สังคมผู้สูงอายุ

ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง พัฒนาชีวิต

บรรยากาศการเลือกตั้งคึกคักเป็นพิเศษเมื่อคุณ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ควงคู่ภรรยาเดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. อย่างพร้อมเพรียงกัน ถือเป็นภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีความเข้มแข็งและสวยงามในสายตาของประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร

มุมมองจาก ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง

ภายหลังการลงคะแนน คุณยศชนันได้ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดยมองว่าประชาธิปไตยจะเป็นสิ่งที่สวยงามได้ก็ต่อเมื่อประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิเลือกคนที่ตนเองเชื่อมั่นว่าจะสามารถเข้ามาทำหน้าที่รับใช้และแก้ไขปัญหาให้ถึงมือชาวบ้านอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกรุงเป็นหลัก

คาดหวังผู้ว่าฯ กทม. ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

คุณยศชนันได้แชร์วิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า สิ่งที่เขาอยากเห็นจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การบริหารงานภายในองค์กรเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่ ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยมีประเด็นหลักที่ต้องการให้เร่งผลักดัน ดังนี้:

  • การพัฒนาทุนมนุษย์: บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และ กทม. เพื่อยกระดับทักษะแรงงาน
  • การศึกษา: ยกระดับคุณภาพโรงเรียนในสังกัด กทม. ให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล
  • นวัตกรรมและเทคโนโลยี: ใช้ความเชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมาช่วยพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นต้นแบบเมืองนวัตกรรม
  • สังคมผู้สูงอายุ: เร่งสร้างความร่วมมือดูแลสวัสดิการและสุขภาพของผู้สูงอายุให้ครอบคลุมรอบด้าน

นอกจากนี้ คุณยศชนันยังได้ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนหน่วยงาน กทม. อย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าหากเรามีความร่วมมือที่ดีระหว่างภาครัฐกับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลศูนย์เด็กเล็กหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม กรุงเทพมหานครจะกลายเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับคนทุกกลุ่มทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ

การที่ ยศชนัน เลือกตั้งผู้ว่าฯ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความหวังของคนทำงานที่พร้อมจะก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นร่วมกับผู้ว่าฯ คนใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าการได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเช่นนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ เติบโตอย่างยั่งยืนในอีก 4 ปีข้างหน้า แล้วคุณล่ะครับ ได้ออกไปใช้สิทธิเลือกผู้ว่าฯ ในดวงใจกันแล้วหรือยัง?

ที่มา – “ยศชนัน” ควงภรรยา เลือกตั้งผู้ว่าฯ อยากได้ผู้ว่าฯ กทม. ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง ยกระดับคุณภาพชีวิต

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการลดลงของประชากร แต่สำหรับประเทศสวิตเซอร์แลนด์กลับกลายเป็นประเด็นที่ตรงกันข้าม เมื่อล่าสุดมีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญว่า สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน เพื่อหาทางออกให้กับปัญหาความแออัดและภาระทางสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

วิเคราะห์ประเด็น สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่สืบเนื่องมาจากการเติบโตของประชากรที่พุ่งสูงจาก 7.3 ล้านคนในปี 2545 มาสู่ 9.1 ล้านคนในปัจจุบัน ทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลต่อระบบสาธารณสุข ราคาอสังหาริมทรัพย์ และสิ่งแวดล้อม พรรคประชาชนสวิสจึงได้ผลักดันข้อเสนอนี้ในฐานะ “ข้อคิดริเริ่มเพื่อความยั่งยืน”

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน: มุมมองที่แตกต่าง

ข้อเสนอดังกล่าวเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือดในสังคมสวิส โดยมีเหตุผลสนับสนุนและคัดค้านดังนี้:

  • ฝ่ายสนับสนุน: มองว่าการจำกัดประชากรจะช่วยลดความหนาแน่นของผู้โดยสารบนรถไฟ ช่วยคุมราคาค่าเช่าที่พักอาศัยที่พุ่งสูงขึ้น และลดภาระต่อบริการสาธารณะของรัฐ
  • ฝ่ายคัดค้าน: รวมถึงรัฐบาลและกลุ่มธุรกิจ อ้างว่านี่คือ “ข้อคิดริเริ่มที่สร้างความโกลาหล” เพราะจะทำให้ประเทศขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในโรงพยาบาลและโรงแรม ซึ่งต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นหลัก

หากข้อเสนอนี้ผ่านความเห็นชอบ อาจนำไปสู่การยกเลิกข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีกับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่สวิตเซอร์แลนด์จะก้าวเข้าสู่ภาวะโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับประเทศที่พึ่งพาการค้าต่างประเทศอย่างมาก นอกจากนี้ ปัญหาโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุที่ปัจจุบันมีสัดส่วนเกิน 20% ก็ต้องการแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาขับเคลื่อนสังคม ทำให้การจำกัดประชากรอาจส่งผลเสียต่อความมั่นคงทางการคลังในระยะยาวอีกด้วย

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ให้เห็นว่า คะแนนเสียงมีความสูสีและก้ำกึ่งมาก ผู้คนกำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง “คุณภาพชีวิตในปัจจุบัน” กับ “การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” ซึ่งการลงประชามติในวันที่ 14 มิ.ย. 2569 ที่จะถึงนี้ จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายการปกครองประเทศที่ทั่วโลกต่างจับตามอง

ในฐานะผู้สังเกตการณ์ นี่เป็นบทเรียนที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า แม้แต่ประเทศที่มีความมั่งคั่งและเสถียรภาพสูงที่สุดในโลก ก็ยังคงต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากในการสร้างสมดุลระหว่างความเป็นอยู่ของประชาชนกับความจำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศด้วยแรงงานต่างชาติ ท้ายที่สุดไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาเป็นอย่างไร นี่จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับหลายประเทศทั่วโลกที่มีปัญหาคล้ายคลึงกัน

ที่มา – สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

เพื่อไทยจ่อเสนอญัตติปัญหาน้ำมันแพงพรุ่งนี้

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ เพื่อไทยจ่อเสนอญัตติปัญหาน้ำมันแพงพรุ่งนี้ เพื่อนำเข้าสู่การถกเถียงในสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย โดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้ออกมาเผยถึงความคืบหน้าที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการประสานงานกับพรรคภูมิใจไทยที่ลงตัวดีทุกประการ

เพื่อไทยจ่อเสนอญัตติปัญหาน้ำมันแพงพรุ่งนี้

วันที่ 24 มีนาคม 2566 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอญัตติเพื่อหารือปัญหาเพื่อไทยจ่อเสนอญัตติปัญหาน้ำมันแพงพรุ่งนี้ (25 มี.ค.) ในที่ประชุมสภา ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคเตรียมการไว้ตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนหน้า ปัญหานี้กระทบประชาชนอย่างหนัก โดยเฉพาะการปรับราคาน้ำมันล่าสุดที่พุ่งขึ้นถึง 2 บาทต่อลิตร ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น

การสำรวจความเดือดร้อนในพื้นที่ ส.ส.เพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยได้สั่งการให้ ส.ส.ในพื้นที่สำรวจความเดือดร้อนจากประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง และครอบครัวทั่วไปที่ต้องเผชิญกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้น ในที่ประชุม ส.ส.วันนี้ จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างละเอียด คาดว่าจะใช้เวลาทั้งวันในการวิเคราะห์สถานการณ์ และติดตามแบบวันต่อวัน เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม

  • ผลกระทบต่อเกษตรกร: ค่าน้ำมันสูงทำให้ต้นทุนการขนส่งผลผลิตเพิ่ม
  • ผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล: ค่าใช้จ่ายรายวันพุ่ง
  • ธุรกิจขนาดเล็ก: กำไรลดลงจากต้นทุนพลังงาน

การดูแลคนไทยต่างประเทศจากเครือข่ายเพื่อไทย

นอกจากปัญหาภายในประเทศ พรรคเพื่อไทยยังดูแลคนไทยในต่างประเทศ โดยใช้เครือข่ายจากสมัยที่เคยดูแลกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้สามารถประสานงานได้รวดเร็ว มีการสะท้อนปัญหาน้ำมันแพงที่กระทบคนไทยพลัดถิ่นด้วย

คุยนโยบายกับพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างลงตัวดี

ตัวแทนพรรคเพื่อไทยได้เจรจากับพรรคภูมิใจไทยเมื่อวานนี้ โดยนำนโยบายสำคัญที่หาเสียงไว้ เช่น นโยบายในกระทรวงสังคมและทุนมนุษย์ ไปบรรจุในนโยบายรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยยินดีรับและขับเคลื่อนร่วมกัน ประเด็นที่ปลดล็อกภายใน 4 ปี และแนวทางระยะสั้นได้รับการยอมรับ

ด้าน KPI ภายในพรรค จะประเมินทั้งการทำงานในพื้นที่และภาพรวม โดยเน้นผลลัพธ์ระยะยาว เช่น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง นโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะในยุคสังคมสูงวัย ต้อง upskill-reskill แรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่ม productivity และรายได้

  • นโยบายเทคโนโลยี: เตรียมพร้อม Tech war
  • Upskill-Reskill: สำหรับอาชีพใหม่
  • เพิ่ม Productivity: ทุกกระทรวง

เมื่อฉากทัศน์เปลี่ยน พรรคพร้อมปรับนโยบายระยะกลางเป็นระยะสั้น เพื่อให้เกิดผลทันที นี่คือตัวอย่างการทำงานของพรรคฝ่ายค้านที่ใส่ใจประชาชน

ปัญหาน้ำมันแพงไม่ใช่เรื่องเล็ก หากปล่อยไว้อาจลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ การที่เพื่อไทยจ่อเสนอญัตติปัญหาน้ำมันแพงพรุ่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – เพื่อไทยจ่อเสนอญัตติปัญหาน้ำมันแพงพรุ่งนี้ เผยคุยนโยบายกับภูมิใจไทยทุกอย่างลงตัวดี

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ สถานการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกันของประเทศจีน เมื่อตัวเลขการจดทะเบียนสมรสพุ่งสูงขึ้น แต่จำนวนทารกที่เกิดใหม่กลับลดฮวบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แม้รัฐบาลจะออกมาตรการจูงใจมากมาย

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ในปี 2568 มีการจดทะเบียนสมรสในจีนถึง 6.76 ล้านคู่ เพิ่มขึ้น 10.8% จากปี 2567 ที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นับเป็นสัญญาณบวกหลังจากตัวเลขการแต่งงานลดลงต่อเนื่องเกือบ 10 ปี โดยในปี 2558 เคยสูงถึง 12.25 ล้านคู่ แต่ปีล่าสุดเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ โดยมีทารกเกิดใหม่เพียง 7.92 ล้านคน ต่ำสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ส่งผลให้จีนเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ปัญหานี้กระทบเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคมอย่างหนัก

สาเหตุหลักที่ทำให้ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของการแต่งงานอาจมาจากมาตรการรัฐบาล เช่น

  • ตั้งแต่พฤษภาคม 2568 คู่รักจดทะเบียนสมรสได้ทุกที่ทั่วประเทศ ไม่ต้องกลับบ้านเกิด
  • บางมณฑลให้วันลาสมรสนานถึง 1 เดือน และเงินช่วยเหลือเงินสด
  • ผลกระทบจากโควิด-19 ที่เลื่อนงานแต่ง และปี 2567 เป็นปีมงคลไม่ดีตามปฏิทินจีน

นอกจากนี้ มุมมองคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปจากนโยบายลูกคนเดียว (1979-2015) ทำให้ขาดความผูกพันครอบครัวแบบดั้งเดิม ผู้สูงอายุคนหนึ่งกล่าวว่า “คนรุ่นหลังยุค 80 มีความเป็นตัวของตัวเองสูง การแต่งงานจึงซับซ้อน”

ทำไมอัตราเกิดยังวิกฤติแม้แต่งงานเพิ่ม

แม้ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ เพราะปัญหาโครงสร้างสังคม เช่น

  • การว่างงานสูงและชั่วโมงทำงานยาวนาน
  • ค่าครองชีพแพง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย
  • ความคาดหวังสูงเรื่องอาชีพและการเลี้ยงลูก
  • การดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น

ศาสตราจารย์สจวร์ต กีเทล-บาสเทน จาก HKUST กล่าวว่า “ไม่ใช่แค่นโยบายจูงใจ แต่ต้องแก้ระบบสังคมทั้งหมด เช่น งาน ที่อยู่อาศัย และความก้าวหน้าในอาชีพ” ตัวเลขเพิ่มขึ้นอาจไม่ยั่งยืน ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม

สถานการณ์ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ สะท้อนปัญหาโลก เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เผชิญคล้ายกัน จีนซึ่งเคยมีประชากรมากที่สุดโลก กำลังเผชิญวิกฤตประชากรศาสตร์ที่อาจชะลอเศรษฐกิจ

เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลจีนอาจต้องขยายมาตรการ เช่น ลดภาษีสำหรับครอบครัวมีลูก สนับสนุนการเลี้ยงลูก และปรับปรุงสวัสดิภาพแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ติดตามแนวโน้มระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำหรับทุกประเทศ รวมถึงไทยที่อัตราเกิดต่ำเช่นกัน การส่งเสริมครอบครัวต้องเริ่มจากแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมฐานราก คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

ธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา

คนรุ่นใหม่ใส่ใจวางแผนชีวิตรอบด้าน ดันธุรกิจช่วยออกแบบชีวิตอย่างมั่นคงเติบโตต่อเนื่อง ชี้โอกาสทองธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน และธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจากลา

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ พบว่า ในช่วงนี้ธุรกิจที่มาแรง 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน และธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจากลา โดยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ตอบสนองต่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะปัจจุบัน อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกสูงขึ้น โดยคนไทยอยู่ที่ 76.8 จึงมองหาความสุขควบคู่ไปกับความมั่นคงทางการเงิน และให้ความสำคัญกับการวางแผนชีวิตในทุกมิติตั้งแต่การเงิน สุขภาพ ไปจนถึงวาระสุดท้าย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ทั้งนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประกันชีวิต เป็นตลาดขนาดใหญ่ มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกว่า 100,000 ล้านบาท ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค.68 มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประกันชีวิตที่จดทะเบียนนิติบุคคลในไทย 996 ราย แบ่งเป็น ธุรกิจประกันชีวิต 101 ราย ทุนจดทะเบียน 106,966 ล้านบาท และธุรกิจตัวแทนและนายหน้า 895 ราย ทุนจดทะเบียน 3,223 ล้านบาท สำหรับธุรกิจประกันชีวิต มีรายได้ในช่วง 3 ปีย้อนหลัง (ปี 65-67) เติบโตต่อเนื่อง โดยปี 67 มีรายได้รวมกว่า 571,601 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.90% จากปี 66 และมีกำไรสุทธิ 35,532 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 31.31% ด้านการลงทุนจากต่างชาติ มีมูลค่าการลงทุน 47,430 ล้านบาท โดยสิงคโปร์ลงทุนสูงสุด 25,822 ล้านบาท และเยอรมนีลงทุนสูงสุดในธุรกิจตัวแทนและนายหน้า

ขณะที่ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุน มีนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ 831 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนกว่า 7,950 ล้านบาท อัตราการเติบโตยังคงเป็นไปในทิศทางบวก โดยปี 67 สร้างรายได้กว่า 4,944 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 66 ถึง 12.64% และมีการลงทุนจากต่างชาติ 1,040 ล้านบาท หรือ 13.10% ของมูลค่าลงทุนทั้งหมดในธุรกิจนี้ โดยมีหมู่เกาะเคย์แมน ลงทุนสูงสุด 248 ล้านบาท ตามด้วยสิงคโปร์ 226 ล้านบาท และจีน 106 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติในตลาดบริการที่ปรึกษาด้านการเงินของไทย

ส่วน ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจากลา ถือเป็นธุรกิจใหม่ที่รองรับความต้องการของผู้บริโภค อาทิ ให้คำปรึกษาและวางแผนเพื่อการตายที่ดี ออกแบบวาระงานสุดท้ายได้ด้วยตนเอง และงานบริการหลังความตายครบวงจร แม้ยังมีสัดส่วนการตลาดที่เล็ก แต่ก็มีแนวโน้มเติบโต โดยมีธุรกิจที่เกี่ยวข้อง 44 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 99.72 ล้านบาท ปี 67 มีรายได้ 239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.79% และมีการลงทุนจากต่างชาติ 10.64 ล้านบาท หรือ 10.67% ประเทศที่ลงทุนสูงสุด ได้แก่ มาเลเซีย 6.64 ล้านบาท, ไต้หวัน 2.45 ล้านบาท และฮ่องกง 0.98 ล้านบาท

“การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุและครอบครัวขนาดเล็ก ผลักดันให้การวางแผนชีวิตกลายเป็นเรื่องสำคัญ และสร้างโอกาสให้ธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลาเติบโต ไม่เพียงแต่ธุรกิจในข้างต้นจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง แต่ยังมีบทบาทโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่การสร้างหลักประกัน ความมั่นคงทางการเงิน ไปจนถึงการจัดการวาระสุดท้ายอย่างมีคุณค่า ซึ่งกรมจะสนับสนุนผู้ประกอบการ เพื่อให้ปรับตัว สร้างนวัตกรรม และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน”

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา

ทำไมธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา ถึงเติบโตต่อเนื่อง? เพราะคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนชีวิตรอบด้านมากขึ้นนั่นเอง

แล้วทำไมต้องให้ความสำคัญกับ ธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา?

การวางแผนชีวิตไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นใหญ่อีกต่อไป คนรุ่นใหม่ตระหนักดีว่าการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน สุขภาพ หรือแม้แต่วาระสุดท้ายของชีวิต ธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา จึงเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้

  • ประกันชีวิต: สร้างหลักประกันและความมั่นคงทางการเงินให้กับตนเองและครอบครัว
  • ที่ปรึกษาการลงทุน: ช่วยวางแผนและบริหารจัดการเงินให้งอกเงย
  • ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจากลา: ช่วยให้การจากลาเป็นไปอย่างสงบและมีคุณค่า

ธุรกิจเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้ แต่ยังมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย ดังนั้นการสนับสนุนและส่งเสริมให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

หากคุณกำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจ หรือต้องการวางแผนชีวิตให้มั่นคง ลองพิจารณาธุรกิจมาแรง: ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลาเหล่านี้ดูสิครับ

ที่มา – ธุรกิจมาแรง ตอบสนองคนรุ่นใหม่ใส่ใจชีวิต ประกัน-ลงทุน-วางแผนจากลา โตต่อเนื่อง

Scroll to top