สังคมสูงวัย

วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

ในปัจจุบันท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัยหรืออัตราการเติบโตของผลิตภาพที่ถดถอย คุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญผ่านการจัดงาน Growth Forum เพื่อประกาศแนวทางเชิงรุกในการวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ โดยเน้นย้ำถึง วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง

วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

แนวคิดหลักที่ทางกรรมาธิการฯ นำเสนอไม่ใช่แค่การแจกเงินหรือกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น แต่เป็นการมองไปถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน 2 ประการหลัก ได้แก่:

  • การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition)
  • การสร้างห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ (Medical Supply Chain)

คุณวีระยุทธชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้หมดใจในไทย แต่ไทยกำลังขาดแคลนพลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์มาตรฐานโลก หากเรายังไม่ปรับตัว การดึงดูดทุนใหม่จะทำได้ยากยิ่งขึ้นในยุคที่ทุกอย่างต้องเป็น Green เท่านั้น

พลังงานสะอาดหัวใจสำคัญภายใต้กลยุทธ์ วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

ปัญหาสำคัญที่รายงานการศึกษาของกรรมาธิการฯ ระบุคือ “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ซึ่งในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า หากรัฐบาลไม่เร่งจัดการเรื่องการเข้าถึงพลังงานสีเขียว ไทยจะเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างหนัก การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายแบบ “คราฟต์” หรือการเจาะจงให้เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกับทุกกลุ่มธุรกิจ

นอกจากการปรับปรุงเรื่องพลังงานแล้ว การก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไม่ใช่แค่เรื่องสาธารณสุข แต่เป็นยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงแทนการเป็นเพียงศูนย์กลางบริการ (Wellness Center) ปลายน้ำเพียงอย่างเดียว การสร้างเทคโนโลยีเองจะช่วยลดการนำเข้าและเตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

โดยสรุป การก้าวให้ทันต่อกติกาการค้าโลกในยุค No Green, No Growth คือโจทย์ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ไข การยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากต้นน้ำแทนการใช้นโยบายแบบฉาบฉวย คือกุญแจสำคัญที่จะดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ที่มา – “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน

“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางสังคมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหา“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ ที่ น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู ส.ส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเตือนอย่างจริงจังในวันที่ 14 เมษายน 2567 เธอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมทั้งหมด เพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กหลุดระบบ และประชาชนเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ

“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ

จากประสบการณ์ในพื้นที่ลำปางและทั่วประเทศ น.ส.เพ็ญภัค เน้นย้ำว่า ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ การดูแลระยะยาว หรือรายได้หลังเกษียณ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด และตัวเลขนี้น่าจะพุ่งสูงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการเตรียมการ จะเกิดวิกฤตใหญ่แน่นอน

ปัญหาสังคมสูงวัยที่เพ็ญภัคชี้ให้เห็น

ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุในไทยยังขาดความครบวงจร ไม่มีการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันที่เพียงพอ สุขภาพจิตถูกละเลย และการดูแลแบบประคับประคองในชุมชนก็ยังไม่ทั่วถึง น.ส.เพ็ญภัค เสนอให้พัฒนาระบบดูแลระยะยาวที่ชุมชนเป็นฐาน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตดี สามารถอยู่กับครอบครัวได้นานขึ้น แทนที่จะต้องพึ่งพาโรงพยาบาลหรือบ้านพักคนชราที่มีจำนวนจำกัด

เด็กหลุดระบบการศึกษา สัญญาณเตือนอนาคตชาติ

อีกปัญหาใหญ่ที่“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ คือ เด็กและเยาวชนนับแสนคนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา สาเหตุหลักมาจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและ鄉村 รวมถึงการขาดระบบช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง สถิติจากกระทรวงศึกษาฯ ชี้ว่ามีเด็กหลุดระบบกว่า 300,000 คนต่อปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานในอนาคต ทำให้ประเทศขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะ ส.ส.เพ็ญภัค จึงจี้ให้ปฏิรูปกฎหมายการศึกษา สร้างความเสมอภาค ลดช่องว่างระหว่างพื้นที่ และพัฒนาโปรแกรมช่วยเหลือเด็กเสี่ยงอย่างเร่งด่วน

กลุ่มเปราะบางตกหล่นจากสวัสดิการ

นอกจากนี้ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้มีรายได้น้อย และครัวเรือนยากลำบาก ยังจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการ เนื่องจากฐานข้อมูลรัฐยังไม่เชื่อมโยง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพไม่พอ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำรุนแรง น.ส.เพ็ญภัค ชี้ว่าต้องสร้างระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุดและทั่วถึงทุกคน

ข้อเสนอปฏิรูปสวัสดิการจาก “เพ็ญภัค”

เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ส.ส.เพ็ญภัค มีข้อเสนอชัดเจน ดังนี้

  • กระจายอำนาจสวัสดิการให้ท้องถิ่น จัดการให้เหมาะกับบริบทแต่ละพื้นที่
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากชุมชน ภาคประชาสังคม ในการออกแบบนโยบาย
  • สร้างระบบสวัสดิการครบวงจรสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ป้องกันจนถึงดูแลระยะยาว
  • ปฏิรูปการศึกษา ลดเด็กหลุดระบบด้วยงบประมาณและกฎหมายใหม่
  • พัฒนาฐานข้อมูลกลาง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

การปฏิรูปเหล่านี้ไม่ใช่แค่เยียวยาเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างระบบที่ยั่งยืน ให้คนไทยทุกวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในมุมมองของผู้เขียน ข้อเสนอของ“เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ นี้เป็น roadmap ที่ชาญฉลาด หากรัฐบาลนำไปปฏิบัติจริง จะช่วยพลิกโฉมสังคมไทยได้ ลองคิดดูสิ ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตจะยิ่งลำบาก คุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกันเถอะ!

ที่มา – “เพ็ญภัค” ชี้ไทยเผชิญสังคมสูงวัย-เด็กหลุดระบบ จี้รัฐบาลปฏิรูปสวัสดิการทั้งระบบ อุดช่องเหลื่อมล้ำ

พม. จับมือ กทม.-สสส. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ รับมือสังคมเปลี่ยน

สวัสดีครับทุกท่านที่รักครอบครัว! วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับครอบครัวไทยทุกบ้านเลยนะครับ เพราะ พม. จับมือ กทม.- สสส. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ รับมือสังคมเปลี่ยน-เด็กเกิดน้อย หนุนครอบครัวเข้มแข็ง ผ่านงานสุดยิ่งใหญ่ “FAM FESTIVAL 2026” ภายใต้แนวคิด “COSMIC FAMILY – Always Together : ใกล้ใจ ไม่ไกลกัน” งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ลูกได้กลับมาใช้เวลาคุณภาพด้วยกัน ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็ว สังคมสูงวัย และเด็กเกิดน้อยแบบนี้ ใครๆ ก็อยากมีโมเมนต์อบอุ่นใช่มั้ยล่ะ?

พม. จับมือ กทม.- สสส. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ รับมือสังคมเปลี่ยน-เด็กเกิดน้อย หนุนครอบครัวเข้มแข็ง

งานนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 โดยนายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นประธานเปิดงาน ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 จตุจักร มี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.), และนางภรณี ภู่ประเสริฐ จาก สสส. มาร่วมด้วย งานจัด 2 วันเต็มๆ 28-29 มี.ค. 2569 เวลา 10.00-16.00 น.

ทำไมงานนี้ถึงสำคัญ? เพราะสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงหนักมาก เศรษฐกิจกดดัน เทคโนโลยีทำให้ลูกงอแงกับมือถือ ผู้ใหญ่ยุ่งงาน ดูแลผู้สูงอายุไปด้วย แล้วเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ ครอบครัวเลยต้องเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม พม. กทม. และ สสส. จึงสร้าง “พื้นที่กลาง” ให้ทุกคนมาสร้างความผูกพัน สร้างรอยยิ้ม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแบบสนุกๆ

พม. จับมือ กทม.- สสส. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อครอบครัวไทย

คุณธนกฤต เลขานุการ พม. บอกว่าการจัดงานนี้ช่วยเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้น ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง สังคมก็มั่นคงตามไปด้วย พม. ยังผลักดันนโยบาย สร้างพื้นที่ชุมชน ส่งเสริมทักษะชีวิต และช่วยกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงสิทธิ์ ส่วนรองผู้ว่าฯ กทม. ศานนท์ เน้นย้ำว่ากรุงเทพฯ จะเป็น “เมืองที่โอบรับทุกวัย” มีพื้นที่เรียนรู้ใกล้บ้าน กิจกรรมสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ

ด้าน สสส. จากนางภรณี บอกว่าพวกเขาทำงานระบบ ร่วมภาคี สร้างกิจกรรมปิดเทอม เลี้ยงดูเชิงบวก เล่นอิสระ สร้างแหล่งเรียนรู้ปลอดภัย และเครือข่ายคนทำงานเด็กในท้องถิ่น เพื่อให้ครอบครัวดูแลสุขภาพและเรียนรู้ทุกวัยได้ดี

กิจกรรมในงานเพียบเลยนะครับ! มาดูกัน:

  • FAM Talk Stage: เสวนา “Family Talk : บ้านนี้มีรัก” และ “Always Together ในวันที่ลูกโตไวกว่าเดิม”
  • FAM Creative Lab: Workshop สนุกๆ เช่น “สวนในขวดของฉัน” และ “นักประดิษฐ์กล้องโจรสลัด”
  • FAM Show & Talk: โชว์จากคุณบี้ ธรรศภาคย์ ชี พูดคุยกับครอบครัวดังอย่างครอบครัวมอสมัดจุก และบุญรอด
  • กิจกรรมเรียนรู้ สุขภาพ พักผ่อนสำหรับทุกวัย

ไฮไลต์อีกเรื่องคือมอบรางวัล “ครอบครัวสร้างสุข” 17 รางวัล ให้ครอบครัวต้นแบบ เช่น ครอบครัวเปิ้ล นาคร, บี้ ธรรศภาคย์, นุ๊ก ธนดล, มอสมัดจุก ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคน

งานนี้ไม่ใช่แค่งานแสดง แต่เป็นการตอกย้ำว่า “ไม่ว่าไกลกันแค่ไหน หัวใจครอบครัวก็เคียงกันเสมอ” ในยุคที่ทุกคนห่างเหินเพราะหน้าจอ ลองมาสร้างความทรงจำจริงๆ กันเถอะ!

เป็นไงบ้างครับ อ่านแล้วอยากพาครอบครัวไปเลยใช่มั้ย? ครอบครัวเข้มแข็งเริ่มจากก้าวเล็กๆ แบบนี้แหละ ไปร่วมงานหรือลองจัดกิจกรรมที่บ้านดูสิ จะช่วยให้ใกล้ใจกันมากขึ้นแน่นอน แชร์ประสบการณ์ครอบครัวคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะ!

ที่มา – พม. จับมือ กทม.- สสส. เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ รับมือสังคมเปลี่ยน-เด็กเกิดน้อย หนุนครอบครัวเข้มแข็ง

สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางจากวิกฤตน้ำมัน

สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร ปัญหานี้กำลังเป็นที่กังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอมใหม่ที่กำลังจะมาถึง ครอบครัวเกษตรกรจำนวนมากกำลังเผชิญความยากลำบากจากราคาน้ำมันพุ่งสูง ปุ๋ยแพง และผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ ส่งผลให้รายได้ครอบครัวลดฮวบ เด็กๆ ในครัวเรือนเหล่านี้อาจต้องหยุดเรียนเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงาน

สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ถึงวิกฤตน้ำมันที่กำลังซ้ำเติมครอบครัวเกษตรกร โดยชี้ว่าปีนี้สถานการณ์รุนแรงกว่าทุกปี ปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขาดแคลน ปุ๋ยเคมีราคาแพง และราคาขายผลผลิตที่ดิ่งลงสู่พื้นดิน ทำให้ครัวเรือนเกษตรกรจำนวนมากขาดสภาพคล่องทางการเงิน

ทุกปี เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของรายได้ ซึ่งนำไปสู่กับดักความจนข้ามรุ่น แต่ปีนี้ยิ่งหนักหน่วงเพราะเป็นดับเบิลวิกฤต สถิติล่าสุดระบุว่า เด็กและเยาวชนในครัวเรือนภาคเกษตรมีจำนวนเกือบ 8 ล้านคน คิดเป็น 39.2% ของเด็กทั้งประเทศ และมีอัตราความยากจนสูงเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วไป ครอบครัวเหล่านี้มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าอาชีพอื่นๆ มาก

ผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนในภาคเกษตร

จากบทเรียนวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา พบว่าเด็กในครอบครัวยากจนต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน เช่น โภชนาการไม่เพียงพอ การเรียนรู้ถดถอย ความมั่นคงในชีวิตสั่นคลอน และการหลุดรอดจากระบบการศึกษา ปัจจุบัน วิกฤตน้ำมันกำลังเข้ามาเพิ่มแรงกดดัน ทำให้เด็กจำนวนมากอาจไม่ได้กลับไปเรียนในเทอมใหม่ สังคมไทยที่กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุและแก่ก่อนรวย จะยิ่งขาดแคลนทุนมนุษย์คุณภาพหากไม่แก้ไขปัญหานี้ทันที

ข้อเสนอแนะเร่งด่วนจากสส.ปชน.

น.ส.ณัฐยา เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการลดแรงกระแทกโดยด่วน เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากผลกระทบ โดยมีข้อเสนอหลักดังนี้

  • กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา เร่งสำรวจผลกระทบต่อนักเรียนนักศึกษาทุกระดับ แม้ช่วงปิดเทอม เพื่อเฝ้าระวังและช่วยเหลือทันที
  • กระทรวงมหาดไทย สำรวจครัวเรือนเปราะบางในท้องถิ่น เชื่อมข้อมูลกับกระทรวงศึกษาฯ เพื่อช่วยเหลือเฉพาะจุด
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ใช้ฐานข้อมูลครัวเรือนเปราะบางวางแผนเชิงรุก เป็นเจ้าภาพเชื่อมโยงทุกกระทรวง ลดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังจัดทำ dashboard รับแจ้งข้อมูลจากอาสาส้มกว่า 4,500 คน เพื่อติดตามสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการศึกษาของเด็กๆ โดยตรง

ปัญหา สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องอนาคตของชาติ หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการ กับดักความจนจะยิ่งลึกซึ้ง และสังคมไทยจะเผชิญความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงยิ่งขึ้น การลงทุนในเด็กทุกคนคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

คุณคิดว่ารัฐบาลควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว ประชากรจีนที่มีอายุเกิน 60 ปี พุ่งสูงถึง 23% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าจะทะลุ 30% หรือราว 400 ล้านคนในปี 2035 สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายใหญ่หลวงให้กับระบบสาธารณสุขของจีน

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข

จากรายงานของเจ้าหน้าที่สถิติแห่งชาติ จีนกำลังเผชิญกับวิกฤตสังคมสูงวัยที่รุนแรง อัตราการเกิดลดลงอย่างน่าตกใจ ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน ทำให้ความต้องการบริการสุขภาพ โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและบรรเทาอาการเจ็บปวด พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเรื่องราวของนางเจี่ยยี่ ซู ชาวปักกิ่งวัยทำงาน เธอต้องลาออกจากงานเพื่อดูแลพ่อวัย 67 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดหายาก "การดูแลผู้ป่วยไม่ใช่แค่เวลาและความเอาใจใส่ แต่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจอาการเจ็บปวดและช่วยบรรเทาได้จริง" เธอกล่าว ขณะค้นหาศูนย์บริการ เธอพบว่าที่ปักกิ่งมีศูนย์สุขภาพมืออาชีพสำหรับผู้สูงอายุน้อยมาก การเข้าถึงบริการยังจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

ปัญหาการดูแลผู้สูงวัยในจีนปัจจุบัน

ปัจจุบัน จีนมีผู้สูงวัยกว่า 280 ล้านคน แต่ระบบสาธารณสุขยังไม่พร้อมรับมือ โดยเฉพาะการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ที่ต้องการบุคลากรเฉพาะทาง ภาคเอกชนและรัฐบาลยังขาดการลงทุนในด้านนี้ ทำให้ครอบครัวต้องแบกรับภาระหนัก สถานการณ์ยิ่งรุนแรงเมื่อรวมกับอัตราการเกิดต่ำสุดในประวัติศาสตร์

  • ประชากรอายุ 60+ ปี: 23% (ปัจจุบัน) → 30% (2035)
  • ความต้องการศูนย์ดูแลผู้สูงวัย: เพิ่มขึ้นหลายเท่า
  • ขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขเฉพาะทาง

นโยบายรัฐบาลจีนรับมือสังคมสูงวัย

รัฐบาลจีนตื่นตัวเต็มที่ โดยออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุข เช่น เปิดรับนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจสุขภาพ จัดสรรที่ดินสำหรับสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงวัยเฉพาะทาง และฝึกอบรมบุคลากรให้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปติดตามสุขภาพและหุ่นยนต์ช่วยเหลือ เพื่อลดภาระบุคคล

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นกัน การลงทุนในบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันวิกฤตได้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหา แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมสุขภาพ "จีนกำลังกลายเป็นตลาด银发经济 (silver economy) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก" นักวิเคราะห์กล่าว

สำหรับผู้อ่านที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารสังคมสูงวัยและนโยบายสาธารณสุขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อเตรียมตัวรับมือกับอนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข

ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

ญี่ปุ่นกำลังเผชิญวิกฤตประชากรครั้งใหญ่ เมื่อกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ เปิดเผยตัวเลขเด็กเกิดใหม่ในปี 2025 ลดลงเหลือเพียง 705,809 คน ลดลง 2.1% จากปีก่อน และนับเป็นปีที่ 10 ติดต่อกันที่ ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย สถิติที่น่าตกใจนี้รวมเด็กเกิดจากชาวญี่ปุ่นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติในญี่ปุ่น สะท้อนปัญหาสังคมสูงวัยที่รุนแรงที่สุดในโลก

ประชากรญี่ปุ่นโดยรวมลดลงเหลือ 122.86 ล้านคน ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 หายไปกว่า 580,000 คน หรือลด 0.47% ในขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,605,654 ราย ลดลงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่มาก สถานการณ์นี้กระทบเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลก โดยขาดแคลนแรงงาน ภาระสวัสดิการพุ่ง และหนี้สาธารณะที่สูงที่สุด

สาเหตุหลักของญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

ปัจจัยหลายประการทำให้เกิดวิกฤตนี้ เช่น ค่าครองชีพสูง ความกดดันจากการทำงานหนัก และทัศนคติต่อการแต่งงานที่เปลี่ยนไป แม้สมรสเพิ่มขึ้น 1.1% เป็น 505,656 คู่ แต่หย่าร้างลดลง 3.7% ยังไม่ช่วยพลิกสถานการณ์ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นมีประชากรอายุเกิน 100 ปีเกือบ 100,000 คน โดย 90% เป็นผู้หญิง และบ้านร้างกว่า 4 ล้านหลัง กว่า 40% ของเทศบาลเสี่ยงสูญสิ้น

  • สังคมสูงวัย: อัตราสูงสุดในโลก ทำให้แรงงานลดลง
  • เศรษฐกิจ: ค่าเลี้ยงลูกแพง ทำงานหนัก ไม่มีเวลา
  • วัฒนธรรม: ชายหนุ่มหลีกเลี่ยงการแต่งงาน กลัวภาระ
  • นโยบาย: แม้มีแอปหาคู่จากกรุงโตเกียว แต่ผลน้อย

ผลกระทบและมาตรการรับมือวิกฤตญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

นางสาวซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นจากพรรค LDP ประกาศว่าเป็น “ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ” ที่กัดเซาะความมีชีวิตชีวาของประเทศ รัฐบาลผลักดันเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ลดภาระครอบครัว แต่ยังลังเลเรื่องผู้อพยพ ภายใต้แรงกดจากพรรคขวา “ซันเซโตะ” ที่ยึดนโยบาย “ญี่ปุ่นก่อน” นายมาซานาโอะ โอซากิ รองเลขาฯ ยอมรับว่ายังพลิกไม่ได้

ผลกระทบลูกโซ่คือ ขาดแรงงานในอุตสาหกรรม พยาบาล และบริการ สวัสดิการสังคมกินงบมหาศาล ผู้เสียภาษีน้อยลง หนี้สาธารณะพุ่ง อนาคตเศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงน่ากังวล

บทเรียนสำหรับประเทศไทยจากวิกฤตนี้

ไทยเองก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน อัตราการเกิดต่ำ สังคมสูงวัย รัฐบาลควรเร่งนโยบายสนับสนุนครอบครัว ลดค่าครองชีพ ส่งเสริมการแต่งงาน และเปิดรับแรงงานต่างชาติอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมเดียวกัน

วิกฤต ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย เป็นสัญญาณเตือนโลก คุณคิดว่าประเทศไทยควรทำอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ญี่ปุ่นเด็กเกิดน้อยต่อเนื่องปีที่ 10 เหลือ 7 แสนราย

ลดพึ่งส่งออก! เน้น ศก.ภายในประเทศ ตามพรรคประชาชน

รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอประเทศไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาการส่งออก เพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน เชื่อมโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน นำเสนอในเวที The Standard Economic Forum 2025 ให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” โดยระบุว่า ประเทศไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจภายใน โดยนายวีระยุทธ เริ่มต้นด้วยการเล่าว่าประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ของจีดีพีเท่านั้น

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก

ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

สร้างสังคมสูงวัยที่มีความสุข

ทั้งนี้ เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hi-tech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข

นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย

ยกระดับ SME ตอบโจทย์สังคมสูงวัย เพื่อลดพึ่งพาการส่งออก

ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย

ร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

นอกจากนี้ การเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม นายวีระยุทธเสนอให้ไทยเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน

เช่น ญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย

เปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิม

นายวีระยุทธ กล่าวว่า การปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็ง-จุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้ การลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ประเทศไทยจะสามารถลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

ที่มา – รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

นายกฯ ย้ำเวทีเอเปค เร่งแก้สแกมเมอร์ ชูไทยผู้นำ AI

นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค รอบที่ 2 ชู 3 แนวทางเสริมศักยภาพเอเปค ผ่านการเติบโตอย่างทั่วถึง พัฒนา AI อย่างรับผิดชอบ และสร้างสังคมทุกกลุ่มให้พร้อมรับอนาคต เพื่อมุ่งสู่ภูมิภาคที่ยั่งยืนและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง เตรียมเดินทางกลับไทยคืนนี้

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง 300C ชั้น 3 ศูนย์ประชุม Hwabaek International Convention Centre (HICO) เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 รอบที่ 2 (The 32nd APEC Economic Leaders’ Meeting – Session II) ภายใต้หัวข้อ “Preparing a Future-Ready Asia-Pacific”

ภายหลังประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีกล่าวเปิดการประชุม ได้เชิญให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกล่าวถ้อยแถลง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงเป็นลำดับที่ 3 ต่อจากสหรัฐฯ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลง โดยกล่าวชื่นชมสาธารณรัฐเกาหลีสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและการจัดงานเลี้ยงต้อนรับที่น่าประทับใจ พร้อมระบุว่า ในช่วงกว่า 36 ปีที่ผ่านมา เอเปคเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภูมิภาคให้เป็น “เครื่องยนต์แห่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก” แต่ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และภูมิอากาศ ซึ่งล้วนท้าทายความสามารถในการรับมือของภูมิภาค ดังนั้น เอเปคจึงต้องคงไว้ซึ่งบทบาทในฐานะภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต โดยไทยได้เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1) ยึดมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเติบโตอย่างครอบคลุม เพราะความมั่งคั่งจะไม่มีความหมาย หากยังมีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไทยเชื่อว่าการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นจะช่วยให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในสังคม

2) ต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย ความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี AI และการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ไทยได้จัดทำแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics Guidelines) เพื่อให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะถูกออกแบบมาให้ใช้ได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม พร้อมกันนี้ เอเปคต้องทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทั้งในเชิงเนื้อหาและแพลตฟอร์มออนไลน์ จะได้รับการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่และเท่าเทียม เพื่อให้นวัตกรรมสามารถเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ไทยยังได้เน้นย้ำถึงการเร่งแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายที่สอดคล้องกัน และการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม พร้อมขอบคุณสาธารณรัฐเกาหลีและสหรัฐอเมริกาสำหรับบทบาทนำในเรื่องนี้ โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกันผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) และเวที APEC Online Scams Exchange Forum

3) เอเปคต้องเสริมพลังให้กับทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ประชากรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงต้องส่งเสริมการจ้างงานที่ครอบคลุม มีระบบดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย สำหรับไทยได้ผลักดันนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ การขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการวางแผนครอบครัวอย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในทุกช่วงวัย

“ในยุคที่โลกไร้พรมแดนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีเขตเศรษฐกิจใดสามารถยืนอยู่ได้เพียงลำพัง หากเอเปคสามารถปรับทิศทางร่วมกันได้ เอเปคจะยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของโลก แม้เส้นทางข้างหน้าจะไม่ง่าย แต่เอเปคจะเดินไปด้วยกัน ด้วยความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและเป้าหมายร่วมกัน เพื่อสร้างภูมิภาคที่เชื่อมโยง ยั่งยืน และพร้อมรับอนาคตอย่างแท้จริง” นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้าย

โดยภายหลังการประชุมฯ ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานฐานทัพอากาศกิมแฮ นครปูซานในเวลา 16.15 น. และจะเดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ในเวลาประมาณ 21.00 น.

นายกฯ ย้ำเวทีเอเปค เร่งแก้สแกมเมอร์ ชูไทยต้องเป็นผู้นำด้าน AI รับยุคดิจิทัล

ทำไมนายกฯ ถึงย้ำเรื่องนี้บนเวทีเอเปค?

การที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเรื่องนายกฯ ย้ำเวทีเอเปค เร่งแก้สแกมเมอร์ ชูไทยต้องเป็นผู้นำด้าน AI รับยุคดิจิทัล บนเวทีเอเปค แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และการผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้าน AI ในระดับภูมิภาค สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายกฯ ได้กล่าวถึงคือการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกลวงออนไลน์ (scams) ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล การที่ไทยแสดงบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน

นอกจากนี้ การที่ไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้าน AI ยังเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง AI มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม การพัฒนา AI ก็ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและจริยธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

การประชุมเอเปคครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทยจะได้แสดงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศให้ก้าวทันโลก และพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ การที่นายกฯ ได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญเหล่านี้ จะช่วยสร้างความตระหนักและความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้

ดังนั้น การที่นายกฯ ย้ำเวทีเอเปค เร่งแก้สแกมเมอร์ ชูไทยต้องเป็นผู้นำด้าน AI รับยุคดิจิทัล ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นประเทศที่ทันสมัยและพร้อมรับมือกับอนาคต

การที่ประเทศไทยผลักดันนโยบายด้าน AI และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของรัฐบาลในการนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน จับตาดูการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายเหล่านี้ให้ดี!

ที่มา – นายกฯ ย้ำเวทีเอเปค เร่งแก้สแกมเมอร์ ชูไทยต้องเป็นผู้นำด้าน AI รับยุคดิจิทัล

Scroll to top