สังคมออนไลน์

“สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด”

“สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อ สส.ลูกหิน หรือ นายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบคีรีขันธ์ จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยการโพสต์ข้อความที่ดุเดือดเผ็ดร้อนบนพื้นหลังสีส้ม โดยพาดหัวว่า “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด” ซึ่งถือเป็นการตอบโต้ทางการเมืองที่ดุเดือดที่สุดครั้งหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียด

ข้อความดังกล่าวไม่ได้เพียงแค่กล่าวถึงเรื่องทั่วๆ ไป แต่ยังระบุคำนิยามถึงฝ่ายตรงข้ามไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการล้มเจ้า การอุ้มกลุ่มทุนสีเทา การเผาเมืองหลอกเด็ก รวมถึงการเห็นใจเพื่อนบ้านมากกว่าคนไทยจนถูกมองว่าเป็นการเนรคุณแผ่นดินเกิด การโพสต์ในครั้งนี้สร้างความฮือฮาและเรียกยอดไลก์ยอดแชร์เป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว

เบื้องหลังชนวนเหตุความขัดแย้ง

สำหรับการเคลื่อนไหวของ “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด” ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการโพสต์ตอบโต้ทางโซเชียลมีเดียกับอดีต สส. จากพรรคก้าวไกลอย่าง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ที่ได้มีการโพสต์ข้อความโจมตีในทิศทางที่รุนแรงเช่นกัน โดยมีการใช้ถ้อยคำในเชิงตำหนิถึงเรื่องการโกหก การซื้อเสียง และคอร์รัปชัน ทำให้บรรยากาศการโต้ตอบผ่านสื่อออนไลน์กลายเป็นสนามรบทางความคิดที่ดุเดือด

  • การปะทะฝีปากทางโซเชียลมีเดียระหว่างนักการเมืองฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน
  • การใช้สัญลักษณ์พื้นหลังสีส้มในการทำคอนเทนต์เพื่อสื่อสารนัยยะทางการเมือง
  • การตีแผ่ทัศนคติในประเด็นความมั่นคงและอุดมการณ์รัฐข้ามพรมแดน

ในมุมมองนักวิเคราะห์การเมือง การที่ “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดอย่างสุดโต่งในสังคมไทยปัจจุบัน เรื่องราวของการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการบริหารประเทศ แต่ยังรวมถึงสงครามทัศนคติและการปกป้องความเชื่อที่แต่ละคนยึดถืออย่างเหนียวแน่น ประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับสื่อและมองภาพรวมของการทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติ มากกว่าการยึดติดกับการปะทะคารมเพียงอย่างเดียว ความเป็นเอกภาพอาจจะเกิดขึ้นได้ยากหากทุกฝ่ายยังคงใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเข้าหากันเช่นนี้ครับ

ที่มา – “สส.ลูกหิน” ภท. โพสต์โต้เดือด “ล้มเจ้า-อุ้มเทา-เห็นใจเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด”

“ไชยชนก” ยัน ไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา

“ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เชื่อสังคมอาจตีความผิด ชี้ระหว่างจัดการเรื่อง MOU 44 ไม่ควรเปิดช่องเพิ่มความเสี่ยง

วันที่ 12 ก.ย. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ในการพิจารณาเปิดด่านชายแดน ไทย-กัมพูชาว่า สิ่งที่ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดเพราะกระแสออนไลน์ตอนนี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่งไม่สงบยังไม่มีความชัดเจน และเรากำลังเดินหน้าพิจารณาเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ 44 จึงเป็นเวลาไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดด่าน และตามกระแสสังคมที่เห็น อาจมีการตีความผิดพลาด จากการสื่อสารที่ระบุว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายแบบนี้ แต่ส่วนตัวมั่นใจว่านายอนุทินเป็นหนึ่งในคนที่รักชาติและสถาบันมากที่สุด อีกทั้งที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไปคลุกคลีในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ในการลงไปดูแลพี่น้องประชาชนที่ศูนย์อพยพ นำคนออกจากบ้าน และมีคนคิดสั้น จึงเชื่อว่าเป็นการสื่อสารที่ผิด เข้าใจผิดว่าเป็นนโยบายของนายอนุทิน ทั้งนี้เห็นว่าไม่เหมาะสม น่าจะเป็นภัยต่อประเทศ

เมื่อถามถึงกรณีแม่ทัพภาค 2 ไม่สนับสนุนเปิดด่าน นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกคนก็คิดเช่นนี้ได้ การปิดด่านไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจได้รับผลกระทบตามแนวชายแดน แต่สิ่งที่กระทบมากที่สุดคือเศรษฐกิจของประเทศ เรารู้ข้อมูลอยู่แล้วว่าบ่อนต่างๆ ในกัมพูชา ผู้ใช้ส่วนใหญ่คือคนไทย และการปิดจะส่งผลกระทบต่อเขามหาศาล และยังไม่รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่ตอนนี้มีคำพูดว่ามีประเทศที่ 3 กดดัน ซึ่งตนเข้าใจทุกเรื่อง แต่ต้องถามว่าประชาชนคนไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้

ไม่เปิดด่านจนกว่าจัดการปัญหาเสร็จสิ้น

“ผมเชื่อว่าในวันนี้คนที่ได้รับผลกระทบ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องมากที่สุด คือคนที่อยู่ในพื้นที่ ผมมั่นใจว่าทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่าอย่าเปิด จะให้ปิดไปอีกนานเท่าใดก็ตาม ตราบใดที่มันปลอดภัยแล้ว เราจะจัดการเรื่องนี้อย่างถาวรได้ เขายินดี เราควรคิดหาวิธีประคองให้ผ่านช่วงนี้ไปได้โดยไม่ต้องเปิดด่าน จนกว่าจะได้รับความชัดเจน” นายไชยชนก กล่าว

นายไชยชนก กล่าวอีกว่า สิ่งที่ห่วงเป็นพิเศษคือ ช่วงเราจัดการเรื่อง MOU 44 อยู่ที่เป็นหัวใจสำคัญของทุกปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเวลา 20 ปี มีเรื่องทรัพยากรในทะเลมาเกี่ยวข้อง ถ้าเรื่องนี้กำลังจะถูกยุติลง การที่เราเปิดด่าน ตนว่า จะมีความเสี่ยงเพิ่มเติม เหมือนเป็นการเปิดช่องทางให้สร้างความโกลาหลได้ จึงไม่ควรเปิดช่องทางเลย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า เขาไม่สนับสนุนการเปิดด่านไทย-กัมพูชาในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่ง และอาจมีการตีความผิดในสังคม

ทำไมนายไชยชนกถึงไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา?

นายไชยชนกให้เหตุผลหลักๆ สองประการในการไม่สนับสนุนการเปิดด่าน ประการแรกคือ สถานการณ์ชายแดนยังไม่นิ่งและยังไม่มีความชัดเจน การเปิดด่านในขณะนี้อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่กำลังพิจารณาเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ 44

ประการที่สอง นายไชยชนกเชื่อว่าการเปิดด่านอาจนำไปสู่การตีความผิดในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสื่อสารที่อาจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี

ผลกระทบจากการไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าการไม่เปิดด่านอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดน แต่สิ่งที่นายไชยชนกให้ความสำคัญมากกว่าคือความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ เขามองว่าการเปิดด่านในขณะนี้อาจเป็นการเปิดช่องทางให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง MOU 44

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า เขาเข้าใจถึงแรงกดดันจากภายนอกที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องการเปิดด่าน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นหลัก

“ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เพราะห่วงความปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ แม้ว่าจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้าง แต่การรักษาผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อนความเห็นของนายไชยชนกสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการเปิดด่านในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ การพิจารณาอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น เราควรสนับสนุนการตัดสินใจที่ไม่เร่งรีบในการเปิดด่านชายแดนจนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจนและปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เชื่อสังคมอาจตีความผิด

Scroll to top