไมการเปิดเผยเอกสารคดีเอปสตีนจึงสำคัญ?

การเปิดเผยเอกสารในคดีเอปสตีนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใสและความยุติธรรมในสังคม เนื่องจากคดีนี้มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงและอำนาจ การเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงจะช่วยให้ประชาชนได้รับรู้ความจริงและสามารถตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้

นอกจากนี้ การเปิดเผยเอกสารอาจนำไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีและการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรงและต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมด ก็เพื่อการนี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเผยเอกสาร

การเปิดเผยเอกสารในคดีเอปสตีนอาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อหลายฝ่าย ทั้งต่อบุคคลที่มีชื่ออยู่ในเอกสาร องค์กรที่เกี่ยวข้อง และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม อาจมีการดำเนินคดีเพิ่มเติม หรือการลาออกจากตำแหน่งของบุคคลที่เกี่ยวข้อง กระบวนการยุติธรรมอาจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการค้าประเวณีและการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก ซึ่งจะนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว หากสภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมดอย่างสมบูรณ์

คดีเอปสตีนเป็นกรณีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสในสังคม การเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารในคดีนี้เป็นสัญญาณว่าประชาชนต้องการความจริงและต้องการให้ผู้ที่มีอำนาจรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

ที่มา – สภาผู้แทนฯ สหรัฐฯ ลงมติให้กระทรวงยุติธรรม เผยเอกสารคดีเอปสตีนทั้งหมด

สหรัฐฯ เตือน! ระวังหมีโจมตีในญี่ปุ่น สถิติพุ่ง

สถานทูตสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นออกประกาศเตือนพลเมืองอเมริกันให้ระมัดระวังอันตรายจากหมีโจมตี เนื่องจากสถิติการทำร้ายและเสียชีวิตจากหมีในญี่ปุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ทางสถานทูตได้เผยแพร่ “คำเตือนภัยสัตว์ป่า” ผ่านทางเว็บไซต์ โดยเน้นย้ำให้ชาวอเมริกันหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีรายงานการพบเห็นหมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเดินทางเพียงลำพัง และควรตระหนักถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบอยู่เสมอ หากพบเห็นหมี ควรรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทราบทันที

สถานการณ์หมีโจมตีในญี่ปุ่นน่ากังวลอย่างยิ่ง ข้อมูลจากสำนักข่าว AFP ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายแล้วถึง 13 ราย นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าสถิติผู้เสียชีวิตตลอดปีงบประมาณ 2566-2567 ที่มีเพียง 5 ราย มากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว ตัวเลขนี้ถือเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายภายในปีเดียวที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาตั้งแต่ปี 2549

นอกจากผู้เสียชีวิตแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากหมีโจมตีอีกกว่า 100 ราย ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงสิ้นเดือนตุลาคม ข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นระบุว่า การโจมตีส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในภาคเหนือของประเทศ

พื้นที่เสี่ยง หมีโจมตี! ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ในการแจ้งเตือนของสถานทูตสหรัฐฯ ได้ระบุชื่อจังหวัดฮอกไกโดและจังหวัดอาคิตะ รวมถึงเมืองซัปโปโรเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ทางการญี่ปุ่นยังได้สั่งปิดสวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ หลังจากมีการพบเห็นหมีในบริเวณดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจส่งกองกำลังทหารเข้าไปในจังหวัดอาคิตะ เพื่อช่วยควบคุมสถานการณ์สัตว์ป่าในพื้นที่ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจบางนายได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธปืนจัดการกับหมีที่คุกคามความปลอดภัยของประชาชนได้

สถานการณ์หมีโจมตีที่รุนแรงขึ้นในญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เปลี่ยว เดินทางเป็นกลุ่ม และพกอุปกรณ์ป้องกันตัว เช่น กระดิ่งหรือสเปรย์พริกไทยติดตัวไว้เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหมีทำร้ายได้

ที่มา – สหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันในญี่ปุ่น ระวังหมีโจมตี หลังสถิติพุ่ง

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ จริงหรือ?

ข่าวใหญ่จากสหรัฐอเมริกา! มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ ปิดฉากเหรียญที่อยู่คู่ชาวอเมริกันมานานกว่า 230 ปี สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว แถมมูลค่าทางเศรษฐกิจก็แทบจะไม่มีแล้ว เรื่องนี้สร้างความฮือฮาไม่น้อย และทำให้หลายคนหันมามองถึงคุณค่าของเหรียญเล็กๆ ที่เคยอยู่ในกระเป๋าเรา

เหรียญเพนนีเริ่มผลิตครั้งแรกตั้งแต่ปี 1793 ย้อนไปในยุคนั้น เพนนีหนึ่งเหรียญสามารถซื้อบิสกิต เทียน หรือขนมได้ชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว แต่ในปัจจุบันคุณจะทำอะไรได้ด้วยเงิน 1 เซนต์? คำตอบคือแทบไม่ได้อะไรเลย หลายคนมักจะโยนเหรียญทิ้งไว้ในโหล เก็บสะสม หรือไม่ก็กองรวมๆ กันไว้ในลิ้นชัก ขณะที่ต้นทุนในการผลิตแต่ละเหรียญนั้นสูงถึงเกือบ 4 เซนต์!

แบรนดอน บีช รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้กล่าวในพิธีที่โรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียว่า “พระเจ้าคุ้มครองอเมริกา และเราสามารถประหยัดเงินภาษีของประชาชนได้ถึง 56 ล้านดอลลาร์” ก่อนที่จะกดปุ่มเพื่อปั๊มเหรียญเพนนีเหรียญสุดท้าย ซึ่งถูกจัดวางอย่างดีเพื่อให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพเป็นที่ระลึก แน่นอนว่าเหรียญชุดสุดท้ายนี้บางส่วนจะถูกนำไปประมูลเพื่อการกุศลอีกด้วย

ถึงแม้ว่าการผลิตจะหยุดลงแล้ว แต่ไม่ต้องกังวล! เหรียญเพนนีหลายพันล้านเหรียญที่ยังหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจนั้นยังสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เหมือนกับเหรียญครึ่งเซนต์ที่ถูกยกเลิกไปในปี 1857 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายที่สหรัฐฯ ตัดสินใจเลิกใช้เหรียญอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่ได้เปิดเผยว่า โรงกษาปณ์ส่วนใหญ่ได้หยุดการผลิตเหรียญเพนนีไปตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาแล้ว ในวันสุดท้ายของการปั๊มเหรียญ พนักงานต่างยืนสงบอยู่หน้าเครื่องจักร ราวกับกำลังกล่าวอำลาเพื่อนเก่าที่ทำงานร่วมกันมานาน ก่อนที่จะปรบมือและส่งเสียงเชียร์เมื่อเหรียญสุดท้ายถูกผลิตออกมา

การตัดสินใจ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ นั้น เกิดขึ้นจากคำสั่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นจนไม่คุ้มค่า “สหรัฐฯ ผลิตเหรียญเพนนีที่มีต้นทุนเกินมูลค่ามานานเกินไปแล้ว มันเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง!” ทรัมป์ได้ระบุไว้ในโพสต์ออนไลน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันจำนวนมากก็ยังรู้สึกผูกพันกับเหรียญเพนนี บางคนถือว่าเป็นเหรียญนำโชค หรือเป็นของสะสมที่มีคุณค่าทางจิตใจ ขณะที่ร้านค้าปลีกหลายแห่งเริ่มกังวลในช่วงก่อนที่จะมีการเลิกผลิต เพราะเหรียญเริ่มขาดตลาด และยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะจัดการกับการทอนเงินอย่างไร บางร้านจึงเลือกที่จะปัดเศษราคาลง เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเสียเปรียบ หรือบางแห่งก็ขอให้ลูกค้านำเหรียญเพนนีมาใช้จ่าย หรือแลกเป็นของรางวัล เช่น เครื่องดื่มฟรี

ฝ่ายที่สนับสนุนการยกเลิกเหรียญเพนนี ให้เหตุผลว่าการ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ จะช่วยลดต้นทุนของรัฐบาล ทำให้การชำระเงินรวดเร็วขึ้น และยังสอดคล้องกับประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่ง เช่น แคนาดา ที่ได้ยุติการผลิตเหรียญเพนนีไปตั้งแต่ปี 2012 แล้ว

ธนาคารบางแห่งเริ่มจำกัดการจ่ายเหรียญเพนนี เนื่องจากมีปริมาณมหาศาลที่สะสมอยู่ในระบบ ปัจจุบันเหรียญเพนนีคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเหรียญทั้งหมดที่ผลิตในโรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียและเดนเวอร์ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าเหรียญเพนนีจะมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์) ที่ใช้เงินถึงเกือบ 14 เซนต์ต่อเหรียญ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเหรียญไดม์ (10 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเพียง 6 เซนต์ และเหรียญควอเตอร์ (25 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเกือบ 15 เซนต์ การผลิตเหรียญเพนนีก็ดูจะไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

แฟรงก์ โฮลท์ ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยฮิวสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เหรียญ ได้กล่าวว่า การเลิกผลิตเหรียญเพนนีถือเป็นการสูญเสียทางวัฒนธรรม “เหรียญเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของเรา เราเลือกที่จะสลักคำขวัญและภาพบุคคลสำคัญลงบนมัน มันคือหลักฐานของประวัติศาสตร์ การเมือง ศิลปะ และอุดมคติของประเทศ”

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์

ทำไมสหรัฐฯ ถึงหยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือทำไมถึงต้องมีการยกเลิกเหรียญที่อยู่คู่ประเทศมานานขนาดนี้ คำตอบหลักๆ ก็คือเรื่องของต้นทุนและความคุ้มค่าในการผลิตนั่นเอง เมื่อไหร่ที่ต้นทุนสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง การยกเลิกก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายประเทศทั่วโลกก็ใช้วิธีการนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

การตัดสินใจครั้งนี้อาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวิถีชีวิตของผู้คนไปบ้าง แต่ในระยะยาวแล้ว อาจจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็เป็นได้ แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับการ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์?

ที่มา – สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน: สิ้นสุดประวัติศาสตร์

การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า “ชัตดาวน์” ที่ยาวนานถึง 43 วัน ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในร่างกฎหมายเพื่อยุติภาวะดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้เปิดงบประมาณฟื้นฟูโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร จ่ายค่าจ้างพนักงานรัฐหลายแสนคน และฟื้นระบบควบคุมการบินที่หยุดชะงักไปก่อนหน้านี้

ร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา จะต่ออายุการจัดสรรงบประมาณไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถกลับมาเปิดทำการได้ภายในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าบริการของรัฐบาลจะกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีภาระหนี้สินรวมกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

การสิ้นสุดของภาวะ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน ครั้งนี้ จะช่วยให้บริการที่สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบิน มีเวลาในการฟื้นตัวก่อนช่วงวันหยุดขอบคุณพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกลับมาของโครงการแจกอาหารให้กับครอบครัวรายได้น้อยในช่วงเทศกาลคริสต์มาส รวมถึงหน่วยงานสถิติของรัฐบาลจะสามารถกลับมาเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดรายงานไปตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าทำเนียบขาวจะระบุว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเดือนตุลาคม อาจจะไม่ถูกเผยแพร่อีกต่อไป

ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน: สิ้นสุดประวัติศาสตร์

นักเศรษฐศาสตร์ได้ประเมินว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลในครั้งนี้ ส่งผลให้ GDP ของสหรัฐฯ ลดลงกว่า 0.1% ต่อสัปดาห์ของการชัตดาวน์ แม้ว่าส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าผลกระทบดังกล่าวจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงต่อไป การลงมติในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งในระดับรัฐหลายแห่งเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ไม่สามารถผลักดันให้มีการขยายสิทธิประโยชน์เงินอุดหนุนประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางได้ ในขณะที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภา

ระหว่างการอภิปราย มิกกี้ เชอร์ริล สส.เดโมแครตจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ ได้เรียกร้องให้เพื่อนร่วมสภา “อย่ายอมให้สภานี้กลายเป็นตราประทับยางสำหรับรัฐบาลที่พรากอาหารจากเด็กและทำลายระบบสาธารณสุขของประชาชน”

แม้ว่าภาวะ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดที่ถือว่าได้รับชัยชนะอย่างชัดเจน ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์/อิปซอส แสดงให้เห็นว่า ประชาชน 50% กล่าวโทษพรรครีพับลิกัน ในขณะที่ 47% กล่าวโทษพรรคเดโมแครต สำหรับวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ผลกระทบหลังจาก ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน

นอกจากการกลับมาทำงานของสภาผู้แทนฯ หลังจากการหยุดพักตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ยังนำไปสู่การรื้อฟื้นประเด็นการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เสียชีวิตในเรือนจำ โดยสภาเตรียมพิจารณาการเผยแพร่เอกสารที่ยังไม่เป็นความลับทั้งหมด หลังจากที่พรรคเดโมแครตได้เปิดเผยเอกสารบางส่วนเพิ่มเติมในวันเดียวกัน

ร่างกฎหมายงบประมาณฉบับนี้ ยังมีบทบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 8 คน สามารถยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกระทรวงยุติธรรมได้สูงสุด 5 แสนดอลลาร์ หากถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากการสืบสวนเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม ปี 2021 พร้อมทั้งชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ย้อนหลังอีกด้วย

การยุติชัตดาวน์ครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างไร

ที่มา – ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ทรัมป์ช่วยซีเรียเต็มที่ หลังพบ ปธน.คนใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ซีเรียประสบความสำเร็จ ภายหลังการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์กับประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำซีเรียคนใหม่ ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้บัญชาการกลุ่มอัลกออิดะห์ และเพิ่งถูกถอดชื่อออกจากบัญชีผู้ก่อการร้ายของสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

การเยือนกรุงวอชิงตันของนายชาราถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของผู้นำซีเรีย และเกิดขึ้นเพียง 6 เดือนหลังจากทั้งสองพบกันครั้งแรกที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทรัมป์ได้ประกาศแผนผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรซีเรียในขณะนั้น

นายอัล-ชารา วัย 43 ปี ขึ้นสู่อำนาจเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังกองกำลังติดอาวุธของเขาโค่นล้มอดีตผู้นำเผด็จการ บาชาร์ อัล-อัสซาด ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม หลังจากนั้น ซีเรียได้ปรับทิศทางนโยบายอย่างรวดเร็ว จากการพึ่งพาอิหร่านและรัสเซีย ไปสู่การสร้างสัมพันธ์กับตุรกี กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และล่าสุดคือสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า “เราจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้ซีเรียประสบความสำเร็จ” พร้อมยกย่องนายชาราว่าเป็น “ผู้นำที่แข็งแกร่ง” และยอมรับถึงอดีตอันขัดแย้งของเขาว่า “ทุกคนต่างก็เคยมีอดีตที่ยากลำบาก”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายระยะเวลาการผ่อนผันการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรตาม “กฎหมายซีซาร์” ออกไปอีก 180 วัน เพื่อเปิดทางให้ซีเรียเริ่มกระบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ย้ำว่าการยกเลิกทั้งหมดต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส

ในด้านความมั่นคง สหรัฐฯ กำลังเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างซีเรียและอิสราเอล เพื่อทำข้อตกลงด้านความมั่นคงร่วมกัน แม้อิสราเอลยังคงระแวงต่อประวัติการก่อการร้ายของนายชาราก็ตาม ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสหรัฐฯ มีแผนจัดตั้งฐานทัพในกรุงดามัสกัส

ก่อนการประชุมไม่กี่ชั่วโมง ทางการซีเรียเปิดเผยว่าได้สกัดแผนลอบสังหารนายชาราของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) สองครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเมื่อสุดสัปดาห์ ซีเรียได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 70 คน

ชารายังมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ยกเลิก “กฎหมายซีซาร์” เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาฟื้นฟูประเทศที่ผ่านสงครามยาวนานกว่า 14 ปี ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าต้องใช้เงินมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟู

ในสภาคองเกรส สส. หลายรายทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเริ่มเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว แม้บางฝ่ายยังคงคัดค้าน แต่สถานการณ์อาจเปลี่ยนได้หากทรัมป์ออกแรงกดดันทางการเมือง

ภายในประเทศ ซีเรียยังคงเผชิญความรุนแรงทางศาสนาและความขัดแย้งภายใน ที่คร่าชีวิตประชาชนกว่า 2,500 คนตั้งแต่การล่มสลายของรัฐบาลอัสซาด ซึ่งสร้างคำถามถึงศักยภาพของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศอย่างเป็นเอกภาพ

การมุ่งความสนใจของทรัมป์ต่อซีเรียมีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามรักษาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและฮามาส และผลักดันแผนสันติภาพ 20 ข้อของเขาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

เส้นทางชีวิตของนายชาราถือเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ เขาเข้าร่วมกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรักหลังการรุกรานของสหรัฐฯ ปี 2003 และเคยถูกคุมขังโดยกองทัพสหรัฐฯ ก่อนกลับไปซีเรียเข้าร่วมการต่อต้านอัสซาดในปี 2011 ต่อมาในปี 2013 สหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีเขาเป็นผู้ก่อการร้ายภายใต้ชื่อ “อาบู มูฮัมหมัด อัล-โกลานี” จนกระทั่งเขาประกาศตัดขาดจากอัลกออิดะห์ในปี 2016

ล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยกเลิกรางวัลนำจับมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ที่ตั้งไว้กับตัวนายชารา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ถอดชื่อเขาและรัฐมนตรีมหาดไทยของซีเรียออกจากบัญชีคว่ำบาตรด้านการก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ.

ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในซีเรียครั้งนี้ เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สหรัฐฯ ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และพร้อมที่จะสนับสนุนซีเรียในทุกวิถีทาง

ความช่วยเหลือจากทรัมป์ต่อซีเรียมีความหมายอย่างไร

การที่ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่นี้ อาจหมายถึงโอกาสในการฟื้นฟูประเทศ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจของซีเรียในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ยังคงมีความท้าทายอยู่มาก ทั้งในด้านความมั่นคงภายในประเทศ ความขัดแย้งทางศาสนา และการยอมรับจากนานาชาติ แต่การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาท อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำพาซีเรียไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทิศทางของซีเรียหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไรบ้าง? ต้องติดตามกันต่อไป

การที่ทรัมป์ช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่ นับเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนอนาคตของซีเรียไปตลอดกาล

ที่มา – ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

สว.สหรัฐฯ ใกล้ ยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย


ความคืบหน้าล่าสุดในสหรัฐอเมริกา ส่อแววว่าวิกฤตการณ์ สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย เริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลังจากที่สมาชิกวุฒิสภาของทั้งสองพรรคเริ่มแสดงท่าทีประนีประนอมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายเดโมแครตที่เริ่มอ่อนข้อในประเด็นสำคัญอย่าง โอบามาแคร์

ตามรายงานจากสำนักข่าว CNN แหล่งข่าวหลายรายเปิดเผยว่า สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตได้ส่งสัญญาณว่าจะยอมรับข้อตกลงเพื่อเปิดรัฐบาลอีกครั้ง หากทำเนียบขาวแสดงความยืดหยุ่นในบางประเด็นที่สำคัญ ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการปิดทำการ (ชัตดาวน์) เนื่องจากการขาดกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่มานานกว่า 40 วัน

สาระสำคัญของข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ รวมถึงมาตรการชั่วคราวใหม่ที่จะขยายการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลออกไปจนถึงเดือนมกราคม พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับแพ็กเกจที่ใหญ่ขึ้นเพื่อจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้กับหน่วยงานสำคัญหลายแห่ง

ร่างกฎหมายที่กว้างขึ้นนี้ครอบคลุมถึงร่างกฎหมายการจัดสรรงบประมาณเต็มปี 3 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างทางทหารและกิจการทหารผ่านศึก, ฝ่ายนิติบัญญัติ และกระทรวงเกษตร

นอกจากนี้ ข้อมูลสรุปจาก ส.ว.แพตตี เมอร์เรย์ (เดโมแครต) ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะรวมถึงงบประมาณใหม่จำนวน 203.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยและการป้องกันสำหรับสมาชิกสภาคองเกรส นอกเหนือจากงบประมาณจำนวน 852 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จัดสรรไว้สำหรับตำรวจรัฐสภาสหรัฐฯ

สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้จะไม่รวมถึงการขยายเวลา “กฎหมายการดูแลสุขภาพราคาประหยัด” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โอบามาแคร์” (ACA) ที่กำลังจะหมดอายุ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของฝ่ายเดโมแครต แต่มีการรับประกันว่า จะมีการลงมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายในวุฒิสภาสหรัฐฯ ในภายหลัง แต่ไม่มีการรับประกันว่า การขยายเวลา ACA จะกลายเป็นกฎหมาย

แหล่งข่าวกล่าวว่า พรรคเดโมแครตตระหนักดีว่าจุดยืนที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะไม่ขยายการอุดหนุนงบประมาณให้โครงการโอบามาแคร์ ทำให้โอกาสในการบรรลุข้อตกลงร่วมกันของทั้งสองพรรคในประเด็นดังกล่าวแทบเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนจึงยอมถอย เพื่อให้มีการลงมติในเวลาอื่น เพื่อยุติการชัตดาวน์ที่ส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่แหล่งข่าวระบุว่า ยังมีประเด็นสำคัญที่ยังติดขัดและต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่รัฐบาลจะสามารถเปิดทำการได้อีกครั้ง โดยหลัก ๆ คือข้อเรียกร้องของพรรคเดโมแครตที่จะให้มีการคืนตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่ถูกรัฐบาลทรัมป์ไล่ออกไปในช่วงก่อนหน้า

แหล่งข่าว 2 รายให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีการพิจารณายกเลิกการลดจำนวนบุคลากรบางส่วนที่เกิดขึ้นตลอดช่วงการปิดทำการรัฐบาลในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลาง

การลงมติจะเกิดขึ้นเมื่อใด?

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการลงคะแนนเสียงจะเกิดขึ้นเมื่อใด เนื่องจากยังมีการเจรจาขั้นสุดท้ายเกิดขึ้นอยู่เบื้องหลัง ซึ่งนายจอห์น ทูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าการลงคะแนนเสียงเบื้องต้นอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน

สมาชิกวุฒิสภาจะเริ่มการลงคะแนนเสียงเพื่อรับพิจารณามาตรการชั่วคราวที่ผ่านโดยสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วก่อน ซึ่งหมายความว่าต้องมี ส.ว.ฝ่ายเดโมแครตอย่างน้อย 8 คนยกมือสนับสนุนเพื่อให้ร่างกฎหมายนี้ผ่าน จากนั้นวุฒิสภาจะแก้ไขร่างกฎหมายนั้นด้วยแพ็กเกจการจัดสรรงบประมาณที่ใหญ่ขึ้นตามที่ทั้งสองพรรคเจรจากันไว้

หากร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ร่างกฎหมายจะต้องถูกส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อผ่านความเห็นชอบขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะส่งไปยังโต๊ะของประธานาธิบดีทรัมป์เพื่อให้เขาลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมาย เพื่อเปิดรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจต้องใช้เวลานานหลายวัน

สถานการณ์ สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอย ถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าของการเจรจาอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้ในที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวอเมริกัน

ที่มา – สว.สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงยุติชัตดาวน์ หลังเดโมแครตถอยเรื่องโอบามาแคร์

รอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล

กลุ่มฮามาสส่งคืนร่างของนายทหารที่เสียชีวิตในสงครามเมื่อปี 2557 คืนให้แก่อิสราเอลแล้ว สิ้นสุดการรอคอยของครอบครัวที่ต้องทนทุกข์มานานนับ 10 ปี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 ทางการอิสราเอลออกมายืนยันว่า พวกเขาได้รับร่างของร้อยโท ฮาดาร์ โกลดิน ทหารที่เสียชีวิตในฉนวนกาซาระหว่างสงครามเมื่อปี 2557 กลับคืนมาแล้ว ยุติการรอคอยของครอบครัวที่ต้องทนทุกข์มานานกว่า 10 ปี

ร้อยโท โกลดิน วัย 23 ปี ถูกสังหารหลังจากข้อตกลงหยุดยิง เพื่อยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในปี 2557 เริ่มมีผลบังคับใช้ได้เพียง 2 ชั่วโมง ขณะที่ครอบครัวของเขาออกมาเคลื่อนไหวตลอด 11 ปีที่ผ่านมา เพื่อขอให้รัฐบาลหาทางนำร่างของโกลดินกลับคืนมา

กองทัพอิสราเอลยืนยันมานานแล้วว่า ร้อยโท โกลดิน เสียชีวิตแล้ว โดยอ้างอิงจากหลักฐานที่พบในอุโมงค์ที่ร่างของเขาถูกนำไป ซึ่งรวมถึงเสื้อที่เปื้อนเลือดและชายเสื้อสำหรับสวดมนต์ ซึ่งร่างของเขาเป็นศพเดียวที่ไม่ใช่ผู้เสียชีวิตในสงครามปัจจุบัน และยังอยู่ในฉนวนกาซา

การส่งคืนร่างของนายโกลดินถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญในข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งสหรัฐฯ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย หลังจากที่ผ่านมาการบังคับใช้เกิดการติดขัด เนื่องจากกลุ่มฮามาสไม่สามารถคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้ง 28 รายให้แก่อิสราเอลได้ในทันที โดยอ้างว่า “ศพจำนวนหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง” นอกจากนั้นยังเกิดการปะทะกันเป็นระลอกด้วย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดทำให้ตอนนี้ อิสราเอลได้รับคืนศพตัวประกันแล้ว 24 จาก 28 ราย โดยที่เหลือเป็นตัวประกันชาวอิสราเอล 3 ราย และชาวไทย 1 ราย

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่า ตอนนี้ครอบครัวของร้อยโท โกลดิน จะสามารถประกอบพิธีศพตามหลักศาสนายิวให้กับเขาได้แล้ว พร้อมกล่าวย้ำว่า เขาจะนำร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตกลับคืนมาทั้งหมด “จนถึงตอนนี้ เรานำกลับมาได้แล้ว 250 ราย เราจะนำพวกเขากลับมาทั้งหมด”

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการรอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล ถือเป็นเรื่องที่สะเทือนใจและกินเวลายาวนาน การที่ครอบครัวต้องรอคอยการกลับมาของคนที่รักนานถึง 11 ปี เป็นเรื่องที่ยากจะจินตนาการถึงความเจ็บปวดได้ การส่งคืนร่างของทหารอิสราเอลในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการปิดฉากเรื่องราวอันแสนเศร้า และเปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ทำพิธีศพให้แก่ผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติ

รอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล

การที่กลุ่มฮามาสตัดสินใจส่งคืนร่างของทหารอิสราเอล หลังจากรอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล นั้น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดระหว่างสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความซับซ้อน และต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวต่อไปอย่างใกล้ชิด

ทำไมรอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล จึงกินเวลานาน

ปัจจัยหลายอย่างอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้การส่งคืนร่างของทหารอิสราเอลล่าช้า หนึ่งในนั้นอาจเป็นเรื่องของการเจรจาต่อรองระหว่างอิสราเอลและฮามาส ซึ่งอาจมีเงื่อนไขและข้อตกลงที่ซับซ้อน อีกทั้งสถานการณ์ความไม่สงบในฉนวนกาซา อาจเป็นอุปสรรคต่อการค้นหาและส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองและความเชื่อใจที่ขาดหายไประหว่างสองฝ่าย ก็อาจมีส่วนทำให้กระบวนการนี้ล่าช้าออกไปอีก

การที่รัฐบาลอิสราเอลให้ความสำคัญกับการนำร่างของทหารกลับคืนมา แสดงให้เห็นถึงความเคารพและให้เกียรติแก่ผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ รวมถึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย เหตุการณ์รอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสูญเสียและความเจ็บปวดจากสงคราม และเป็นแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายหันมาหาทางออกด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและฮามาสจะเป็นอย่างไรต่อไป ยังคงเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก แต่การส่งคืนร่างของทหารอิสราเอลในครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่นำไปสู่การเจรจาและการสร้างความเข้าใจระหว่างสองฝ่ายมากขึ้นก็เป็นได้

การคืนร่างทหารอิสราเอลหลังรอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ตัวประกันที่เหลืออยู่ต่อไป

ที่มา – รอมา 11 ปี ฮามาสคืนศพทหารอิสราเอล ถูกสังหารตั้งแต่ปี 2557 แล้ว

พิษชัตดาวน์สหรัฐฯ: ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400!

สถานการณ์ พิษชัตดาวน์สหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ ทำให้เกิดผลกระทบอย่างหนักต่อการเดินทางทางอากาศ โดยล่าสุดมีการยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศและที่มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ กว่า 1,400 เที่ยวบิน ทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบ

พิษชัตดาวน์สหรัฐฯ ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400 เที่ยว!

ปัญหาการเมืองในสหรัฐฯ ส่งผลเสียต่อประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่รัฐบาลไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องงบประมาณ ทำให้หน่วยงานราชการหลายแห่งต้องหยุดทำการ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่จำนวนมากไม่ได้รับค่าจ้าง และกระทบต่อการบริการสาธารณะอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกแล้ว ยังมีเที่ยวบินอีกเกือบ 6,000 เที่ยวบินที่ต้องเผชิญกับความล่าช้า สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่ต้องเดินทางเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) ต้องลดขีดความสามารถในการรองรับการจราจรทางอากาศลง เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ

ผลกระทบของพิษชัตดาวน์สหรัฐฯ ต่อการเดินทาง

เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศซึ่งต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างเริ่มประสบปัญหาความเหนื่อยล้าและอ่อนแรง ทำให้ FAA ต้องออกมาตรการลดจำนวนเที่ยวบินเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร

สนามบินที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ สนามบินนวร์ก ลิเบอร์ตี อินเตอร์เนชันแนล ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเที่ยวบินขาเข้าล่าช้าโดยเฉลี่ยกว่า 4 ชั่วโมง และเที่ยวบินขาออกล่าช้าเฉลี่ย 1.5 ชั่วโมง นอกจากนี้ สนามบินอื่นๆ เช่น สนามบินชาร์ลอตต์/ดักลาส และสนามบินชิคาโก โอแฮร์ อินเตอร์เนชันแนล ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

FAA วางแผนที่จะทยอยลดจำนวนเที่ยวบินลงอย่างต่อเนื่อง โดยจะลดลง 4% ในช่วงแรก และจะเพิ่มเป็น 10% ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งใกล้กับช่วงวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุดช่วงหนึ่งของปี

ไม่เพียงแต่เที่ยวบินพาณิชย์เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ การใช้เครื่องบินส่วนตัวในสนามบินที่มีการจราจรหนาแน่นก็ถูกจำกัดเช่นกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศสามารถมุ่งเน้นไปที่เที่ยวบินพาณิชย์เป็นหลักได้

นอกจากนี้ การชัตดาวน์ยังส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสนามบิน (TSA) กว่า 64,000 คน ที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีเจ้าหน้าที่ลาป่วยหรือขาดงานมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการรักษาความปลอดภัยในสนามบิน

การชัตดาวน์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน เนื่องจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ

อเมริกัน แอร์ไลน์ส ได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำในวอชิงตัน ดี.ซี. เร่งหาทางยุติภาวะชัตดาวน์โดยเร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ

สถานการณ์ พิษชัตดาวน์สหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่รัฐบาลไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เกิดความเสียหายในหลายภาคส่วน และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง

พิษชัตดาวน์สหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่เป็นเรื่องของปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวอเมริกัน ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความยากลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ที่มา – พิษ “ชัตดาวน์” สหรัฐฯ ลามหนัก ยืดเยื้อ 39 วัน ยกเลิกเที่ยวบินทะลุ 1,400 เที่ยว

Scroll to top