สารเสพติด

สุนัขตำรวจ K9 ลุยสแกนกระเป๋าสนามบินสุวรรณภูมิ สกัดยาเสพติดข้ามชาติ

เชื่อว่าหลายคนที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในช่วงนี้ อาจจะได้เห็นภาพความน่ารักแต่เปี่ยมไปด้วยความเข้มแข็งของเหล่าน้องสุนัขตำรวจ K9 ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างตั้งใจ วันนี้เราจะมาเจาะลึกภารกิจสำคัญของ สุนัขตำรวจ K9 ลุยสแกนกระเป๋าสนามบินสุวรรณภูมิ สกัดยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นด่านหน้าสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยร้ายของยาเสพติด

ภารกิจสำคัญ สุนัขตำรวจ K9 ลุยสแกนกระเป๋าสนามบินสุวรรณภูมิ สกัดยาเสพติดข้ามชาติ

ภายใต้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มุ่งเน้นการยกระดับความปลอดภัยในทุกมิติ การนำกำลังสุนัขตำรวจเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคม ด้วยประสาทสัมผัสอันยอดเยี่ยมของสุนัข K9 ทำให้การตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ท่าอากาศยานมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้นมาก ช่วยตัดวงจรการลักลอบขนยาเสพติดก่อนที่จะหลุดรอดออกไปสู่ต่างประเทศหรือเข้ามาแพร่ระบาดในบ้านเราได้

เหตุผลที่ต้องใช้ สุนัขตำรวจ K9 ลุยสแกนกระเป๋าสนามบินสุวรรณภูมิ สกัดยาเสพติดข้ามชาติ

  • มีความสามารถในการดมกลิ่นสารเสพติดได้ดีกว่าเทคโนโลยีบางชนิดในพื้นที่แคบ
  • ช่วยสร้างความอุ่นใจและยับยั้งชั่งใจให้กับผู้ที่คิดจะกระทำผิด
  • เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง ป.ป.ส., AOT และตำรวจ เพื่อความมั่นคงของชาติ

หากถามว่าทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ คำตอบคือสนามบินคือประตูบานใหญ่ของประเทศ การป้องกันตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นเรื่องที่คุ้มค่าที่สุด การที่เจ้าหน้าที่นำ สุนัขตำรวจ K9 ลุยสแกนกระเป๋าสนามบินสุวรรณภูมิ สกัดยาเสพติดข้ามชาติ ออกมาปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ถือเป็นการตอกย้ำให้เครือข่ายยาเสพติดได้รับรู้ว่าประเทศไทยเรามีการวางระบบป้องกันที่แน่นหนามาก

นอกเหนือจากภารกิจดมกลิ่นแล้ว น้องๆ K9 ยังถือเป็นมิตรแท้ของเจ้าหน้าที่ที่ช่วยลดความเครียดในการทำงานและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการให้บริการประชาชนอีกด้วย สำหรับใครที่พบเห็นความผิดปกติหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด อย่ารอช้าที่จะแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ได้ทันทีผ่านสายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะการช่วยกันเป็นหูเป็นตาคือพลังที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานของเรา

ที่มา – สุนัขตำรวจ K9 ลุยสแกนกระเป๋าสนามบินสุวรรณภูมิ สกัดยาเสพติดข้ามชาติ

“สุรศักดิ์” ยันจับแอร์การบินไทยที่ออสเตรเลีย เรื่องส่วนตัวไม่กระทบองค์กร

“สุรศักดิ์” ยันจับแอร์การบินไทยที่ออสเตรเลีย เรื่องส่วนตัวไม่กระทบองค์กร

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ สำหรับกรณีที่มีข่าวแอร์โฮสเตสถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวข้องกับสารเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวม วันนี้เรามาติดตามความคืบหน้าจากปากคำของ นายสุรศักดิ์ เจริญพันธุ์วรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ที่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนครับ

อย่างที่ทราบกันดีว่า “สุรศักดิ์” ยันจับแอร์การบินไทยที่ออสเตรเลีย เรื่องส่วนตัวไม่กระทบองค์กร โดยท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงผ่านทางรัฐสภาว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดเฉพาะบุคคล ไม่ได้เป็นนโยบายหรือพฤติกรรมในระดับองค์กรแต่อย่างใด ดังนั้น สายการบินแห่งชาติของเรายังคงมีมาตรฐานการให้บริการที่เชื่อถือได้เช่นเดิม แม้ว่าภาพลักษณ์อาจจะได้รับผลกระทบไปบ้างในระยะสั้น แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างส่วนบุคคลกับองค์กรครับ

มาตรการคุมเข้มเพื่อความปลอดภัย

เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อผู้โดยสารและประเทศปลายทาง ทางกระทรวงฯ ได้กำชับให้มีการปรับปรุงมาตรการตรวจสอบให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองลูกเรือทั้งก่อนออกเดินทางและหลังเดินทางกลับ
  • ยกระดับการตรวจสารเสพติดให้มีความแม่นยำและเข้มข้นมากขึ้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดในลักษณะนี้อย่างเด็ดขาด

แม้บทสรุปที่ว่า “สุรศักดิ์” ยันจับแอร์การบินไทยที่ออสเตรเลีย เรื่องส่วนตัวไม่กระทบองค์กร จะช่วยลดความกังวลเรื่องการถูกแบนสายการบินไปได้ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือความใส่ใจในการบริหารจัดการบุคลากรและการคัดกรองคนเข้าออกประเทศ ซึ่งถือเป็นหน้าตาของชาติ

ทางรัฐมนตรียังย้ำอีกว่า การที่ออสเตรเลียเคยแบนสายการบินเมื่อหลายปีก่อนนั้นเป็นคนละกรณีกัน และในครั้งนี้เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว พบว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้กระทำผิดเอง ไม่ใช่การประสานงานร่วมมือกันภายในองค์กร จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องยกเลิกการดำเนินงานหรือระงับเส้นทางบินครับ

ท้ายที่สุด การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกสายการบินต้องนำไปปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้นไปอีก หวังว่ามาตรการที่เข้มงวดขึ้นนี้จะช่วยสร้างมั่นใจให้กับทุกคนได้ครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” ยันจับแอร์การบินไทยที่ออสเตรเลีย เรื่องส่วนตัวไม่กระทบองค์กร

พ่อเลี้ยงวัย 24 รับแล้ว ล่วงละเมิดลูกวัยขวบเศษ ส่งเสียงร้องเลยต่อยท้อง

เชื่อว่าข่าวสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คงสร้างความหดหู่ใจให้กับทุกคนอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีของ พ่อเลี้ยงวัย 24 รับแล้ว ล่วงละเมิดลูกวัยขวบเศษ ส่งเสียงร้องเลยต่อยท้อง จนเป็นเหตุให้หนูน้อยวัยเพียง 1 ขวบเศษต้องเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา วันนี้เรามาสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของเด็กในครอบครัวกันครับ

พ่อเลี้ยงวัย 24 รับแล้ว ล่วงละเมิดลูกวัยขวบเศษ ส่งเสียงร้องเลยต่อยท้อง

เหตุการณ์สลดนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยทางสถานีตำรวจภูธรเวียงสระได้รับการประสานจากโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี หลังพบเด็กหญิงวัยหนึ่งขวบเศษมีร่องรอยบาดแผลตามร่างกายและอาการสาหัส ซึ่งจากการสอบสวนพบว่านายนิธิศักดิ์ พ่อเลี้ยงที่อาศัยอยู่กับเด็กได้ลงมือก่อเหตุอันน่าสลดใจดังกล่าว แรงจูงใจที่ผู้ต้องหาอ้างนั้นฟังแล้วน่าตกใจยิ่งนัก เขาอ้างว่า พ่อเลี้ยงวัย 24 รับแล้ว ล่วงละเมิดลูกวัยขวบเศษ ส่งเสียงร้องเลยต่อยท้อง เพียงเพราะรำคาญที่เด็กส่งเสียงร้องในขณะที่เขากำลังทำเรื่องเลวร้าย

รายละเอียดและผลการสอบสวนเพิ่มเติม

จากการตรวจสอบของแพทย์ พบข้อมูลที่น่าใจหาย ดังนี้:

  • พบรอยฟกช้ำทั้งเก่าและใหม่ตามร่างกายของเด็ก
  • กะโหลกศีรษะด้านหลังมีรอยร้าว
  • มีการล่วงละเมิดทางเพศจนอวัยวะเพศฉีกขาด

เบื้องต้นผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย และข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนอย่างมาก ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนว่ามารดาของเด็กมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยอย่างไรบ้าง

บทเรียนจากเหตุการณ์ พ่อเลี้ยงวัย 24 รับแล้ว ล่วงละเมิดลูกวัยขวบเศษ ส่งเสียงร้องเลยต่อยท้อง ครั้งนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนเป็นแม่ที่ต้องเลือกคนเข้ามาในชีวิตและเข้ามาดูแลลูกน้อย การฝากชีวิตลูกไว้กับคนที่เพิ่งรู้จักหรือเพิ่งอยู่กินด้วยกันเพียงไม่นาน อาจนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันเรียกกลับคืนมาได้ ขอให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ซ้ำรอยอีกครับ

ที่มา – พ่อเลี้ยงวัย 24 รับแล้ว ล่วงละเมิดลูกวัยขวบเศษ ส่งเสียงร้องเลยต่อยท้อง

จ่อแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ส.ต.อ. สันติบาล ซ้อมกักขังพยาบาล

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียอย่าง จ่อแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ส.ต.อ. สันติบาล ซ้อมกักขังพยาบาลสาว พบฉี่ม่วงและสั่งฟันวินัยซ้ำ ทำให้ประชาชนตื่นตัวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายนี้ ส.ต.อ. สังกัดกองบังคับการตำรวจสันติบาล ซึ่งเป็นอดีตแฟนสาวของผู้ช่วยพยาบาลสาวผู้เสียหาย ถูกตั้งข้อหาหนักหลายประการ หลังจากนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เข้าช่วยเหลือและพาผู้เสียหายมาแจ้งความ

จ่อแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ส.ต.อ. สันติบาล

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีนี้ โดยพนักงานสอบสวนเตรียมดำเนินคดีกับ ส.ต.อ. รายดังกล่าวตาม 3 ข้อหาหนัก ได้แก่ 1. กักขังหน่วงเหนี่ยว 2. ทำร้ายร่างกาย และ 3. พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากการถ่ายคลิปลามกอนาจารและเผยแพร่ลงโซเชียลมีเดีย คาดว่าจะเรียกตัวผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาภายในสัปดาห์นี้ เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจสูง ผู้บังคับบัญชาจึงกำชับให้ดำเนินการอย่างโปร่งใสและเด็ดขาด

พบฉี่ม่วง สั่งฟันวินัยทันที

นอกจากข้อหาอาญาแล้ว ยังพบว่าผลตรวจสารเสพติดของ ส.ต.อ. รายนี้เป็นบวกหรือ “ฉี่ม่วง” ซึ่งยืนยันว่ามีสารเสพติดในร่างกาย ทำให้ต้นสังกัดสั่งมาตรการทางวินัยรุนแรง นางปวีณา หงสกุล ได้ประสานงานกับ พล.ต.ต.สุรพงค์ ธรรมพิทักษ์ ผู้บังคับการสันติบาล 1 ทันที ซึ่งสั่งการให้ พ.ต.ต.ธวัชชัย สายกระสุน ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการสันติบาล 1 ดำเนินการเร่งด่วน ดังนี้

  • นำตัว ส.ต.อ. เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา
  • ส่งตรวจสารเสพติดในร่างกาย
  • สั่งย้ายออกจากพื้นที่กลับต้นสังกัดในกรุงเทพมหานครทันที
  • ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากผิดจริงจะดำเนินทั้งทางวินัยและอาญา

ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ช่วยพยาบาลสาว ยังคงหวาดกลัวและอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิปวีณา โดยมีการสอบปากคำเพิ่มเติมต่อหน้าเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน เช่น พ.ต.อ.คเชนทร์ เสตะปุตตะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ที่มาช่วยราชการที่นครราชสีมา

บทบาทสำคัญของมูลนิธิปวีณาในการช่วยเหลือ

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ที่เข้ามาช่วยเหลือผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ โดยนางปวีณาได้ติดตามคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มักมีข่าวอาชญากรรมรุนแรงบ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้พิเศษเพราะผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณของตำรวจ

จากพฤติกรรมดังกล่าว ไม่เพียงทำร้ายร่างกายและกักขัง แต่ยังถ่ายภาพและวิดีโอลามกเพื่อประจาน สะท้อนปัญหาการใช้กำลังในความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะจากผู้สวมเครื่องแบบที่ควรเป็นแบบอย่างของสังคม นอกจากนี้ การพบสารเสพติดยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คดีรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะตำรวจเสพยาไม่เพียงผิดวินัย แต่ยังกระทบภาพลักษณ์ของกองทัพตำรวจทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายชี้ว่า คดีนี้มีโทษสูง โดยข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวอาจติดคุกไม่เกิน 3 ปี ทำร้ายร่างกายเกินกว่า 2 ปี และ พ.ร.บ.คอมฯ สามารถปรับและจำคุกได้ รวมทั้งทางวินัยอาจถึงขั้นไล่ออก สังคมควรจับตาการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ จ่อแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ส.ต.อ. สันติบาล นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายต้องเท่าเทียม ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเจ้าหน้าที่ หากปล่อยไว้จะทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันตำรวจได้ หากคุณเคยประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แนะนำให้ติดต่อมูลนิธิปวีณาหรือตำรวจโดยตรง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างกระแสให้คดีได้รับความสนใจมากขึ้น คอมเมนต์ด้านล่างบอกความเห็นของคุณได้เลย!

ที่มา – จ่อแจ้ง 3 ข้อหาหนัก “ส.ต.อ.” สันติบาล ซ้อมกักขังพยาบาลสาว พบฉี่ม่วง-สั่งฟันวินัยซ้ำ

หนุ่มทำร้ายกิ๊กสาวตายคาบ้าน รับหึงหวง

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในโซเชียล เมื่อหนุ่มทำร้ายกิ๊กสาวตายคาบ้าน รับหึงหวง สงสัยแชตคุยกับชายอื่น ที่จังหวัดปทุมธานี ผู้ต้องหายอมรับสารภาพทุกข้อหา และยังตรวจพบสารเสพติดในร่างกายอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงปัญหาความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคงและผลกระทบจากยาเสพติด

หนุ่มทำร้ายกิ๊กสาวตายคาบ้าน รับหึงหวง สงสัยแชตคุยกับชายอื่น

คืนวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลาประมาณตี 3 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดหลุมแก้ว ได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตจากการถูกทำร้ายร่างกาย ที่บ้านเลขที่หนึ่งในหมู่บ้าน 8 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เมื่อรีบไปตรวจสอบ พบร่างของ น.ส.น้ำฝน อายุ 40 ปี นอนเสียชีวิตหน้าบ้านชั้นล่าง ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำที่ใบหน้าและลำตัว ชัดเจนว่าถูกทำร้ายอย่างรุนแรง

ผู้ก่อเหตุคือ นายสมศักดิ์ อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นลูกชายเจ้าของบ้าน และมีความสัมพันธ์ลับๆ กับผู้เสียชีวิตมานาน 3-4 เดือน แม้ผู้ตายจะมีสามีอยู่แล้วก็ตาม ก่อนเกิดเหตุ พยานในบ้านเล่าว่าได้ยินทั้งคู่ทะเลาะกันเสียงดังตั้งแต่เที่ยงคืน ทะเลาะกันบ่อยครั้งเพราะเรื่องหึงหวง จนกระทั่งเกือบตี 2 นายสมศักดิ์ตะโกนเรียกให้คนในบ้านมาช่วย พบผู้ตายนอนหมดสติ กู้ชีพมาช่วยปั๊มหัวใจแต่ไม่สำเร็จ เสียชีวิตคาที่

ประวัติความสัมพันธ์และสาเหตุที่แท้จริง

ทั้งคู่คบกันแบบกิ๊ก โดย น.ส.น้ำฝน ทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งในปทุมธานี ขณะที่นายสมศักดิ์รับจ้างทั่วไป ก่อนหน้านี้เคยทะเลาะหนักช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ผู้ตายโทรให้สามีมารับ สัญญาจะไม่กลับมาอีก แต่สุดท้ายก็หวนคืน จนคืนนี้เกิดเหตุ เมื่อตำรวจชันสูตร พบร่องรอยถูกทำร้ายชัดเจน ศพส่งนิติเวชเพื่อตรวจละเอียด

  • ทะเลาะเพราะหึงหวง สงสัยแชตกับชายอื่น
  • ผู้ต้องหาอ้างทะเลาะเป็นชั่วโมง ก่อนลงมือ
  • ผู้ตายขอสอดประสาน แต่ผู้ต้องหาไปหยิบมา พอกลับมาก็นอนนิ่ง

เช้าวันเดียวกัน เวลา 6 โมง นายสมศักดิ์เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจ ให้การว่า “เห็นแชตคุยผู้ชายอื่น ถามก็เงียบเหมือนมีพิรุธ หึงมากเพราะรัก แต่ไม่คิดฆ่า ทะเลาะแล้วลงไม้ลงมือ เขาวิ่งออกไปนั่งหน้าบ้าน ขอยาดม เรียกไม่ตื่นจึงเรียกรถ” เขายังขอโทษครอบครัวผู้ตายด้วย

ผลตรวจร่างกายและข้อหาที่แจ้ง

จากการตรวจร่างกาย พบสารเสพติดในตัวผู้ต้องหา ซึ่งยอมรับสารภาพ ตำรวจแจ้งข้อหา “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย” และ “เสพสารเสพติดให้โทษ” ดำเนินคดีเต็มรูปแบบ เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความสัมพันธ์นอกใจ ที่มักจบลงด้วยโศกนาฏกรรม

จากข้อมูลสถิติ ความหึงหวงเป็นสาเหตุหลักของคดีฆ่ากันในไทย โดยเฉพาะเมื่อรวมกับยาเสพติดที่ทำให้เสียการควบคุม หากเราสังเกตได้ทัน ควรขอความช่วยเหลือจากสายด่วน 1323 สถาบันธัญญารักษ์ หรือตำรวจท้องที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

ในมุมมองของผม ความหึงหวงไม่ใช่ข้ออ้างในการใช้ความรุนแรง รักแท้ต้องเคารพและไว้วางใจ หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังเผชิญปัญหานี้ อย่ารอช้า ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดีกว่าให้กลายเป็นข่าวเศร้า แบ่งปันบทความนี้เพื่อเตือนใจผู้อื่น และติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – หนุ่มทำร้ายกิ๊กสาวตายคาบ้าน รับหึงหวง สงสัยแชตคุยกับชายอื่น

ตม.สุราษฎร์ฯ ขยายผลเครือข่ายค้ายาบเกาะพะงัน จับหนุ่มต่างชาติ

การปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเข้มข้นกำลังเป็นข่าวใหญ่ โดยเฉพาะ ตม.สุราษฎร์ฯ ขยายผลเครือข่ายต่างชาติค้ายาบบนเกาะพะงัน จับเพิ่มหนุ่มอิสราเอล-ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและชาวไทย เกาะพะงันที่ขึ้นชื่อเรื่องปาร์ตี้ฟูลมูนกำลังเผชิญปัญหายาเสพติดจากชาวต่างชาติที่ลักลอบค้าขาย สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย

ตม.สุราษฎร์ฯ ขยายผลเครือข่ายต่างชาติค้ายาบบนเกาะพะงัน จับเพิ่มหนุ่มอิสราเอล-ออสเตรเลีย

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสุราษฎร์ธานี หรือ ตม.สุราษฎร์ฯ ได้จับกุมนาย PEDRO ชาวบราซิลที่ค้ายาเสพติดบนเกาะพะงันเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่จึงขยายผลสืบสวนตามคำสั่งของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 เปิดเผยว่าสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้ เริ่มจากนาย OR ชาวอิสราเอล ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ พบยาเสพติดจำนวนมากในห้องพัก บริเวณซอยโคโคนัทเลน ต.เกาะพะงัน

ของกลางที่ตรวจยึดได้มีโคเคน 389.35 กรัม ซึ่งบางส่วนยังเป็นก้อนกลมสีขุ่น คาดว่านำเข้าซุกซ่อนในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีเอ็กซ์ตาซีทั้งผงและเม็ด เคตามีน ยางกัญชา และอุปกรณ์แบ่งบรรจุยา ผู้ต้องหาถูกจับในข้อหาครอบครองและจำหน่ายยาเสพติด ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน

ภาพการจับกุมเครือข่ายค้ายาบเกาะพะงัน

จับกุมชาวออสเตรเลียเพิ่มเติม

ระหว่างสืบสวน เจ้าหน้าที่พบชาวต่างด้าวอีก 2 ราย คือ นาย KIAN และ น.ส. MIKA ชาวออสเตรเลีย ที่ปรากฏตัวบริเวณห้องพักของนาย OR ด้วยท่าทางน่าสงสัย ผลตรวจร่างกายนาย KIAN พบสารโคเคน จึงถูกจับข้อหาเสพยาเสพติด ส่วนน.ส. MIKA ปฏิเสธการตรวจสาร จึงถูกดำเนินคดีขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. การจับกุมครั้งนี้มาจากข้อมูลกล้องวงจรปิดและการสืบสวนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ของกลางยาเสพติดจากเครือข่ายต่างชาติ

ปฏิบัติการนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายในไทย เพื่อรักษาภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะเมืองท่องเที่ยวชั้นนำ

ปัญหายาเสพติดบนเกาะพะงันและแนวทางป้องกัน

เกาะพะงันเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับปาร์ตี้และนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่กลับกลายเป็นแหล่งค้าขายยาเสพติด โคเคน เอ็กซ์ตาซี เคตามีน เป็นยอดฮิตในกลุ่มปาร์ตี้ เจ้าหน้าที่ตม.สุราษฎร์ฯ จึงเพิ่มกำลังสืบสวน ใช้เทคโนโลยีกล้อง CCTV และสายข่าวท้องถิ่น ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบนักท่องเที่ยวที่เสี่ยงชีวิต แต่ยังสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนท้องถิ่น การขยายผล ตม.สุราษฎร์ฯ ขยายผลเครือข่ายต่างชาติค้ายาบบนเกาะพะงัน จับเพิ่มหนุ่มอิสราเอล-ออสเตรเลีย จึงเป็นตัวอย่างที่ดีในการตัดวงจร

  • เพิ่มการตรวจสอบชาวต่างชาติที่พักนาน
  • ร่วมมือกับ สภ.ท้องถิ่นและ ป.ป.ส.
  • ประชาสัมพันธ์ให้ท่องเที่ยวระวัง

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การค้าข้ามชาติยาเสพติดมักเชื่อมโยงกับเครือข่ายใหญ่จากอเมริกาใต้และตะวันออกกลาง การจับกุมครั้งนี้ช่วยตัดหัวโจกได้บางส่วน แต่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมกับสิ่งผิดกฎหมายเพื่อความปลอดภัย

หากคุณพบพฤติกรรมน่าสงสัยของชาวต่างชาติ โปรดแจ้งข้อมูลทันทีที่สายด่วน ตม. 1178 หรือ ตม.สุราษฎร์ธานี โทร. 077-423440 หรือเว็บไซต์ www.suratthaniimmigration.go.th การมีส่วนร่วมของประชาชนจะช่วยให้เกาะพะงันกลับมาเป็นสวรรค์ท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

ที่มา – ตม.สุราษฎร์ฯ ขยายผลเครือข่ายต่างชาติค้ายาบบนเกาะพะงัน จับเพิ่มหนุ่มอิสราเอล-ออสเตรเลีย

เจอตัวแล้ว! หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น อ้างเสพเล่นๆ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกออนไลน์ เมื่อมีข่าว เจอตัวแล้ว หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น แถมตรวจเจอฉี่ม่วงอีกด้วย! เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์ที่หนุ่มใหญ่รายหนึ่งขับรถกระบะประกบรถจักรยานยนต์ของนักศึกษา พร้อมตะโกนข่มขู่ ทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้าย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา และล่าสุด ตำรวจได้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุได้แล้วเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ทราบชื่อคือ นายกมล อายุ 44 ปี จากการตรวจปัสสาวะ พบสารเสพติดในร่างกาย นายกมลอ้างว่าไม่ได้ติดยา แต่แค่ “เสพเล่นๆ เหมือนกินข้าว”

เจอตัวแล้ว หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น อ้างเสพเล่นๆ เหมือนกินข้าว

นายกมลให้การว่า ในวันเกิดเหตุ ตนเองขับรถออกไปซื้อของ และขณะที่กำลังออกจากซอย ได้เจอกับนักศึกษา 2 คนขี่รถจักรยานยนต์อยู่ แล้วหันมามองหน้า ทำให้ตนเองไม่พอใจ จึงขับรถตามไปถามว่ามองอะไร พร้อมทั้งถามว่า “เคยข่มขืนผู้หญิงไหม” แต่ยืนยันว่าแค่ถามเฉยๆ ไม่ได้มีเจตนาจะข่มขู่

“เสพเล่นๆ เหมือนกินข้าว” คำอ้างของหนุ่มขู่เด็ก

คำกล่าวอ้างที่ว่า “เสพเล่นๆ เหมือนกินข้าว” ของนายกมล ทำให้หลายคนไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สำนึกผิด และยังเป็นการลดทอนความร้ายแรงของการใช้สารเสพติดอีกด้วย นายกมลยังอ้างอีกว่า ตนเองไม่ได้ติดยา แต่การตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะเป็นเพราะแค่เสพเล่นๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ว่ากล่าวตักเตือนนายกมลในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์ และการเคารพสิทธิของผู้อื่น การใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือทางวาจา ไม่เคยเป็นทางออกที่ดี และอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้ นอกจากนี้ การใช้สารเสพติดยังเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำลายสุขภาพแล้ว ยังอาจทำให้ขาดสติ และก่อเหตุร้ายแรงได้อีกด้วย

ผลกระทบจากพฤติกรรมข่มขู่: พฤติกรรมข่มขู่ไม่ว่ารูปแบบใด ล้วนส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำอย่างมาก อาจทำให้เกิดความหวาดกลัว วิตกกังวล และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น เราทุกคนจึงควรช่วยกันป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขู่ในทุกรูปแบบ

ข้อคิดที่ได้จากเหตุการณ์: เหตุการณ์ เจอตัวแล้ว หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงและการใช้สารเสพติดในสังคมไทย เราทุกคนควรตระหนักถึงผลเสียของพฤติกรรมเหล่านี้ และร่วมมือกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ความรับผิดชอบต่อสังคม: การกระทำของนายกมลสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่บกพร่อง การข่มขู่วัยรุ่นและการใช้สารเสพติดเป็นสิ่งที่สังคมไม่ควรยอมรับ เราทุกคนมีหน้าที่ในการเป็นพลเมืองที่ดี และเคารพกฎหมาย

ในท้ายที่สุด หวังว่าเหตุการณ์ เจอตัวแล้ว หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น จะเป็นบทเรียนให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีสติและการควบคุมอารมณ์ รวมถึงการหลีกเลี่ยงจากสิ่งเสพติดที่จะนำมาซึ่งหายนะ

ที่มา – เจอตัวแล้ว หนุ่มขับกระบะขู่วัยรุ่น ตรวจเจอฉี่ม่วง อ้างเสพเล่นๆ เหมือนกินข้าว

บุกตรวจผับจีนห้วยขวาง มั่วสุมยา!


ตำรวจบุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง! ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดและสถานบันเทิงผิดกฎหมายย่านห้วยขวาง นำไปสู่การบุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวางชื่อดัง พบนักท่องเที่ยวกว่า 300 ชีวิต ผลตรวจฉี่ม่วงถึง 6 ราย งานนี้มีสิทธิ์โดนสั่งปิดยาว 5 ปี!

เมื่อกลางดึกของวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ทีมสนธิกำลังนำโดย พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บุกเข้าตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง ในซอยประชาอุทิศ 11 แหล่งรวมตัวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มชาวจีน

สถานบันเทิงดังกล่าวเต็มไปด้วยนักเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกว่า 328 คน กำลังสนุกสุดเหวี่ยง เจ้าหน้าที่จึงสั่งยุติกิจกรรมทั้งหมดเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ จากการตรวจสอบเบื้องต้นในโถงใหญ่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่กลับไปเจอสารเสพติดในตัวนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม ชายชาวจีน และหญิงชาวเวียดนาม

บุกตรวจผับจีน ห้วยขวาง

บุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง

ทีเด็ดอยู่ที่ชั้นลอย! ที่นี่ถูกแบ่งซอยเป็นห้องวีไอพีถึง 4 ห้องด้วยกัน ในห้องวีไอพี วี888 พบนักท่องเที่ยวชายชาวจีน 8 คน ส่วนห้องวีไอพี วี999 พบนักท่องเที่ยว 17 คน (ชายชาวจีน 10 คน, หญิงชาวจีน 6 คน, ชาวเวียดนาม 1 คน) ที่น่าตกใจคือ พบสารเสพติด (เมทแอมเฟตามีน 2 คน, เคตามีน 2 คน) แถมยังเจอ “แฮปปี้วอเตอร์” อีก 4 ซอง ตกอยู่ใกล้ตู้เก็บแก้ว งานนี้ไม่มีใครปริปากว่าเป็นเจ้าของ เจ้าหน้าที่เลยต้องเก็บดีเอ็นเอไปตรวจพิสูจน์หาตัวเจ้าของที่แท้จริง

รายละเอียดการบุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง

พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง เผยว่า การบุกเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีสถานประกอบการลักลอบเปิดให้บริการ จึงได้ทำการสืบสวนจนพบว่าสถานบันเทิงแห่งนี้เป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน และจากการหาข้อมูลเชื่อว่าอาจมีการมั่วสุมเสพยาเสพติด ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ให้กวดขันตรวจสอบสถานบันเทิงในพื้นที่อย่างเข้มงวด

ตรวจผับจีน ย่านห้วยขวาง

ผลการตรวจค้นพบนักเที่ยวและพนักงานรวม 328 คน (คนไทย 122 คน, ต่างชาติ 206 คน) และผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดในร่างกาย 6 คน (นักท่องเที่ยวชาวจีนและเวียดนาม) นอกจากนี้ยังเจอแฮปปี้วอเตอร์อีก 4 ซอง ผู้ที่พบสารเสพติดถูกนำตัวส่ง รพ.นพรัตน์ราชธานี เพื่อยืนยันผลตรวจอีกครั้ง ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนทางร้านถูกดำเนินคดีในข้อหาไม่มีใบอนุญาตเปิดสถานบริการและไม่มีใบอนุญาตจำหน่ายสุรา พร้อมเสนอสั่งปิด 5 ปี ตามคำสั่ง คสช. ที่ 22/2558

หากประชาชนพบเห็นสถานที่ใดที่มีชาวต่างชาติรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก สามารถแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบได้ทันที เพื่อป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรม

การบุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวางครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด และสถานบันเทิงที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อสร้างความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสังคม

ที่มา – บุกตรวจผับจีนย่านห้วยขวาง ไม่มีใบอนุญาต แบ่งห้องวีไอพี ปล่อยนักท่องเที่ยวมั่วยา

Scroll to top