สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อบรรดาแกนนำพรรคฝ่ายค้านได้ออกมาตั้งเวทีวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดล่าสุด โดยมองว่ามีความไม่ชอบมาพากลและอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่า กกต. จะมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหานี้

ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

ในการเสวนาที่จัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ต.อ.ทวี สอดสสงค์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า กระบวนการที่ดูเหมือนเป็นการเลือกกันเองนั้น แท้จริงแล้วอาจมีการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป จะส่งผลกระทบต่อกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศอย่างรุนแรง พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ และหาก กกต. ไม่กล้าตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามหลักฐานที่มี ก็จะกลายเป็นคำถามถึงความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระ

ความเห็นจากฝ่ายค้านและเสียงสะท้อนเรื่องประชาธิปไตยผีดิบ

ทางด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเสริมถึงความกังวลว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘ประชาธิปไตยผีดิบ’ หรือ Zombie Democracy ที่มีโครงสร้างทางการเมืองอยู่ แต่ขาดจิตวิญญาณในการดูแลประชาชน เขาขู่เตือน กกต. ว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้จนนำไปสู่การติดคุกของกรรมการการเลือกตั้งมาแล้ว ดังนั้นขออย่าให้มีการตัดตอนหรือเอาผิดแค่ผู้สมัครรายบุคคล แต่ต้องดูไปถึงตัวการใหญ่และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง

  • ต้องปฏิรูปที่มาของ สว. ให้ยึดโยงกับประชาชน
  • กกต. ต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่ทำตามอำเภอใจ
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการฮั้ว

นอกจากนี้ ยังมีการแฉข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร สว. ที่ระบุว่ามีการบังคับให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อการันตีว่าจะโหวตตามมติพรรคการเมือง ซึ่งหากข้อมูลเหล่านี้เป็นจริง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในสภาวะที่น่ากังวล การจะก้าวข้ามปัญหาการ ‘กินรวบประเทศ’ นี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยการตื่นรู้ของประชาชนและการตรวจสอบที่โปร่งใสจากทุกภาคส่วน

ในท้ายที่สุด ความจริงเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. จะถูกเปิดเผยออกมาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญขององค์กรที่เกี่ยวข้องว่าจะเลือกยืนข้างความถูกต้องหรือปล่อยให้วงจรนี้กัดกินประชาธิปไตยต่อไป นี่คือบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สังคมต้องร่วมกันจับตาอย่างไม่กะพริบตา

ที่มา – “ทวี” ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ ขณะ “สาทิตย์” ขู่ ปชป.เคยทำ กกต. ติดคุกมาแล้ว

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นร้อนแรงทางการเมืองขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อบรรดาแกนนำฝ่ายค้านนำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้จัดเวทีเสวนา “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ขึ้นใจกลางพื้นที่ที่เคยเป็นจุดเกิดเหตุปมฉาวการทำโพยเลือก สว. ทำให้เวทีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความโปร่งใสในสังคมไทย

เสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านต่อที่มาของอำนาจ

“เท้ง” ณัฐพงษ์ ได้เปิดประเด็นตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อกระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ ยังมีความคลุมเครือและไม่ยึดโยงกับประชาชน เราจะสามารถหวังพึ่งใครได้? โดยเฉพาะ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากที่มาของ สว. ยังเต็มไปด้วยข้อกังขาจากการเลือกกันเองที่ดูไม่เป็นธรรม แล้วองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งของ สว. เหล่านั้น จะมีความเป็นอิสระและยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร

  • ปัญหารากเหง้าที่รัฐธรรมนูญยังไม่เปิดช่องให้แก้ไขเชิงโครงสร้าง
  • ความกังขาในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากการแต่งตั้งบุคคลไปนั่งในองค์กรกำกับดูแล

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสริมทัพด้วยการชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้อง เมื่อองค์กรกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เช่น กสทช. หรือหน่วยงานที่ควบคุมการแข่งขันทางการค้า ถูกครอบงำโดยอิทธิพลการเมืองหรือกลุ่มทุน ประชาชนต้องเผชิญกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว การที่ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. ในครั้งนี้ จึงเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่า “องค์กรแต่งตั้ง” เหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่ค่าอินเทอร์เน็ตไปจนถึงการทำมาหากินของ SME

ในท้ายที่สุด สังคมต้องตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้โครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้คงอยู่ต่อไป หรือถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริงผ่านกลไกที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าตาคนทำงาน แต่ต้องเปลี่ยนระบบที่ให้โอกาสคนโกงเข้ามามีอำนาจตัดสินชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศ การปฏิรูปการเมืองไทยจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของอนาคต

ที่มา – ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. “เท้ง” ซัดองค์กรอิสระ มาจาก สว. ไม่ยึดโยง ปชช.

เจาะลึก: หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก

ทำไมสถานการณ์ หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ถึงน่ากังวล?

ในช่วงการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะตัวเลขหนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่รัฐบาลจะมองข้ามไม่ได้ หากเรายังคงเดินหน้าบริหารจัดการงบประมาณแบบเดิมที่เน้นเพียงแค่งบประจำและกู้เงินมาแจกโดยไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต ประเทศไทยอาจเข้าสู่ภาวะที่ไร้ทางออกอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

วิกฤตที่สะท้อนจากตัวเลข: เมื่อคนไทยแบกภาระเกินตัว

ปัจจุบันหนี้ภาคครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 91% ต่อ GDP ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ 80% อย่างมาก โดยมีคนไทยกว่า 25.5 ล้านคนที่มีภาระหนี้สินเฉลี่ยคนละ 3.3 บัญชี สถานการณ์ที่หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก นี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่คือความจริงที่ประชาชนต้องเจอจากการทำงานหนักเพื่อจ่ายภาษี ในขณะที่ต้องแบกรับภาระหนี้ส่วนตัวที่พอกพูนขึ้นทุกวัน

นายสาทิตย์ได้เสนอแนวทาง 5 ข้อเพื่อหยุดวงจรหนี้สินนี้อย่างเป็นรูปธรรม:

  • หยุดกู้เพื่อแจก: เลิกให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเงินกู้ไม่มีต้นทุน ในความเป็นจริงทุกบาทที่กู้มาประชาชนต้องร่วมกันชำระคืนทั้งต้นและดอกเบี้ย
  • พูดความจริงกับประชาชน: รัฐบาลต้องเปิดเผยสถานะทางการเงินของประเทศตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง
  • เลิกแสดงความรวยเกินฐานะ: ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและปรับโครงสร้างงบประมาณให้สมดุล
  • เร่งสร้างรายได้เข้าประเทศ: หาวิธีการใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการตั้งรับ
  • ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด: ปิดช่องโหว่การทุจริตในระบบงบประมาณ ซึ่งเป็นรูรั่วขนาดใหญ่ที่ทำให้เงินภาษีสูญเปล่า

มุมมองต่ออนาคต: หยุดวาทกรรม แล้วลงมือทำจริง

ปัญหาเรื่อง หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะมานั่งเป็นตัวเอกในการโต้ตอบด้วยวาทกรรมสวยหรูในสภาเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจต้องมองเห็นความลำบากของประชาชนเป็นที่ตั้ง หากผู้บริหารประเทศยอมรับว่าโครงสร้างงบประมาณปัจจุบันมีปัญหา ก็ต้องกล้าตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางก่อนที่โครงสร้างประเทศจะพังทลายลงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า การแก้ปัญหาต้องเริ่มที่จุดเดียว คือการทำงานอย่างโปร่งใสและสร้างสรรค์เพื่ออนาคตของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ให้ผ่านวาระการประชุมไปวันๆ

หากรัฐบาลชุดนี้ยังคงเดินหน้าแบบเดิมโดยไม่แก้ไขโครงสร้างพื้นฐาน ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือวิกฤตเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกกว่าเดิม เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอแนะนี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังมากกว่าการเป็นเพียงแค่ถ้อยคำสวยหรูในสภาผู้แทนราษฎร

ที่มา – “สาทิตย์” ซัด หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก แนะเร่งแก้ อย่าแค่วาทกรรม

ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำศาลรธน.ผูกพันทุกองค์กร

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าและข้อครหาเรื่องทุจริต พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่ยอมนิ่งเฉย เมื่อ ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม อย่างใกล้ชิด หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ซึ่งดูเหมือนจะสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ นี่คือประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามอง

ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยหลังการประชุม ส.ส. พรรค เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงหลายประเด็น โดยเฉพาะคดีของนายศักดิ์สยามที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องในข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากบริษัทที่เกี่ยวข้อง แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยชัดเจนว่ามีเส้นทางการเงินผิดปกติและขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี แต่การตัดสินของ ป.ป.ช. กลับตรงข้ามกัน สร้างข้อสงสัยให้กับประชาชนจำนวนมาก

ปชป. ในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่ยึดมั่นการเมืองสุจริต จึงย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายต้องเคารพและปฏิบัติตาม ไม่สามารถเพิกเฉยได้ ที่ประชุม ส.ส. จึงมอบหมายฝ่ายกฎหมายพรรคให้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อ ไม่ว่าจะยื่นต่อ ป.ป.ช. หรือนายศักดิ์สยามโดยตรง

ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม: ประเด็นผลประโยชน์ขัดกัน

ประเด็นหลักในคดีนี้คือเรื่องผลประโยชน์ขัดกันระหว่างตำแหน่งรัฐมนตรีกับบริษัทส่วนตัว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยพิสูจน์ด้วยหลักฐานการเงินที่ผิดปกติ แต่ ป.ป.ช. กลับยกคำร้อง ทำให้เกิดคำถามว่าเกิดช่องโหว่หรือไม่ การเคลื่อนไหวของปชป. แสดงให้เห็นถึงบทบาทการตรวจสอบที่เข้มแข็ง โดยคณะทำงานกฎหมายชุดใหญ่จะตรวจสอบรายละเอียดทุกแง่มุมอีกครั้ง

  • คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากผลประโยชน์ทับซ้อน
  • มติ ป.ป.ช.: ยกคำร้อง สวนทางกับศาล
  • การตอบสนองของปชป.: รวบรวมข้อมูล สรุปท่าทีทางกฎหมาย
  • หลักกฎหมาย: คำวินิจฉัยศาลผูกพัน ป.ป.ช. และทุกองค์กร

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอภิปรายถึงความสำคัญของการเมืองสะอาด ซึ่งปชป. ถือเป็นหน้าที่หลักในการตรวจสอบไม่ให้เกิดการทุจริตซ้ำรอย หากพบประเด็นน่าสงสัย พรรคจะไม่ยอมวางเฉยแน่นอน สังคมไทยต้องการความโปร่งใส และปชป. พร้อมสู้เพื่อประชาชน

กรณีนี้ไม่ใช่แค่คดีบุคคล แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบตรวจสอบของไทย หาก ป.ป.ช. ไม่เคารพคำวินิจฉัยศาล อาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ การที่ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของฝ่ายค้านที่ทำงานจริงจัง

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ต้องมีพรรคอย่างปชป. คอยเฝ้าระวัง หากปล่อยให้เรื่องแบบนี้ผ่านไปง่ายๆ จะยิ่งเพิ่มช่องว่างให้คนไม่หวังดีเข้ามาแทรกแซง คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – ปชป. ตามติดคดี “ศักดิ์สยาม” ย้ำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

ปชป. รุมชำแหละนโยบายรัฐบาล ‘อุลตร้าแมนพลัสไร้พลังงาน’

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส ปชป. รุมชำแหละนโยบายรัฐบาล ให้ฉายา “อุลตร้าแมนพลัสไร้พลังงาน” นี่แหละครับ เป็นหัวข้อที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแฉหนักมากในที่ประชุมรัฐสภา วันที่ 9 เมษายน 2569 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังลำบากสุดๆ ราคาน้ำมันแพง ค่าครองชีพพุ่ง ทุกคนกำลังรอคำตอบจากรัฐบาลใหม่ แต่สิ่งที่ได้คือการอภิปรายที่สะเทือนใจ

ปชป. รุมชำแหละนโยบายรัฐบาล ให้ฉายา “อุลตร้าแมนพลัสไร้พลังงาน”

เริ่มจากคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส. ปชป. ที่ขึ้นอภิปรายแบบตรงไปตรงมา บอกว่ารัฐบาลชุดนี้มาท่ามกลางวิกฤตหนักที่สุด “ชัยชนะไม่ใช่รางวัลเกียรติยศ แต่เป็นภาระที่ต้องแบกรับ” ฟังแล้วโดนใจใช่มั้ยครับ รัฐมนตรีต้องซื่อสัตย์สุจริตตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 19 ก.พ. 2569 แต่ทำไมมาตรฐานสองหน้า? คนนึงคดีบุกรุกที่ดินยังไม่ฟ้องก็โดนตัดสิทธิ์ อีกคนคดีฮั้วสว. ถูกแจ้งข้อหา กลับนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีได้ สิ่งนี้มันสร้างความไม่เชื่อมั่นให้ประชาชนยังไงล่ะ

คุณสาทิตย์ยังแซวนายกฯ เรื่องราคาน้ำมันแพง กังวลโรงกลั่นหยุดมากกังวลค่าครองชีพประชาชน และชมรถ Rolls-Royce ไฟฟ้า 31 ล้านในมอเตอร์โชว์ เหมือนยุคปฏิวัติฝรั่งเศสที่บอกประชาชนอดอยากไม่มีขนมปัง ก็กินเค้กสิ! “ถ้าน้ำมันแพง ก็ซื้อรถไฟฟ้าแพงๆ ใช้สิ” ประชาชนจนตรอก รายได้หด น้ำมันปุ๋ยแพง วันนึงจะลุกฮือบนถนนได้นะครับ

ชัยชนะ เดชเดโช เสริมทัพด้วยฉายาเจ๋งๆ

ต่อด้วยคุณชัยชนะ เดชเดโช ส.ส. บัญชีรายชื่อ ปชป. ที่ให้ฉายาครั้งนี้ “อุลตร้าแมนพลัสไร้พลังงาน” จากท่านายกฯ ที่หาเสียงชอบทำท่าอุลตร้าแมนพูด ‘พลัส’ แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันพลังงานพุ่ง ประชาชนแบกไม่ไหว นโยบายหาเสียงอย่างพยาบาลอาสาหมู่บ้านละ 1 คน 15,000 บาท ชัดเจนมั้ยว่าจะทับซ้อนอสม. เดิม? เบี้ยผู้สูงอายุ คนพิการ หายไปไหนจากคำแถลง?

ยังฝากรัฐบาล “หนูกับหนิม” (แดง+น้ำเงิน) อย่าทิ้งประชาชนกลางทะเลเหมือนทิ้งพรรคกล้าธรรม ต้องรักษาประชาชนเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยให้ดี

วิเคราะห์นโยบายรัฐบาลที่ถูกชำแหละ

มาดูกันแบบเป็นกันเอง ปชป. รุมชำแหละนโยบายรัฐบาล ให้ฉายา “อุลตร้าแมนพลัสไร้พลังงาน” ไม่ใช่แค่ด่าฟรีๆ แต่ชี้จุดอ่อนจริงจัง เช่น:

  • มาตรฐานรัฐมนตรี: ลักลั่น สร้างความไม่ศรัทธา
  • ราคาพลังงาน: พุ่งสูง ประชาชนเดือดร้อน
  • นโยบายสวัสดิการ: ขาดความชัดเจน ผู้สูงอายุ คนพิการถูกลืม
  • ช่องว่างชนชั้น: ผู้นำไม่เข้าใจทุกข์ประชาชน

ในมุมมองผม รัฐบาลต้องฟังเสียงค้านบ้าง อย่ามองข้ามวิกฤตนี้ เพราะประชาชนคือผู้ตัดสินเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าทำดีจริง นโยบายพลัสต้องมีพลังงานจริงๆ ไม่ใช่แค่ชื่อ

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? รัฐบาลจะรับมือวิกฤตยังไง คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ หรือแชร์ประสบการณ์ค่าครองชีพแพงของคุณ ช่วยกันติดตามการเมืองให้โปร่งใส!

ที่มา – ปชป. รุมชำแหละนโยบายรัฐบาล ให้ฉายา “อุลตร้าแมนพลัสไร้พลังงาน”

มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันดีกว่าครับ มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล ที่กำลังเป็นที่สนใจของทุกคน หลังจากพรรคประชาธิปัตย์มีมติชัดเจนในการประชุม สส. เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่อาจส่งผลต่อทิศทางโหวตนายกฯ ในวันถัดไป

มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

ที่ประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในฐานะประธาน สส.พรรค เป็นประธานการประชุม เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 18 มี.ค. 2569 มี สส.เข้าร่วม 20 คน ขาดเพียงนายชวน หลีกภัย ที่ไปพบแพทย์ ผลการประชุมคือมติให้ งดออกเสียง ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. เวลา 10.00 น. นายสาทิตย์แถลงข่าวเวลา 15.30 น. ยืนยันว่าพรรคมีแนวโน้มงดออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ในอดีตเช่นกัน

นอกจากนี้ พรรคยังมติส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้อภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงเหตุผลรายละเอียดว่าทำไมพรรคถึงเลือกงดออกเสียง พรรคได้รับเชิญจากประธานสภาให้หัวหน้าพรรคร่วมหารือเวลา 09.00 น. วันที่ 19 มี.ค. แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการอภิปรายหรือไม่ พรรคหวังว่าพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นเสียงข้างมากจะเปิดโอกาส เพราะตำแหน่งนายกฯ สำคัญมาก ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้

เหตุผลเบื้องหลังมติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ

เมื่อสื่อถามว่านี่เป็นเพราะการแข่งขันผู้สมัครนายกฯ หรือไม่ นายสาทิตย์ยอมรับว่าเป็นเหตุผลหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด พรรคพิจารณาคุณสมบัติทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่าการงดออกเสียงจำเป็น โดยรายละเอียดจะให้อภิสิทธิ์ชี้แจง มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล ถือเป็นจุดยืนที่ยึดหลักธรรมาภิบาลของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน

  • พิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครทั้งสองฝ่ายอย่างรอบคอบ
  • ยึดหลักโปร่งใสและการตรวจสอบจากสภา
  • งดออกเสียงเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา
  • ส่งหัวหน้าพรรคอภิปรายเพื่อแจงเหตุผลชัดเจน

ผลกระทบและมุมมองต่อการเมืองไทย

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงความระมัดระวังของพรรคประชาธิปัตย์ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียด โดยเฉพาะการโหวตนายกฯ ที่ทุกคะแนนมีค่า มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล อาจทำให้เกิดการถกเถียงในสภาฯ มากขึ้น และเป็นตัวอย่างให้พรรคอื่นๆ พิจารณา หากอภิสิทธิ์ได้อภิปรายจริง คงได้ฟังเหตุผลละเอียดยิบแน่นอน

ในมุมมองส่วนตัว การงดออกเสียงแบบนี้เป็นกลยุทธ์聪明的ที่ช่วยรักษาพรรคไม่ให้ถูกดึงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง แต่ก็อาจถูกมองว่าไม่รับผิดชอบ หากสภาต้องการเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม มันเน้นย้ำว่าการเมืองไทยยังต้องการการตรวจสอบที่เข้มข้น

คุณคิดอย่างไรกับมติล่าสุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

“จุรินทร์” มั่นใจ เลือกตั้ง 2569 ปชป. ทวงคืน สส.กทม.


“จุรินทร์” มั่นใจ เลือกตั้ง 2569 พรรคประชาธิปัตย์ปักธงทวงคืน สส.กทม. ได้เเน่นอน! พร้อมช่วยหลานชาย “ก๊อด ภาณุพงศ์” หาเสียง เน้นย้ำขอเสียงคนกรุง เลือกทั้งคนทั้งพรรค ด้าน “สาทิตย์” บี้พรรคประชาชน พูดให้ชัดประเด็นเเก้รัฐธรรมนูญ หมวด 1-2

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เเละอดีตหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายราเมศ รัตนเชวง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค ร่วมลงพื้นที่เขตลาดพร้าว-บึงกุ่ม เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์ หรือ ก๊อด ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 13 ที่ตลาดโพธิ์สุวรรณ นวลจันทร์ 56 โดยเดินเท้าเเจกเอกสารเเนะนำตัวให้กับประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาด ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีทั้งทักทาย ขอถ่ายรูป จับมือ เเละมอบดอกไม้ให้กำลังใจ บางคนก็นำขนมเเละน้ำมามอบให้ จากนั้นจึงขึ้นรถเเห่ไปตามถนนนวลจันทร์ – มัสยิดมิฟตาฮุ้ลยีนาน – หมู่บ้านสวนทอง เเละสิ้นสุดที่วัดนวลจันทร์

“จุรินทร์” มั่นใจ เลือกตั้ง 2569 พรรคประชาธิปัตย์ปักธงทวงคืน สส.กทม. ได้แน่

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มี สส. ใน กทม. ติดต่อกัน 2 ครั้งเเล้ว เเต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสเป็นไปได้มากที่จะสามารถปักธงในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ จากเสียงตอบรับที่ดีขึ้นจากพี่น้องชาวกรุงเทพฯ รวมถึงผลสำรวจ เเละการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯให้โอกาสพรรค มาร่วมกันสร้างการเมืองที่สุจริตกับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรคทั้ง 33 เขตใน กทม. รวมทั้งบัญชีรายชื่อพรรคเบอร์ 27 ให้มากที่สุด เพราะการเมืองสุจริตจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ประเทศดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เเละความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนกรุงเทพฯ เเละคนไทยทุกคน

นายจุรินทร์ยังได้กล่าวถึง นายภาณุพงศ์ หรือ ก๊อด ผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาธิปัตย์ เขตลาดพร้าว 13 ลาดพร้าว-บึงกุ่ม ว่าเป็นหลานชายของตน เพราะเป็นลูกของน้องสาว จบ ป.ตรี กฎหมายจากรามคำแหง เเละอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จากธรรมศาสตร์ จบ ป.โท รัฐประศาสนศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นคณะทำงานของตนตอนที่เป็น รมว. พาณิชย์ จากนั้นมาเป็นผู้ช่วย สส. ของนายชวน หลีกภัย เเละเป็นคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์มาหลายปี มีประสบการณ์พอสมควรที่จะรับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานครได้ ขอพี่น้องเขตลาดพร้าว 13 ลาดพร้าว-บึงกุ่ม พิจารณาเลือกไปทำงานด้วย จึงขอฝากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ ทั้งใบผู้สมัคร สส. เขตของพรรคในพื้นที่ กทม. ทุกคน ทุกเขต กับใบผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เบอร์ 27 ไว้ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง

“จุรินทร์” ชูความพร้อม ปชป. ทวงคืนเก้าอี้ สส.กทม. ในการเลือกตั้ง 2569

ขณะที่วันเดียวกันนี้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการลงประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จากการลงพื้นที่พบปะประชาชน พบว่าชาวบ้านยังสับสนเเละกังวลกันมาก โดยมีสาเหตุมาจากคำถามที่รัฐบาลเเละพรรคภูมิใจไทยตั้งคำถามที่ไม่ชัดเจน เเละทำให้ตีความได้หลายทาง โดยเฉพาะในเรื่องที่ประชาชนเกรงว่าจะมีการเเก้ไขในหมวด 1 เเละหมวด 2 จากการดีเบตเมื่อคืนที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคประชาชนก็ไม่ได้ยกมือ

เมื่อถูกถามว่าพรรคไหนไม่เเก้หมวด 1 หมวด 2 เเละยังมีการอ้างว่ารัฐธรรมนูญมีมาตรา 255 ล็อคไว้เเล้ว ถือเป็นการพูดกำกวม ให้เสมือนว่าเมื่อมีมาตรา 255 ล็อคไว้เเล้ว จะเเก้หมวด 1 หมวด 2 ไม่ได้ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมาก เพราะในรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 เเม้จะมีการเขียนบังคับไว้ว่าจะเเก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐมิได้ก็จริง แต่ในกระบวนการทำประชามติจะมีการเพิ่มหมวดใหม่ ที่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้น จึงมิใช่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในความหมายของมาตรา 255

นายสาทิตย์ระบุทิ้งท้ายว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ในการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 อาจกระทบกับสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โดยไม่ขัดกับมาตรา 255 ซึ่งในการแก้ไขมาตรา 256 ครั้งล่าสุด ก่อนยุบสภาฯ ก็ยังมีเงื่อนไขกำกับว่าไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มเติมโดยเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการที่มี สส. ของพรรคประชาชนเป็นประธานด้วย และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาอีกด้วย ดังนั้น การยอมให้มีการแก้หมวด 1 หมวด 2 ของหัวหน้าพรรคประชาชน โดยอ้างว่ามีมาตรา 255 ล็อกไว้แล้วนั้นจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และจะทำให้มีผู้ลังเลที่จะให้ความเห็นชอบในการลงประชามติเพิ่มขึ้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้พรรคประชาชนได้ทบทวนท่าทีดังกล่าวเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจในการลงประชามติ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้”

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของกรุงเทพฯ และประเทศไทย มาร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พร้อมจะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง “จุรินทร์” มั่นใจ เลือกตั้ง 2569 จะเป็นปีที่พรรคประชาธิปัตย์กลับมายืนหยัดในพื้นที่ กทม. อีกครั้ง

ที่มา – “จุรินทร์” มั่นใจ เลือกตั้ง 2569 พรรคประชาธิปัตย์ปักธงทวงคืน สส.กทม. ได้แน่

Scroll to top