สัตว์ทะเลหายาก

พบซากพะยูนร่างกายสมบูรณ์ ถูกตัดเขี้ยวทั้งสองข้าง ชี้โทษสูงคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้าน

เชื่อว่าใครที่ได้อ่านข่าวนี้คงจะรู้สึกหดหู่ไม่น้อยครับ เมื่อล่าสุดมีรายงานการพบซากพะยูนร่างกายสมบูรณ์ ถูกตัดเขี้ยวทั้งสองข้าง ชี้โทษสูงคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้าน บริเวณแหลมสนหนา จังหวัดกระบี่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สะเทือนใจคนรักสัตว์และนักอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นอย่างมาก พะยูนเป็นสัตว์ป่าสงวนที่หายากและควรค่าแก่การคุ้มครอง การถูกกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นบทเรียนสำคัญที่เราต้องช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก

เหตุสลดใจกับการพบซากพะยูนร่างกายสมบูรณ์ ถูกตัดเขี้ยวทั้งสองข้าง ชี้โทษสูงคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการได้รับแจ้งจากกำนันตำบลเกาะศรีบอยาว่าพบซากพะยูนลอยตายอยู่ในทะเล ทางเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงได้เร่งรุดเข้าตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบว่าเป็นพะยูนเพศผู้ที่มีขนาดลำตัวใหญ่ถึง 296 เซนติเมตร สภาพซากเริ่มเน่าแต่อวัยวะต่างๆ ยังดูค่อนข้างสมบูรณ์ จะมีก็เพียงรอยถลอกจากการเกยตื้นเท่านั้น แต่จุดที่น่าตกใจที่สุดคือบริเวณช่องปากที่มีร่องรอยการใช้ของมีคมเลาะเขี้ยวหายไปทั้งสองข้าง

โทษหนักจากการทำผิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดต่อกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าอย่างร้ายแรง ซึ่งจากรายงานการพบซากพะยูนร่างกายสมบูรณ์ ถูกตัดเขี้ยวทั้งสองข้าง ชี้โทษสูงคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้าน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าแจ้งความและเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยบทลงโทษมีรายละเอียดดังนี้:

  • โทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี
  • โทษปรับตั้งแต่ 300,000 ถึง 1,500,000 บาท
  • หรืออาจได้รับโทษทั้งจำและปรับตามดุลยพินิจของศาล

การอนุรักษ์พะยูนต้องอาศัยพลังจากทุกคน

นอกเหนือจากบทลงโทษทางกฎหมายแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างจิตสำนึกร่วมกัน พะยูนเป็นสัตว์โลกที่อ่อนโยนและกำลังเผชิญกับวิกฤตความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ การทารุณกรรมหรือการหาประโยชน์จากซากสัตว์ป่าสงวนแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย หากใครพบเบาะแสหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่ง ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อให้เรายังคงมีสัตว์ทะเลหายากเหล่านี้อยู่ในระบบนิเวศของไทยต่อไป เรามารวมพลังกันปกป้องท้องทะเลและสัตว์ป่าสงวนให้ปลอดภัยกันเถอะครับ

ที่มา – พบซากพะยูนร่างกายสมบูรณ์ ถูกตัดเขี้ยวทั้งสองข้าง ชี้โทษสูงคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้าน

พบซากโลมาเกยตื้นชายหาดทุ่งตึก จ.พังงา เร่งส่งตรวจหาสาเหตุการตาย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวเศร้าเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายากมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีรายงานการพบซากโลมาเกยตื้นชายหาดทุ่งตึก จ.พังงา เร่งส่งตรวจหาสาเหตุการตาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พวกเราในฐานะคนรักทะเลต้องหันมาให้ความสำคัญและช่วยกันเป็นหูเป็นตาครับ

พบซากโลมาเกยตื้นชายหาดทุ่งตึก จ.พังงา เร่งส่งตรวจหาสาเหตุการตาย

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 (ตะกั่วป่า พังงา) ได้แจ้งว่าได้รับรายงานการพบซากโลมา บริเวณชายหาดทุ่งตึก ตำบลเกาะคอเขา จังหวัดพังงา โดยทางเจ้าหน้าที่ได้รีบลงพื้นที่ตรวจสอบทันที

รายละเอียดและขั้นตอนการดำเนินการ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าโลมาตัวดังกล่าวมีความยาวประมาณ 210 เซนติเมตร สภาพซากเริ่มเน่าเปื่อย แต่จากการสังเกตเบื้องต้นไม่พบร่องรอยบาดแผลภายนอกที่ชัดเจน ทำให้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตได้ การพบซากโลมาเกยตื้นชายหาดทุ่งตึก จ.พังงา เร่งส่งตรวจหาสาเหตุการตาย จึงเป็นภารกิจสำคัญเพื่อให้ได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง

  • เจ้าหน้าที่นำซากโลมาแช่แข็งเพื่อรักษาเนื้อเยื่อก่อนส่งชันสูตร
  • เตรียมส่งมอบต่อให้กับศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร จังหวัดภูเก็ต
  • ดำเนินการผ่าชันสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

การเสียชีวิตของสัตว์ทะเลในครั้งนี้ถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ พวกเราทุกคนควรช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมทางทะเล ลดการทิ้งขยะพลาสติกหรือสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยอีก หากใครพบเห็นสัตว์ทะเลเกยตื้นในพื้นที่ โปรดรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงทีครับ

ที่มา – พบซากโลมาเกยตื้นชายหาดทุ่งตึก จ.พังงา เร่งส่งตรวจหาสาเหตุการตาย

ประกาศปิดหมู่เกาะสิมิลัน-หมู่เกาะสุรินทร์ 5 เดือน ฟื้นฟูนิเวศ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ประกาศปิดหมู่เกาะสิมิลัน-หมู่เกาะสุรินทร์ 5 เดือน เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลในช่วงฤดูมรสุมแล้วนะครับ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่หลงใหลในการดำน้ำ ชมปะการัง และสัตว์ทะเลหายาก ต้องอดใจรออีกสักพักใหญ่ วันนี้เรามีรายละเอียดมาอัปเดตให้ฟังกันแบบละเอียดยิบ

จากรายงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ที่ท่าเรือท่องเที่ยวบริษัทบ้านทับละมุ ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ยังคงคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่รีบรุดมาลงเรือเพื่อไปท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ก่อนที่การปิดอย่างเป็นทางการจะเริ่มในวันถัดไป คือ 16 พฤษภาคม 2567 การปิดพื้นที่นี้ครอบคลุมทั้งหมู่เกาะสิมิลันและหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา เป็นเวลาเต็มๆ 5 เดือน จนถึง 15 ตุลาคม 2567

ปิดหมู่เกาะสิมิลัน-หมู่เกาะสุรินทร์ 5 เดือน เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ

การปิดหมู่เกาะสิมิลัน-หมู่เกาะสุรินทร์ 5 เดือน เป็นมาตรการประจำปีที่กรมอุทยานดำเนินการอย่างต่อเนื่องมานานหลายปีแล้วครับ เหตุผลหลักคือเพื่อให้ธรรมชาติได้พักหายใจ ป้องกันอันตรายจากคลื่นลมแรงในฤดูมรสุมที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และที่สำคัญคือการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเล หมู่เกาะสิมิลันประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ 9 เกาะ มีชื่อเสียงระดับโลกเรื่องจุดดำน้ำที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่วนหมู่เกาะสุรินทร์มี 5 เกาะ เป็นที่อยู่อาศัยของชาวมอแกนพื้นเมืองและแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์

เหตุผลสำคัญของการปิดพื้นที่ท่องเที่ยว

ฤดูมรสุมในทะเลอันดามันมักนำพาคลื่นลมแรง ฝนตกหนัก และทัศนวิสัยใต้น้ำที่แย่ลง ทำให้การเดินทางเสี่ยงอันตราย นอกจากนี้ กิจกรรมท่องเที่ยวจำนวนมากในฤดูท่องเที่ยว (พฤศจิกายน-เมษายน) ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล เช่น การเหยียบย่ำปะการัง การทิ้งขวดพลาสติก หรือเรือทัวร์ที่จอดเบียดเสียด ทำให้ปะการังฟอกขาวและสัตว์ทะเลอย่างเต่าทะเล ปลาการ์ตูน โลมา และฉลามวาฬ ได้รับผลกระทบ การปิดจึงเป็นโอกาสทองให้ธรรมชาติฟื้นตัว

  • ฟื้นฟูแนวปะการัง: ให้ปะการังได้งอกงามใหม่ โดยไม่ถูกรบกวนจากนักดำน้ำนับหมื่นคน
  • ปกป้องสัตว์ทะเลหายาก: ปลาโลมา เต่า ปลาหมึกยักษ์ สามารถสืบพันธุ์ได้อย่างสงบ
  • ลดขยะและมลพิษ: พื้นที่ปิดช่วยเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดและตรวจสอบ
  • ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว: ป้องกันพายุโซนร้อนและคลื่นยักษ์

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหมู่เกาะทั้งสอง

หมู่เกาะสิมิลัน ตั้งอยู่ในทะเลอันดามัน ห่างฝั่งพังงา 44 กม. มีจุดเด่นคือหินสิมิลันรูปใบโคลเวอร์ หาดทรายขาวละเอียด และจุดดำน้ำกว่า 30 จุด ส่วนหมู่เกาะสุรินทร์ อยู่ใกล้กัน มีอ่าวช่องขาดที่สวยงามและหมู่บ้านมอแกนที่นักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชมวัฒนธรรมได้ ในช่วงเปิดเกาะ (กลางตุลาคม-กลางพฤษภาคม) จะคึกคักสุดๆ โดยเฉพาะชาวยุโรปและเอเชียที่มาเพื่อดำน้ำดูปะการัง

ทางเลือกท่องเที่ยวช่วงที่ปิดเกาะ

ถ้าคุณมีแผนท่องเที่ยวทะเลอันดามันในช่วงนี้ ไม่ต้องผิดหวังนะครับ ยังมีจุดหมายอื่นๆ ที่น่าไปไม่แพ้กัน ลองพิจารณาเหล่านี้

  • เกาะพีพี จังหวัดกระบี่: อ่าวมาหยา หาดลองเบย์ ดำน้ำสนุก
  • เขาหลัก-ทรายแก้ว พังงา: ชายหาดสงบ รีสอร์ทหรู
  • หมู่เกาะตะกอน-ห้อง: ใกล้เคียง สนุกคล้ายสิมิลัน
  • อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หรือทางฝั่งอ่าวไทย

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนคือกุญแจสำคัญ อย่าลืมปฏิบัติตามกฎ เช่น ไม่สัมผัสปะการัง ไม่ให้อาหารปลา และเก็บขยะกลับ

เกาะจะเปิดเมื่อไหร่?

นักท่องเที่ยวสามารถกลับมาเยี่ยมชมได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นฤดูท่องเที่ยวใหม่ แนะนำจองล่วงหน้าเพราะที่พักบนเกาะมีจำกัด

ในมุมมองของผม การปิดหมู่เกาะสิมิลัน-หมู่เกาะสุรินทร์ 5 เดือน แม้จะทำให้สูญเสียรายได้ท่องเที่ยวชั่วคราว แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตของธรรมชาติที่งดงามนี้ ถ้าทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ เกาะสวยๆ เหล่านี้จะอยู่คู่เราไปอีกนาน ลองวางแผนทริปช่วงเปิดเกาะแล้วไปสัมผัสด้วยตัวเองสิครับ! หรือแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ประกาศปิดหมู่เกาะสิมิลัน-หมู่เกาะสุรินทร์ 5 เดือน ฟื้นฟูระบบนิเวศช่วงฤดูมรสุม

ฮือฮา พบ “เต่าตนุ” สัตว์ทะเลหายาก ลอยเกยตื้นที่หาดกมลา จังหวัดภูเก็ต

ฮือฮา พบ “เต่าตนุ” สัตว์ทะเลหายาก ลอยเกยตื้นที่หาดกมลา จังหวัดภูเก็ต! เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นเต้นให้กับทั้งนักท่องเที่ยวและชาวบ้านในพื้นที่ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 13.35 น. มีรายงานจากประชาชนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กมลา ว่าพบเต่าทะเลลอยมาเกยตื้นบริเวณหน้าหาดกมลา ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

เต่าตนุเกยตื้นหาดกมลา

ฮือฮา พบ “เต่าตนุ” สัตว์ทะเลหายาก ลอยเกยตื้นที่หาดกมลา จังหวัดภูเก็ต

หลังจากได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบทันที ร่วมกับไลฟ์การ์ดประจำชายหาด พบว่าเป็นเต่าตนุซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลหายาก น้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม สภาพอ่อนแรงมาก จึงช่วยกันนำขึ้นจากน้ำอย่างระมัดระวัง ก่อนเคลื่อนย้ายไปพักฟื้นในเต็นท์ไลฟ์การ์ดชั่วคราว พร้อมประสานงานไปยังกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้ามารับตัวไปตรวจรักษาและฟื้นฟูต่อไป

ไลฟ์การ์ดช่วยเต่าตนุ

เต่าตนุคือสัตว์ทะเลชนิดใด?

เต่าตนุ หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Lepidochelys olivacea หรือ Olive Ridley Sea Turtle เป็นเต่าทะเลขนาดเล็กที่สุดในโลก มีเปลือกเต้าเป็นสีเขียวมะกอก ขนาดตัวผู้ใหญ่ยาวประมาณ 60-70 ซม. น้ำหนัก 7-10 กก. แต่ตัวที่พบครั้งนี้ยังเด็ก น้ำหนักเพียง 2-3 กก. เต่าชนิดนี้ถูกจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ตามบัญชีแดงของ IUCN และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย ในทะเลอันดามันของไทย โดยเฉพาะบริเวณภูเก็ต เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญ แต่ปัจจุบันประชากรลดลงเนื่องจากปัญหาขยะทะเล การประมงโดยไม่ได้ตั้งใจ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เต่าตนุที่หาดกมลา

สาเหตุที่เต่าตนุเกยตื้นและวิธีป้องกัน

สาเหตุที่เต่าทะเลอย่างเต่าตนุเกยตื้น มักเกิดจากน้ำหนักอ่อนเพลียจากพายุ คลื่นแรง กินขยะพลาสติกโดยเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร หรือถูกเครื่องมือประมงรัด ในกรณีนี้ คาดว่าน่าจะอ่อนแรงจากกระแสน้ำแรงบริเวณหาดกมลา ซึ่งเป็นหาดยอดนิยมของภูเก็ตที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น หาดกมลามีชื่อเสียงเรื่องความสวยงาม ทรายขาว น้ำใส แต่ก็เป็นจุดที่สัตว์ทะเลมักเกยตื้นได้ง่าย

เพื่อป้องกันและช่วยเหลือให้ถูกต้อง เจ้าหน้าที่แนะนำดังนี้:

  • อย่าจับหรือเคลื่อนย้ายสัตว์เอง เพราะอาจทำให้บาดเจ็บเพิ่ม
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เช่น ไลฟ์การ์ด สถานีตำรวจ หรือกรมทรัพยากรทางทะเล โทร. 1192
  • ถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน แต่ห้ามรบกวน
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส เพราะสัตว์อาจมีเชื้อโรคหรือตอบโต้
  • ช่วยกันลดขยะทะเล โดยหยิบขยะที่เห็นทิ้งถังขยะ

เหตุการณ์ฮือฮา พบ “เต่าตนุ” สัตว์ทะเลหายาก ลอยเกยตื้นที่หาดกมลา จังหวัดภูเก็ต นี้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทย ภูเก็ตเป็นเกาะท่องเที่ยวหลัก แต่เราต้องช่วยกันปกป้องระบบนิเวศ ถ้าไม่ดูแล สัตว์หายากเหล่านี้จะหายไปจากธรรมชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน การพบเต่าตนุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่ดีของชุมชนและเจ้าหน้าที่ หากทุกคนตื่นตัวแบบนี้ อนาคตของสัตว์ทะเลไทยจะสดใสยิ่งขึ้น คุณล่ะ พบสัตว์ทะเลเกยตื้นจะทำอย่างไร? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้กันเถอะ!

ที่มา – ฮือฮา พบ “เต่าตนุ” สัตว์ทะเลหายาก ลอยเกยตื้นที่หาดกมลา จังหวัดภูเก็ต

ลูกเต่ามะเฟืองรังแรกของฤดูกาลฟักสำเร็จเกาะพระทอง

ยินดีด้วยนะทุกคน! ลูกเต่ามะเฟืองรังแรกของฤดูกาล ฟักตัวสำเร็จและถูกปล่อยคืนสู่ทะเลตามธรรมชาติแล้วถึง 20 ตัว ที่ชายหาดเกาะพระทอง จังหวัดพังงา เหตุการณ์ดีๆ นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับการอนุรักษ์เต่าทะเลในไทยเลยทีเดียว

ลูกเต่ามะเฟืองรังแรกของฤดูกาล ฟักตัวสำเร็จ

ทีมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 นายสุริยะ สอนเสริม ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 (ตะกั่วป่า พังงา) ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะพระทอง และผู้นำชุมชน ได้รวมพลังกันเฝ้าติดตามรังเต่ามะเฟืองรังแรกของฤดูกาลนี้ที่ชายหาดทุ่งดาบ ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา

ลูกเต่ามะเฟืองรังแรกของฤดูกาลฟักตัวที่เกาะพระทอง

การเฝ้าติดตามด้วยกล้องวงจรปิด

เช้าวันนั้น เวลา 05.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่คอกเต่า พบลูกเต่ามะเฟือง 3 ตัวฟักตัวขึ้นจากหลุมแล้ว จึงรีบเก็บไว้ในภาชนะฆ่าเชื้อเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด จากนั้นเฝ้าต่อเนื่องจน 19.30 น. แต่ยังไม่เห็นชุดที่สอง จึงตัดสินใจขุดหลุมตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่ดูแลลูกเต่ามะเฟืองรังแรกของฤดูกาล

ผลการตรวจสอบและการปล่อยลูกเต่า

ผลคือพบลูกเต่ามีชีวิต 32 ตัว ลูกเต่าตาย 1 ตัว รวมทั้งหมด 36 ตัว เจ้าหน้าที่คัดลูกเต่าที่แข็งแรง 20 ตัว ปล่อยลงทะเลทันที ส่วนอีก 15 ตัวนำไปฟื้นฟูในตู้ ICU BOX ก่อนปล่อยต่อไป นี่คือความสำเร็จที่มาจากการดูแลอย่างดี

ปล่อยลูกเต่ามะเฟืองรังแรกของฤดูกาลคืนสู่ทะเลเกาะพระทอง

รังนี้แม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ครั้งแรกวันที่ 13 มกราคม 2567 หลังย้ายหลุมเพื่อความปลอดภัย ใช้เวลา孵化รวม 54 วัน ซึ่งเป็นปกติสำหรับเต่ามะเฟือง (Olive Ridley Sea Turtle) สปีชีส์ที่ถูกคุกคามทั่วโลก

รู้จักเต่ามะเฟืองและความสำคัญของการอนุรักษ์

เต่ามะเฟือง หรือ Olive Ridley เป็นเต่าทะเลขนาดกลาง มีเกล็ดสีเขียวมะกอก ว่ายน้ำไกลมาก ชอบวางไข่จำนวนมากแบบอาราเบดิ้ง (arribada) แต่ในไทยพบแบบเดี่ยวๆ เกาะพระทองเป็นจุดสำคัญในทะเลอันดามัน พังงา มี ecosystem ชายหาดและป่าชายเลนที่เหมาะสม แต่เผชิญภัยจากขยะพลาสติก การท่องเที่ยว และการประมง

ข้อเท็จจริงน่าสนใจเกี่ยวกับเต่ามะเฟือง

  • วางไข่ได้ 100-150 ใบต่อรัง ฤดูวางไข่พ.ย.-มี.ค.
  • ลูกเต่ามีอัตราการรอดต่ำ เพียง 1 ใน 1,000 ตัว
  • เป็นสปีชีส์ vulnerable ตาม IUCN
  • อาหารหลักคือ krill และสัตว์ทะเลขนาดเล็ก
  • ในไทย พบมากสุดที่เกาะทะลัง แต่เกาะพระทองกำลังกลายเป็น hotspot ใหม่

การที่ลูกเต่ามะเฟืองรังแรกของฤดูกาลฟักสำเร็จแบบนี้ แสดงให้เห็นว่านโยบายอนุรักษ์ของไทยได้ผล ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนสำคัญในการลาดตระเวนและรายงานรังไข่ หากไม่มีพวกเขา คงยากมาก

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ธรรมชาติยังคงสวยงงามแบบนี้ สะท้อนสุขภาพของทะเลอันดามัน ถ้าคุณรักทะเล ลองไปเยี่ยมชมเกาะพระทองดูนะ แต่โปรดอย่าปล่อยขยะ และสนับสนุนโครงการอนุรักษ์เต่าทะเล สามารถบริจาคหรือเป็นอาสาสมัครได้ที่ศูนย์อนุรักษ์ใกล้บ้าน ช่วยกันรักษาเพื่อลูกหลานรุ่นหลัง!

ที่มา – ลูกเต่ามะเฟืองรังแรกของฤดูกาล ฟักตัวสำเร็จ ปล่อยคืนสู่ทะเลแล้ว 20 ตัวที่เกาะพระทอง

เศร้า! พบซาก “วาฬบรูด้า” เกาะล้าน

ข่าวเศร้า! นักตกปลาพบซาก “วาฬบรูด้า” สัตว์ทะเลหายากขนาดใหญ่ ติดอวนเสียชีวิต ลอยอยู่ในทะเลใกล้เกาะล้าน สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการค้นหาและกู้ซากวาฬขึ้นมา

เมื่อเวลา 08.00 น. ของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่ามีเรือสปีดโบ๊ทที่วิ่งระหว่างเกาะล้าน ได้พบซากวาฬลอยขึ้นอืดอยู่บริเวณหน้าหาดสังวาล เกาะล้าน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยจุดที่พบอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 1 ไมล์ทะเล สภาพของซากวาฬอยู่ในสภาพเน่าเปื่อยอย่างมาก เนื้อเริ่มยุ่ยและสลายไปกับน้ำทะเล ทำให้ไม่สามารถระบุได้ในทันทีว่าเป็นวาฬสายพันธุ์ใด นอกจากนี้ ยังส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่วบริเวณ สร้างความไม่สบายให้กับผู้ที่สัญจรผ่านไปมา

ทีมข่าวได้พยายามรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม และทราบว่ามีการพบเห็นซากวาฬดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดยคุณวีรวิม นันทเวช อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นนักตกปลา ได้เป็นผู้พบเห็นเป็นคนแรก คุณวีรวิมได้ถ่ายคลิปวิดีโอของซากวาฬขนาดใหญ่ ซึ่งมีความยาวของลำตัวเกือบ 4 เมตร และอยู่ในสภาพขึ้นอืด ลอยอยู่กลางทะเล จากนั้นได้โพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าวลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุข้อความว่า “เศร้าใจกับการหากินแบบไม่สนอะไรเลย น้องตายแบบที่ยังมีอวนพันตัวน้องอยู่ ขอให้…กับพวกมักง่ายที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ ขอบคุณกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทันทีที่ผมส่งคลิป แจ้งพิกัด กรมทรัพย์ให้ความสนใจ ใส่ใจ ที่จะลงไปเก็บกู้น้องด้วยครับ”

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อพูดคุยกับคุณวีรวิม นันทเวช เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม คุณวีรวิมเล่าว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เขาได้นำคณะออกไปแข่งขันตกหมึกในบริเวณระหว่างเกาะรางเกวียนและเกาะเป็ด ในระหว่างนั้นเองก็ได้พบกับซากวาฬ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น “วาฬบรูด้า” ลอยขึ้นอืดอยู่กลางทะเล สภาพของวาฬมีอวนตาถี่ หรือที่เรียกกันว่า “อวนมุ้ง” พันอยู่รอบตัว นอกจากนี้ ยังมีเชือกทุ่นของอวนพันอยู่รอบตัวด้วยเช่นกัน ซากวาฬอยู่ในสภาพบวมอืดอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าวาฬเสียชีวิตจากการติดอวนของชาวประมง

คุณวีรวิมกล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ของเขา เชื่อว่าวาฬตัวนี้ หากยังมีชีวิตอยู่ น่าจะมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม เขารู้สึกเสียดายอย่างมากที่วาฬต้องมาตายเพราะฝีมือของมนุษย์ เขาอธิบายว่าอวนดังกล่าว น่าจะเป็นของเรือประมงขนาดเล็กที่มักจะใช้ลากอวนเพื่อหาปลา และเมื่อลากอวนไปติด “วาฬบรูด้า” แทนที่จะให้ความช่วยเหลือ กลับปล่อยอวนทิ้งไว้ เขาเชื่อว่าหากในวันนั้น ชาวประมงได้ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรือกลุ่มประมงด้วยกัน วาฬบรูด้า ตัวนี้คงไม่ตาย เพราะวาฬบรูด้าเป็นสัตว์ทะเลหายากในทะเลฝั่งประเทศไทย

เศร้า พบซาก “วาฬบรูด้า” ตัวใหญ่ติดอวนตาย ลอยกลางทะเลเกาะล้าน

ด้านกรมประมงจังหวัดชลบุรีและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้รับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการออกตามหาซากวาฬตัวดังกล่าว คาดว่าซากวาฬยังคงลอยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับเกาะล้าน หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

การตายของวาฬบรูด้าส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างไร?

การเสียชีวิตของ วาฬบรูด้า ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียสัตว์ทะเลหายากเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วย วาฬมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหาร และการลดจำนวนลงของวาฬ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศที่คาดไม่ถึง

  • การสะสมของสารอาหาร: วาฬเป็นแหล่งสะสมสารอาหารที่สำคัญในทะเล เมื่อวาฬตายและจมลงสู่พื้นทะเล ซากของมันจะกลายเป็นแหล่งอาหารให้กับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึก ซึ่งช่วยสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ
  • การควบคุมประชากรสัตว์ทะเล: วาฬเป็นผู้ล่าที่สำคัญในระบบนิเวศ การลดจำนวนลงของวาฬ อาจทำให้ประชากรสัตว์ทะเลบางชนิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชนิดพันธุ์อื่นๆ
  • การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อาหาร: การเปลี่ยนแปลงในประชากรวาฬ อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารทั้งหมดในทะเล ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและคาดเดาได้ยาก

ดังนั้น การอนุรักษ์วาฬและสัตว์ทะเลอื่นๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลและการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและการทำประมงอย่างยั่งยืน เราทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องชีวิตสัตว์ทะเลหายากเหล่านี้ เพื่อให้พวกมันคงอยู่คู่กับท้องทะเลไทยไปอีกนานแสนนาน

ที่มา – เศร้า พบซาก “วาฬบรูด้า” ตัวใหญ่ติดอวนตาย ลอยกลางทะเลเกาะล้าน

Scroll to top