สอบท้องถิ่น

“เรืองเดช” ผอ.มศว รับทราบข้อหาคดีโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการราชการเมื่อ “เรืองเดช” ผอ.มศว รับทราบข้อหาคดีโกงสอบท้องถิ่น ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับระบบการคัดเลือกบุคลากรเข้าสู่ภาครัฐ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อนายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเพื่อรับฟังข้อกล่าวหาในคดีทุจริตที่หลายคนให้ความสนใจ

เจาะลึกคดี “เรืองเดช” ผอ.มศว รับทราบข้อหาคดีโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์การเข้าพบตำรวจครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในกระบวนการยุติธรรม โดยพนักงานสอบสวนเตรียมดำเนินคดีด้วย 7 ข้อหาหนัก หลังจากที่มีการซัดทอดจากพยานปากสำคัญอย่าง “ดร.วิน” ว่ามีการประสานนำไฟล์ข้อสอบไปแก้ไขกระดาษคำตอบที่บ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี เรื่องราว “เรืองเดช” ผอ.มศว รับทราบข้อหาคดีโกงสอบท้องถิ่น นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัว แต่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการสอบแข่งขันเข้าสู่ราชการไทยอย่างรุนแรง

สรุปประเด็นร้อน “เรืองเดช” ผอ.มศว รับทราบข้อหาคดีโกงสอบท้องถิ่น

ในการดำเนินการแจ้งข้อหาครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่สังคมควรทราบโดยสรุปดังนี้:

  • ข้อหาหนัก 7 กระทง: รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปลอมแปลงเอกสารราชการ และการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
  • การซัดทอดจากผู้ร่วมขบวนการ: พยานหลักฐานที่มีความแน่นหนาเชื่อมโยงไปยังกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนน
  • สถานะของผู้ต้องหา: นายเรืองเดชให้ความร่วมมือด้วยการเดินทางมาด้วยตนเอง ทำให้ไม่ต้องใช้หลักประกันในชั้นพนักงานสอบสวน
  • คดีอาญาที่เกี่ยวข้อง: นอกจากนายเรืองเดชแล้ว ยังมีกลุ่มบุคคลอีกกว่า 11 คนที่ต้องเผชิญกับข้อหาอั้งยี่และซ่องโจรอีกด้วย

ในขณะที่นายเรืองเดชกำลังเผชิญกับการสอบสวน ทางด้านนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็ได้ขอเลื่อนการเข้าพบตำรวจออกไปก่อน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคดีนี้ยังมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมากที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

ในฐานะประชาชนเราคงต้องจับตาดูบทสรุปของเรื่องนี้ต่อไปว่า กระบวนการตรวจสอบจะนำไปสู่การเปิดโปงขบวนการทุจริตที่ใหญ่กว่านี้หรือไม่ เพราะการสอบเข้ารับราชการควรเป็นพื้นที่ที่บริสุทธิ์และยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกคนที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบ การทุจริตไม่ควรมีที่ยืนในระบบการศึกษาและราชการไทย หากพบการกระทำผิดจริงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องได้รับโทษอย่างสาสมเพื่อให้ความเป็นธรรมกับบรรดาผู้เข้าสอบที่ทำตามกติกาอย่างสุจริต

ที่มา – ​​​​​“เรืองเดช” ผอ.มศว พบตำรวจกองปราบ รับทราบข้อหาคดีโกงสอบท้องถิ่น อ่วม 7 ข้อหาหนัก

“ภคมน” ทวงความคืบหน้า คดีโกงสอบไม่คืบ ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยยังคงเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับมหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่นมูลค่ามหาศาลกว่า 5,000 ล้านบาท ที่ล่าสุด “ภคมน” ทวงความคืบหน้า ผ่านมา 40 วัน คดีโกงสอบไม่คืบ ชวนย้อนไทม์ไลน์ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ความคืบหน้าในทางคดีกลับดูเหมือนการย่ำอยู่กับที่ ซึ่งสร้างความกังขาให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

“ภคมน” ทวงความคืบหน้า ผ่านมา 40 วัน คดีโกงสอบไม่คืบ ชวนย้อนไทม์ไลน์ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้ไม่ใช่การโกงที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นการเตรียมการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่ระดับการกำหนดขอบเขตงานหรือ TOR เพื่อเปิดทางให้เกิดการ “ล็อกสเปก” ซึ่งเห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนตัวมหาวิทยาลัยผู้จัดสอบจาก ม.บูรพา เป็น มศว ทั้งที่มีกระบวนการที่น่าสงสัยตามมามากมาย

เบื้องหลังการฮั้วและการล็อกสเปกที่ต้องจับตา

หากเราย้อนไทม์ไลน์กลับไปจะพบความไม่ชอบมาพากลเริ่มตั้งแต่ปี 2566 เมื่อ ม.บูรพา ชนะการเสนอราคาอย่างถูกต้อง แต่กลับถูกยกเลิกสัญญาและกล่าวหาเรื่องประวัติการทุจริต ทั้งที่ในความเป็นจริง ม.บูรพา ได้ยื่นอุทธรณ์จนชนะและพิสูจน์ได้ว่าไม่มีข้อร้องเรียนแต่อย่างใด การที่ “ภคมน” ทวงความคืบหน้า ผ่านมา 40 วัน คดีโกงสอบไม่คืบ ชวนย้อนไทม์ไลน์ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น นั้น มุ่งเน้นไปที่การตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์ให้กับบางกลุ่มอย่างชัดเจน

ข้อสังเกตสำคัญของคดีนี้มีดังนี้:

  • การยกเลิกสัญญาเดิม: การอ้างเหตุผลเรื่อง TOR ไม่รัดกุมฟังดูไม่ขึ้น เพราะ TOR นั้นถูกกำหนดโดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาเอง
  • การเปลี่ยนตัวผู้รับจ้าง: การดึง มศว เข้ามาแทนที่ ม.บูรพา พร้อมกับการปรับแก้เงื่อนไขใหม่ที่ทำให้ผู้รับจ้างรายใหม่ได้เปรียบ
  • เส้นทางการเงิน: จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องแม้แต่รายเดียว

ความช้าของกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันจับตา เพราะการทุจริตในระบบสอบอย่างนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายเชิงงบประมาณ แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทยอย่างรุนแรง เราคงต้องรอดูว่าหน่วยงานที่มีอำนาจจะสามารถตอบคำถามสังคมได้หรือไม่ว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการฮั้วประมูลระดับพันล้านในครั้งนี้

ที่มา – “ภคมน” ทวงความคืบหน้า ผ่านมา 40 วัน คดีโกงสอบไม่คืบ ชวนย้อนไทม์ไลน์ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น

อนุทิน ปลุกผู้บริหารมท. รีเซ็ตกระทรวงใหม่ สร้างศรัทธาประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนองค์กรขนานใหญ่ ในภารกิจ อนุทิน ปลุกผู้บริหารมท. รีเซ็ตกระทรวงใหม่ สร้างศรัทธาประชาชน หลังจากที่หน่วยงานต้องเผชิญกับมรสุมปัญหาการทุจริตในท้องถิ่นที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน

อนุทิน ปลุกผู้บริหารมท. รีเซ็ตกระทรวงใหม่ สร้างศรัทธาประชาชน อย่างเร่งด่วน

ในการประชุมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทินได้ย้ำชัดเจนว่า กระทรวงมหาดไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ โดยเปรียบเปรยถึงเรื่องของการคัดกรองบุคลากรและจัดการปัญหาหญ้ากาฝาก เพื่อไม่ให้คนดีในองค์กรต้องเดือดร้อน หรือเสียกำลังใจในการทำงาน ซึ่งนี่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ อนุทิน ปลุกผู้บริหารมท. รีเซ็ตกระทรวงใหม่ สร้างศรัทธาประชาชน ให้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง

ก้าวต่อไปของมหาดไทย: เลิกแค้น เดินหน้าสร้างผลงาน

นายอนุทินยืนยันว่า ตนไม่ได้เข้ามาด้วยความแค้นในอดีต แต่มาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น โดยระบุว่าไม่มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง และพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพในการบริการพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ประเด็นที่น่าจับตามองและถือเป็นวาระเร่งด่วน ได้แก่:

  • การปราบปรามการทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างเด็ดขาดร่วมกับ ป.ป.ช.
  • การจัดระเบียบสถานบันเทิงและป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์
  • การเตรียมการรับมือภัยพิบัติและดูแลทรัพยากรธรรมชาติบริเวณชายแดน
  • การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมหารือกับผู้นำเมียนมาในเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับการบริหารงานในระยะจากนี้ นายอนุทินตั้งใจเต็มที่ที่จะใช้โอกาสในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ในการปรับจูนการทำงานของทุกกรมและทุกจังหวัดให้สอดประสานกันมากขึ้น โดยเน้นย้ำว่าหากใครมีความคิดเห็นดีๆ ที่จะช่วยให้การทำงานในพื้นที่ทำได้ง่ายขึ้นและเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ให้รีบเสนอเข้ามาได้ทันที

นอกจากนี้ ยังมีการสั่งการเตรียมข้อมูลสำคัญเพื่อรองรับการมาเยือนของผู้นำเมียนมา เพื่อให้การขับเคลื่อนงานในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างราบรื่นและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมสูงสุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายอนุทินนั้น พร้อมที่จะทำงานเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งงานภายในประเทศและการต่างประเทศ

สุดท้ายนี้ สิ่งที่พี่น้องประชาชนคาดหวังได้จากการรีเซ็ตกระทรวงในครั้งนี้ คือการได้เห็นมหาดไทยที่รับใช้ประชาชนด้วยความโปร่งใส ปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ และมุ่งเน้นการสร้างผลงานที่สัมผัสได้จริง เพราะรากฐานที่มั่นคงของประเทศเริ่มจากหน่วยงานที่เข้มแข็งและมือสะอาด เราคงต้องมารอดูกันต่อไปว่า การปรับรื้อระบบครั้งนี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนตั้งตารอได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุทิน” ปลุกผู้บริหารมท. รีเซ็ตกระทรวงใหม่ สร้างศรัทธาประชาชน หลังเจอมรสุมโกงท้องถิ่น

ออกหมายเรียก 2 บิ๊กคดีเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

ออกหมายเรียก 2 บิ๊กคดีเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าล่าสุดเมื่อกองบังคับการปราบปราม ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการในคดีทุจริตที่หลายคนให้ความสนใจ โดยล่าสุดมีการออกหมายเรียก 2 บิ๊กคดีเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ได้แก่ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาหนักรวม 7 ข้อหา

เปิดรายชื่อผู้เกี่ยวข้องและข้อหาสำคัญ

การดำเนินการทางกฎหมายครั้งนี้ถือเป็นการกวาดล้างขบวนการทุจริตครั้งใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมารายงานตัวภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ สำหรับการออกหมายเรียก 2 บิ๊กคดีเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่นในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ 2 บิ๊กเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเจ้าหน้าที่อีก 11 รายที่ถูกพบขณะกำลังแก้ไขข้อมูลข้อสอบ ณ บ้านพักในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยข้อหาที่ผู้เกี่ยวข้องต้องเผชิญมีรายละเอียดดังนี้:

  • ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตต่อหน้าที่
  • การปลอมแปลงเอกสารราชการและเอกสารสิทธิ
  • การกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารรับรอง
  • การเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นจนเกิดความเสียหาย
  • การละเมิดความลับและการเปิดเผยเอกสารที่ปิดผนึก
  • ความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลเท็จ
  • การประกอบอาชีพในรูปแบบอั้งยี่และซ่องโจรสำหรับผู้ที่ถูกจับกุมขณะแก้ไขข้อสอบ

บทเรียนสำคัญของการทุจริตในระบบราชการ

กรณีการออกหมายเรียก 2 บิ๊กคดีเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่นนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่กระตุ้นเตือนให้เห็นว่า การตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐ ทั้ง ปปช. และตำรวจกองปราบปราม ทำงานอย่างจริงจังเพื่อรักษาความยุติธรรมให้กับผู้สมัครสอบทุกคนที่ใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง การทุจริตในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ทำลายระบบคุณธรรม แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทย

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามกฎหมายอย่างไรบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีว่าความยุติธรรมนั้นมีอยู่จริงและกฎหมายไทยไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่มีอำนาจหากทำผิดพลาดครับ

ที่มา – ออกหมายเรียก 2 บิ๊ก “ธีรุตม์-เรืองเดช” รับทราบ 7 ข้อหา คดีเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

บช.ก.จ่อออกหมายเรียก 2 ผู้บริหารระดับสูง ปมโกงสอบท้องถิ่น

เชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังติดตามประเด็นร้อนแรงในแวดวงราชการ กรณีที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ก. ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในคดี บช.ก.จ่อออกหมายเรียก 2 ผู้บริหารระดับสูง ปมโกงสอบท้องถิ่น พร้อม 11 จนท.ในบ้านพัก ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งระบบการสอบเข้าทำงานในหน่วยงานท้องถิ่นครับ

สรุปประเด็น บช.ก.จ่อออกหมายเรียก 2 ผู้บริหารระดับสูง ปมโกงสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ได้รวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง แต่ด้วยความที่กลุ่มผู้ถูกกล่าวหามีตำแหน่งหน้าที่ระดับสูงและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ศาลจึงพิจารณาให้ใช้การออกหมายเรียกแทนการจับกุมตัว ซึ่งถือเป็นขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส โดยในวันที่ 31 ก.ค. ที่จะถึงนี้ เราจะได้เห็นบทสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเดินทางเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดหรือไม่

รายละเอียดและข้อหาที่ผู้เกี่ยวข้องต้องเผชิญ

นอกจากจะมีกลุ่มผู้บริหารที่ถูกเล็งเป้าหมายแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่อีก 11 รายที่ถูกพบในบ้านพักขณะตรวจค้นในพื้นที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีในข้อหาหนักหลายมาตรา ทั้งเรื่องพฤติกรรมอั้งยี่ ซ่องโจร รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการทำลายเอกสารราชการ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเหตุการณ์ บช.ก.จ่อออกหมายเรียก 2 ผู้บริหารระดับสูง ปมโกงสอบท้องถิ่น ครั้งนี้ ถือเป็นการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะช่วยคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เข้าสอบทุกคน

  • ข้อหาอั้งยี่และซ่องโจร
  • ความผิดฐานทำให้เอกสารของผู้อื่นเสียหาย
  • ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ (นำเข้าข้อมูลเท็จ)
  • ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ความคืบหน้าของคดีนี้ไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้มีการออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 2 รายที่มีตำแหน่งสูงกว่าจ่าพิชิต เพื่อมาให้ข้อมูลและรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม การกระทำความผิดในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ทำลายระบบสอบที่ควรจะมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการคัดเลือกข้าราชการอีกด้วย

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การสืบสวนเชิงลึกของ บช.ก. ในครั้งนี้จะนำไปสู่การสาวไส้ไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการทุจริตที่อาจเป็นเครือข่ายข้ามหน่วยงานได้หรือไม่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้บริหารระดับสูงย่อมเป็นสัญญาณที่ดีว่า ต่อไปนี้ระบบการสอบเข้าทำงานต้องมีความโปร่งใสมากกว่าที่เคยเป็นมา หากใครพบเห็นเบาะแสการทุจริต อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ตรวจสอบได้ครับ

ที่มา – บช.ก.จ่อออกหมายเรียก 2 ผู้บริหารระดับสูง ปมโกงสอบท้องถิ่น พร้อม 11 จนท.ในบ้านพัก

สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับบรรยากาศการสอบคัดเลือกพนักงานส่วนท้องถิ่นกันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์สอบหลักที่ได้รับความสนใจอย่างมาก งานนี้บอกเลยว่ากระแส สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เพราะถือเป็นการจัดสอบระดับประเทศที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเป็นพิเศษในยุคนี้

สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2569 ที่ทางกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้จัดสอบสายงานบริหารพร้อมกัน 5 จังหวัดทั่วประเทศ สำหรับภาคใต้แล้ว สนามสอบที่นครศรีธรรมราชถือเป็นจุดรวมพลของคนสอบจากทั่วภูมิภาค ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูมีพลังและจริงจังเป็นอย่างมาก หลายคนที่มาสอบต่างเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และแม้จะกังวลเรื่องกฎระเบียบ แต่ก็มั่นใจได้ถึงความโปร่งใสที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ

มาตรการคุมเข้มที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม

สำหรับประเด็นที่ว่าเหตุใด สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม นั้น เป็นเพราะทางผู้คุมสอบมีระเบียบปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก เพื่อป้องกันการทุจริตในทุกรูปแบบ โดยมีข้อกำหนดที่สำคัญดังนี้:

  • ไม่อนุญาตให้ญาติหรือบุคคลภายนอกเข้าภายในบริเวณสนามสอบโดยเด็ดขาด
  • ห้ามนำเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต เข้าไปในห้องสอบ
  • ห้ามนำเครื่องดื่มหรือน้ำดื่มเข้าห้องสอบ
  • อนุญาตให้นำเข้าได้เพียง อุปกรณ์เขียน (ดินสอ, ปากกา, ยางลบ, กบเหลา) และบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น

ความเข้มงวดนี้ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น ผู้เข้าสอบทุกคนต่างสวมชุดข้าราชการที่ดูภูมิฐานและเตรียมตัวเข้าประจำที่สอบตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อให้ทันเวลาตามกำหนดการในเวลา 08.15 น. การคุมเข้มนี้ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกว่าลำบาก แต่กลับสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สมัครสอบว่า นี่คือสนามสอบที่มีมาตรฐานและปราศจากการทุจริตอย่างแท้จริง

จากการสอบถามผู้เข้าสอบรายหนึ่ง ท่านได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า การสอบในครั้งนี้มีความโปร่งใสสูงมาก ซึ่งแตกต่างจากการสอบในรอบที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด การที่เป็นข้าราชการอยู่แล้วยิ่งทำให้ทุกคนเข้าใจและยอมรับกฎระเบียบต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และเชื่อมั่นว่าการดำเนินการของหน่วยงานเกี่ยวข้องจะเป็นไปอย่างยุติธรรมที่สุด

สรุปแล้ว หากใครที่กำลังเตรียมตัวสอบในสายงานราชการหรือท้องถิ่น การปฏิบัติตามกฎและระเบียบอย่างเคร่งครัดคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ไม่ว่า สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม แค่ไหน หากเราเตรียมตัวมาดีและโปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกลุ้มใจครับ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้เข้าสอบทุกท่านประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้!

ที่มา – สนามสอบท้องถิ่นภาคใต้คึกคัก เจ้าหน้าที่ตรวจเข้ม ห้ามญาติ-คนนอก เข้าบริเวณสนามสอบ

รองปลัดมหาดไทย ตรวจสนามสอบท้องถิ่น พร้อมลุยระบบโปร่งใส

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวอัปเดตที่น่าสนใจสำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวสอบหรืออยู่ในสนามสอบข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่นมาฝากกันครับ ล่าสุดคุณนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจสนามสอบ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อกำกับดูแลความเรียบร้อยของการจัดสอบในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยย้ำชัดกับผู้เข้าสอบทุกคนว่า รองปลัดมหาดไทย ตรวจสนามสอบท้องถิ่น ชี้สอบเสร็จมีถ่ายทอดสดให้ดูคะแนน ร้องวีโต้ได้ เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความโปร่งใสครับ

รองปลัดมหาดไทย ตรวจสนามสอบท้องถิ่น ชี้สอบเสร็จมีถ่ายทอดสดให้ดูคะแนน ร้องวีโต้ได้

การสอบในครั้งนี้มีผู้สมัครจำนวนมหาศาลกว่า 37,000 คน ซึ่งในการลงพื้นที่ครั้งนี้ รองปลัดฯ ได้ย้ำเตือนผู้เข้าสอบทุกคนให้ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ อย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างว่าสามารถช่วยให้สอบผ่านหรือวิ่งเต้นได้ เพราะหากตรวจพบ นอกจากจะเสียเงินเปล่าแล้ว ยังอาจต้องโทษถึงขั้นให้ออกจากราชการ ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าอย่างแน่นอนครับ

ระบบการสอบที่โปร่งใส: สิ่งที่ผู้สอบควรรู้

สำหรับประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่องความโปร่งใส ทางหน่วยงานได้วางกลไกป้องกันไว้อย่างรัดกุม โดย รองปลัดมหาดไทย ตรวจสนามสอบท้องถิ่น ชี้สอบเสร็จมีถ่ายทอดสดให้ดูคะแนน ร้องวีโต้ได้ ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่น่าชื่นชม เพราะภายหลังการสอบเสร็จสิ้น จะมีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ผู้เข้าสอบสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบคะแนนได้ด้วยตนเอง ใครที่รู้สึกข้องใจก็สามารถยื่นคำร้องวีโต้ได้ตามขั้นตอน ซึ่งจะช่วยลดความคลางแคลงใจได้เป็นอย่างดี

  • ความโปร่งใสเป็นนโยบายหลักในการจัดสอบครั้งนี้
  • การใช้ความสามารถตนเองคือกุญแจสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
  • มีหน่วยงานร่วมตรวจสอบหลายภาคส่วน รวมถึงภาคประชาชน
  • ทุกขั้นตอนจะมีการถ่ายทอดสดเพื่อเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา

ทางทีมงานของม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลการสอบ ยืนยันว่าหลังจากเฉลยข้อสอบแล้ว ผู้เข้าสอบสามารถตรวจสอบกระดาษคำตอบและคีย์เฉลยได้ทันที หากพบความผิดปกติหรือมีข้อสงสัย ผู้เข้าสอบสามารถดำเนินการตามสิทธิ์ที่ตนเองมีได้เลย ถือว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดสอบให้เป็นต้นแบบที่โปร่งใสที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยครับ

สุดท้ายนี้ ฝากถึงเพื่อนๆ ทุกคนว่า รองปลัดมหาดไทย ตรวจสนามสอบท้องถิ่น ชี้สอบเสร็จมีถ่ายทอดสดให้ดูคะแนน ร้องวีโต้ได้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการสอบได้มุ่งเน้นความเป็นธรรมเป็นที่ตั้ง ดังนั้น ขอให้ทุกคนมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง เตรียมตัวให้พร้อมและทำข้อสอบอย่างเต็มที่ แล้วความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ สู้ๆ นะครับทุกคน!

ที่มา – รองปลัดมหาดไทย ตรวจสนามสอบท้องถิ่น ชี้สอบเสร็จมีถ่ายทอดสดให้ดูคะแนน ร้องวีโต้ได้

อนุทิน ลั่นมอบนโยบายมั่นคง อย่าให้คนเอาเท้าลูบหัว

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวร้อนแรงเมื่อช่วงวันก่อน หลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการประชุมมอบนโยบายความมั่นคง ซึ่งประโยคที่ทำเอาหลายคนต้องหูผึ่งคือการที่ท่านยอมไม่ได้ที่มีคนมาละเมิดกฎหมาย โดยใช้คำเปรียบเปรยที่ดุเดือดว่า มอบนโยบายมั่นคง อย่าให้คนเอาเท้าลูบหัว ซึ่งงานนี้ท่านสื่อถึงการปรามผู้มีอิทธิพลหรือผู้กระทำผิดกฎหมายที่ท้าทายอำนาจรัฐ

เจาะลึกความมั่นคง: มอบนโยบายมั่นคง อย่าให้คนเอาเท้าลูบหัว

การลงพื้นที่จังหวัดชลบุรีครั้งนี้ นายอนุทินไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาเพื่อกำชับการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร ให้เน้นการป้องกันระดับจังหวัดแบบบูรณาการ ท่านย้ำชัดเจนว่า หากเจ้าหน้าที่ทำงานด้วยความถูกต้องและโปร่งใส ท่านในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนเต็มที่ รัฐบาลชุดนี้เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องการพกพาอาวุธปืนที่ท่านสั่งยกเลิกใบอนุญาตไปอย่างเด็ดขาด

เสียงสะท้อนจากรัฐบาล: มอบนโยบายมั่นคง อย่าให้คนเอาเท้าลูบหัว

ท่านยังได้ทิ้งท้ายถึงเรื่องการฝากฝังงานหรือพวกที่ชอบอ้างชื่อเพื่อทำสิ่งไม่ถูกต้องว่า ไม่มีคำว่าพี่น้องหรือคนสนิท หากคิดจะทำเรื่องทุจริตหรือทำผิดกฎหมาย สำหรับหัวหน้ารัฐบาลอย่างท่านแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งเลวร้ายที่ไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด ท่านมองว่าบ้านเมืองจะเสียหายได้หากปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันหรือการวิ่งเต้นที่ผิดกฎหมาย

บทสรุปของนโยบายนี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติหลักที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่:

  • ด้านการป้องกัน: ผนึกกำลังฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหารเป็นหนึ่งเดียวในระดับพื้นที่
  • ด้านการปราบปราม: ต้องจัดการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่มีการยกเว้น
  • ด้านการช่วยเหลือประชาชน: ยกระดับการบริการประชาชนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

จากสถานการณ์นี้ เราเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลกำลังส่งสัญญาณเตือนไปถึงกลุ่มอิทธิพลเถื่อนว่ายุคสมัยของการทำอะไรตามใจชอบโดยไม่กลัวเกณฑ์กฎหมายนั้นได้จบลงแล้ว การที่ท่านนายกฯ ออกมาประกาศจุดยืนเช่นนี้ ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ซื่อสัตย์สุจริตได้เป็นอย่างดี ส่วนประชาชนอย่างเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การบังคับใช้กฎหมายจะเข้มข้นจนเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมได้มากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าก้าวแรกนี้คือสัญญาณที่ดีของการจัดระเบียบสังคมไทยครับ

ที่มา – มอบนโยบายมั่นคง อย่าให้คนเอาเท้าลูบหัว “อนุทิน” ลั่นไม่ยอมรับสิ่งไม่ถูกต้อง

สอบพนักงานท้องถิ่น 5 สนาม 5 ภูมิภาค 26 ก.ค.นี้ ลั่นคุมเข้ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายสอบราชการทุกคน วันนี้มีข่าวสำคัญมาอัปเดตสำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นกันอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของกำหนดการสอบและการป้องกันการทุจริตที่หลายคนกังวลใจครับ

สอบพนักงานท้องถิ่น 5 สนาม 5 ภูมิภาค 26 ก.ค.นี้ ลั่นคุมเข้ม

นายนิรัตน์ พง์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือที่รู้จักกันในนาม “รองเซมเบ้” ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัด สอบพนักงานท้องถิ่น 5 สนาม 5 ภูมิภาค 26 ก.ค.นี้ โดยยืนยันว่าทุกกระบวนการจะมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 100% สำหรับสนามสอบครั้งนี้จะกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ เชียงใหม่, อุดรธานี-ขอนแก่น, ปทุมธานี, ชลบุรี และนครศรีธรรมราช ซึ่งมีผู้เข้าสอบกว่า 37,359 คน โดยทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบให้ครับ

มาตรการป้องกันการทำทุจริตในการ สอบพนักงานท้องถิ่น 5 สนาม 5 ภูมิภาค 26 ก.ค.นี้

เรื่องที่เน้นย้ำที่สุดคือการปิดกั้นการทุจริตทุกรูปแบบครับ ท่านรองฯ ได้ฝากเตือนผู้เข้าสอบทุกคนว่า อย่าหลงเชื่อคนที่มาอ้างว่าสามารถช่วยให้สอบผ่านหรือซื้อขายตำแหน่งได้ เพราะท่านกำลังถูกหลอกแน่นอน โดยมาตรการในการ สอบพนักงานท้องถิ่น 5 สนาม 5 ภูมิภาค 26 ก.ค.นี้ มีความเข้มงวดสูงมาก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เข้าสอบทุกคนที่ตั้งใจอ่านหนังสือมาอย่างหนัก

หากเพื่อนๆ ท่านใดพบเห็นพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต หรือรู้ตัวบุคคลที่ชักชวนให้ทำเรื่องผิดกติกา สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีที่:

  • ศูนย์ดำรงธรรมท้องถิ่น โทร 02-241-9014
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ทางกระทรวงฯ ยืนยันว่าข้อมูลที่ทุกคนส่งเข้ามาจะถือเป็นความลับทางราชการ เพื่อความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูลครับ ดังนั้นขอให้เชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของตัวเอง เตรียมตัวให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ แล้วไปเจอกันที่สนามสอบครับ

สุดท้ายนี้ ฝากถึงเพื่อนๆ ทุกคนว่าความสำเร็จที่มาจากการตั้งใจอ่านหนังสือด้วยตัวเองนั้น มันภูมิใจที่สุดครับ อย่าให้มิจฉาชีพมาหลอกลวงเงินทองไปเปล่าๆ ขอให้ทุกคนโชคดีและทำข้อสอบได้คะแนนเต็มตามที่หวังไว้นะครับ สู้ๆ ครับ!

ที่มา – สอบพนักงานท้องถิ่น 5 สนาม 5 ภูมิภาค 26 ก.ค.นี้ “รองเซมเบ้” ลั่นปิดกั้นทุจริตสอบเข้มงวด

Scroll to top