สันติวิธี

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ควบคู่ไปกับการดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเร่งสร้างรั้วชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าปราสาทตาควายยังคงอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนจะดำเนินการโดยใช้หลักสันติวิธีเป็นอันดับแรก โดยผ่านกลไก JBC และ RBC อย่างไรก็ตาม การใช้กำลังอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำคือ การเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากมีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด โดยฝ่ายไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยของตนเองใน 5 พื้นที่นำร่องก่อน

ความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดน

เพื่อบริหารจัดการชายแดนและทวงคืนพื้นที่ตามข้อตกลงร่วมกัน ฝ่ายไทยจึงมีความจำเป็นต้องเริ่มกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น ในรูปแบบกึ่งถาวรตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความยาว 798 กิโลเมตร รั้วดังกล่าวจะมีลักษณะทึบด้านล่างและโปร่งด้านบน พร้อมติดตั้งลวดหนาม เพื่อเพิ่มความมั่นคงและป้องกันการลักลอบข้ามแดน

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า ไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี เนื่องจากเป็นสิ่งที่นานาชาติยอมรับและชื่นชม การใช้กำลังจะเกิดขึ้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ

การตัดสินใจของกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการสูญเสียที่ไม่จำเป็น

การดำเนินการสร้างรั้วชายแดน ควบคู่ไปกับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะช่วยสร้างความมั่นคงและความสงบสุขตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในอนาคต

การที่กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น นั้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางหลักที่ประเทศไทยยึดมั่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

ทูตจีนหนุนไทย-กัมพูชาคุยปัญหา เป็นมิตรทั้งสองฝ่าย

นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาโพสต์ข้อความยืนยัน จีนเป็นมิตรกับทั้งไทยและกัมพูชา และพยายามอย่างแข็งขันในการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ต.ค. 2568 นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศกัมพูชาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ยืนยันว่าจีนเป็นมิตรกับทั้งไทยและกัมพูชา ลั่นยึดหลักเท่าเทียมและเสมอภาค หลังก่อนหน้านี้เขาโพสต์ข้อความระบุว่า “จีนสนับสนุนกัมพูชาอย่างมั่นคง” จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง

“นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งบริเวณพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ในฐานะที่จีนเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองประเทศ จีนยึดมั่นในจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมและเสมอภาค และได้พยายามอย่างแข็งขันในการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพ”

“รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กัมพูชา และไทย ได้บรรลุผลลัพธ์ในการประชุมที่อำเภออันหนิง มณฑลยูนนานของจีน ทั้งสามประเทศได้จัดการหารืออย่างไม่เป็นทางการ และผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจทางการทูตแบบไปกลับเพื่อสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายหลายครั้ง ด้วยความพยายามอย่างแข็งขันของจีน มาเลเซีย และฝ่ายต่าง ๆ กัมพูชาและไทยได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง และทั้งสองฝ่ายกำลังสื่อสารกันผ่านกลไกทวิภาคี ฝ่ายที่เกี่ยวข้องชื่นชมจีนสำหรับบทบาทที่ไม่มีใครแทนได้ในกระบวนการนี้”

“จีนสนับสนุนให้กัมพูชาและไทยแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือ และสนับสนุนมาเลเซียในฐานะประธานเวียนของอาเซียนในการส่งเสริมการแก้ไขปัญหาทางการเมืองผ่านวิถีอาเซียน (ASEAN Way) จีนพร้อมที่จะสานต่อการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพในแบบของตัวเอง ตามความประสงค์ของกัมพูชาและไทย และจะส่งเสริมการพูดคุยเพื่อทำให้ข้อตกลงหยุดยิงมั่นคงและผลักดันการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ”

“จีนดำเนินการเรื่องความร่วมมือทางทหารตามปกติกับทุกประเทศในอาเซียน รวมถึงกัมพูชาและไทย สื่อตะวันตกบางสำนักพยายามใช้ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับประเทศที่เกี่ยวข้อง แต่ความพยายามเช่นนั้นจะไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ท่าทีของจีนต่อทั้งสองประเทศเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจับตามอง ล่าสุด ทูตจีนประจำกัมพูชาได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจีนสนับสนุนให้ ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย โดยพร้อมเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อสันติภาพ

จีนกับการสนับสนุนการพูดคุยระหว่างไทยและกัมพูชา

นายหวัง เหวินปิน ย้ำว่าจีนยึดมั่นในหลักการความเท่าเทียมและเสมอภาค และพร้อมที่จะเป็นมิตรกับทั้งสองประเทศ การที่จีนเข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีที่จีนมีต่อทั้งไทยและกัมพูชา

ความพยายามในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศ ถือเป็นบทบาทสำคัญที่จีนแสดงให้เห็นในเวทีระหว่างประเทศ การสนับสนุนให้ ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย เป็นการแสดงออกถึงความปรารถนาดีและความตั้งใจที่จะช่วยให้ภูมิภาคนี้มีความสงบสุขและมั่นคง

การที่รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสามประเทศได้มีการประชุมหารือกันที่มณฑลยูนนาน ก็เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน การที่จีนส่งผู้แทนพิเศษไปปฏิบัติภารกิจทางการทูต ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการช่วยแก้ไขความขัดแย้ง

นอกจากนี้ การสนับสนุนของจีนต่อมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าจีนให้ความสำคัญกับบทบาทของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาในภูมิภาค การที่จีนพร้อมที่จะสานต่อการส่งเสริมการพูดคุยเพื่อสันติภาพในแบบของตัวเอง ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความตั้งใจจริงของจีนในการช่วยให้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาได้รับการแก้ไข

การที่สื่อตะวันตกบางสำนักพยายามที่จะสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับประเทศในอาเซียน เป็นสิ่งที่นายหวัง เหวินปิน ได้ออกมาเตือนถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคนี้เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่จีนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าสนใจและต้องรอดูว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคนี้อย่างไร

จีนแสดงบทบาทชัดเจนในการสนับสนุน ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้

ที่มา – ทูตจีนประจำกัมพูชาแจงยิบ หนุนไทย-กัมพูชาคุยแก้ปัญหา ลั่นเป็นมิตรทั้ง 2 ฝ่าย

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

“ภูมิธรรม” พบหารือทูตสหรัฐฯ ย้ำความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง หวังได้ต้อนรับประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เยือนไทยเร็วๆ นี้ ยันไทยยึดมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี-เคารพกติกาสากล

วันที่ 26 ส.ค. 2568 ที่ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พบหารือกับ นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเด็ก (The Honorable Robert F. Godec) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

นายภูมิธรรมกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่า ต่างมีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งไทยพร้อมสานต่อการทำงานกับสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สมดุลมากขึ้น พร้อมขอบคุณและฝากความปรารถนาดีไปยังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยินดีที่ได้หารือทางโทรศัพท์ร่วมกันถึงสองครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และหวังว่าจะได้มีโอกาสต้อนรับการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีทรัมป์ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในรอบ 13 ปี พร้อมขอบคุณสหรัฐฯ ที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ถือเป็นพัฒนาการที่ดีและเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคร่วมกัน

ด้านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมความสัมพันธ์ไทยและสหรัฐฯ ที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด โดยสหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความเป็นพันธมิตรและความเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญนี้ต่อไปและถือเป็นหัวใจสำคัญของอาเซียนทั้งในมิติความมั่นคงและความมั่งคั่ง อีกทั้งได้แสดงความยินดีที่ฝ่ายไทยได้มีโอกาสพูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนขอบคุณรัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสภาคองเกรสที่มาเยือนไทย และยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริงและสาระสำคัญจากการพบปะครั้งนี้ส่งต่อไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ ทันที นอกจากนี้ ยังได้แสดงความเสียใจต่อกรณีพลเรือนไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดน พร้อมย้ำความตั้งใจของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนการหยุดยิงอย่างมีประสิทธิผล

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นความร่วมมือที่สำคัญร่วมกัน เช่น เรื่องความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ไทยและสหรัฐฯ จะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ประจำปี 2568 (Indo-Pacific Chiefs of Defense Conference 2025: CHODs 2025) ระหว่างวันที่ 25–28 สิงหาคม 2568 พร้อมหวังว่าจะได้ต้อนรับการเยือนไทยของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในเร็ววันนี้ ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ คาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะมาเยือนประเทศไทยช่วงปลายปี 2568 นี้

ด้านสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รองนายกรัฐมนตรีขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ต่อความพยายามในการคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าว ตลอดจนบทบาทของสหรัฐฯ ในการติดตามและสังเกตการณ์การประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยไทยยืนยันถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และพร้อมแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีด้วยการเจรจาอย่างสุจริตใจ บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ซึ่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ชื่นชมต่อบทบาทของรัฐบาลไทยที่มีความมุ่งมั่นต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ถือเป็นก้าวสำคัญในการธำรงสันติภาพ

รองนายกฯ กล่าวย้ำว่า “ไทยยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเคารพกติกาสากล พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงให้นานาชาติเข้าใจ โดยเชื่อว่าความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร รวมถึงการรักษาอธิปไตยของไทย จะเป็นหลักประกันสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค”

“ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์”

การพบปะหารือระหว่างนายภูมิธรรม เวชยชัย และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีความร่วมมือในหลายด้าน รวมถึงความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมีความสำคัญในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก

ความสำคัญของการหารือ

การหารือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และยังเป็นการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

ความคาดหวังต่อการเยือนไทยของประธานาธิบดีทรัมป์

ความหวังที่จะได้ต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สู่ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา การเยือนของประธานาธิบดีทรัมป์ จะเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ การยืนยันถึงการยึดมั่นในสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ

โดยสรุปแล้ว การหารือระหว่างนายภูมิธรรมและเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา และความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นไปอีก ประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือกันนั้นครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเมือง ตลอดจนความหวังที่จะได้ต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ เยือนไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – “ภูมิธรรม” ถกทูตสหรัฐฯ ย้ำไทยยึดสันติวิธี หวังได้ต้อนรับ “ทรัมป์” เยือนไทย

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดรัฐบาลไทยได้ออกมาย้ำยึดมั่นสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง พร้อมทั้งตอบโต้ข้อกล่าวหาจากกัมพูชาเกี่ยวกับการเตรียมประกาศภาวะสงคราม

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์ กุข่าวไทยจ่อประกาศภาวะสงคราม

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้แถลงถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่อ้างว่าประเทศไทยเตรียมประชุมรัฐสภาเพื่อประกาศภาวะสงครามกับกัมพูชา โดยนายจิรายุยืนยันว่า “รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นการจงใจสร้างเฟกนิวส์ข่าวเท็จบิดเบือนข้อมูลอย่างร้ายแรง โดยหวังสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนและประชาคมโลก”

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธีและยืนยันว่าไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่จะนำไปสู่ภาวะสงคราม การประชุมรัฐสภาของไทยเป็นไปตามปกติ สมาชิกวุฒิสภาประชุมทุกวันจันทร์และอังคาร ส่วนสภาผู้แทนราษฎรประชุมในวันพุธและพฤหัสบดี

“การกล่าวหาว่าไทยไม่ต้องการสันติภาพ หรือจะโจมตีกัมพูชา เป็นการป้ายสีที่บิดเบือนอย่างเลวร้าย และอาจสร้างผลเสียหายต่อการแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ” นายจิรายุ กล่าว

ประเทศไทยย้ำยึดมั่นสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ผ่านกลไกทวิภาคี มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมเข้าร่วมการประชุมในทุกเวที รวมถึงการผลักดันการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน โดยหวังว่ากัมพูชาจะเข้าร่วมการหารือด้วยความจริงใจ

รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน

รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชน อย่าหลงเชื่อ แชร์ หรือส่งต่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ หากพบข้อมูลที่น่าสงสัย ขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐหรือช่องทางราชการที่เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ เนื่องจากการบิดเบือนข่าวสารจะเป็นอันตรายต่อประชาชน

ประเทศไทยยังคงย้ำยึดมั่นสันติวิธีและความร่วมมือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในภูมิภาค หน่วยงานราชการได้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้จงใจสร้างข่าวเท็จและนำไปเผยแพร่ต่อจำนวนมากแล้ว

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – รัฐบาลย้ำยังยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์ กุข่าวไทยจ่อประกาศภาวะสงคราม

Scroll to top