สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาระอุอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุสลด นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย พร้อมกำชับหน่วยงานเร่งเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเต็มที่ หลังคนร้ายลงมืออย่างอุกอาจกลางจุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการกระทำที่มุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งออกคำสั่งให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งกองทัพภาคที่ 4 และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. บูรณาการกำลังติดตามจับกุมคนร้ายมาลงโทษโดยเร็วที่สุด นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย อย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพูดคุยสันติภาพในพื้นที่

มาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล

หลังจากเกิดเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงพื้นที่ทันที เพื่อดูสถานการณ์และวางมาตรการป้องกันในอนาคต อีกทั้งยังเน้นย้ำเรื่องดังต่อไปนี้:

  • เร่งติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีด้วยกฎหมายสูงสุด
  • เยียวยาครอบครัวเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่เสียชีวิตอย่างสมเกียรติ
  • ปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ให้รัดกุมกว่าเดิม
  • สร้างความเชื่อมั่นและให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

สถานการณ์รุนแรงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าขบวนการก่อการร้ายยังคงมีเป้าหมายในการสร้างความหวาดกลัว แต่รัฐบาลขอยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ผู้ก่อเหตุลอยนวลอย่างแน่นอน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่อจากนี้จะต้องมีความแม่นยำและตอบโต้กับกลุ่มอิทธิพลเถื่อนด้วยมาตรการทางกฎหมายที่เด็ดขาดที่สุด

เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ “ทหารกล้า” ทุกนายที่ต้องจากไปในปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก หากคุณติดตามข่าวสารความมั่นคง จะพบว่าความสามัคคีของคนในชาติคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ร่วมกันส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – นายกฯ ประณามเหตุไปป์บอมบ์นราธิวาส ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย มอบ รมว.กลาโหม ลงพื้นที่เยียวยาสูงสุด

นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. ยันเป็นกลไกสำคัญดูแลความมั่นคง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่มีการออกมาเสนอให้ยุบหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยนายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. เพราะถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงานความมั่นคงของรัฐบาลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครับ

เหตุผลที่ นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. เพื่อความมั่นคงของชาติ

หลายท่านอาจสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงยังให้ความสำคัญกับหน่วยงานนี้ นายกฯ ได้อธิบายว่า กอ.รมน. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ดูแลเรื่องความปลอดภัยในภาพรวมของประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนแขนขาในการประสานงานระหว่างกองทัพกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การส่งมอบความช่วยเหลือและการบริการประชาชนเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในมิติด้านการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

มุมมองต่อการปรับความเข้าใจกับ “วันนอร์”

สำหรับข้อเสนอจากทางฝั่งของท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่เสนอให้ยุบหน่วยงานนี้นั้น นายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจดีถึงที่มาที่ไป เนื่องจากท่านวันนอร์ดูแลพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอาจมีความกดดันที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตาม นายกฯ ยืนยันว่าจะขอเข้าไปปรับความเข้าใจกับท่านด้วยตนเองในฐานะผู้ใหญ่ที่เคารพ เพื่อชี้แจงถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องมีกลไกนี้ไว้ขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งยืนยันว่าไม่มีการก้าวก่ายหน้าที่ของใคร ทุกอย่างจะดำเนินการตามโครงสร้างเดิมเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ครับ

  • กอ.รมน. ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประสานงานด้านความมั่นคงและสวัสดิการ
  • รัฐบาลเน้นการทำงานตามกฎหมาย ไม่ก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม
  • นายกฯ มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจกับผู้ที่มีความเห็นต่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ในส่วนของความคืบหน้าคดีลอบยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีการยกเว้นให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันครับ

สรุปแล้ว การที่นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะที่ประเทศต้องการเสถียรภาพ การรักษาหน่วยงานที่เป็นกลไกประสานงานสำคัญคือทางออกที่รัฐบาลเลือกใช้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความมั่นคงและสันติสุขในทุกย่างก้าวของพี่น้องประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ อย่าลืมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – นายกฯ ย้ำ ไม่ยุบ กอ.รมน. เหตุต้องใช้เป็นกลไกของรัฐบาลดูแลความมั่นคง ขอปรับความเข้าใจ “วันนอร์” เอง

วันนอร์เตรียมคุยมาเลเซียกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้

ความคืบหน้าเรื่องการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดูเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกครั้ง เมื่อล่าสุด“วันนอร์” เตรียมยกคณะใหญ่คุยมาเลเซีย เดือนกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้ เพื่อหาทางออกให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยความพยายามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเจรจาภายใต้ความร่วมมือกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

วันนอร์เตรียมคุยมาเลเซียกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเดินหน้าพูดคุยเพื่อสันติสุข โดยระบุว่าขณะนี้คณะทำงานกำลังเร่งประชุมย่อยเพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะไปประชุมคณะใหญ่ที่ประเทศมาเลเซียในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งหากการเจรจาในครั้งนั้นเป็นไปได้ด้วยดี ก็มีโอกาสสูงที่เราจะได้เห็นการลงนามร่วมกันเพื่อสร้างมติแห่งสันติภาพ ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

จับตาทิศทางความสัมพันธ์และการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

นอกจากกำหนดการเดินทางไปมาเลเซียในเดือนกันยายนแล้ว นายวันมูหะมัดนอร์ยังเปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการในช่วงวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ แม้วาระหลักจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในฐานะสมาชิกอาเซียน แต่เชื่อมั่นว่าประเด็นความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนใต้จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ เพื่อขอความร่วมมือจากทางมาเลเซียในการช่วยเร่งรัดให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อความสงบเรียบร้อยที่ยั่งยืน

ประเด็นที่น่าจับตามองในลำดับถัดไปคือ:

  • ผลลัพธ์จากการประชุมคณะใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน
  • แนวโน้มการลงนามข้อตกลงเพื่อลดเหตุรุนแรง
  • ความร่วมมือเชิงลึกระหว่างรัฐบาลไทยและมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงนี้จะยังมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ้าง แต่ฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันว่ากำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเชื่อมั่นว่ากระบวนการสันติสุขที่กำลังทำอยู่นี้จะช่วยบรรเทาปัญหาไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นได้ การรวมพลังของทุกภาคส่วนและการเจรจาอย่างจริงจังคือหัวใจสำคัญที่จะนำพาพื้นที่ชายแดนใต้กลับสู่ความสงบอีกครั้ง เราในฐานะประชาชนคนไทยคงต้องส่งกำลังใจให้คณะทำงานทุกคนปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วงเพื่อพี่น้องในพื้นที่ครับ

ที่มา – “วันนอร์” เตรียมยกคณะใหญ่คุยมาเลเซีย เดือนกันยายนนี้ ลุ้นลงนามสันติสุขชายแดนใต้

เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นหัวหน้าคณะสันติสุขใต้คนใหม่

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่หลายคนกำลังจับตามองกัน นั่นคือ เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจ เพราะอยากเห็นความสงบสุขกลับคืนมาในพื้นที่นั้น

เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่

ตามที่เลขาฯ สมช. ระบุ ขณะนี้ สมช. กำลังเตรียมเสนอชื่อหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชุดใหม่ให้คณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีพิจารณาและลงนาม โดยหัวหน้าคณะที่จะมาจะเป็นผู้กำหนดรูปแบบการพูดคุย รูปแบบองค์ประกอบ และแนวทางปฏิบัติต่างๆ ส่วน สมช. จะยังคงทำหน้าที่เลขานุการคณะต่อไป เมื่อถามถึงกำหนดการเริ่มต้น นายฉัตรชัย ยืนยันชัดเจนว่า "ถ้านายกฯ ลงนามแล้ว เราจะเริ่มกระบวนการได้ทันทีเลย" นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับคนในพื้นที่ใต้ที่รอคอยความก้าวหน้า

แนวทางการพูดคุยครั้งใหม่จะต่อยอดจากอดีตอย่างไร

สำหรับการพูดคุยในรอบก่อนหน้า ที่มี พล.อ. สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้า แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่ก็มีการพูดคุยจนได้เนื้อหาบางส่วนแล้ว ครั้งนี้คณะชุดใหม่จะหยิบยกประเด็นเก่าๆ มาพิจารณาต่อหรือไม่? เลขาฯ สมช. บอกว่า ต้องรอหัวหน้าคณะตัดสินใจ แต่ยืนยันหลักการสำคัญคือ "คุยทุกกลุ่มให้ครอบคลุม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะตัวจริงหรือตัวแทน" ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองหรือทหาร เราจะเปิดโต๊ะเจรจาทุกฝ่าย เพื่อให้ครอบคลุมและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

หลายคนสงสัยว่าคณะชุดใหม่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจริงหรือ? นายฉัตรชัย มั่นใจจากประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยบอกว่า จะนำบทเรียนเก่ามาประเมินและปรับแนวทางให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แม้รายละเอียดจะต้องรอหัวหน้าคณะประกาศ แต่ความหวังในการลดเหตุรุนแรงและสร้างสันติภาพดูสดใสขึ้นแน่นอน

ประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจจากเลขาฯ สมช.

นอกจากเรื่องสันติสุขใต้แล้ว เลขาฯ สมช. ยังพูดถึงการดูแลความปลอดภัยบุคคลสำคัญ (VIP) หลังเหตุประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐถูกยิงลอบ โดยย้ำว่า สมช. ไม่ได้ดูแลโดยตรง แต่ตำรวจมีมาตรการเข้มข้นอยู่แล้ว และมีการข่าวกรองอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของไทย

ส่วนกรณียกเลิก MOU 44 กับกัมพูชา เลขาฯ สมช. ยืนยันว่าไทยมีสิทธิ์ยกเลิกฝ่ายเดียวตามกฎหมาย เมินกระแสไม่พอใจจากเขมร โดยเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศไทยจะนำเสนอครม. ต่อไป และจะมีรูปแบบอื่นมาทดแทนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคี

  • คาดหวังให้การพูดคุยสันติสุขใต้เริ่มเร็วๆ นี้
  • มั่นใจสถานการณ์ดีขึ้นจากประสบการณ์เก่า
  • ไทยยืนยันสิทธิ์ใน MOU 44
  • ระบบรักษาความปลอดภัย VIP เข้มแข็ง

โดยรวมแล้ว ข่าวนี้ให้ความหวังใหม่แก่ประชาชนในภาคใต้และทั่วประเทศ สันติภาพคือสิ่งที่เราทุกคนปรารถนา หากรัฐบาลเดินหน้าต่อเนื่อง โอกาสประสบความสำเร็จมีสูงมาก ในฐานะนักสังเกตการณ์ ผมเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ใต้จะสงบสุขยั่งยืน ลองติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะครับ!

ที่มา – เลขาฯ สมช. รอนายกฯ เซ็นตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ เชื่อสถานการณ์ใต้ดีขึ้นแน่

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

ในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ยังคงตึงเครียด นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยนโยบายสำคัญหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ยกระดับการข่าวสาร และใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังอวยพรประชาชนหลังเทศกาลสงกรานต์ว่า “ขอให้เงินทองไหลมาเทมา” และติดตลกว่า “ไม่กล้าบอกว่าไม่ไหวแล้ว”

นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยย้ำถึงบทบาทของ กอ.รมน. ที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อเข้มงวดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาพื้นที่ และการสร้างความร่วมมือกับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นโยบายนี้มุ่งหวังลดปัญหาความไม่สงบและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ ระบุว่าทุกกระทรวงได้ส่งตัวแทนลงพื้นที่ช่วยเหลือ ยกเว้นกระทรวงสาธารณสุขเพียงแห่งเดียว แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือข้ามหน่วยงานในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติสร้างรั้วชายแดนที่อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส กั้นแม่น้ำโก-ลก เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อนและสิ่งอันตราย รวมถึงป้องกันน้ำท่วมที่เป็นปัญหาประจำ

ความคืบหน้าคดีสำคัญหลังนายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย

ในคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 จาก 5 คนแล้ว กำลังขยายผลเพื่อจับคนสุดท้ายที่อาจหลบหนีทางช่องทางธรรมชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้ลงพื้นที่ติดตามด้วย นอกจากนี้ กอ.รมน. ยังแจ้งดำเนินคดีนายทหารยศนาวาเอกที่อนุมัติยืมรถเกี่ยวข้องกับคดี สะท้อนความเด็ดขาดในการตรวจสอบภายใน

  • จับกุมผู้ต้องหา 4/5 คนในคดียิง ส.ส.
  • ขยายผลจับกุมคนร้ายที่เหลือ
  • ดำเนินคดีนายทหารที่เกี่ยวข้อง
  • สร้างรั้วชายแดนป้องกันลักลอบ
  • ยกระดับการข่าวและพัฒนาพื้นที่

นโยบาย นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย นี้ไม่เพียงช่วยเสริมความมั่นคง แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สถานการณ์ชายแดนใต้ที่เคยร้อนระอุกำลังดีขึ้นทีละน้อยจากการบูรณาการทุกฝ่าย

หลังเทศกาลสงกรานต์ นายกฯ อวยพรประชาชนว่า “ขอให้ทุกคนมีความสุข สำเร็จ สมปรารถนา เงินทองไหลมาเทมา” พร้อมแซวตัวเองว่า “เอาไหลมาเทมาทุกวันก็แล้วกัน ไม่กล้าบอกไม่ไหวแล้ว” คำพูดนี้สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้คนไทยทั้งประเทศ

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการจัดการปัญหาความมั่นคงอย่างรอบด้าน หากรัฐบาลยังคงความเด็ดขาดแบบนี้ต่อไป สถานการณ์ชายแดนใต้จะยั่งยืนมากขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – นายกฯ สั่ง กอ.รมน. เข้มบังคับใช้กฎหมาย อวยพรคนไทยเงินไหลมาเทมา ลั่นไม่กล้าใช้คำว่า “ไม่ไหวแล้ว”

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อมอบนโยบายสำคัญให้กับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยยึดหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ซึ่งเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำจริงจัง โดยนายกฯ ย้ำชัดว่าไม่ได้มาฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่มาช่วยทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ที่จังหวัดยะลา

นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

การเดินทางครั้งนี้ นายกฯ ควงคู่กับนายวันมูฮะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางถึงศอ.บต. อ.เมือง จ.ยะลา เวลา 10.10 น. เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยราชการในพื้นที่ เช่น พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 และผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนใต้ทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส

นายกฯ เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้ โดยนโยบายนี้แถลงต่อสภาฯ ไปแล้ว และน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” ซึ่งจะนำสันติสุขยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

นายกรัฐมนตรีประชุม ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา

หลัก “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” คืออะไร

นายกฯ อธิบายหลักการอย่างละเอียด ดังนี้

  • เข้าใจ: ศึกษาข้อมูลลึกซึ้ง ปัญหาพื้นที่ วิถีชีวิตประชาชน เพื่อให้รู้จริง
  • เข้าถึง: ลงพื้นที่พบปะประชาชน รับฟังปัญหา สร้างความไว้วางใจ
  • พัฒนา: แก้ปัญหา พัฒนายั่งยืน สอดคล้องบริบทชุมชน สร้างเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดี

หากได้ความร่วมมือจากประชาชน ความสำเร็จจะเกิดขึ้นเร็วแน่นอน นายกฯ ยังอัพเดทสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็วจากปัจจัยโลก ขอให้ข้าราชการทันสมัย ทันเหตุการณ์

ภาพประชุมนายกฯ กับผู้บริหาร ศอ.บต.

นอกจากนี้ นายกฯ สนับสนุนศอ.บต.ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกมิติ พร้อมรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานความมั่นคง ยืนยันทุ่มเทสร้างสันติสุข ไม่มีนายกฯ ระดับไหนลงมาประชุมแบบนี้มาก่อน

“เรามีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างวันนอร์และเกรียงไกรมาช่วย ไม่ปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้ต่อไป มาทำงานจริง ไม่จ้องจับผิดหรือฟื้นฝอยหาตะเข็บ มองไปข้างหน้า สร้างความมั่นใจให้ประชาชน” นายกฯ กล่าว

ปัญหาชายแดนใต้ยืดเยื้อมานาน แต่ด้วยนโยบายนี้ จะยกระดับเศรษฐกิจ รายได้มั่นคง คุณภาพชีวิตดีขึ้น สำหรับชาวไทยมุสลิมและพุทธทุกคน นายกฯ ยังชี้ให้เห็นอคติที่ไม่ควรเหมารวมประชาชนกับความไม่สงบ ต้องแก้ต้นเหตุด้วยความยุติธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสู่สันติภาพ

นายกฯ พูดคุยกับประชาชนชายแดนใต้

การแก้ปัญหาต้องตรงจุด ไม่เหมารวม โดยศึกษาประวัติศาสตร์พบว่าประชาชนต้องการความเป็นธรรม หากรัฐแสดงความจริงใจ สถานการณ์จะดีขึ้น

ในมุมมองของผม นโยบาย นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา นี้เป็นก้าวสำคัญ หากทุกฝ่ายร่วมมือ จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ภาคใต้ได้จริง คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – นายกฯ มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา ย้ำชัดมาช่วยทำงานไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต. เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนจับตามอง หลังจากมีกระแสข่าวดรามาร้อนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนราธิวาส เวลา 09.28 น. ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ว่าราชการจังหวัด พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และคณะผู้บริหารท้องถิ่น

นายกฯ อนุทิน ทักทายแม่ทัพภาค 4 ที่นราธิวาส

ภาพที่ทุกคนประทับใจคือ นายกฯ อนุทิน ทักทายและสวมกอด พล.ท.นรธิป อย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำรัฐบาลกับกองทัพ แม้ก่อนหน้านี้จะมีดรามาเดือดในพื้นที่ที่ทำให้สังคมกังวล แต่เหตุการณ์นี้ช่วยคลายความตึงเครียดได้อย่างมาก ผู้ว่าราชการจังหวัดบุญช่วย หอมยามเย็น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ต่างมารอต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง

การต้อนรับนายกฯ ที่ท่าอากาศยานนราธิวาส

นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

หลังจากนั้น นายบุญช่วยและพล.ท.นรธิป ได้รายงานสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ นายกฯ ฟังอย่างละเอียด โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงและการพัฒนา นายกฯ ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (ผบ.บก.อส.) ยังได้ตรวจแถวกำลังพลอส.ที่มารักษาความปลอดภัยในการตรวจราชการครั้งนี้ ภาพกำลังพลยืนแถวตระหง่าน สร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่

นายกฯ ตรวจแถวกองอาสารักษาดินแดนภาพตรวจราชการนายกฯ ที่นราธิวาส

การเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์สู่ ศอ.บต.

จากท่าอากาศยาน นายกฯ และคณะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้ นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา โดยเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างสันติภาพถาวร นอกจากนี้ยังตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้กำลังใจและติดตามความก้าวหน้า

บริบทดรามาเดือดก่อนหน้า

ก่อนเกิดเหตุการณ์ นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ มีดรามาเดือดในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการและความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นกับกองทัพ ซึ่งถูกนำมาพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง แต่การปรากฏตัวของนายกฯ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความเป็นเอกภาพของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชน

ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นเรื้อรังมานาน รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญสูง โดยมีงบประมาณและโครงการพัฒนาจำนวนมาก เช่น โครงการสร้างอาชีพ สร้างโรงเรียน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการพูดคุยสันติภาพ การเยือนครั้งนี้ของนายกฯ จึงไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

  • การต้อนรับอย่างอบอุ่น สร้างภาพลักษณ์บวก
  • มอบนโยบายแก้ปัญหาโดยตรง
  • ตรวจเยี่ยมกำลังพล เพิ่มขวัญกำลังใจ
  • รายงานสถานการณ์เพื่อปรับแผนงาน

เหตุการณ์นี้ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่ ว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ในมุมมองของผม การสวมกอดกันอย่างเป็นกันเองระหว่างนายกฯ กับแม่ทัพภาค 4 คือสัญลักษณ์ของความสามัคคีที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องการมากที่สุดตอนนี้

คุณคิดอย่างไรกับการตรวจราชการครั้งนี้? มันจะช่วยคลายดรามาและนำพาสันติภาพมาสู่ภาคใต้ได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้จากเรา!

ที่มา – นายกฯ ถึงนราธิวาส แม่ทัพภาค 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อหารือหน่วยงานความมั่นคงและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ โดยมีคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารชั้นนำร่วมเดินทางด้วย

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หารือหน่วยงานความมั่นคง

การเดินทางเริ่มต้นจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะบินตรงไปยังสนามบินนราธิวาส โดยมีรัฐมนตรีสำคัญหลายท่านร่วม เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงพล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

เมื่อถึงพื้นที่ นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ โดยเริ่มที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมอบนโยบายแก้ปัญหาตามแนวทางรัฐบาล และตรวจเยี่ยมการทำงานของเจ้าหน้าที่ จากนั้นเดินทางไปบ้านศรียะลา ต.สุเตง อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อหารือสำคัญกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเชื่อมโยงรัฐบาลกับชุมชนท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรีหารือที่บ้านศรียะลา

ประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคงที่ กอ.รมน. ภาค 4

ต่อมา คณะเดินทางไปยังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ณ ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมติดตามความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยหารือเรื่องสถานการณ์ปัจจุบัน มาตรการป้องกัน และแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความมั่นคง

  • มอบนโยบายแก้ปัญหายั่งยืน
  • ตรวจเยี่ยมกำลังพลและหน่วยงานความมั่นคง
  • ประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน

ตรวจพื้นที่ชายแดนและเปิดงานท่องเที่ยวชุมพร

กำหนดการยังรวมถึงการตรวจเยี่ยมพื้นที่ชายแดน อ.แว้ง จ.นราธิวาส ณ สะพานเชื่อมบูเก๊ะตา (ไทย) – บูกิต บุหงา (มาเลเซีย) เพื่อติดตามการป้องกันชายแดนและความร่วมมือกับเพื่อนบ้าน ก่อนบินต่อไปเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ชายหาดบางเบิด ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายกฯ ตรวจพื้นที่ชายแดน

การนายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเชื่อมโยงชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางหลักของรัฐบาลในการสร้างความสงบสุขยั่งยืน ปัญหาในภาคใต้เป็นประเด็นเรื้อรังมานาน แต่ด้วยการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและการหารือกับผู้นำท้องถิ่น รัฐบาลมุ่งหวังว่าจะเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ การรวมคณะรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลาโหม ยุติธรรม มหาดไทย คมนาคม และศึกษาธิการ เพื่อแก้ปัญหาแบบองค์รวม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเยี่ยมชมชายแดนและการส่งเสริมท่องเที่ยวจะช่วยเสริมภาพลักษณ์บวกให้กับพื้นที่ ลดความขัดแย้ง และดึงดูดนักลงทุน

ในมุมมองของผู้เขียน การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลแสดงความจริงใจต่อประชาชนภาคใต้ หากดำเนินการต่อเนื่องและฟังเสียงจากทุกฝ่าย จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้ ลองติดตามข่าวสารและพัฒนาการเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ หารือหน่วยงานความมั่นคง ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่

แกะรอยบึมปั๊ม! พบโกดังน้ำมันเถื่อน ยึด 9,230 ลิตร

เจ้าหน้าที่สนธิกำลัง แกะรอยหลักฐานตามกลุ่มคนร้ายวางระเบิดปั๊มน้ำมัน จ.นราธิวาส ตรวจพบโกดังเก็บน้ำมันเถื่อน คาดลักลอบนำเข้าจากมาเลเซีย ตรวจยึดของกลางกว่า 9,230 ลิตร

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 14 ม.ค. 69 นายซูปียัน แดเมาะเล็งง นายอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผบก.สส.จชต. น.ท.พีรพงษ์ วงษ์จิระเจริญกุล ผบ.ฉก.นย.ทร.33 พ.ตอ.ธัญ ศิริขันธ์ ผกก.สภ.สุไหงโก-ลก เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ปชด.ที่ 5 ได้ร่วมสนธิกำลังกันติดตามความเคลื่อนไหวแกะรอยพิสูจน์ทราบ พร้อมทั้งไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน บ้านกวาลอซีรา ม.3 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก ตามบริเวณตะเข็บชายแดนด้านอำเภอสุไหงโก-ลก

โดยขณะปฏิบัติหน้าที่พบโกดังแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในซอยตันตรงกันข้ามกับปั๊มน้ำมัน พบรถเทรลเลอร์ รถยนต์กระบะ รถบรรทุก 10 ล้อ จำนวนกว่า 30 คัน และที่บริเวณท้ายรถยนต์กระบะมีการบรรทุกแกลลอนน้ำมันเชื้อเพลิง พบนายแวอาแซ ยานยา อายุ 55 ปี เป็นเจ้าของโกดัง เจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจสอบ

พบว่าที่บริเวณท่าเรือ มีเรือติดเครื่องยนต์จอดอยู่ 4 ลำ และบนตลิ่งมีจุดระบายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยปั๊มไฟฟ้า จำนวน 2 เครื่อง และถังเหล็กขนาดบรรจุ 200 ลิตร จำนวน 4 ถัง และจากการตรวจสอบโกดังพบแกลลอนน้ำมันพลาสติกคละสีที่บรรจุน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซลเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบถังพลาสติกบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงที่วางอยู่ท้ายของรถยนต์กระบะอีกจำนวนหลายคัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรถเทรลเลอร์อีกจำนวนหลายคัน มีการดัดแปลงถังน้ำมันเชื้อเพลิงจากขนาดบรรจุปกติ เป็นขนาดบรรจุ 1,200 ลิตร เจ้าหน้าที่พบความพิรุธ จึงสอบถามนายแวอาแซ แต่ได้รับคำตอบที่เชื่อถือไม่ได้

แกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊ม พบโกดังเก็บน้ำมันเถื่อน ยึดของกลางกว่า 9,230 ลิตร

และจากการรวบรวมน้ำมันเถื่อน ชนิดเบนซินและดีเซล ที่ตั้งและบรรจุในที่ต่างๆ รวม 6 จุด มีปริมาณน้ำมันทั้งสิ้น จำนวน 9,230 ลิตร โดยแยกเป็นน้ำมันเบนซิน 1,200 ลิตร น้ำมันดีเซล 8,030 ลิตร เจ้าหน้าที่จึงได้มีการประสานไปยังเจ้าหน้าที่สรรพสามิต อ.สุไหงโก-ลก มาร่วมตรวจสอบ พบว่าน้ำมันดังกล่าว น่าจะมีการลักลอบมาจากฝั่งประเทศมาเลเซีย โดยที่ผ่านมากลุ่มค้าน้ำมันเถื่อนจะรับซื้อน้ำมันดีเซลจากมาเลเซีย ในราคาลิตรละ 27 บาท ขายต่อในพื้นที่ลิตรละ 30 บาท ส่วนน้ำมันเบนซินรับซื้อลิตรละ 23 บาท ขายลิตรละ 26 บาท ซึ่งใน 1 ลิตร จะได้กำไรลิตรละ 3 บาท เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลาง และควบคุมตัวนายแวอาแซ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สุไหงโก-ลก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การปฏิบัติการ แกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊ม

การปฏิบัติการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการติดตามและจับกุมผู้กระทำผิด รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ การแกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊มครั้งนี้ นำไปสู่การค้นพบโกดังเก็บน้ำมันเถื่อน และการยึดของกลางกว่า 9,230 ลิตร ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ

แกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊มครั้งนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และสรรพสามิต ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังอาจเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอื่นๆ ดังนั้นการปราบปรามอย่างต่อเนื่องและจริงจังจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

การ แกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊ม พบโกดังเก็บน้ำมันเถื่อน ยึดของกลางกว่า 9,230 ลิตร เป็นสัญญาณที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – จนท. แกะรอยคนร้ายลอบบึมปั๊ม พบโกดังเก็บน้ำมันเถื่อน ยึดของกลางกว่า 9,230 ลิตร

Scroll to top